Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 > Lesson 6 > Lesson 7 > Lesson 8 > Lesson9 >
.
Lesson10
.
บทที่  10
อัครทูตเปาโล และ การก่อกบฏ

วันที่  27 กุมภาพันธ์ – 4  มีนาคม 2016

บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
โรม 5:12-21 ; 1 โครินธ์ 3:12-17 ; 1 โครินธ์ 12:14-26 ; เอเฟซัส 6:11-17 ; 1 โครินธ์ 15:12-18.

ข้อควรจำ      “เมื่อสิ่งซึ่งเน่าเปื่อยนี้ จะสวมซึ่งไม่เน่าเปื่อย และสภาพมตะนี้จะสวมสภาพ
                   อมตะ เมื่อนั้นตามซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์จะสำเร็จว่า ความตายก็ถูกกลืน
                   ถึงปราชัยแล้ว” (1 โครินธ์ 15:54)


งานเขียนของอัครทูตเปาโลเต็มไปด้วยหัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” ไม่สงสัยเลยอัครทูตเปาโลเชื่อว่าซาตานมีจริง และเป็นจอมวางแผนเต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบาย ซึ่งนำไปสู่ความตายเป็นของจริงเช่นกัน ในหลายแห่งท่านเปาโลกล่าวเตือนเกี่ยวกับยุทธอุบายอันชั่วร้ายของพญามาร (เอเฟซัส 6:11) ซาตานอาจปลอมเป็นทูตแห่งความสว่างได้ (2 โครินธ์ 11:14) หรือแม้แต่สามารถทำการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และหมายสำคัญได้เช่นกัน (2 เธสะโลนิกา 2:9)
       แต่ถ้าใครได้อ่านพระวจนะที่พระจ้าทรงดลใจให้อัครทูตเปาโลเขียน จะเห็นว่าท่านมุ่งเน้นไปที่องค์พระคริสต์และชัยชนะครั้งสุดท้ายของพระองค์เพื่อเราทั้งหลาย ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาซาตานเคยได้ชัยชนะเหนือประชากรของพระเจ้า ด้วยการทำให้พวกเขาไม่วางใจในพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำไว้กับพวกเขา แต่ในที่สุดซาตานพ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อพระเยซู และสำหรับเหล่าผู้เชื่อที่วางใจในพันธสัญญาที่ได้ทำไว้กับพระเจ้า พันธสัญญานั้นจะสำเร็จสมจริง สิ่งนี้จะทำให้ความรอดเป็นสิ่งมั่นคงสำหรับคนทั้งมวล ทั้งชาวยิว และคนต่างชาติ ผู้ที่อ้างพระสัญญาในคำอธิษฐานโดยความเชื่อและการเชื่อฟัง
       สัปดาห์นี้เราจะศึกษาถึงสัญลักษณ์ และคำอุปมาบางประการ ที่อัครทูตเปาโลใช้อธิบายว่า “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” เป็นเรื่องจริง ซึ่งเราทั้งหลายจะต้องดำเนินชีวิต และทำการร่วมกันในฐานะเป็นคริสตจักร (โบสถ์) และชุมชนแห่งความเชื่อเพื่อให้เกิดผลดีในการต่อต้านความชั่วร้ายโดยภาพรวม

วันอาทิตย์   อาดัม และ พระเยซู  (โรม 5:12-21)

       อัครทูลเปาโลได้ชื่อว่าเป็นผู้อธิบายพระกิตติคุณได้ดีที่สุด และคำสารธยายเรื่อง “การสงครามขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ฯ” ก็ชัดเจน และมีความสำคัญมาก ท่ามกลางคำสอนเรื่อง “ข่าวดี” ท่านเปาโลแจกแจงน้ำหนักความสำคัญออกเป็นข้อๆ (1) เราถูกทำให้เป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อ ผ่านองค์พระเยซูคริสต์ (โรม 5:1) (2) เราสามารถเข้าถึงร่มพระคุณของพระเจ้าโดยตรง และเรามีความชื่นชมยินดีที่ได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า (โรม 5:2) (3) ความยากลำบาก และความทุกข์ยากเดือดร้อนไม่ทำให้เราเป็นทุกข์ เพราะทำให้เราเป็นคนที่พระเจ้าใช้การได้ และทำให้เราเกิดมีความหวังใจ และความรักของพระเจ้าได้หลั่งสู่ใจเราโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โรม 5:3-5) ท่านเปาโลยังกล่าวหนุนใจเราว่า “ขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้นพระคริสต์พระชนม์เพื่อเรา” (โรม 5:8)        

       อ่าน พระธรรม โรม 5:12-21. หัวข้อ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน”
ได้สำแดงให้เห็นในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างไร?

        หลังจากอัครทูตเปาโลได้กล่าวเกี่ยวกับสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำเพื่อเรา ท่านเปาโลอธิบายว่าพระเยซูทรงช่วยให้เรากลับคืนดีกับพระองค์เอง หากความเสียหายอาดัมได้ทำที่ต้นไม้ในสวนเอเดนไม่ได้รับการแก้ไข จะไม่มีความหวังสำหรับอนาคตชั่วนิรันดร์ อย่างนี้ซาตานจะเป็นผู้กำชัยชนะใน “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” อาดัมได้นำความตายมาสู่คนทั้งปวง และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนนุษย์ (โรม 5:12)  และ “เพราะว่าถ้าคนเป็นอันมากต้องตายเพราะการละเมิดของคนๆเดียว มากยิ่งกว่านั้น พระคุณของพระเจ้าและของประทานโดยพระคุณของพระองค์ผู้เดียวนั้นคือพระเยซูคริสต์ ก็มีบริบูรณ์แก่คนเป็นอันมาก” (โรม 5:15)
       ปัจจุบันคนทั้งปวงสามารถได้รับการช่วยให้กลับคืนดีกับพระเจ้า ความบาปที่ได้ “ครอบงำ” อันเนื่องมาจากความบาปของอาดัม แต่บัดนี้ “พระกรุณาอันไพบูลย์” ของพระเยซูคริสต์ได้เข้าครอบครองแทนที่ (โรม 5:17) เป็นการไม่ยุติธรรมที่เราต้องสูญเสียสวรรค์เพราะอาดัม เพราะเราไม่มีส่วนในการตัดสินใจผิด แต่เราได้รับความทุกข์เดือดร้อน และความตายจากผลลัพธ์ของความผิดนั้น ขณะเดียวก็ไม่เป็นการยุติธรรมเช่นกันที่เราจะได้สวรรค์กลับคืนมา เราไม่ได้มีส่วนทำอะไรในสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำเมื่อ 2000 กว่าปีที่แล้ว ท่านเปาโลปิดการอธิบายแจกแจงของท่านด้วยข้อความที่บันทึกไว้ในพระธรรม โรม 5:18-21. อาดัมคนแรกนำเอาการแช่งสาป การลงโทษ และความตายมาให้ แต่อาดัมคนที่สองคือพระเยซูคริสต์นำเอาการช่วยกู้สู่สภาพเดิมมาให้


        “แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา” (โรม 5:8) ใส่ชื่อของคุณลงไปตรงข้อความที่ขีดเส้นใต้ และอ้างพระสัญญาสำหรับตัวคุณเอง ข้อพระคัมภีร์นี้ให้ความหวังอะไรแก่คุณ?

วันจันทร์   ท่านเป็นไร่นา และเป็นตึกของพระเจ้า   (1 โครินธ์ 3:4-9)

       “คริสตจักรของพระคริสต์สภาพอ่อนกำลัง และมีข้อบกพร่อง อย่างที่อาจเป็นอยู่ แต่เป็นเพียงสิ่งเดียวบนแผ่นดินโลกที่พระองค์ทรงประทานความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้” จาก หนังสือของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “In Heavenly Place”, page 284
       เอลเลน จี.ไวท์. กล่าวว่า ไม่มีคำกล่าวใดจะดีไปกว่าการบรรยายที่อัครทูลเปาโลได้เขียนถึงชาวโครินธ์ ใน 1 โครินธ์ บทที่ 3 ท่านเปาโลเปรียบเทียบคริสตจักรเป็นต้นไม้ ที่บุคคลต่างๆช่วยกันดูแล บุคคลหนึ่งเป็นคนปลูกเมล็ด อีกคนเป็นผู้รดน้ำ แต่พระเจ้าเป็นผู้บันดาลให้ต้นไม้เติบโต (1 โครินธ์ 3:4-9)
       ท่านเปาโลกล่าวถึงจุดสำคัญของท่านต่อ โดยกล่าวถึงการก่อสร้างอาคารโบสถ์ มีบางคนเป็นคนวางรากฐาน และอีกหลายคนสร้างส่วนต่างๆ ของอาคารนั้นต่อ (1 โครินธ์ 3:10) ผู้วางรากฐานของอาคารโบสถ์ไม่ใช่ใครนอกเหนือจากพระคริสต์ (1 โครินธ์ 3:11) ดังนั้นผู้ติดตามต้องระมัดระวังเกี่ยวกับวัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้างต่อ “บนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงิน เพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร” (1 โครินธ์ 3:12-13)
   
       อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 3:12-15. เปรียบเทียบกับ พระธรรม มัทธิว 7:24-27. มีอะไรสองสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วเราฝ่ายของใครใน “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน”?

      
ให้เราอ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ “ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่านถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น  (1 โครินธ์ 3:16,17)
       เราจำเป็นต้องสังเกตสองประการ ประการแรกพระคัมภีร์บทนี้กำลังพูดว่าโบสถ์ถูกสร้างขึ้นอย่างไร ไม่ใช่การพูดเกี่ยวกับสุขภาพ พระเจ้าจะไม่ทรงลำลายคนที่ใช้ร่างกายของพวกเขาอย่างผิดหลักสุขภาพ ด้วยการเลือกดำเนินชีวิตในรูปแบบไม่ถูกต้อง แต่เป็นว่าพวกเขาทำลายตัวพวกเขาเอง
      ประการที่สอง แต่ละครั้งที่คำว่า “ท่าน” ถูกนำขึ้นมาใช้ในข้อพระคัมภีร์สองข้อนี้ นั่นหมายความถึง “หลายคน” หรือ “กลุ่มคน” ในภาษากรีกไม่ใช่บุคคลเดียว ที่ท่านเปาโลเขียนถึง ดังนั้นถ้ามีใครทำสิ่งใดเพื่อทำลายวิหาร เขาหรือ หล่อนจะมีปัญหารุนแรง พระเจ้าทรงเตือนว่าพระองค์จะทรงทำลายบุคคลนั้น ผู้พยายามจะทำลายพระวิหาร

       เราสามารถจะเกิดความมั่นใจได้อย่างไรว่า ทั้งหมดของสิ่งที่เราพูด หรือทำ เราทำเพื่อการเสริมสร้าง ไม่ใช่ทำลายโบสถ์ (วิหาร) ?

วันอังคาร   วิหาร (โบสถ์) เป็นร่างกาย  (1 โครินธ์ 12:14-26)  

       อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 12:14-26. อะไรคือข่าวสารสำคัญของข้อพระคัมภีร์เหล่านี้?


       ท่านเปากล่าวทำนองการสัพยอก ท่านสงสัยว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นถ้า “เท้า” หรือ “หู” จะพูดว่า ฉันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของร่างกาย ท่านเปาโลกล่าวเพิ่มเข้าไปโดยการถามด้วยความสงสัยว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าร่างกายทุกส่วนเป็น “ตา” หรือ “หู” (1 โครินธ์ 12:17) ลองจินตนาการมองเห็นใบหูขนาดมหึมากำลังโบกสะบัดไปมาในห้องเพื่อจะกล่าวทักทายว่า “สวัสดี” กับเรา ฟังดูแล้วเป็นเรื่องโง่เขลา เหมือนข้อเท็จจริงที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามจะควบคุมโบสถ์ ประหนึ่งว่าเป็นเจ้าของโบสถ์หลังนั้นตามลำพัง
       ก่อนหน้านี้ ท่านเปาโลกล่าวถึงโครงสร้างกิจกรรมต่างๆในโบสถ์ ท่านพรรณนาว่ากิจกรรมแต่ละอย่างเป็นเหมือนของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะมีอวัยวะ (คนหนึ่ง) มีถ้อยคำประกอบด้วยสติปัญญาให้อีกคนหนึ่งมีถ้อยคำประกอบด้วยความรู้ ให้คนอื่นๆมีของประทานต่างกันออกไป แต่เป็นของประทานมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์องค์เดียวกัน (1 โครินธ์ 12:8) ให้อีกคนมีความเชื่อ และให้อีกคนหนึ่งสามารถรักษาคนป่วยได้ (1 โครินธ์ 12:9) ให้คนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ และอีกคนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆ (1 โครินธ์ 12:10) สังเกตว่าบุคคลเหล่านั้นไม่ได้ตัดสินใจเองว่าพวกเขาต้องการของประทานประเภทใด แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นผู้เลือกแต่ละคนจากภูมิหลังที่แตกต่างกัน เพื่อร่วมกันเสริมสร้างร่างกาย คือคริสตจักร (1 โครินธ์ 12:11-13) ท่านเปาโลชี้ไปยังข้อเท็จจริงที่สำคัญด้วยการกล่าวว่า “แต่พระเจ้าได้ทรงตั้งอวัยวะไว้ในร่างกายตามชอบพระทัยของพระองค์” (1 โครินธ์ 12:18) 
       สิ่งสำคัญที่สุด หรืออวัยวะหลายอย่างรวมเข้าเป็นร่างกายเดียว อวัยวะแต่ละอย่างเชื่อมต่อกับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย แม้แต่เหล่าผู้คิดว่าตนเป็นอวัยที่อ่อนแอเราก็ขาดเสียไม่ได้ อวัยวะที่ถือว่ามีเกียรติน้อย ก็จะทำให้มีเกียรติขึ้นอวัยวะที่ไม่น่าดูก็ทำให้หน้าดูขึ้น อวัยวะทุกส่วนของร่างกายเสมอภาคกัน (1 โครินธ์ 12:20-24) ความร่วมมือกันเป็นหนึ่งเป็นการปกป้องซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความปลอดภัย และมีความสมบูรณ์ เช่นเดียวกันถ้าทุกคนในโบสถ์ประสานความร่วมมือกัน “ถ้าอวัยวะอันหนึ่งเจ็บ อวัยวะทั้งหมดก็พลอยเจ็บด้วย ถ้าอวัยวะอันหนึ่งได้รับเกียรติอวัยวะทั้งหมดก็พลอยชื่นชมยินดีด้วย” (1 โครินธ์ 12:26)  

       บางคนมีร่างกายที่เป็นโรค “ภูมิคุ้มกันถูกผลิตขึ้นต่อต้านเนื้อเยื่อตัวเอง” (autoimmune) โรคนี้มีอันตรายทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม บางคนถึงตาบอด หรือเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อพิจารณาข้อพระคัมภีร์สำหรับวันนี้  ศัตรูทำงานเพื่อบ่อยทำลายร่างกายเราอย่างไร? และเราสามารถรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าเพื่อช่วยหยุดการโจมตีนี้ได้อย่างไร?

วันพุธ     ยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า  (เอเฟซัส 6:11-17)     

       อัครทูตเปาโลชี้ให้เห็นว่าเราจำเป็นต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุด ไม่เพียงเลือกชิ้นหนึ่งชิ้นใดเท่านั้น ในการทำเช่นนั้นเราจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ (เอเฟซัส 6:13) นี่เป็นคำอุปมาใช้ในพระคัมภีร์ เพื่อพรรณนาถึงความบริสุทธิ์ในการพิพากษาของเรา (เปรียบเทียบกับเพลงสดุดี 1:5) หรืออีกนัยหนึ่ง เราจะเป็นฝ่ายมีชัยชนะ
       สิ่งที่ยึดยุทธภัณฑ์ทั่งชุดไว้ด้วยกันคือเข็มขัด ซึ่งเปรียบกับความจริงซึ่งใช้เป็นเครื่องคาดเอว (เอเฟซัส 6:14) พระเยซูทรงตรัสถึงความจริงอยู่บ่อย (ยอห์น 1:14,17; ยอห์น 4:24 ; ยอห์น 8:32; ยอห์น 14:6) เครื่องทับทรวงแห่งความชอบธรรม (ความบริสุทธิ์ของพระเจ้า) ถูกกล่าวถึงในอันดับต่อไป (เอเฟซัส 6:14) “ความชอบธรรม” เป็นกุญแจของคำ อีกคำหนึ่ง ที่พระเยซูทรงใช้ในเรื่องเทศน์ของพระองค์ (ตัวอย่างเช่น มัทธิว 5:6,10 ; มัทธิว 6:33) ในพระคัมภีร์เดิม คำว่า “ความชอบธรรม” เป็นที่เข้าใจว่าทำให้เกิดความแน่ใจในความยุติธรรมในแผ่นดิน เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
       ส่วนรองเท้าของทหาร (ในสมัยก่อนเป็นร้องเท้าหนังหัวโปร่งมีสายรัด) (เอเฟซัส 6:15) หมายถึงข่าวประเสริฐแห่งสันติ คำนี้ยืมมาจากพระธรรม อิสยาห์ 52:7. ข้อพระคัมภีร์นี้กล่าวถึงบุคคลสวมรองเท้าเดินทางไกล เพื่อประกาศข่าวดีให้เพื่อนร่วมชาติขณะที่ตกอยู่ในสภาพทาสได้ทราบว่ากรุงเยรูซาเล็มได้ถูกสร้างขึ้นใหม่ เพราะพระเจ้าได้ช่วยกู้อิสระภาพให้กับประชากรของพระองค์ และบัดนี้พวกเขาสามารถมีชีวิตอยู่อย่างสันติสุขท่ามกลางพวกเขา กับคนอื่นๆ และกับพระเจ้า         
       พร้อมกับยุทธภัณฑ์ทั้งสิ้น “จงเอความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย” (เอเฟซัส6:16) อาวุธทำลายจากระยะไกลในสมัยก่อนคือลูกศร เมื่อทหารถูกลูกศรในที่สำคัญจะเป็นสาเหตุให้เพลี่ยงพล้ำถึงตาย“จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ (เอเฟซัส 6:17) อาจเปรียบได้กับมงกุฎที่พระเยซูจะประทานให้กับเราทั้งหลาย (วิวรณ์ 1:6 ; วิวรณ์ 2:10) “จงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือพระวจนะของพระเจ้า” (เอเฟซัส 6:17) นี่เป็นอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่เราใช้ปกป้องตัวเอง เพื่อนำติดตัวไปใช้เหมือนพระเยซูทรงใช้เมื่อพระองค์กำลังถูกทดลองโดยซาตาน (มัทธิว 4:4,7,10)
      
       การสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า บอกเราให้พึ่งวางใจพระเจ้าในการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่?
เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ปล่อยให้ส่วนไหนของร่างกายเราปราศจากซึ่งเครื่องปกป้องไว้?
 
วันพฤหัสบดี   ศัตรูตัวสุดท้าย  (1 โครินธ์15:12-18)

       เป็นที่ชัดว่าผู้เชื่อบางคนในคริสตจักรเมืองโครินธ์มีความสับสนเกี่ยวกับการคืนสู่ชีวิตใหม่ ท่านเปาโลพยามยามให้คำอธิบายอย่างละเอียดถึงความสำคัญของพระกิตติคุณ (1 โครินธ์ 15:1-4) ซึ่งดูเหมือนพวกเขามีความห่วงใยเกี่ยวกับผู้เชื่อผู้ซึ่งได้ตายไปแล้ว (1 โครินธ์ 15:6) บางคนในพวกพี่น้องให้ความเห็นว่า คนที่ได้ตายไปแล้วพวกเขาจะพลาดจากการได้ต้อนรับเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สอง (1 โครินธ์ 15:12) สถานการณ์ความเป็นไปเช่นนี้กำลังเกิดขึ้นที่เมืองเธสะโลนิกาเช่นกัน (1 เธสะโลนิกา 4:13-17)
   
       อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 15:12-18. การปฏิเสธการฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่งของคนที่ตายไปแล้วหมายความ
ว่าอย่างไร?

       อัครทูตเปาโลปิดการแถลงความจริงด้วยการเปิดใจถามว่า “ถ้าในชีวิตนี้ พวกเราซึ่งอยู่ในพระคริสต์มีแต่ความหวังเท่านั้น เราก็เป็นพวกที่น่าสังเวชที่สุดในบรรดาคนทั้งปวง” (1 โครินธ์ 15:19) คือถ้าเรามีเฉพาะความหวัง แต่ไม่การฟื้นคืนชีวิต ชีวิตคริสเตียนของเราก็ไร้ค่า และน่าสงสาร ท่านเปาโลได้กล่าวเสริมว่า “แต่ความจริงพระคริสต์ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกในพวกคนทั้งหลายที่ได้ล่วงหลับไปแล้วนั้น” (1 โครินธ์ 15:20)
       จากนั้นท่านเปาโลเปรียบเทียบพระคริสต์กับอาดัมว่า “เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัมฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระคริสต์ฉันนั้น” (1 โครินธ์ 15:22) ท่านเปาโลกล่าวเพิ่มด้วยว่า การฟื้นคืนชีพทั่วไปจะเกิดขึ้นเมื่อ “พระองค์เสด็จกลับมา” (1 โครินธ์ 15:23) ในตอนต่อไปของพระธรรมบทนี้ ท่านเปาโลเปรียบเทียบระหว่าง“อาดัม” ทั้งสอง (1 โครินธ์ 15:45-49) อาดัม คนแรกเป็นถือกำเนิดจากดิน และเป็นมนุษย์ดิน  อาดัมมนุษย์คนที่สองมาจากสวรรค์ ดังนั้นในวันหนึ่ง เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ (1 โครินธ์ 15:47-49) ซึ่งท่านเปาโลพรรณนาให้มองเห็นภาพเมื่อพระเยซูทรงเสด็จกลับมาครั้งที่สองว่า “ในชั่วขณะเดียวในพริบตาเดียว เมื่อเป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะว่าจะมีเสียงแตร และคนที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาปราศจากเน่าเปื่อย แล้วเราทั้งหลายจะถูกเปลี่ยนแปลงใหม่ เพราะว่า สิ่งซึ่งเน่าเปื่อยนี้ต้องสวมซึ่งไม่เน่าเปื่อย และสภาพมตะนี้ต้องสวมสภาพอมตะ” (1 โครินธ์ 15:52,53)
       ถ้าเราจะได้รับชีวิตชั่วนิรันดร์ เราจะต้องได้รับร่างกายใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับที่จะมีชีวิตอยู่ตลอดกาล และนั่นคือสิ่งที่เราจะได้รับจากพระเจ้า
       อ่าน 1 โครินธ์ 15:23-26. ขณะนี้เรามีส่วนร่วมใน “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” ซึ่งมีความตาย และความชั่วร้าย และกองกำลังอันไม่บริสุทธิ์ดูเหมือนจะเข้าควบคุมโลกไว้ แต่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯว่าจะปิดฉากลงอย่างไร? เราสามารถจะเรียนรู้ที่จะไว้วางใจเกินกว่าสิ่งที่เรารู้ เพื่อที่จะรับเอาพระสัญญาเหล่านี้ ซึ่งมีความหมายสำหรับเราแต่ละคนเป็นคนๆไป?

 

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “ภายใต้ความบาป ทั้งมนุษย์ และแผ่นดินโลกได้ตกอยู่ใต้การควบคุมของซาตาน และมนุษย์ต้องได้รับการช่วยกู้โดยแผนการแห่งความรอด ตอนที่อาดัมถูกสร้างขึ้น พระเจ้าทรงมอบหมายให้อาดัมควบคุมดูแลแผ่นดินโลก แต่อาดัมพ่ายแพ้ต่อการทดลอง ดังนั้นอาดัมถูกนำไปอยู่ใต้อำนาจของซาตาน และอำนาจที่พระเจ้ามอบให้กับอาดัมถูกส่งต่อให้ซาตาน ดังนั้นซาตานเป็น “พระ” (god) ของโลกนี้ แต่การถวายบูชาของพระคริสต์ เพื่อเป็นการจ่ายค่าจ้างความบาปให้กับมนุษย์ บัดนี้พระเยซูได้รับการควบคุมโลกกลับคืนมา สิ่งทั้งปวงที่ได้สูญหายไปโดยอาดัมคนแรก ได้รับการช่วยกู้สู่สภาพเดิมโดยอาดัมคนที่สอง” จากบทความ ของเอลเลน จี.ไวท์. ใน “The Signs of the Times, November 4, 1908

คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.  “โบสถ์ที่ดูอ่อนแอ และมีข้อบกพร่อง ต้องได้รับการเตือน และคำแนะนำ กระนั้นโบสถ์ก็ยังเป็นศูนย์
       กลางแห่งความรักยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ พระองค์กำลังทำการทดลองพระคุณในดวงใจของมนุษย์
       พยามเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยของพวกเขา ซึ่งเหล่าทูตสวรรค์รู้สึกอัศจรรย์ใจ และแสดงออกมาด้วยการ
      ร้องเพลงสรรเสริญ เหล่าทูตสวรรค์มีความชื่นชมที่จะคิดว่า มนุษย์ซึ่งเป็นคนบาปสามารถเปลี่ยนแปลง
      ได้มากถึงเพียงนี้” จาก บทความ “The Signal of Advance” ของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน นิตยสาร “The
     Advent Review and Sabbath Herald, January 20, 1903.
มีทางไหนบ้างที่เราได้รับการเปลี่ยนแปลง
      โดยที่พระเยซูทำเพื่อเรา และในตัวเรา?


 2.  เราพบ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ฯ” สำแดงให้เราเห็นภายในโบสถ์ในทุกระดับอย่างไร? มีประ
      เด็นอะไรบ้างที่กำลังถูกใช้เพื่อแบ่งแยกเรา ทำให้เราอ่อนกำลัง ที่จะขัดขวางเราไม่ให้เราทำในสิ่งเราถูก
      เรียกให้ทำ?  เราสามารถจะนำการเยียวยา และความเป็นหนึ่งไปสู่ผู้เชื่อ ที่เขา / หล่อนอาจไม่เห็นด้วย
      กับสิ่งที่เราอาจเชื่อว่าเป็นจุดสำคัญได้อย่างไร?     
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272