Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 > Lesson 6 > Lesson 7 > Lesson 8 > Lesson9 > Lesson10 >
.
Lesson11
.
บทที่ 11
                  อัครทูตเปโตร และการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ
วันที่  5 - 11  มีนาคม  2016

บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :

1 เปโตร 2:9-10 ; เฉลยธรรมบัญญัติ 14:2 ; 1 เปโตร 4:1-7 ; 2 เปโตร 1:16-21 ; 2 เปโตร 3:3-14 ;
ดาเนียล 2:34, 35.

ข้อควรจำ     “แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิต
                   หลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะเพื่อ
                   ให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้ง
                   หลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของ
                   พระองค์" (1 เปโตร 2:9)               


พระวจนะที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจให้ท่านเปโตรเขียนขึ้นเต็มไปด้วยหัวข้อการต่อ
สู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่
ทั้งนี้อาจเป็นเพราะท่านทราบด้วยตัวเองดีที่สุดว่า เป็นการง่ายยิ่งนักจะหลงไปกับกลอุบาย
ของซาตาน ดังนั้นท่านรู้ตัวว่าการต่อสู้ดิ้นรนเป็นของจริงเพียงใด เป็นท่านเปโตรเองผู้เขียนว่า “ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้”(1 เปโตร 5:8)
       อัครทูตเปโตรพบว่าการต่อสู้ดิ้นรนกำลังเผยออกในหลายวิธี ท่านพบการดิ้นรนต่อสู้กำลังดำเนินไปในคริสตจักร ในคริสต์จักรมีเหล่าคนซึ่งครั้งหนึ่งมีความสัมพันธ์กับเหล่าผู้เชื่อ ซึ่งเวลานี้มีความรู้สึกด้านลบ และวิจารณ์พระเจ้า และในแนวคิดเรื่องการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ หากความเชื่อในการเสด็จกลับมาของพระคริสต์สูญไป เราจะมีความหวังอะไรเหลืออยู่อีก
       อีกครั้ง เป็นไปได้ท่านเปโตรสนับสนุนความเชื่อในแนวบวกอย่างยิ่ง เพราะการขาดความเชื่อทำให้ท่านล้มมาแล้วท่านทราบว่าท่านรู้สึกอย่างไรเมื่อได้กล่าวปฏิเสธพระเยซูนตอนนั้น ทั้งนี้เพื่อจะทำตัวกลมกลืนกับคนอื่นๆ อันจะไม่ทำให้พวกเขาคอยจับผิดท่านว่าเป็นผู้ติดตามพระเยซูคนหนึ่ง บัดนี้ท่านเปโตรมองเห็นว่าผู้เชื่อในพระเจ้าต้องมุ่งมั่นในการดำรงชีวิตให้มีคุณค่าสำหรับการทรงเรียกอันสูงส่งจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
      
วันอาทิตย์   จากความมืดสู่ความสว่าง  (1 เปโตร 2:9,10)

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 2:9, 10. หัวข้อการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ฯ พบได้ในข้อพระคัมภีร์ทั้งสองนี้อย่างไร?

       ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวนี้ได้มาจากพระธรรม อพยพ 19:6 ซึ่งกล่าวว่า “เจ้าทั้งหลายจะเป็นอาณาจักรปุโรหิต และเป็น ชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา” และ เฉลยธรรมบัญญัติ 7:6. กล่าวว่า “พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกท่านออกจากชนชาติทั้งหลายที่อยู่บนพื้นโลก ให้มาเป็นชนชาติในกรรมสิทธิ์ของพระองค์” พระเจ้าประทานสิทธิ์พิเศษนี้ให้ชนอิสราเอล ตอนที่ทรงนำพวกเขาออกมาจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ ขณะกำลังเดินทางสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญา ท่านเปโตร
ทำการเปรียบเทียบระหว่างประชากรของพระเจ้าระหว่างการอพยพ และคริสตจักรในสมัยของท่าน
       ดังนั้นถ้อยคำของท่านเปโตรไม่ได้พรรณนาถึงบางสิ่งที่สิ้นสุด แต่เป็นบางสิ่งที่ดำเนินต่อเนื่องไปมากกว่า ถูกแล้วเราทั้งหลายได้รับการเลือกโดยพระเจ้าให้ “รับใช้” และ “รัก” พระองค์ เราต้องสรรเสริญพระองค์ต่อหน้าคนทั้งหลาย ผู้ทรงนำเราออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่าง ที่ซาตานได้นำโลกเข้าไปสู่ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นไม่ได้ทำให้เราเป็นคนสมบูรณ์ (อ่าน ฟิลิปปี 3:12) แต่การทราบในสภาพความผิดบาป และความอ่อนแอของเราเองเป็นตัวชี้ขาดในความหมายของการติดตามพระเยซู และในความรู้สึกว่าเราต้องการ “ความชอบธรรม” ของพระองค์ในชีวิตของเราเอง       
       “พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้รอด มิใช่ด้วยการกระทำที่ชอบธรรมของเราเอง แต่พระองค์ทรงพระกรุณาชำระให้เรามีใจบังเกิดใหม่ และทรงสร้างเราขึ้นมาใหม่ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์” (ทิตัส 3:5) สมมติซาตานบอกกับคุณว่าคุณเป็นคนบาป และไม่อาจจะรับพระพรจากพระเจ้าได้ ให้คุณบอกกับซาตานว่าพระคริสต์ได้เสด็จลงมายังโลกนี้เพื่อไถ่คนบาปให้รอด เราไม่มีคุณความดีอะไรพอที่จะไปเสนอต่อพระเจ้าได้ และสภาพที่สิ้นหวังของเราทำให้เราจำเป็นต้องพึ่งในอำนาจแห่งการช่วยให้รอดของพระเยซู เราจำเป็นต้องขจัดความหยิ่ง และการต้องการพึ่งในตัวเองของเรา และจากนั้นให้เรามองไปยังไม้กางเขนแห่งคาลวารีและกล่าวว่า “ข้าพระองค์ไม่มีสิ่งมีคุณค่าอะไร ข้าพระองค์ขอยึดเอาไม้กางเขนเป็นที่พึ่ง” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไวท์. ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 317
       พระเจ้าเจ้าทรงตรัสว่า “แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” (1 เปโตร 2:9) เราต้องตระหนักเสมอว่าเราต้องพึ่งพิงในพระคริสต์  “โดยพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้าทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญาและความชอบธรรมของเรา และเป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป” (1 โครินธ์ 1:30)

       มีอะไรผ่านสู่จิตใจของคุณ เมื่อคุณรู้สึกพ่ายแพ้ และท้อถอยมากจากการกระทำของคุณ และแม้แต่จาก
อุปนิสัย (ความคิด  ความรู้สึก การกระทำ) ของคุณ? คุณจะจัดการกับปัญหาเหล่านั้นเมื่อมันประดังเข้ามา
ได้อย่างไร? คุณจะเปลี่ยนวิกฤติเหล่านี้ให้เป็นโอกาสฝ่ายจิตวิญญาณได้อย่างไร?
 

วันจันทร์   ไม่ยอมรับความกดดันให้ทำตาม  (1 เปโตร 4:1-7)

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 4:1-7. เหตุใดการเลือกรูปแบบชีวิตของเราจึงมีความสำคัญ? สิ่งดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการเตรียมความพร้อมของเรา สำหรับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์อย่างไร?

       ท่านเปโตรกล่าวว่าเหล่าผู้เชื่อได้ใช้ชีวิตของพวกเขาทำในสิ่งที่คนอื่นๆรอบตัวพวกเขากดดันให้ทำตามมากพออยู่แล้ว (1เปโตร 4:3) แต่บัดนี้ทุกสิ่งได้เปลี่ยนแปลงไป คนอื่นๆอาจคิดว่าเหล่าผู้เชื่อในพระเจ้าทำตัว “แปลก” ไปเพราะพวกเขาไม่ร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับฝูงชนที่เคยทำมา สิ่งนี้อาจนำให้ผู้ไม่เชื่อทั้งหลายกล่าวนินทาเหล่าผู้เชื่อ (1 เปโตร 4:4) ดังนั้นซาตานจะใช้แม้แต่เพื่อนเก่าของเราทำให้เราท้อใจในการดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้า
       ท่านเปโตรหนุนใจผู้เชื่อพระเจ้าทั้งหลายอย่าให้อิทธิพลใดๆเข้ามาโจมตี ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าเหล่านั้นจะได้รับการพิพากษาโดยพระเจ้าในภายหลัง ดังนั้นไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร (1 เปโตร 4:5)
       จุดที่ท่านเปาโลเป็นห่วงจริงจัง และเห็นว่าสำคัญยิ่งคือการที่ผู้เชื่อไม่เป็นตัวของตัวเอง มีกี่คนที่รู้ว่าตนตกอยู่ภายใต้ความกดดันในความคิดเห็นของคนอื่น? พวกเขาคล้อยตามแทนที่จะยืนหยัดในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ นับเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับเยาวชน ที่จะต่อสู้ขัดขืนกับแรงกดดันซึ่งเรารู้จักกันในชื่อว่า “ความกดดันจากเพื่อน”
       เราไม่ควรเป็นทุกข์กังวลเกี่ยวกับว่าเราจะเป็นที่ยอมรับของคนอื่นหรือไม่ หากเราไม่เชื่อฟังความคิดเห็นของพวกเขา แทนที่จะโอนอ่อนผ่อนตาม ท่านเปโตรหนุนใจผู้เชื่อทั้งหลายมีใจกรุณา และแสดงความรักต่อคนอื่น (1 เปโตร 4:8,9) นี่ไม่ใช่เพียงหน้าที่เสริมเท่านั้น หากเป็นสิ่งเกือบสำคัญที่สุดของรายการเราต้องปฏิบัติต่อผู้คนที่เราสมาคมด้วย และที่อยู่แวดล้อมเรา อาจเป็นเพราะเหตุนี้ที่ท่านเปโตรแนะนำว่าเราจะต้องเอาจริงเอาจังในการอธิษฐานของเรา ท่านเปโตรกล่าวว่า “อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน” (1 เปโตร 4:7) ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทรงทราบว่าบางครั้งเราอาจเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับการเอาใจ “คนต่างชาติ” มากกว่าการแสดงความกรุณาต่อคนใกล้ชิดเรา เราควรอธิษฐานเพื่อคนที่กดดันเรา ขอพระเจ้าทรงช่วยให้พวกเขามีเหตุผลต่อปัญหาของพวกเขา “ในฐานะเป็นปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์” เราถูกขอโดยพระเจ้าให้เราแผ่อิทธิพลเพื่อสิ่งดี แทนที่จะปล่อยให้พวกเขาใช้อิทธิพลให้เราทำสิ่งเลว นี่เป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่บันทึกเรื่องเศร้าของอิสราเอล ที่คนนอกศาสนา (pagans) ไม่ได้รับอิทธพลให้ทำสิ่งดีจากชนอิสราเอล ในทางกลับกันพวกเขามีอิทธิพลต่อชนอิสราเอลให้ทำสิ่งชั่วร้าย
      
       คุณมีความกดดันให้ทำอะไรจากเพื่อนไหม? คุณจะยืดหยัดเข้มแข็งได้อย่างไร? คำกล่าวที่ว่า “อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี” (โรม 12:21) ช่วยเราในสถานการณ์เช่นนั้นได้อย่างไร?
 
วันอังคาร   เรามีคำพยากรณ์อันแน่นอน  (2 เปโตร 1:16-21)         

        อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 1:16-21. ท่านเปโตรพูดอะไรเกี่ยวกับคำพยากรณ์ว่าเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง?


             อัครทูตเปโตรได้เห็นหลายสิ่งในช่วงเวลาของท่าน ท่านได้เขียนรายการออกมาด้วยข้อพระคัมภีร์เหล่านี้: (1)การรับติศมาของพระเยซู (2)  พระเยซูเต็มไปด้วยพระสิริ (2 เปโตร 1:18) และ (3) การให้การสนับสนุนคำพยากรณ์เกี่ยวกับพระเยซู (2 เปโตร 1:19) แต่ละอย่างเหล่านี้มีอิทธิพลต่อท่านเปโตรอย่างยิ่ง แต่ท่านใช้เวลามากกว่ากับจุดสุดท้ายของคำพยากรณ์ สิ่งนี้อาจเกี่ยวเนื่องกับความล้มเหลวในฐานะเป็นสาวกของท่าน มีกี่ครั้งที่ท่านเปโตรไม่ฟังสิ่งที่พระเยซูกำลังตรัสเพราะท่านคิดว่าท่านทราบสิ่งที่พระเยซูทรงตรัสสอนอยู่แล้ว พระเยซูทรงทำนายว่า พระองค์จะได้รับการปฏิบัติอย่างไรในมือของมหาปุโหหิตในกรุงเยรูซาเล็ม? แต่เมื่อสิ่งต่างๆได้เกิดขึ้นตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้หลายครั้ง ท่านเปโตรได้เห็นถ้อยคำของพระเยซูสำเร็จสมจริงกี่ครั้ง? อาจเป็นได้ว่าในจำนวนความเจ็บปวดมากที่สุดอันเกิดจาก “ความล้มเหลว” หลายครั้ง คือเมื่อพระเยซูทรงกล่าวทำนายว่าท่านเปโตรจะปฏิเสธพระองค์ ตอนได้ยินคำทำนายของพระเยซูท่านเปโตรเชื่อว่านั่นไม่มีทางจะเกิดขึ้นได้ แต่เมื่อมันได้เกิดขึ้นจริง นั่นคงจะเป็นจะเป็นจุดต่ำสุดในชีวิตของท่านเปโตร 
       พระเยซูทรงกล่าวทบทวนผู้ติดตามพระองค์ว่า “พระองค์ได้ทรงประทานพระสัญญาอันประเสริฐและใหญ่ยิ่งแก่เรา เพื่อว่าด้วยเหตุเหล่านี้ ท่านทั้งหลายจะพ้นจากความเสื่อมโทรม ที่มีอยู่ในโลกนี้เพราะตัณหา และจะได้รับส่วนในสภาพของพระองค์” (2 เปโตร 1:4)พื่อให้มั่นใจว่าเหล่าผู้เชื่อหลีกพ้นจากความปรารถนาชั่ว ท่านเปโตรได้เขียนหลักการออกมาเป็นข้อๆสำหรับรูปแบบชีวิตของคริสเตียน: คือ ความเชื่อ คุณความดี ความรู้ การควบคุมตนเอง ความอดกลั้นใจ ความดีงาม ความรัก และความกรุณาแบบพี่น้อง (2 เปโตร 1:5-8) แต่ละข้อเสริมสร้างซึ่งกันและกัน และทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งเดียวเหมือนก้อนเค้กก้อนหนึ่ง ท่านเปาโลเรียกคุณสมบัติเดียวกันนี้ว่า “ผลของพระวิญญาณบริสุทธิ์” (กาลาเทีย 5:22,23) ทั้งนี้เพราะทั้งหมดได้ประมวลกันเข้าเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่อาจแบ่งแยกได้
       ท่านเปโตรให้รายละเอียดมากกว่าว่า เหล่าผู้เชื่อไม่ควรล้มลง ถ้าพวกเขายึดหัวข้อทั้งหลายเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา และขอพวกเขาทำการตามที่ทรงเรียกให้พวกเขาทำ ท่านกล่าวว่า “เพราะฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงยิ่งอุตส่าห์กระทำตนให้เป็นไปตามที่พระเจ้าทรงเรียกและทรงเลือกท่านไว้แล้วนั้น เพราะว่าถ้าท่านประพฤติเช่นนั้น ท่านจะไม่พลาดจากทางที่นำไปสู่ความรอด” (2 เปโตร 1:10)

วันพุธ     คนที่ชอบเยาะเย้ย  (2 เปโตร 3:3-7)              
       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 3:3-7. ท่านเปโตรกล่าวอะไรตรงนี้เกี่ยวกับอดีตที่สามารถช่วยเราให้จัดการกับประเด็นในปัจจุบัน และอนาคตได้? 
      
       การสงครามระหว่าง “แสงสว่าง” และ “ความมืด” และระหว่าง “ผู้ติดตามพระเยซู” และ “ผู้ทำสิ่งชั่วร้าย” ดูเหมือนจะถึงจุดสิ้นสุดของมัน ท่านเปโตรเตือนว่า “ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังระไวให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงห์คำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) พญามารได้รับการช่วยเหลือจากกลุ่มคนที่ชอบเยาะเย้ย หรือหัวเราะเยาะเหล่าผู้เชื่อในพระเจ้า “ผู้ล้อเลียน” หรือ “ผู้เยาะเย้ย” เหล่านี้อ้างว่าพวกเขาอิง “เหตุผล” และข้อมูล “ทางวิทยาศาตร์” อนึ่งแม้ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเชื่อในพระเจ้ายังไปรวมกับผู้เยาะเย้ย ท่านเปโตรกล่าวทำนายไว้ว่า“ในกาลสุดท้ายคนที่ชอบเยาะเย้ยจะเกิดขึ้น และประพฤติตามใจปรารถนาของตน” (2 เปโตร 3:3) พระธรรมยูดาห์ ข้อ18 กล่าวไว้เช่นกันว่า “ในสมัยสุดท้ายจะมีคนเย้ยหยันบังเกิดขึ้นที่จะประพฤติตามตัณหาอันชั่วของตัว” พระเยซูทรงตรัสว่า“เราจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง” (ยอห์น 14:1-3) แต่เหล่าผู้เยาะเย้ยกล่าวแย้งว่า “พระองค์จะไม่ทรงเสด็จกลับมา” พวก
ผู้เยาะเย้ยจะถามแบบท้าทายว่า “คำที่ทรงสัญญาไว้ว่าพระองค์จะเสด็จมานั้อยู่ที่ไหน เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษหลับล่วงไปแล้ว สิ่งทั้งปวงก็เป็นอยู่เหมือนเป็นอยู่ตั้งแต่เดิมทรงสร้างโลก" (2 เปโตร 3:4) ผู้เยาะเย้ยทั้งหลายพยายามทำลายความเชื่อของผู้ติดตามพระเจ้า ท่านเปโตรแนะนำว่าสิ่งที่ผลักดันพวกเขาให้กล่าวท้าทายคือความต้องการจะดำเนินรูปแบบชีวิตตามตัณหาเนื้อหนังของพวกเขาเอง นี่เป็นเสียงสะท้อนจากสวนเอเดน ตอนที่ซาตานสิงอยู่ในงูหลอกเอวาให้กินผลไม้ต้องห้ามว่า “เจ้าจะไม่ตายจริงดอก” (ปฐมกาล 3:4) ถ้อยคำของซาตานตรงนี้ต่อต้านพระวจนะของพระเจ้าตรงๆ ปัจจุบันถ้อยคำในลักษณะนี้ของซาตานจะถูกกล่าวออกมาเพื่อหว่านความสงสัยให้กับ “ความเชื่อมั่นในการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู” และความสงสัยจะถูกถ่ายทอดออกไปไม่เพียงเสียงเดียวเหมือนในสวนเอเดน แต่หลากหลายสำเนียง และจากทุกแห่งหน สิ่งดีที่สุดคือท่านเปโตรได้กล่าวทำนายไว้ล่วงหน้าเกี่ยวกับการโกหก ดังนั้นทุกครั้งเมื่อเราได้ยินบางคนหัวเราะเยาะหลักข้อเชื่อเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู พวกเขาเองกลายเป็นความสำเร็จสมจริง ที่เกิดขึ้นตามคำพยากรณ์ ที่อัครทูตเปโตรได้กล่าวไว้!
       ประวัติศาสตร์ได้กล่าวเป็นพยานเรื่องน้ำท่วมโลกที่ทำลายสรรพชีวิต และเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ตามธรรมชาติดั้งเดิมไปอย่างหมดสิ้น แต่เหล่าผู้เยาะเย้ยไม่ต้องการทราบเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น พวกเขาไม่ปรารถนาจะการยอมรับว่า พระเจ้าทรงมีสิ่งใดเกี่ยวของกับการเลือกในชีวิตส่วนตัวของพวกเขา อีกอย่างพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงความจริงว่าพระเจ้าองค์เดียวผู้ส่งน้ำมาท่วมโลกกว้าง จะเป็นผู้ส่งไฟมาเผาผลาญโลกทั้งใบในวันพิพากษาครั้งสุดท้าย (2 เปโตร 3:5-7) พวกเขาสร้างความหวังจากสิ่งซึ่งผิดไปจากพระวจนะของพระเจ้า โดยกล่าวว่าธรรมชาติของโลกจะเป็นไปอย่างที่เห็นอยู่ในเวลานี้ตลอดไป

       แล้วเราทั้งหลาย ขณะที่แต่ละปีหมุนเวียนไป เราได้ยึดมั่นในพระสัญญาเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง
ของพระเยซูมั่นคงเพียงใด? เหตุใดจึงสำคัญมากที่เราจะทำเช่นนั้น?

วันพฤหัสบดี   การเร่งวันการเสด็จกลับมา  (
2 เปโตร 3:8-14)
 

       สำหรับเราการรอคอยการเสด็จกลับมาครั้งที่สองดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด แต่เรื่องเวลาไม่ใช่ปัญหาสำหรับพระเจ้า “แต่ดูก่อนพวกที่รัก อย่าลืมความจริงข้อนี้เสีย คือวันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว” (1 เปโตร 3:8) ตลอดในพระคัมภีร์คำว่าสิ้นสุด มักหมายถึงการปิด เสมอ ไม่ว่าจะเป็น “วัน” ของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิม หรือ หรือ “วัน” ในพระสัญญาการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ในพระคัมภีร์ใหม่

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 3:8-14. พระเจ้าทรงประทานความหวังอันเนิ่นนานอะไรตรงนี้? อ่าน ดาเนียล 2:34, 35, 44.
      
       เวลาพื้นฐานของคำพยากรณ์บอกเราชัดเจน เรื่องข้อจำกัดของความชั่วร้ายสามารถดำเนินต่อเนื่องได้ และพระเจ้าจะต้องรอไปนานเท่าไร ในคำพยากรณ์ พระเจ้าทรงแบ่งปันแผนของพระองค์เพื่อจะทำให้ความบาป และความทุกข์ยากเดือดร้อนถึงจุดสิ้นสุด เพื่อพระองค์จะเสด็จกลับมาครั้งที่สอง และการเริ่มต้นโลกใหม่ที่สมบูรณ์แบบ
       แนวคิดของเราเมื่อเห็นแล้วว่าสิ่งทั้งปวงต้องสลายไปหมดสิ้นเช่นนี้ เราทั้งหลายควรจะเป็นคนเช่นใดในชีวิตที่บริสุทธิ์และดีงาม จงเฝ้ารอและเร่งวันของพระเจ้าให้มาถึง ซึ่งวันนั้นท้องฟ้าจะถูกไฟผลาญให้สลายไป (2 เปโตร 3:12) ถ้าเราคิดกบฏต่อแนวคิดของพระเจ้าเรื่องการจัดการกับโลกใบนี้ของเรา เราจะกลายเป็นคนขี้สงสัย และรวมกับกลุ่มผู้เยาะเย้ย แต่ถ้าเราเชื่อว่าวาระสุดท้ายของทุกสิ่งทุกอย่างหมายถึง พระเจ้าแห่งพระเมตตาจะก้าวเข้ามาเพื่อทำสะอาดความบาปรอบโลกจนหมดสิ้น “แต่ว่าตามพระสัญญาของพระองค์นั้น เราจึงคอยท้องฟ้าอากาศใหม่และแผ่นดินโลกใหม่ที่ซึ่งความชอบธรรมจะดำรงอยู่” (2 เปโตร 3:13)
      
อีกครั้งหนึ่งท่านเปโตรกล่าวถึงความห่วงใยของท่านเกี่ยวกับท่าทีความรู้สึก และการกระทำส่วนตัวของเรา ท่านหนุนใจเราให้พยายามประพฤติการชอบธรรม “เพื่อจะถูกพบว่าบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิ” (2 เปโตร 3:14) ถ้าไม่มีข้อพระคัมภีร์ต่อมาเราอาจคิดว่าท่านเปโตรสอนศาสนาให้ทำการดีเพื่อความรอด แต่ท่านอธิบายเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่า “และจงถือว่า การที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราทรงอดกลั้นพระทัยไว้นานนั้นเป็นการช่วยเราให้รอด” (2 เปโตร 3:15)  
       การที่เรามีเป้าหมายเป็นผู้ปราศจากตำหนิ นั่นคือสิ่งที่ท่านโยบถูกกล่าวถึง ท่านโยบปราศจากตำหนิเพราะ “โยบชายคนนั้นเป็นคนดีรอบคอบ และเที่ยงธรรม เป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้า และหันเสียจากความชั่วร้าย” (โยบ 1:1) นี่คือคุณสมบัติของเรา ที่พระคริสต์จะเสนอต่อพระบิดา (1 โครินธ์ 1:8 ; โคโลสี 1:22; 1 เธสะโลนิกา 3:13;1 เธสะโลนิกา 5:23)
       ในการแสวงหาวิธีเอาชนะต่อความบาปของเรา เราจะเติบโตขึ้นในความเชื่อ และจะหลีกเว้นจากความชั่วร้าย และดำรงชีวิตบริสุทธิ์ และ “ปราศจากตำหนิ” เหตุใดเราต้องพึ่งในความชอบธรรมของพระเยซูเสมอ เพราะพระองค์ทรงประทานความชอบธรรมนั้นให้กับเรา เมื่อเรามีความเชื่อ มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเราละสายตาจากพระสัญญานั้น?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
:        
       “เวลาผ่านไป ดูเหมือนไม่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจนในธรรมชาติของโลกรอบๆรอบตัวพวกเขา ดังนั้นมนุษย์ที่เคยมีความกลัวเริ่มกลายเป็นคนกล้า พวกเขาคิดไปว่าธรรมชาติมีอำนาจมากกว่าพระเจ้า พวกเขาคิดด้วยว่ากฏของธรรมชาติแข็งแกร่งเกินที่พระเจ้าจะเปลี่ยนแปลงได้ พวกเ­­ขาให้เหตุผลว่าถ้าข่าวสารของโนอาห์ถูกต้อง เท่ากับธรรมชาติได้ระเมิดกฏเกณฑ์ตัวมันเอง ดังนั้นพวกเขาแปลงข่าวสารแห่งความจริงไปสู่ “การโกหกคำโต” เพื่อหลอกลวงคนทั้งโลก พวกเขาแสดงความดื้อรั้นต่อคำเตือนของพระเจ้าด้วยการทำสิ่งพวกเ­ขาทำอยู่ก่อนที่พระเจ้าจะทรงประทานคำเตือน พวกเขาพูดว่าดถ้าจะมีความจริงอยู่บ้างในสิ่งที่โนอาห์ได้ประกาศ เหล่าคนมีชื่อเสียง และคนฉลาดย่อมจะเข้าในเรื่องราวน้ำท่วมโลกได้” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไวท์. ใน “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”  หน้า  97
 
คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  อัครทูตเปโตรบอกถึงเหตุผลหลายประการให้เชื่อในพระเยซู แต่ท่านชี้ไปยัง “คำพยากรณ์อันแน่นอน” เหตุใดคำพยากรณ์จึงสำคัญยิ่งสำหรับเรา? คำพยากรณ์ช่วยพิสูจน์ว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ในตอนที่พระองค์ เสด็จมาครั้งแรกอย่างไร? สิ่งดังกล่าวให้ความหวังอะไรแก่เราในการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง
       อย่างไร? ยิ่งกว่านั้นถ้าปราศจากคำพยากรณ์ เราจะทราบถึงพระสัญญา และความหวังแห่งการเสด็จกลับ
       มาครั้งที่สองของพระองค์ได้อย่างไร?

  2.  บ่อยครั้งเมื่อเราคิดถึงแรงกดดัน เราคิดถึงวัยรุ่น และคนหนุ่มสาว แต่นั่นไม่ถูกต้อง เราทั้งหลายต้องการ
        ให้ทุกคนชอบเรา และยอมรับเราในกลุ่มของพวกเขา ยิ่งกว่านื้น เรามีโอกาสดีมากกว่าที่จะเป็นพยานให้
        พวกเขาได้ดีกว่า ถ้าพวกเขาชอบเรา ถูกต้องไหม? ในความปราราถนาของเราที่จะเป็นที่ชื่นชอบของคน
        อื่น เราจะสามารถปกป้องไม่ให้ความเชื่อของเราอ่อนพลังลงได้อย่างไร? เหตุใดการที่เราจะละเลยความ
        เชื่อจะเป็นการง่ายกว่าที่จะรักษาความเชื่อนั้นไว้?

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272