Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 > Lesson 6 > Lesson 7 > Lesson 8 >
.
Lesson9
.
บทที่ 9
                 สงครามขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ และคริสตจักรสมัยแรก
วันที่  20 – 26  กุมภาพันธ์  2016

บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
กิจการฯ 1:6-8 ; กิจการฯ 2:5-12 ; ปฐมกาล 11:1-9 ; กิจการฯ 4:1-30 ; กิจการฯ 7:54 ; กิจการฯ 10:12-29.

ข้อควรจำ     “เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาด
                   การศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคย
                   อยู่กับพระเยซู" (กิจการของอัครทูต 4:13)               


ปัญหายิ่งใหญ่ที่สุดพระเยซูทรงมีกับเหล่าสาวกทั้งหลายของพระองค์คือ พวกเขาได้
ฝังความคิดเห็นของพวกเขาไว้อย่างลงลึก
เหล่าสาวกให้ความสนใจเพียงเล็กน้อยในสิ่งที่พระเยซูทรง
ตรัสกับพวกเขา หากสิ่งพระองค์ทรงตรัสไม่ลงตัวกับแนวคิดของพวกเขา กล่าวคือพวกเขาเชื่อสนิทใจว่าพระเยซูเสด็จมาเพื่อฟื้นฟูราชวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด และพระองค์จะทรงขึ้นนั่งบนบัลลั่งก์นั้น แม้ว่าพระองค์จะบอกว่าอาณาจักรของพระองค์ไม่ตั้งอยู่บนโลกนี้ พวกเขาไม่ยอมเข้าใจ จึงยังถามเรื่องการปลดปล่อยชนชาติอิสราเอลให้เเป็นไทยจากอาณาจักรโรมันแม้ใกล้ช่วงเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับสวรรค์็รา
       หลังจากพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์แล้ว พวกเขาได้มาชุมนุมกัน ณ ห้องชั้นบน ใช้เวลาอธิษฐานและหนุนใจซึ่งกันและกันตลอดสิบวัน ตอนนี้เองพวกเขาเริ่มเข้าใจพันธกิจของพระเยซู ว่าไม่ใช่เป็นการช่วยกู้อาณาจักรของกษัตริย์ดาวิดแต่เป็นการประกาศอาณาจักรแห่งพระคุณ และความรอด ด้วยการประกาศพระกิตติคุณของพระองค์ไปทั่วโลก พวกเขาจึงรับเป้าหมายใหม่เข้ามาแทนความคิดเห็นเดิม และนั่นเท่ากับพวกเขาได้เปิดประตูใจให้กับการอัศจรรย์ในวันเพ็นเทคอสต์แรก หลังจากการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู
       แน่นอนคริสตจักรยังคงพบการท้าทายหลายประการ และผู้นำศาสนาท้องถิ่นจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่มีความคิดเห็นบางอย่างของพวกเขาเอง
       ดังนั้น บทเรียนของสัปดาห์นี้ เราจะพบการเผยให้เห็นภาพรวมของ การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวในหลายลักษณะเราจะพบภาพการขับเคี่ยวอย่างเปิดเผย เมื่อผู้มีอำนาจได้รับการดลใจจากซาตานให้ทำการเหยียดความจริงลง และเราจะพบด้วยว่า การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวจะซ่อนเร้นในมุมลับ แต่เป็นพื้นที่สำคัญ: นั่นคือภายดวงใจของมนุษย์

วันอาทิตย์   การเริ่มต้นของสมัยแรก  (กิจการฯ 1:6-8)
      หลังการคืนพระชนม์ พระเยซูทรงใช้เวลา 40 วันพบปะกับเหล่าสาวก เพื่อให้พวกเขาประจักษ์ในการคืนพระชนม์ และเพื่อช่วยพวกเขาให้เข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับอาณาจักรของพระเจ้า (กิจการฯ 1:3 ; 1 โครินธ์ 15:4-7) กระนั้นขณะที่พวกเขาพบพระอาจารย์ก่อนทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ สาวกบางคนยังคงนึกสงสัย และถามพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งอาณาจักรใหม่ขึ้น ให้แก่ชนอิสราเอลครั้งนี้เหรือ” (กิจการฯ 1:6)

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 1:6-8. ในการเผชิญกับความเห็นดื้อดึงของสาวกบางคน พระเยซูทรงตอบคำถามของพวกเขาอย่างไร?
 
       พระเยซูทรงมุ่งไปยังประเด็นที่เป็นจริง แทนที่จะเสียเวลาแก้ไขความเข้าใจผิดของกลุ่มสาวก การที่พระเจ้าทรงเทพระวิญญาณของพระองค์ลงมาสวมทับเหล่าสาวก เป็นการประทานอำนาจให้พวกเขา ซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่าจะใช้เวลามาอภิปรายในประเด็นเรื่องการเมือง
       หลังจากเหล่าสาวกแหงนหน้าดูพระเยซูหายไปในหมู่ก้อนเมฆบนท้องฟ้า พวกเขาสังเกตเห็นบุรุษสองคนสวมเสื้อขาวยืนอยู่กับพวกเขา ทูตองค์หนึ่งได้พูดกับเหล่าสาวกว่า “ชาวกาลิลีเอ๋ย เหตุไฉนท่านจึงเขม้นดูฟ้าสวรรค์ พระเยซูองค์นี้ซึ่งทรงรับไปจากท่านขึ้นไปยังสวรรค์นั้น จะเสด็จมาอีกเหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายได้เห็นพระองค์เสด็จไปยังสวรรค์นั้น" (กิจการฯ 1:11) ในแผ่นดินสวรรค์พระเยซูได้รับการต้อนรับเสมือนกษัตริย์ผู้ได้ชนะศึกกลับไป และเมื่อพระองค์ทรงเสด็จมายังโลกอีกครั้ง พระองค์จะเสด็จมาดุจกษัตริย์ ในวันนั้นพระเยซูคริสต์จะทรงสง่าราศีมากกว่ากษัตริย์ที่เหล่าสาวกคาดฝันไว้ เพราะพระองค์จะไม่ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศอิสราเอล ประเทศเล็กๆในตะวันออกกลาง แต่จะเป็นจอมกษัตริย์นั่งบนบัลลังก์แห่งโลกนี้ ที่พระองค์ได้ทรงเนรมิตสร้างไว้
       จากภูเขามะกอกเทศ สถานที่พวกเขาพบกับพระเยซูครั้งสุดท้าย ก่อนจะทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์อัครทูตทั้งสิบเอ็ดคนเดินทางกลับไปที่กรุงเยรูซาเล็ม ในสมองของพวกเขาเต็มไปด้วยความทรงจำ และดวงใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความจริงที่พระเยซูทรงสอน แต่พวกเขาต้องการบางสิ่งมากกว่า พระเยซูทรงสั่งให้พวกเขารออยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จนกว่าพวกเขาจะได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กิจการฯ 1:4,5) ศัตรูของพระเยซู และของพวกเขาได้พ่ายแพ้แล้ว แต่ซาตานยังไม่ถูกฆ่า เหล่าสาวกจึงต้องการอำนาจจากเบื้องบนเพื่อที่จะทำการตามพระบัญญชาของพระเยซู
 
       อ่าน กิจการฯ 1:14. มีความแตกต่างอะไรเกี่ยวเนื่องกับการที่เหล่าสาวกมีความผูกพันต่อกัน และกันเดี๋ยวนี้เปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้านี้ มัทธิว 20:20-24? มีข่าวสารอะไรสำหรับเราในเรื่องการเปลี่ยนท่าทีนี้?ในทางใดบ้างที่คุณสามารถเอา “ตัวเอง” วางไว้ก่อน เพื่อที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับการหลั่งลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์?
 

วันจันทร์   วันเพ็นเทคอสต์  (กิจการฯ 2:2,3)

       เป็นเวลาสิบวันที่เหล่าอัครทูต และสาวกทั้งหลายของพระเยซูได้ (1) อธิษฐาน  (2) ศึกษาพระคัมภีร์ และระลึกถึงประสบการณ์ของพวกเขาที่มีกับพระเยซู (3) แสดงการยอมรับซึ่งกันและกัน และ (4) เปิดใจให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทับตราความจริงไว้บนดวงจิตของพวกเขา พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าซึ่งปกคลุมอยู่เหนือน้ำตอนที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างโลก ในลักษณะที่คล้ายกันพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าได้สวมทับเหล่าสาวกแต่ละคน ปรากฏลักษณะเหมือนลิ้น และไฟกระจายบนพวกเขาสิ้นทุกคน (กิจการฯ 2:2,3) นี่เป็นการเริ่มศักราชใหม่ การเนรมิตสร้างใหม่

       อ่าน พระธรรมกิจการฯ 2:5-12. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บันทึกเหตุการณ์สำคัญอะไรที่ได้เกิดขึ้น?         

       ชาวยิวที่กระจัดกระจายไปอยู่หลายประเทศได้มาชุมนุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม พวกเขารู้สึกประหลาดในอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาได้ฟังคำเทศนาจากท่านเปโตรหนึ่งในพวกอัครทูต ในภาษาท้องถิ่นของพวกเขาเอง พระคัมภีร์บันทึกว่า “เมื่อมีเสียงอย่างนั้นเขาจึงพากันมา และฉงนสนเท่ห์เพราะต่างคนต่างได้ยินเขาพูดภาษาของตัว คนทั้งปวงจึงประหลาดและอัศจรรย์ใจพูดว่า "ดูแน่ะ คนทั้งหลายที่พูดกันนั้นเป็นชาวกาลิลีทุกคนไม่ใช่หรือ เหตุไฉนเราทุกคนได้ยินเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เช่นชาวปารเธียและมีเดีย ชาวเอลามและคนที่อยู่ในเขตแดนเมโสโปเตเมีย และแคว้นยูเดียและแคว้นคัปปาโดเซีย ในแคว้นปอนทัสและเอเชีย” (กิจการฯ 2:6-9) อ่านข้อ 10 และ 11 ด้วย
       ท่านเปโตรใช้โอกาสนี้เทศนาเทศนาให้กับประชาชนฟัง ท่านกล่าวถึงการหลั่งลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อเตรียมผู้คนไว้พบกับองค์พระผู้เป็นเจ้า (กิจการ 2:17-21) ท่านปโตรชี้ให้เห็นพระเมสสิยาห์ทรงเสด็จมาเพื่อพันธกิจช่วยประชาชาติให้หลุดพ้นจากความบาป แต่เหล่าผู้นำชาติยิวได้ตรึงพระองค์เสียที่ไม้กางเขน (กิจการฯ 2:23) เมื่อประชาชนเหล่านั้นได้ยินเรื่องการเสด็จมาสิ้นพระชนม์ไถ่บาปของพระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจพวกเขาว่า พระเยซูคือพระผู้ช่วยให้รอดของโลก “เมื่อคนทั้งหลายได้ยินแล้วก็รู้สึกแปลบปลาบใจ จึงกล่าวแก่เปโตรและอัครทูตอื่นๆว่า "พี่น้องเอ๋ย เราจะทำอย่างไรดี" (กิจการฯ 2:37) เมื่อท่านเปโตรบอกให้พวกเขารับบัพติศมารับเอาพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด ในวันนั้นมีผู้ตัดสินใจรับบัพติศมาถึง 3,000 คนในคราวเดียวกัน (กิจการฯ 2:41)

       ภายใต้การดลใจของซาตาน ผู้นำ และผู้มีอำนาจหลายคนของชาวยิวอนุญาตให้ความตายของพระเยซูบังเกิดขึ้น แต่บัดนี้ภายใต้อิทธิพลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พวกเขาตัดสินใจรับบัพติศมาเป็นสาวกของพระ
เยซู สิ่งนี้บอกเราถึงอำนาจของพระเจ้า ผู้ทรงยกบาปอันร้ายแรง และเปลี่ยนแปลงผู้มีใจแข็งกระด้างที่สุดได้อย่างไร?
            

วันอังคาร   เผชิญกับชาวสะดูสี  (กิจการฯ 4:1-30)    

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 4:1-30. หัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” ปรากฏให้เห็นตรงนี้อย่างไร? ในทางใดบ้างนี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวแสดงให้เห็นถึงสิ่งได้เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์? เราได้พบว่าซาตานกำลังทำอะไรตรงนี้ และเราได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังทำงานอยู่เช่นกันอย่างไร?
 
       “พวกปุโรหิต และผู้ปกครองได้ตระหนักว่าพระคริสต์ได้รับยกย่องสรรเสริญเหนือพวกเขา พวกสะดูสีผู้ซึ่งไม่เชื่อในการฟื้นคืนชีพของคนที่ตายไปแล้ว แต่พวกเขาได้ยินเหล่าอัครทูตประกาศว่า พระคริสต์ได้คืนพระชนม์จากความตายแล้ว พวกเขารู้สึกโกรธ พวกเขาทราบว่าถ้าเหล่าสาวกเทศนาเรื่องการคืนพระชนม์จากความตาย และทำการอัศจรรย์ในนามของพระเยซูอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อีกไม่นานคำสอนของชาวสะดูสีที่ว่า “การฟื้นจากความตายไม่มี” ในเวลาไม่นานลัทธิความเชื่อของชาวสะดูสีจะหายสาปสูญไป” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “The Actsof the Apostles”, page 78.  
       สิ่งที่ทำให้เหล่าผู้นำเหล่านี้หงุดหงิดงุ่นง่านใจมาก เนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำการอัศจรรย์รักษโรคผ่านท่านเปโตร (กิจการฯ 3:1-10) แต่เมื่อพวกผู้นำเหล่านี้สั่งให้อัครทูตหยุดการประกาศเทศนา แต่เหล่าอัครทูตไม่ยอมอ่อนข้อ พวกปุโรหิตไม่คาดคิดว่า เหล่าอัครทูตที่ไม่มีการศึกษาจะแข็งข้อโต้ตอบได้ฉาดฉานเช่นนี้ (กิจการฯ 4:13) พวกเขาจึงสั่งให้ทหารนำท่านเปโตร และยอห์นที่พวกเขาจับมาให้ออกไปนอกห้อง แล้วปรึกกันระหว่างพวกผู้นำว่าจะทำอย่างไร พวกเขาตกลงกันว่า จะต้องสั่งด้วยอำนาจของฝ่ายบ้านเมืองไม่ให้พวกเขาสอนในพระนามของพระเยซูต่อไป พวกเขาคงเกรงกลัวอำนาจ และจะเชื่อฟัง (กิจการฯ 4:18) แต่พวกเขาคาดการณ์ผิด 
       แทนที่จะกลัวถูกจับ และถูกเฆี่ยนอัครทูตกลับไปและร่วมกับอัครทูตคนอื่นๆ และเหล่าสาวกทั้งหลาย พวกเขาร่วมกันสรรเสริญพระนามของพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และสรรพสิ่ง (กิจการฯ 4:24) พวกเขาอธิษฐานขอพระบิดาทรงประทานความกล้าในการประกาศข่าวประเสริฐ และยื่นมือออกรักษาโรคให้ผู้คนได้มากขึ้น (กิจการ 4:29, 30) เหล่าสาวกไม่ต้องรอนาน พวกเขากลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว ผู้คนนำคนเจ็บคนป่วยมาให้เหล่าสาวกรักษาจนเหล่าสาวกแทบไม่มีเวลาพอให้การบริการได้ทันใจ พระคัมภีร์ข้อหนึ่งบันทึกการรักษาไว้อย่างพิสดารว่า “จนเขาหามคนเจ็บป่วยออกไปที่ถนนวางบนที่นอนและแคร่ เพื่อเมื่อเปโตรเดินผ่านไป อย่างน้อยเงาของท่านจะได้ถูกเขาบางคน ประชาชนได้ออกมาจากเมืองที่อยู่ล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็ม พาคนป่วยและคนที่มีผีโสโครกเบียดเบียนมา และทุกคนก็หาย” (กิจการ 5:15,16)
      
ในพระธรรมกิจการฯ หลายบทตอนนี้เราได้เห็น “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยว” กำลังดำเนินต่อไป เหล่าผู้นำชาวยิวที่ไม่สัตย์ซื่อพยายามจะซ่อนความจริง แต่เหล่าผู้คนที่รักพระเจ้าอ่านพระวจนะของพระเจ้า และอธิษฐานขออำนาจจากพระองค์ คนเจ็บ คนป่วยได้รับการรักษาให้หาย ดวงวิญญาณจำนวนมากถวายตัวให้พระเยซู ปัจจุบันสิ่งต่างๆอาจไม่เป็นไปอย่างตื่นตาตื่นใจเหมือนสมัยแรกเริ่ม แต่ขออย่าให้เราลืมว่า “สงครามการต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” จะดำเนินต่อไปจนวาระสุดท้าย และชัยชนะในบั้นปลายจะเป็นของเราทุกคน เพราะพระคริสต์ได้ทรงได้ชัยชนะต่อโลก (ซาตาน) แล้ว

วันพุธ     การเอาหินขว้างสเทเฟน  (กิจการฯ 7:2-53)               
       ไม่เพียงเหล่าอัครทูต และพวกสาวกถูกโจมตีโดยเหล่าผู้นำศาสนาในยุคแรกของคริสตจักร ท่านสเทเฟนผู้พึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นมัคคนายกของคริสตจักร “ฝ่ายสเทเฟนประกอบด้วยพระคุณและฤทธิ์เดชจึงทำการมหัศจรรย์ และทำการเป็นนิมิตใหญ่ท่ามกลางประชากร” (กิจการฯ 6:8) มีกลุ่มคนจากธรรมศาลาแห่งหนึ่งที่ผู้คนมาจากหลายชนชาติได้ลุกขึ้นมาไล่เลียงกับท่านสเทเฟน แต่สู้เหตุผลและความจริงที่ท่านสเทเฟนนำเสนอไม่ได้ จึงเริ่มปลูกพยานเท็จแจ้งข้อหาว่า ท่านสเทเฟนพูดจาหมิ่นประมาทสถานบริสุทธิ์และธรรมบัญญัติ ท่านสเทเฟนถูกจับไป และถูกนำไปไต่สวนที่สภา (กิจการฯ 6:9,14)
 
       ใน พระธรรม กิจการฯ 7
:2-53. ท่านสเทเฟนได้ให้ข่าวสารอันทรงพลังให้กับเหล่าผู้กล่าวหาท่าน เมื่อพวกเขาได้ฟังถ้อยคำของท่านสเทเฟน ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวว่า “เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้นก็รู้สึกบาดใจ และขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเข้าใส่สเทเฟน” (กิจการฯ 7:54) คำว่า “รู้สึกบาดใจ” หมายความว่า เมื่อพวกเขาได้ฟังความจริงแล้วรู้สึกผิด ..ในกิจการฯ 2:37-41 เหตุการณ์ก่อนหน้าท่านสเทเฟน เมื่อประชาชนทั้งหลายได้ฟังเรื่องเทศนาของท่านเปโตร ประมาณ 3,000 คนได้รับการสัมผัส และรับบัพติศมา มีความแตกต่างกันอย่างไรระหว่างพวกผู้นำชาวยิวได้ยินถ้อยคำของท่านสเทเฟน และฝูงชนที่ได้ฟังถ้อยคำของท่านเปโตร?  และสิ่งนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับความสำคัญของบุคคลหนึ่งมอบถวายดวงใจของเขาอย่างอย่างหมดสิ้นแด่พระเจ้าอย่างไร?

       เหล่าอัครทูตได้พยายามอยู่ห่างไกลจากการท้าทายพวกผู้นำ แต่เมื่อท่านสเทเฟนพยายามทำอย่างเดียวกัน ท่านถูกฆ่าโดยกลุ่มชนที่ถูกยุยง (mob-จากกลุ่มผู้นำของชาวยิว) เพื่อให้เกิดการอลหม่านบ้าคลั่ง การตายของท่านสเทเฟนเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระเบียบองค์กรโดยซาตาน เพื่อกวาดล้างกลุ่มเคลื่อนไหวทางศาสนาที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดนี้ เหล่าผู้ติดตามพระเยซูได้พูดต่อต้านการคุกคาม แต่ท่านสเทเฟนเป็นคนแรกที่ถูกฆ่าเพื่อพระศาสนา
       แต่อะไรคือสิ่งที่พวกเขาคาดหวัง? ถ้าซาตานสามารถดลใจผู้นำบางคนให้ฆ่าพระเยซูๆได้ เหล่าสาวกผู้ติดตามของพระองค์ย่อมจะคาดการณ์ได้ว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติในทำนองเดียวกัน
       แน่นอน ตลอดเส้นทาง “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” องค์พระผู้เป็นเจ้าจะเข้าแทรกครั้งแล้ว ครั้งเล่าเพื่อนำชัยชนะมาให้กับผู้บ่อยครั้งที่ดูเหมือนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ตรงนี้ก็ไม่มีความแตกต่าง
       “ภายหลังการตายของสเทเฟน ท่านเซาโลถูกเลือกให้ให้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของ “สภาแซนเฮดริน” สำหรับอดีตที่ผ่านมา ท่านเซาโลได้ทำการโจมตรีคริสเตียนยุคแรก ในช่วงเวลาหนึ่งท่านเซาโลเป็นเครื่องมือทรงพลังของซาตานในการก่อกบฏ ทำสงครามต่อต้านพันธกิจของพระบุตรพระเจ้า แต่ไม่นานต่อมานักโจมตีหัวดื้อผู้นี้ได้กลับใจใหม่ มาเป็นผู้ก่อตั้งคริสตจักรที่เขาเคยพยายามรื้อถอน พระเยซูได้ทรงเลือกท่านเซาโลให้เข้าแทนที่ท่านสเทเฟน เพื่อเทศนาพระกิตติคุณ และทนรับความทุกข์ยากเพื่อพระนามของพระเยซู เพื่อเผยแผ่พระกิตติคุณแห่งความรอดผ่านพระโลหิตของพระบุตรให้ขยายออกไปกว้างไกล” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “กิจการของอัครทูต”  หน้า 102.

       บางครั้งเราเห็นสิ่งดีเกิดขึ้นจากสิ่งที่เห็นว่าเลวชัดเจน นั่นยิ่งใหญ่ เราจะทำอะไรถ้าเราไม่พบสิ่งดีใดๆ ออกมาจากสิ่งชั่ว ซึ่งจะว่าไป จะพบแต่สิ่งชั่วร้ายมากขึ้นเท่านั้น?

วันพฤหัสบดี   การเปลี่ยนแปลงท่าที  (กิจการฯ 10
:12-29)
 

       เหล่าสาวกต่อสู้ดิ้นรนกับแนวคิดที่กีดกั้นพวกเขาไม่ให้เข้าใจสิ่งพระเยซูทรงได้สอนพวกเขา นอกจากนี้พวกเขาจะแบ่งปันความรู้สึกมีอคติกับคนต่างชาติ ตัวอย่างที่พบคือเรื่องของหญิงชาวสะมาเรีย ที่พระเยซูทรงขอน้ำจากนางดื่ม ซึ่งหญิงชาวสะมาเรียรู้สึกประหลาดใจมาก จนได้เอ่ยถามพระเยซูว่า “ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉัน ผู้เป็นหญิงชาวสะมาเรีย” (ยอห์น 4:9)
       ความคิดอคติเรื่องเชื้อชาติเห็นได้ชัดจากบันทึกเรื่องนายร้อยชาวโรมันชื่อ โครเนลิอัส เป็นนายทหารประจำกองพันที่ตั้งอยู่ที่เมืองซีซารีอา พระคัมภีร์บันทึกเรื่องนายร้อย คนนี้ว่า “ทั้งท่านและครอบครัวเป็นคนยำเกรงพระเจ้า ท่านเคยให้ทานมากมายแก่ประชาชน และอธิษฐานต่อพระเจ้าเสมอ” (กิจการฯ 10:2) ท่านเป็น “เป็นคนชอบธรรม และเกรงกลัวพระเจ้า เป็นคนมีชื่อเสียงดีในหมู่พวกยิว” (กิจการฯ 10:22) ทูตสวรรค์บอกให้ท่านโครเนลิอัสไปเชิญท่านเปโตร ที่เมืองยัฟฟาให้มาแสดงธรรมแก่ท่าน ครอบครัว และบริวาร (อ่านพระธรรม กิจการฯ 10:3-8 ด้วย)
       ขณะที่ท่านเปโตรเดินทางไปที่เมืองยัฟฟา ท่านเปโตรขึ้นไปบนหลังคาตึกเพื่ออธิษฐาน (กิจการฯ 10:9) และขณะที่รอให้เจ้าภาพเตรียมอาหารเสร็จ ท่านเปโตรได้รับนิมิตประหลาด ก็หิวอยากจะรับประทานอาหาร แต่ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่ “เปโตรก็เข้าสู่ภวังค์ และได้เห็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง มีอะไรอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ทั้งสี่มุมหย่อนลงมายังพื้นโลก ในนั้นมีสัตว์ทุกอย่าง คือสัตว์ที่เดิน ที่เลื้อยคลาน และที่บิน มีพระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า "เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด" ฝ่ายเปโตรจึงทูลว่า "มิได้ พระเจ้าข้า เพราะว่าสิ่งซึ่งเป็นของต้องห้าม หรือของมลทินนั้น ข้าพระองค์ไม่เคยรับประทานเลย" (กิจการฯ 10:11-14) ขณะที่ท่านเปโตรกำลังใคร่ครวญอยู่ว่านิมิตนี่ว่าหมายถึงอะไร คนที่นายร้อยโครเนลิอัสส่งมาเชิญท่านเปโตรก็มายืนอยู่หน้าประตูรั้ว และพระวิญญาณได้ดลใจท่านเปโตรให้ตอบรับคำเชิญและเดินทางไปกับพวกเขา ท่านเปโตรจึงทราบได้ว่านิมิตที่ท่านได้รับหมายถึงอะไร   

      อ่าน พระธรรม กิจการฯ 10:12-29. ท่านเปโตรคิดอะไร เมื่อมีคำสั่งให้ท่านลุกขึ้น และฆ่า “สัตว์ที่ไม่สะอาด”และนำไปปรุงเป็นอาหารรับประทาน? นิมิตนี้หมายถึงอะไร?

       ในนิมิตนี้พระเจ้าทรงสอนท่านเปโตรบทเรียนสำคัญ มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่านิมิตนี้หมายถึง พระเจ้าทรงเปลี่ยนเรื่องอาหารของมนุษย์ โดยให้รับประทานอาหารอะไรก็ได้ที่พวกเขาชอบ นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านเปโตรได้รับจากนิมิตนี้ ก่อนอื่นท่านเปโตรนึกสงสัยว่านิมิตนี้หมายถึงอะไร ตอนแรกท่านไม่ค่อยกระจ่าง (กิจการฯ 10:17) แต่เมื่อคนที่นายร้อยโครเนลิอัสเดินทางมาถึง และได้อธิบายถึงภารกิจที่พวกเขาถูกส่งมา ท่านเปโตรตัดสินใจเดินทางไปกับพวกเขา (กิจการฯ 10:22,23) เมื่อท่านเปโตรได้พบกับโครเนลิอัส ท่านสามารถบอกโครเนลิอัสถึงความหมายของนิมิตที่ท่านได้รับ พระคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของชาวโลก ดวงวิญญาณของคนต่างชาติทั้งหลายมีความสำคัญสำหรับพระคริสต์ เพราะพระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อพวกเขาเช่นกัน (กิจการฯ 10:34-48)
       ท่านเปโตรกำลังเรียนบทเรียนที่เราทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้ ในพระคริสต์ “สิ่งขวางกั้น” ทั้งหมดได้ถูกรื้อลง จึงไม่มีความแตกต่างระหว่างชาวยิว และชาวต่างชาติ และระหว่างคนทั้งปวง พระวจนะกล่าวว่า “แต่คนใดๆในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (กิจการฯ 10:35)

       เป็นการดีเราจะเชื่อว่า เราทุกคนเป็นหนึ่งในพระคริสต์ นี่คือสิ่งพระคัมภีร์สอน แต่น่าเสียดายจริง แม้แต่
ในโบสถ์ นั่นไม่ใช่สิ่งเรารู้สึกเสมอในดวงใจของเราทั้งหลาย จริงไหม? ประการแรก เราสามารถตระหนักว่า
เรายังคงมีอคติหลงเหลืออยู่ใช่ไหม?  และประการที่สอง ในอำนาจของพระเจ้า เราจะสามารถ “ขจัด” ความรู้
สึกอคตินี้ออกไปอย่างหมดจดได้อย่างไร?


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม

       การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ฯ มีอิทธิพลกับผู้คนในโลกนี้หนักหน่วงเหลือเกิน กล่าวคือมันได้สร้างผลกระทบต่อเสรีภาพในการเลือก ซึ่งเป็นของประทานที่บริสุทธิ์ และมีราคาแพงนี้ ไม้กางเขนได้แสดงให้เห็นว่า ราคาของเสรีภาพดังกล่าวนี้แสนแพงเพียงใด ขณะที่เราศึกษาบทเรียนสัปดาห์นี้ อาจมีบางคน เมื่อพวกเขาศึกษาพระกิตติคุณแล้ว พวกเขาสำนึกผิด และกลับใจใหม่ และมอบถวายดวงใจของพวกเขาแด่พระเยซูเจ้า คนอื่นๆ กลับปฏิเสธ แลจะขัดขวางการประกาศข่าวพระกิตติคุณ สิทธิเสรีภาพในการเลือกเป็นของประทานที่ล้ำค่า ดังนั้นเราจำเป็นต้องระมัดระวังเกี่ยวกับว่าเราจะปฏิบัติต่อของประทานนี้อย่างไร !

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  ไม่มีข้อสงสัยเลย พระคัมภีร์ใหม่ชี้ให้เรามีความเป็นหนึ่งในพระคริสต์ นี่เป็นแนวคิดวิเศษ แต่น่าเสียดาย
      แม้แต่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด สิ่งเลวร้ายมากที่สุดคือ ผู้คนในพื้นที่ต่างๆของโลก คนต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภา
       ษา ต่างผิวสียังมีความคิดอคติต่อกัน พระเจ้าทรงทราบถึงผลลัพธ์ของ “สิ่งเลว” นี้ได้สร้างความเสียหาย
       ให้กับความเป็นหนึ่งในพระคริสต์มากเท่าใด เราไม่คาดหวังว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในโลกโดยรวม แต่ภายใน
       คริสตจักรเล่า หรือแม้แต่ในโบสถ์แห่งเดียวของเราเองเป็นอย่างไร? ภาพลักษณ์นี้ถูกแสดงออกมาให้
       คนนอกโบสถ์เห็นอย่างไร?  เหตุใดท่าทีประเภทนี้ต่อต้านต่อพื้นฐานคำสอนแห่งพระกิตติคุณ?

  2.  ในหลายครั้งเรารู้สึกว่าดวงใจของเราได้รับการสัมผัสโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณตอบสนองอย่างไรเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ตรัสกับดวงใจของคุณ? กล่าวคือขณะดวงใจกำลังมีการสงครามขับเคี่ยวกำลังต่อสู้
       กันฯ การเลือกของคุณแสดงให้เห็นว่าคุณอยู่ฝ่ายพระคริสต์หรือไม่?
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272