Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 > Lesson 6 > Lesson 7 > Lesson 8 > Lesson9 > Lesson10 > Lesson11 >
.
Lesson 12
.
บทที่  12
คริสตจักรเข้าสู่สงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่

วันที่ 12 - 18  มีนาคม  2016


บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
วิวรณ์ 2:1-7 ; โฮเชยา 2:13 ; วิวรณ์ 2:8-17 ; วิวรณ์ 2:18 - วิวรณ์ 3:6 ; อิสยาห์ 60:14 ; วิวรณ์ 3:14-22.

ข้อควรจำ      “นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู
                    เราจะเข้าไปหาผู้นั้นและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับ
                    ประทานอาหารร่วมกับเรา” (วิวรณ์ 3:20)


อัครทูตรยอห์นเป็นอัครทูตคนสุดท้ายที่ตายในจำนวนอัครทูตทั้งสิบสองคนของพระเยซู
ท่านเป็นผู้เขียนพระกิตติคุณยอห์น ซึ่งให้ชื่อพระกิตติคุณตามชื่อของท่าน และท่านเขียนพระธรรมวิวรณ์ด้วย ซึ่ง
ช่วยเราให้เข้าใจได้มากในเรื่อง “สงครามการต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” แต่ตอนนี้เราจะมุ่งศึกษาเฉพาะ “คำพรรณนาของท่านยอห์นในเรื่องเจ็ดคริสตจักร” เท่านั้น โดยเราจะมองข่าวสารดังกล่าวในสายตาของแต่ละคริสตจักรที่ได้รับข่าวสารนั้น อันจะช่วยเราให้ได้รับสิ่งต่างๆ ตามที่พระเจ้าดลใจให้ท่านยอห์นเขียนขึ้นสำหรับแต่ละคริสตจักรมากที่สุดเท่าจะเป็นไปได้
       มีสิ่งหนึ่งโดดเด่นออกจากจากข่าวสารนั้น คือพระลักษณะส่วนบุคคลของพระเยซู และวิธีการที่พระองค์ทรงเข้าถึงเหล่าผู้เชื่อในแต่ละคริสตจักร ซึ่งพวกเขามีปัญหา ความต้องการแตกต่างกัน และพระองค์ทรงสนองต่อความต้องการนั้นๆ ของพวกเขาได้ทั้งหมด        
       ความท้าทายประการหนึ่ง คือคริสตจักรเหล่านี้แสดงให้เห็น การต่อสู้ดิ้นรนว่าพวกเขามีสภาพอย่างไร เช่นเดียวกับเราในปัจจุปัน สมาชิกของคริสตจักรมองเห็นความต้องการของตนชัดเจนว่าคืออะไร และตระหนักในการทรงเรียกของพระเยซูให้ทำการเป็นพยานแก่โลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะสิ้นหวังไหม? หรือพวกเขายืนอยู่แค่ประตูรั้ว ที่คนทั่วไปมองเห็นพวกเขาเป็นคริสเตียน แต่โดยส่วนตัวแล้ว พวกเขากำลังชื่นชมกับความสะดวกสบายมากกว่ากับอำนาจของความมืดไหม? เราเชื่อว่าเราเป็นคริสเตียนในคริสตจักรสุดท้ายที่เหลืออยู่ และเป็นที่ชัดเจนว่าเราเผชิญกับการท้าทายบางสิ่ง เช่นเดียวกับแต่ละคริสตจักรของคริสตจักรทั้งเจ็ดที่ต้องเผชิญตลอดประวัติศาสตร์
 
วันอาทิตย์   คริสตจักรแห่งเอเฟซัส  (วิวรณ์ 2:1-7)
       ในพระธรรมวิวรณ์ บทที่ 2:1 จะมองเห็นภาพพระเยซูทรงถือดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวา และทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้น สัญลักษณ์นี้ชี้ไปยังแนวคิดสำหัญ คันประทีปหมายถึงคริสตจักร ดวงดาวทั้งเจ็ดหมายถึงทูตสวรรค์เจ็ดองค์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลแต่ละคริสตจักร (วิวรณ์ 1:20) สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงใกล้ชิดระหว่างคริสตจักรทั้งหลาย และบัลลังก์ของพระเจ้าในสวรรค์ คริสตจักรทั้งหลายมีส่วนคัญยิ่งในสงครามการต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน

       อ่าน พระธรรม วิวรณ์ 2:1-7. ในทางใดบ้างที่เราสามารถมองเห็น การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่กำลัง
ดำเนินไปในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้?


       ข่าวสารสำหรับคริสตจักรเอเฟซัส เริ่มต้นด้วยการบรรยายลักษณะอุปนิสัย ซึ่งมีทั้งจุดแข็ง และ จุดอ่อนของพวกเขา เยซูทรงกล่าวชมสำหรับกิจกรรม ความอดทน ความสัตย์ซื่อ แต่ พวกเขาไม่สามารถทนต่อทุรชนได้ ความไม่หนักแน่นในความจริง ปล่อยให้คำสอนของครูสอนเทียมเท็จแทรกเข้ามา (วิวรณ์ 2:2,3,6) ข่าวสารเน้นคำเตือนชัดเจนว่าอย่ายอมรับคำสอนเทียมเท็จเข้ามาในคริสตจักร ดูเหมือนคริสตจักรเอเฟซัสได้รับการเลือกโดยพระเจ้าเพื่อให้ต่อต้านความมืดที่แพร่เข้ามา แต่คริสตจักรนี้ต้องได้รับความยากลำบากในการเผชิญหน้ากับซาตาน การโจมตีของดังกล่าวมาในรูปของคำสอนที่มาจากอัครทูตเทียมเท็จ พวกเขาเป็นผู้ติดตามของนิโคเลาส์ บางทีนิโคเลาส์อาจเริ่มต้นมาจากหนึ่งในเจ็ดของมัคนายก (กิจการฯ 6:5) ซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายเปน็็็นกลุ่มเคลื่อนไหวที่มีหลักข้อเชื่อเท็จแทรกมาหลายอย่าง เหตุนี้พระเยซูทรงเกลียดชังคำสอนของพวกนิโคเลาห์นิยม (วิวรณ์ 2:6)
       ความยุ่งยากกับคริสตจักรเอเฟซัส เกิดขึ้นเพราะพวกเขา “ได้ละทิ้งความรักดั้งเดิม” (วิวรณ์ 2:4) นี่เป็นภาษาอย่างเดียวที่ใช้ในพระคัมภีร์เดิม ที่ผู้เผยพระเวจนะนำมาใช้เมื่อใช้เปรียบเทียบชาวอิสราเอลขณะหลงเจิ่นไปจากการติดตามพระเจ้า ซี่งเปรียบเหมือนบุคคลหนึ่งซึ่งวิ่งตามหญิงคนรักที่ไม่ซื่อสัตย์ และเป็นที่ต้องห้าม (ตัวอย่างใน โฮเชยา 2:13)
       สถานการณ์ของคริสตจักรเอเฟซัสดูเหมือนสิ้นหวัง แต่พระเยซูผู้เชี่ยวชาญในการช่วยเหลือผู้ตกอยู่ในสภาพหมดหวัง ประการแรกทรงหนุนใจประชากรของพระองค์หยุดตรงจุดที่พวกเขาได้ตกลงไป จากนั้นหันหลังกลับเดินไปยังจุดที่พวกเขาเคยอยู่มาก่อน (วิวรณ์ 2:5) นี่ไม่ใช่การหมุนเข็มนาฬิกากลับหลัง ไปสู่ “วันคืนที่ดีเก่าก่อน” แต่เป็นการใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นตัวนำทางสู่อนาคต

       “แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือว่าเจ้าละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้า” (วิวรณ์ 2:4)  เหตุใดจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะทำเช่นนั้น? สิ่งที่ได้เกิดกับเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนบุคคล หรือกับคริสตจักร อาจทำให้ความรักของเราที่เคยมีในพระเจ้าเยือกเย็นลงไหม? เราจะรักษาความรักในพระเจ้าไว้เข้มแข็ง และให้ความจริงเผาไหม้ในตัวเราปีแล้วปีเล่าได้อย่างไร?

วันจันทร์   คริสตจักรสเมอร์นา และเปอร์กามัม   (วิวรณ์ 2:8-17)

       สำหรับคริสตจักรสเมอร์นา พระเยซูทรงแนะนำว่าพระองค์ทรงเป็น “เบื้องต้น และเบื้องปลาย ผู้ซึ่งสิ้น
พระชนม์แล้ว และกลับฟื้นขึ้นอีก ได้ตรัสดังนี้ว่า” (วิวรณ์ 2
:8 ; และวิวรณ์ 1:18 ด้วย) สำหรับคริสตจักรเปอร์กามัม พระเยซูทรงมาเยี่ยมพวกเขาด้วยดาบสองคมซึ่งอยู่ในปากของพระองค์ (วิวรณ์ 1:16 ; วิวรณ์ 2:12) อะไรคือความหมายของวิธีที่พระเยซูทรงพรรณนาให้เห็นในคริสตจักรทั้งสองนี้เแต่ละแห่ง?                                                    

      
อ่าน พระธรรมวิวรณ์ 2:8-17. สมาชิกโบสถ์เมืองสเมอร์นาเป็นที่รู้จักสำหรับ ความทุกข์ลำบากและยากจน พวกเขาถูกใส่ร้ายว่า “ธรรมศาลาของซาตาน” ตั้งอยู่ท่ามกลางพวกเขา (วิวรณ์ 2:9) ในทำนองเดียวกันสมาสชิกแห่งคริสตจักรเมืองเปอร์กานัม ดูเหมือนต่างยึดความเชื่อไว้มั่นคง แม้ว่า “ที่นั่งของซาตาน” จะอยู่ท่ามกลางพวกเขา (วิวรณ์ 2:13) ดังนั้นคริสตจักรทั้งสองนี้แสดงให้เห็นภาพจริงของ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” ที่กำลังดำเนินไปเช่นกัน
       คริสตจักรสเมอร์นาได้รับการเตือนว่า “อย่ากลัวความทุกข์ทรมานซึ่งเจ้าจะได้รับนั้น นี่แน่ะ มารจะขังพวกเจ้าบางคนไว้ในคุกเพื่อจะลองใจเจ้า และเจ้าทั้งหลายจะได้รับความทุกข์ทรมานถึงสิบวัน แต่เจ้าจงมีใจมั่นคงอยู่ตราบเท่าวันตาย และเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า” (วิวรณ์ 2:10) ในเมืองสมอร์นา มีบางคนได้ถูกฆ่าไปแล้วสำหรับความเชื่อของพวกเขา (วิวรณ์ 2:13) เป็นที่น่าสังเกตว่าความยากลำบากมีเวลาจำกัด พระเจ้าจะไม่ทรงอนุญาตให้ความยากลำบากดำเนินผ่านเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ (วิวรณ์ 2:10)
       พระเจ้ามีข้อต่อว่า “สองสามข้อ” สำหรับคริสตจักรเปอร์กานัม (วิวรณ์ 2:14-16) เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขายอมรับผู้ที่เชื่อใน “หลักข้อเชื่อของบาลาอัม และนิโคเลาห์” ซึ่งอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขา (วิวรณ์ 2:14-15)
       นิโคเลาห์ และบาลาอัม ดูเหมือนเป็นรูปคู่ขนาน นิโคเลาห์ เป็นคำผสมภาษากรีก (นิคาโอ และ ลาออส) ซึ่งหมายหมายถึง “ผู้ชนะประชาชน” ส่วนคำ “บาลาอัม” มาจากภาษาฮีบรูสองคำ คือ “แอม” (ผู้คน) และ “บาอัล” (เบลา “ซึ่งจะทำลาย” หรือ “ที่จะกลืน”) หมายถึง “การทำลายผู้คน” จาก หนังสือของ แรงค์ สเตฟาโนวิค ใน “อธิบายพระคัมภีร์สำหรับพระธรรมวิวรณ์” หน้า 111. พระเยซูทรงเตือนทั้งคริสตจักรว่า ถ้าพวกเขายังเชื่อในหลักคำสอนเทียมท็จต่อไป พระองค์จะเสด็จด้วยพระองค์เอง และจะต่อสู้พวกเขาด้วยดาบในพระโอษฐ์ของพระองค์ (วิวรณ์ 2:16)

       อ่าน พระธรรม วิวรณ์ 2:14,15. ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองนี้บอกเราว่าหลักข้อเชื่อมีความสำคัญมากเพียงใด?
เหตุใดจึงมีความสำคัญ?


วันอังคาร   คริสตจักรธิยาทิรา และซาร์ดิส  (วิวรณ์ 2:18-วิวรณ์ 3:6)   

       อ่าน พระธรรม วิวรณ์  2:18 - วิวรณ์ 3:6. มีประเด็นอะไรบ้างที่กำลังดำเนินไปในคริสตจักรเหล่านี้? และ
เราอยู่บนเส้นทางไหน ในฐานะเป็นคริสตจักร (หรือโบสถ์) หรือส่วนบุคคล ที่กำลังต่อสู้ดิ้นรนในเรื่องเดียวกัน?“การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวฯ” แสดงให้เห็นในการต่อสู้ดิ้นรนในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างไร?

       พระเยซูทรงแนะนำพระองค์กับคริสตจักรธิยาทิรา (วิวรณ์ 2:18) บอกให้ทราบถึงช่วงเวลาสับสนสำหรับประชากรของพระเจ้าซึ่งกำลังประสบกับความยากลำบากมากขึ้น คำอุปมาวาดภาพให้เห็นพระบุตรทรงมี “พระเศียรและพระเกศาของพระองค์ขาวดุจขนแกะสีขาว และดุจหิมะและพระเนตรของพระองค์ดุจเปลวเพลิง พระบาทของพระองค์ดุจทองสัมฤทธิ์ เกลี้ยงเหมือนกับว่าได้หลอมให้บริสุทธิ์แล้ว” (วิวรณ์ 1:14,15) คำพรรณนาคล้ายกันนี้พบได้ในดาเนียล บทที่ 10 เมื่อท่านดาเนียลพบว่าพระเนตรของพระองค์ “เหมือนกับคบเปลวเพลิง แขนและเท้าเป็นเงางามเหมือนกับทองสัมฤทธิ์ขัด และเสียงถ้อยคำของท่านเหมือนเสียงมวลชน” (ดาเนียล 10:6)
       พระเยซูทรงแนะนำพระองค์คล้ายกันมากกับที่ทรงแนะนำกับคริสตจักรซาร์ดิส ว่าพระองค์ผู้ทรงมีพระวิญญาณทั้งเจ็ดของพระเจ้า และทรงมีดาราทั้งเจ็ดดวงนั้น (วิวรณ์ 3:1; วิวรณ์ 5:6) ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งพระผู้ช่วยให้รอดทรงทำการเต็มที่อยู่หลังฉาก และทรงใช้ฤทธานุภาพแห่งสวรรค์เพื่อให้แน่พระทัยว่าคริสตจักรของพระองค์ปลอดภัย
       คำพรรณนาของคริสตจักรแห่งเมืองธิยาทิรา และซาร์ดิส เป็นสาเหตุทำให้เกิดความห่วงใยบางประการ ในคริสตจักรธิยาทิราสิ่งต่างๆ ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น พระคริสต์ทรงตรัสว่า "เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า รู้ความรัก ความเชื่อ และการปรนนิบัติและความอดทนของเจ้า และรู้ว่าการเบื้องปลายของเจ้ามีมากกว่าการเบื้องต้น” (วิวรณ์ 2:19) แต่สมาชิกในคริสตจักรแห่งนี้เป็นเหมือนชนอิสราเอลในสมัยพระราชินีเยเซเบล ที่เหล่าผู้เชื่อในคริสตจักรซาร์ดิสเหมือนคนที่ตายแล้วด้านจิตวิญญาณ (วิวรณ์ 3:1)
       แม้จะมีปัญหาหลากหลายเช่นนี้ พระเยซูทรงหนุนน้ำใจคริสตจักรต่างๆ พระองค์ทรงตระหนักว่ามีหลายคนในคริสตจักรธิยาทิราผู้ “ไม่รู้จักสิ่งที่เขาเรียกว่า ความล้ำลึกของซาตานนั้น” ทรงหนุนใจให้พวกเขายึดมั่นในความเชื่อจนกระทั่งวันที่พระองค์ทรงเสด็จกลับมา” (วิวรณ์ 2:24,25) อย่างไรก็ดี “มีพวกเจ้าสองสามคนที่เมืองซาร์ดิสที่ไม่ได้กระทำให้เสื้อผ้าของตนมีมลทิน และเขาเหล่านั้น จะแต่งตัวสีขาวเดินไปกับเรา เพราะว่าเขาเป็นคนที่สมควรแล้ว” (วิวรณ์ 3:4)                                       
       พระเยซูทรงตรัสสัญญาจะประทานพรพิเศษให้กับผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้ว่า “และเราจะมอบดาวประจำรุ่งให้แก่ผู้นั้น”(วิวรณ์ 2:28) ซึ่งในภายหลังพระองค์ประกาศให้เป็นที่ประจักษ์ว่า “เราเป็นเชื้อสายของดาวิด และเป็นดาวประจำรุ่งอันสุกใส่” (วิวรณ์ 22:16) และสำหรับคริสตจักรซาร์ดิสพระองค์ตรัสสัญญาว่า “ผู้ใดมีชัยชนะผู้นั้นจะสวมเสื้อสีขาว และเราจะไม่ลบชื่อผู้นั้นออกจากหนังสือแห่งชีวิต เราจะรับรองชื่อผู้นั้นต่อพระพักตร์พระบิดาของเรา และต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์” (วิวรณ์ 3:5)

       “จงยึดไว้มั่นคง และกลับใจใหม่” มีสิ่งใดที่คุณต้องยึดไว้อย่างมั่นคง? และคุณต้องกลับใจใหม่จากอะไร? คำสอนสองข้อนี้ทรงพลังยิ่ง และมีความเชื่อมโยงต่อกันอย่างไร?

วันพุธ     คริสตจักรเมืองฟิลาเดลเฟีย  (วิวรณ์ 3:7

       อ่าน พระธรรม วิวรณ์ 3:7. พระเยซูทรงแนะนำพระองค์กับคริสตจักรนี้อย่างไร?  คำพรรณนานี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับพระองค์?

       คริสตจักรแห่งนี้ได้รับคำชมที่พวกเขาประพฤติตามคำสอนของพระคริสต์ และไม่ปฏิเสธพระนามของพระองค์ แม้ ว่าพวกเขาจะมีพละกำลังเพียงเล็กน้อย (วิวณ์ 3:8) พระเยซูทรงกล่าวพระสัญญาที่น่าสนใจว่า อีกไม่นานสมาชิกของธรรมศาลาของซาตานที่พูดมุสาจะมากราบแทบเท้าของเจ้า (วิวรณ์ 3:9) แนวคิดดังกล่าวนี้นำมาจากพระธรรม อิสยาห์ 60:14. ซึ่งบรรยายให้เห็นภาพกลุ่มผู้โจมตีประชากรของพระเจ้า หลังจากที่ปฏิบัติกับเหล่าผู้เชื่ออย่างรุนแรง พวกเขาได้กลับมาก้มศีรษะให้กับประชากรของพระองค์ “ลูกชายของคนเหล่านั้นที่ได้บีบบังคับเจ้า จะมาโค้งลงต่อเจ้า และบรรดาผู้ที่ดูหมิ่นเจ้า จะกราบลงที่ฝ่าเท้าของเจ้าเขาทั้งหลายจะเรียกเจ้าว่าเป็นพระนครของพระเจ้า ศิโยนแห่งองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล” (อิสยาห์ 60:14) อย่างที่เราได้อ่านพบในอดีต บางคริสตจักรได้อดทนต่อสู้กับเหล่าผู้สอนผิด ซึ่งได้ทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย ซึ่งนั่นเป็นวิธีการทำงานอย่างหนึ่งของซาตานผ่านผู้เห็นผิดเป็นถูก แต่ดูเหมือนว่าคริสตจักรฟิลาเดลเฟียเป็นคริสตจักรหนึ่งซึ่งที่สุดมีชัยต่อคริสตจักรชั่วร้าย

       อ่าน พระธรรม วิวรณ์ 3:10. คริสตจักรฟิลาเดลเฟียรักษาความซื่อสัตย์ไว้ต่อเนื่องได้อย่างไร? พระเยซูทรงกล่าวสัญญาจะจำกัดความทุกข์ยากลำบากของพวกเขาไว้ในการควบคุมอย่างไร? สิ่งนี้มีความหมายสำหรับเราในปัจจุบันอย่างไร?

       ดูเหมือนเป็นที่ชัดเจนว่าคริสตจักรฟิลาเดลเฟียได้ผ่านเวลาแห่งความยากลำบากอย่างหนักมาพอๆกับคริสตจักรอื่นๆในอดีต แต่ท่าทีของผู้เชื่อในคริสตจจักรแห่งนี้แตกต่างออกไป นี่เป็นคริสตจักรแรกที่พระเยซูไม่ได้ชี้ความล้มเหลวให้เห็น ที่พวกเขาจำเป็นต้องมุ่งทำการแก้ไข พระผู้ช่วยให้รอดทรงกล่าวชมความเชื่อ และการร่วมมือในพันธกิจของพระเจ้าของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะมีกำลังเพียงเล็กน้อย (วิวรณ์ 3:8)
       พระสัญญาที่ทรงประทานให้ผู้เชื่อในคริสตจักรแห่งนี้มีว่า “ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะตั้งให้ผู้นั้นเป็นหลักอยู่ในพระวิหารแห่งพระเจ้าของเรา และผู้นั้นจะไม่ออกไปนอกพระวิหารอีกเลย และที่ตัวของผู้นั้นเราจะจารึกพระนามพระเจ้าของเรา และชื่อเมืองของพระเจ้าของเรา (วิวรณ์ 3:12) พระเจ้าทรงตรัสว่าเราจะ “จารึกนามใหม่ ของเราไว้ที่ผู้นั้นด้วย” ทั้งนี้เพราะว่าพวกเขาได้ดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ จงรักภักดีมอบถวายทุกส่วนของชีวิตให้กับพระองค์ในเวลาที่ผ่านมา

       ถ้าบังเอิญคุณได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์โดยทันใด คุณคิดว่าคุณมีความเหมาะสมต่อแผ่นดินสวรรค์มาก
เพียงใด?

วันพฤหัสบดี   คริสตจักรแห่งเมืองเลาดีเซีย (วิวรณ์ 3:14-22)

         สำหรับคริสตจักรเลาดีเซีย คำพรรณนาของพระเยซูถึงคริสตจักรนี้มีว่า “จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรที่เมืองเลาดีเซีย ว่าพระองค์ผู้ทรงเป็นพระอาเมน ทรงเป็นพยานที่ซื่อสัตย์และสัตย์จริง และทรงเป็นปฐมเหตุแห่งสิ่งสารพัด ซึ่งพระเจ้าทรงสร้าง” (วิวรณ์ 3:14) คำบรรยายเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของพระคริสต์ในฐานะทรงเป็นพระเจ้า คำว่า “อาเมน” มาจากพระธรรม อิสยาห์ 65:16. ซึ่งตรงนี้คำว่า “อาเมน” หมายถึง “พระเจ้าแห่งความจริง” และยังมีความเชื่อมโยงกับพันธสัญญา พระเยซูทรงเป็นผู้ถือรักษาพันธสัญญายิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นพระเจ้าผู้ทรงรักษาพันธสัญญาแห่งความรอด และทรงเป็นผู้ต่ออายุพันธสัญญานั้นใหม่ พระเยซูยังทรงเป็นพยานสัตย์ ผู้ทรงเป็นพยานแด่ประชากรของพระองค์ว่าพระบิดาเจ้าจริงๆแล้วทรงมีพระลักษณะเช่นใด (วิวรณ์ 1:5 ; วิวรณ์ 22:16 ; ยอห์น 1:18 ; ยอห์น 14:8-10). พระองค์ทรงเป็นพระผู้ทรงเนรมิตสร้างเช่นกัน (โคโลสี 1:16,17).

       อ่าน พระธรรม วิวรณ์ 3:14-22. พระเยซูทรงกำลังบอกให้คริสตจักรแห่งนี้ทำอะไร? ถ้อยคำเหล่านี้มีความหมายต่อเราในปัจจุบันอย่างไร?

       หลังจากพระคัมภีร์ข้อแรกของข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกกับเราว่าที่จริงแล้วพระเยซูคือใคร มีความจำเป็นต้องทำให้กระจ่างว่าคริสตจักรแห่งนี้มีสภาพเป็นอย่างไร กล่าวได้อีกอย่างว่าเราสามารถรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเราได้ ถ้าเรารู้จักพระเจ้าก่อน ผู้มีความเชื่อในคริสตจักรแห่งนี้ได้หลอกพวกเขาเองจนถึงจุดที่ทำให้พวกเขาคิดเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองว่าพวกเขาอยู่ตรงกันข้ามจากสภาพที่เป็นจริงของพวกเขา (วิวรณ์ 3:17) พระเยซูขอให้พวกเขาพิจารณาย่างก้าวที่จำเป็น เพื่อพวกเขาจะมองเห็นตัวตนของพวกเขาตามสภาพที่เป็นจริง และจากนั้นทำการเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องเปลี่ยน (วิวรณ์ 3:18)
       ถ้าพวกเขาไม่ปฏิบัติตามที่พระเจ้าทรงขอร้อง พวกเขาจะได้รับการพิพากษาจากพระเจ้า ส่วนแรก มีความจำเป็นสำหรับการลงวินัยตามแบบดั้งเดิมจากผู้เป็นบิดามารดา ซึ่งกล่าวว่า “เรารักผู้ใดเราก็ตจักเตือนและตีสอนผู้นั้น” (วิวรณ์ 3:19) ส่วนที่สอง พระเจ้าจะทรงคายพวกเขาจากปากของพระองค์ ทรงตรัสว่า “เราจะคายเจ้าออกจากปากของเรา” (วิวรณ์ 3:16)
       สำหรับคริสตจักรแห่งนี้อยู่ใกล้จุดที่จะถูกโยนออกจากพระพักตร์ของพระเจ้าเต็มที แต่พระเจ้าทรงประทานพระสัญญายิ่งใหญ่แก่พวกเขา พระเยซูทรงประสงค์จะรับประทานอาหารกับพวกเขา (วิวรณ์ 3:20) เป็นบางสิ่งสงวนไว้สำหรับเพื่อนสนิทเท่านั้น จากนั้นพระองค์ทรงตรัสสัญญาให้โอกาสกับพวกเขาได้นั่งบนบัลลังก์กับพระองค์ ทรงตรัสว่า “ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นนั่งกับเรา บนพระที่นั่งของเรา” (วิวรณ์ 3:21)    
      เป็นสิ่งน่าสนใจที่จะศึกษาเรื่องคริสตจักรทั้งเจ็ด และพบว่าประชากรของพระเจ้ากำลังมีใจเยือกเย็นลง และค่อยๆ ปลีกตัวออกห่างพระเจ้า สิ่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? แม้พระเยซูทรงประสบชัยชนะนำความรอดจากไม้กางเขนมาให้ทุกคน แต่บางคนยังคงดื้อดึงแขวนตัวไว้กับสิ่งชั่วร้าย พึ่งอยู่กับอำนาจของความมืด เราไม่มีคำถามเลยเมื่อเรามองดูคริสตจักรต่างๆเหล่านี้ในประวัติศาสตร์ของคริสตจักร เรามองเห็น “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” ปรากฏออกมาชัดเจน ดังนั้นลักษณะอย่างนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งวันพระเยซูทรงเสด็จกลับมากครั้งที่สอง

 

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม:                                            

       หัวข้อศึกษาสำหรับวันพฤหัสบดีสัมผัสพระเยซูในฐานะทรงเป็นพระเจ้า เหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญมาก? เอลเลน จี. ไวท์. เขียนว่า: “พระบัญญัติของพระเจ้า” บริสุทธิ์เหมือนองค์พระเจ้า ดังนั้น “ผู้หนึ่ง” ต้องมีสภาพเท่าเทียมพระเจ้าจึงสามารถจะจ่ายค่าจ้างของการละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าได้ ไม่มีใครในจักรวาลที่มีศักดิ์ และพระสิริเช่นนั้นนอกจากพระคริสต์องค์เดียว จึงสามารถนำคนบาปที่ผ่านการชำระแล้วผนึกกับสวรรค์อีกครั้งได้ พระคริสตจ์ทรงรับเอาความผิดบาป และความอับอายเป็นของพระองค์เอง ความบาปช่างเป็นสิ่งน่าสะอิดสะเอียนต่อพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ และความบาปนี่เองได้แยกพระบิดาและพระบุตรออกจากกัน พระคริสต์ต้องเอื้อมต่ำสู่จุดลึกแห่งความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพื่อช่วยมนุษย์ผู้หลงหายให้ได้รับความรอด” จาก หนังสือ ของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “Amazing Grace” page 42

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1.  ในชั้น อภิปรายคำตอบของคุณสำหรับคำถามวันพุธ คำตอบของคุณให้คำแนะนำอะไรกับคุณเกี่ยวกับ
       สภาพที่คุณเป็นอยู่?   

  2.  “เมื่อไม่นานมานี้ ขณะที่ข้าพเจ้า (เอลเลน จี.ไวท์.) มองไปรอบๆ เพื่อหาผู้ติดตามผู้ติดตามพระเยซู ผู้
        ทรงถ่อมพระองค์ ว่าจะพบใครที่ถ่อมจิตใจเหมือนพระผู้ช่วยให้รอดบ้างหรือเปล่า ดวงจิตของข้าพเจ้า
        ได้รับการทดสอบอย่างหนัก “คนจำนวนมากผู้อ้างว่ากำลังรอการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ในอีกไม่ช้า ได้กลายเป็นเหมือนชาวโลกเข้าไปทุกที พวกเขาทำตัวจริงจังเพื่อให้ได้รับการชมเชยจากผู้คนที่ล้อมรอบตัวเขา หรือหล่อนมากกว่าจะได้รับคำชมเชยจากพระเจ้า พวกเขามีใจเยือกเย็นลง และคิดอะไรที่เป็นทางการ เหมือนกับโบสถ์ (หรือคริสตจักร) ที่พวกเขาแยกห่างออกมา คำที่พระเยซูตรัสกับคริสตจักร “เลาดีเซีย” บรรยายให้มองเห็นสภาพปัจจุบันของพวกเขาอย่างสมบูรณ์” บทความของ เอลเลน จี. ไวท์. ในนิตยสาร “Review and Herald”,  June 10, 1852. บทความนี้ถูกเขียนขึ้นนานกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบปีมาแล้ว แต่ข้อความดังกล่าว มีความหมายอะไรต่อเราแม้ในปัจจุบัน? สิ่งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับแนวคิดผิดที่ได้คืบคลานเข้ามาคริสตจักรแม้ในปีเก่าก่อนโน้น ซึ่งน่าจะเป็นวันเก่าๆที่ผู้เชื่อมีความเชื่อมั่นคงดีกว่าในปัจจุบัน?                                                 

________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272