Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index Thai SSL 1Q2016 > Lesson 2: วิกฤติการณ์ในสวนเอเดน > Lesson 3 > lesson 4 > Lesson5 > Lesson 6 > Lesson 7 > Lesson 8 > Lesson9 > Lesson10 > Lesson11 > Lesson 12 >
.
Lesson 13
.
บทที่ 13
การไถ่ให้รอดพ้นบาป
วันที่  19 – 25  มีนาคม  2016
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
วิวรณ์ 20:1-3 ; เยเรมีย์ 4:23-26 ; 1 โครินธ์ 4:5 ; วิวรณ์ 20:7-15 ; ฟีลิปปี 2:9-11 ; 2 เปโตร 3:10.

ข้อควรจำ     “พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขา ความตายจะไม่มี
                   อีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป
                   เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว” (วิวรณ์ 21:4) 


ผู้คนมักถามคำถามนี้กันบ่อยว่า “เหตุใดความชั่วร้ายอุบัติขึ้นในครั้งแรก”
คำตอบคือ “เสรีภาพ” เสรีภาพแท้ เสรีภาพแท้ด้านศีลธรรม มีความเสี่ยงรวมอยู่ด้วย ถ้าผู้คนมีเสรีภาพจริงๆ พวกเขาต้องมีสิทธิ์
จะเลือกทำในสิ่งที่ผิดได้
       ก็ยุติธรรมดี แต่มีคำถามผุดขึ้นมาอีก เหตุใดพระเจ้าไม่ทรงทำลายคนทำบาปคู่แรกให้สิ้นซาก? แล้วสร้างมนุษย์คู่ที่สองขึ้นใหม่ มนุษย์ทุกรุ่นอายุต่อมาจนถึงเราในปัจจุบันก็ไม่ต้องรับผลลัพธ์อันน่ากลัวจากการคิดกบฏไม่เชื่อฟังของพวกเขา      
      คำตอบวิ่งไปสู่แกนกลางของ “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์และซาตาน” ดังที่เราจะได้ศึกษาในสัปดาห์นี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบริหารรัฐบาลของพระองค์ประเภท “เปิด” ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับพระองค์ และวิถีของพระองค์เป็นความลึกลับ และพระองค์จะทรงแก้ปัญหาของการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยว ที่สุดการสงครามใหญ่ดังกล่าวจะจบลง และคำถามเกี่ยวกับที่พระเยซูทรงถวายพระชนม์ชีพของพระองค์เป็นเครื่องถวายบูชาไถ่บาปให้กับเรา และคำถามอื่นใดเช่น ความยุติธรรม ความรัก และพระบัญญัติก็สิ้นสุดลงเช่นกัน
       โดยความเป็นจริง การเสด็จกลับมาครั้งที่สองจะมาถึงก่อน จากนั้นอีกหนึ่งพันปีจึงถึงวาระที่คนบาป และซาตานตลอดจนบริวารจะพบความพินาศ (ด้วยไฟตกจากฟ้ากลายเป็นบึงไฟ และกำมะถัน วิวรณ์ 20:10) คนบาป ความบาป และซาตานและทูตสวรรค์ผู้ติดตามจะอันตรธานไปจากโลก และเอกภพตลอดกาล เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาครั้งที่สองพระองค์จะรับเอาผู้ชอบธรรมที่ตายไปก่อนหน้า (ซึ่งจะฟื้นสู่ร่างกายใหม่ และชีวิตใหม่) และผู้ชอบธรรมที่มีชีวิตอยู่(ร่างกายได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่) จะถูกรับไปอยู่บนสวรรค์อาศัยอยู่ในพระนิเวศที่พระเยซูทรงเตรียมให้เป็นเวลาหนึ่งพันปี สิ่งน่าอัศจรรย์คือ เหล่าผู้ชอบธรรมในสวรรค์จะมีส่วนในการพิพากษา ขอให้เรามองไปยังฉากสุดท้ายของการสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ และซาตาน

วันอาทิตย์  การผูกมัดซาตานไว้  (วิวรณ์ 20:1-3)
       อ่าน พระธรรม วิวรณ์ 20:1-3. ข้อพระคัมภีร์ตรงนี้กล่าวพรรณนาถึงอะไร และมีความหวังอะไรเสนอให้กับเรา?
 
      เมื่ออาชญากรร้ายแรงถูกจับ จำเป็นต้องได้รับการไต่สวน และนำสู่ขั้นตอนการพิพากษา และถูกตัดสินจำคุกจึงต้องมีการล่ามโซ่ไว้ แต่มีหลายครั้งในพระคัมภีร์บันทึกว่าบางคนในพวกเขาถูกล่ามโซ่ ทั้งๆที่พวกเขาไม่ได้ประกอบอาชญากรรม ท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมาถูกจับและถูกล่ามโซ่ไว้ เพราะท่านไปวิจารณ์พฤติกรรมเลวร้ายของกษัตริย์ (มัทธิว 14:3,4). พวกเจ้าหน้าที่และทหารได้มัดพระเยซู และนำพระองค์ไปจากสวนเกทเสมนี (ยอห์น 18:12) และทรงถูกมัดตอนพระองค์ถูกไต่สวน (ยอห์น 18:24) พวกเขาพันพระศพของพระองค์ไว้ (ยอห์น 19:40) อัครทูตเปาโล (กิจการฯ 21:33) และอัครทูตเปโตร (กิจการฯ 12:6) ทั้งสองต่างเคยถูกล่ามโซ่ไว้
       พระเยซูทรงใช้เวลามากทำการเทศนาสั่งสอน และรักษาโรคให้กับคนเจ็บป่วยโดยตรง คนเหล่านั้นถูกซาตานผูกมัดไว้ มีคนหนึ่งถูกผีเข้าสิงหลายตน ชายคนนั้นถูกล่ามโซ่ไว้ทั้งที่ข้อมือ และข้อเท้า (มาระโก 5:3,4) ที่จริงชายคนนั้นถูกผีผูกมัดไว้ภายในตัวเขา ก่อนที่พระเยซูทรงปลดปล่อยเขาจากผีร้าย ไม่มีใครสามารถหยุดการกระทำ หรือควบคุมผีร้ายในชีวิตของเขาได้ พระเยซูทรงพบกับหญิงหลังโกงที่ถูกผีเข้าสิงทำให้เป็นโรคสิบแปดปีมาแล้ว และทรงปลดปล่อยหล่อนจากการถูกผูกมัดด้วยผี (ลูกา 13:11, 12,16) พระองค์ทรงสั่งให้แก้ผ้าตราสังที่พันรอบตัวลาซารัสออก (ยอห์น 11:43,44) ฉากสุดท้ายเหล่าทหารได้นำตัวบารับบัสซึ่งถูกล่ามโซ่ออกมายืนข้างพระเยซู ปีลาตถามประชาชนว่าระหว่างสองคนนี้จะให้ปล่อยใคร ประชาชนร้องว่าปล่อยบารับบัส ทหารจึงแก้โซ่ตรวนปล่อยบารับบัสเป็นอิสระ ส่วนพระเยซู
ทหารได้นำพระองค์ไปตรึงที่กางเขน (มาระโก 15:7-15) จากตัวอย่างทั้งหมดนี้ ซาตานพยายามกักเก็บตัวผู้คนไว้ในเรือนจำ หรือไม่ก็ผูกมัดผู้คนไว้ด้วยความทุกข์ยาก และการเจ็บป่วย ส่วนผู้บริสุทธิ์ซาตานกักตัวไว้เพื่อปล่อยให้ความเลวร้ายทวีขึ้น พระเยซูทรงหักพันธนาการแห่งความตาย เพื่อนำเอาเสรีภาพมาให้แก่โลกที่หมดหวัง เพราะถูกซาตานผูกมัดตัวไว้ ในฉากสุดท้ายซาตานเองจะถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนจากสถานการณ์แวดล้อมเป็นเวลาหนึ่งพันปี (วิวรณ์ 20:1-3)
       พันธกิจการรับใช้ของพระเยซูส่วนหนึ่งคือการปลดปล่อยผู้ที่ซาตานผูกมัดไว้ให้เป็นอิสระ ขณะเดียวกันทรงประทานอำนาจให้อัครทูต และสาวกทั้งหลายของพระองค์ให้สามารถประกอบกิจได้อย่างเดียวกัน เมื่อมีผู้กล่าวหาว่า พระเยซูทรงขับผีออกด้วยอำนาจของนายผี พระองค์ให้เหตุผลว่า “และถ้าซาตานขับซาตานออกมันก็แตกแยกกันในตัวมันเอง แล้วอาณาจักรของมันจะตั้งอยู่อย่างไรได้ และถ้าเราขับผีออกโดยเบเอลเซบูล พวกพ้องของท่านทั้งหลายขับมันออกโดยอำนาจของใครเล่า” (มัทธิว 12:26-27, อ่านข้อ 28-29 ด้วย) กล่าวได้อีกอย่างว่า ซาตานไม่มีอำนาจเหนือพระคริสต์ และสาวกของพระองค์ เพราะว่าพระคริสต์ได้ทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์จากโซ่ตรวนของซาตานแล้ว
       ดังที่อัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ว่า “แต่พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่มีผู้ใดเอาโซ่ล่ามไว้ได้” (2 ทิโมธี 2:9) นี่คือวิธีที่พระเยซูทำให้ซาตานพูดไม่ออก (มัทธิว 4:4,7,10) และเราสามารถใช้อำนาจเดียวกันเพื่อต่อต้านซาตานได้ด้วย

       มีพระสัญญาอะไรที่คุณสามารถใช้เพื่อปลดปล่อยคุณจาก โซ่ตรวนใดๆ ที่ซาตานล่าม หรือผูกมัดคุณไว้?

วันจันทร์   คำถามที่ขึ้นต้นว่า “ทำไม” หรือ “เหตุใด” (วิวรณ์ 20:4)

       ข้อพระคัมภีร์เปิดฉากของพระธรรมปฐมกาล พรรณนาถึงโลกว่ามีลักษณะ “แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น” (ปฐมกาล 1:2) ถ้อยคำอย่างเดียวกันนี้ท่านผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ใช้บรรยายแผ่นดินโลกหลังถูกทำลายด้วย “ภัยทรมานเจ็ดประการ” ก่อนการเสด็จกลั้บมาครั้งที่สองของพระเยซู “เรือกสวนไร่นาก็เป็นถิ่นทุรกันดาร และหัวเมืองทั้งสิ้น (บนแผ่นดินโลก) ก็ปรักหักพังไปต่อพระพักตร์พระเจ้า ต่อพระพิโรธอัน ร้อนแรงของพระองค์” (เยเรมีย์ 4:26) ในคำพรรณนาของท่านเยเรมีย์ ไม่มีมนุษย์แม้คนเดียวเหลืออยู่บนแผ่นดินโลกในเวลานั้น “ข้าพเจ้ามองดู และนี่แน่ะไม่มีมนุษย์เลย นกทั้งปวงแห่งท้องอากาศได้หนีไปแล้ว” (เยเรมีย์ 4:25) สอดคล้องกับการพรรณนาของอัครทูตยอห์น ซาตานไม่สามารถไปล่อลวงใครได้อีกต่อไป เพราะไม่มีมนุษย์คนใดเหลืออยู่บนแผ่นดิน
โลกในช่วงเวลานั้น  (วิวรณ์ 20:3)
       ผลลัพธ์ที่บังเกิดขึ้นทั่วโลกกว้าง อันเนื่องมาจากการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู อัครทูตยอห์นได้บรรยายไว้ในพระธรรมวิวรณ์ดังนี้ ประการแรก พระเยซูทรงได้ตรัสสัญญาขณะพระองค์อยู่ในโลกนี้ (ยอห์น 14:1-3) ว่าพระองค์จะเสด็จกลับไปเพื่อจัดเตรียมสถานที่บนแผ่นดินสวรรค์ให้เป็นบ้านของผู้ติดตามพระองค์ ดังนั้นเมื่อพระองค์ทรงเสด็จกลับมาครั้งที่สอง พระองค์จะทรงรับผู้ชอบธรรมที่มีชีวิตอยู่ และที่ฟื้นจากความตายไปอยู่บนสวรรค์ (1 เธสะโลนิกา 4:16,17) อัครทูตยอห์น ได้กล่าวพรรณนาถึงคนบาปที่ตายไปก่อนหน้า และผู้ที่ตายตอนพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สองว่า ทั้งสองพวกจะยังคงอยู่ในหลุมฝังศพ หรือในสภาพผงคลีดิน ขี้เถ้า หรือกระดูกในกรณีร่างถูกเผา (ฌาปนกิจ) พวกเขาจะคงอยู่ในโลกนี้หนึ่งพันปีหลังพระเยซูเสด็จกลับมาครั้งที่สอง เมื่อสิ้นยุคหนึ่งพันปีแล้วพวกเขาจึงจะฟื้นขึ้นมารับการพิพากษาโทษ (วิวรณ์ 20:5)

       อ่านพระธรรม วิวรณ์  20:4 พระคัมภีร์ข้อนี้กล่าวพรรณนาถึงการพิพากษา และเหล่าผู้ชอบธรรมไว้อย่างไร?              

       “เหล่าผู้ได้รับสิทธิ์อำนาจให้ทำการพิพากษา” พวกเขาจะพิพากษาได้อย่างไรถ้าปราศจากข้อมูลหลักฐานมากกว่าที่พวกเขามีอยู่ในเวลานี้? ก่อนที่เหล่าคนชั่วร้ายจะได้รับการลงโทษโดยให้ถูกทำลาย ผู้ได้รับความรอดได้รับมอบโอกาสให้ตั้งคำถามว่า “เหตุใด” หรือ “ทำไม” ? คนนั้น หรือคนนี้ต้องถูกพิพากษาให้พินาศ พวกเขาจะอ่านบันทึกในเหตุผลทั้งหมด เท่าที่พวกเขาต้องการทราบในรายละเอียดของข้อเท็จจริง การที่ผู้ชอบธรรม คือผู้ได้รับความรอดจะพิพากษาคดีของผู้ที่กำลังจะพินาศช่างเป็นสิทธิพิเศษที่น่าทึ่งจริง!   
       ในช่วงเวลานี้ที่มีการเปิดสมุดบันทึก เราจะเข้าใจว่าหลายครั้งพระเจ้าทรงตรัสด้วยเสียงเบาๆ เตือนผู้กำลังพินาศด้วยน้ำเสียงแห่งพระกรุณา และความรัก พระองค์ทรงอดทนเตือนต่อเนื่อง แต่การทดสอบในโลกได้กลบเสียงเตือนนั้นเสีย พระเจ้ายังคงเฝ้ารอการตอบสนองอย่างเงียบๆ ทรงหวังในบางโอกาสจะมีบางคนตระหนักว่าพระองค์คือผู้จ่ายราคาแสนแพงเพื่อไถ่ชีวิตของพวกเขา แต่พวกเขากลับเลือกเอาความตาย...มีสิ่งใดในชีวิตของคุณปิดกั้นคุณไว้จากการรับฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า? พระองค์ยังคงรอคุณอย่างพระทัยจดจ่อ จงเลือกเอาชีวิตเถิด

       อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 4:5. มีพระสัญญาอะไรตรงนี้เกี่ยวกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง? คุณสามารถไว้วางใจในพระสัญญาเดี๋ยวนี้  ขณะเมื่อคุณยังมีคำถามหลายข้อที่ยังไม่ได้รับคำตอบไหม?
 
วันอังคาร   การพิพากษาครั้งสุดท้าย  (วิวรณ์  20:7-15)

       ในสมัยพระคัมภีร์เดิมมีสถานที่อยู่สองแห่งที่ใช้ในการพิพากษาตัดสินคดี: (1) ที่หน้าประตูเมือง ของแต่ละเมือง ผู้อาวุโสที่มีความรู้ ความยุติธรรม และได้รับการนับถือจำนวนหนึ่งได้รับการเลือกจากชาวเมืองให้มาเป็นคณะลูกขุนตัดสินคดีโดยทั่วๆ ไป (2) ส่วนคดีสำคัญจะต้องส่งเรื่องไปให้ผู้วินิจฉัย (ก่อนสมัยมีกษัตริย์) ให้เป็นผู้พิพากษาตัดสิน ต่อมาเมื่อมีกษัตริย์ แล้ว กษัตริย์เป็นผู้ตัดสินพิพากษาคดีสำคัญ การตัดสินของผู้วินิจฉัย หรือของกษัตริย์ถือว่าเป็นสิ้นสุด ในลักษณะคล้ายกัน พระคัมภีร์วาดภาพให้เห็นว่า พระเจ้าทรงนั่งบนบัลลังก์แห่งจักรวาล ทรงเป็นผู้พิพากษา และจะทรงตัดสินว่าใครควรจะได้รอด และใครจะพินาศ และพระองค์จะทรงตัดสินอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม (วิวรณ์ 20:11-15)

       อ่าน พระธรรมวิวรณ์ 20:7-15. เราเข้าใจถึงเหตุการณ์สำคัญเหล่านี้ว่าหมายความถึงอะไร?
 
       พระธรรมวิวรณ์ บทที่ 20 บันทึกเรื่องหนึ่งพันปี บางทีก็เรียกว่า “ยุคหนึ่งพันปี” และการตัดสินพิพากษาในช่วงเวลาหนึ่งพันปีที่กล่าวถึงในวิวรณ์ 20:4 ซึ่งมีหลายบัลลังก์ขณะที่ ขณะที่วิวรณ์ 20:11 มีบัลลังก์ใหญ่บัลลังก์เดียวเป็นการตัดสินพิพากษาเมื่อสิ้นสุดยุคหนึ่งพันปี
       วัตถุประสงค์ของการพิพากษาไม่ใช่เพื่อจะสอนสิ่งใดพระเจ้า ในสิ่งที่พระองค์ทราบดีอยู่แล้ว เพราะพระองค์ทรงสัพพัญญู ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ความประสงค์แท้คือให้ทุกคนแน่ใจ และกระจ่างในทุกแง่ทุกมุมว่า เหตุใดพระเจ้าจึงทรงพิพากษาคนหนึ่ง หรือคนใดเช่นนั้น ผู้ชอบธรรมทุกคน ทูตสวรรค์ทุกองค์จะได้เปล่งเสียงพร้อมกันว่า “พระองค์ผู้บริสุทธิ์เจ้าข้า ผู้ดำรงอยู่บัดนี้ และผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน พระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรมในการทรงพิพากษา เหตุการณ์เหล่านั้น” (วิวรณ์ 16:5) ผู้ได้รับความรอด และผู้ที่พินาศ ท่ามกลางมนุษย์ และเหล่าทูตสวรรค์จะรับรู้ว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ยุติธรรม
       ภาระกิจสุดท้ายของฉากนี้คือความพินาศ พระคัมภีร์บันทึกว่า “แล้วความตาย และแดนมรณาก็ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง และถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้งลงไปในบึงไฟ” (วิวรณ์ 20:14,15) พระเยซูทรงเป็น “ผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่ เราได้ตายแล้ว แต่ นี่แน่ะ เราก็ยังดำรงชีวิตอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ และเราถือลูกกุญแจแห่งความตายและแห่งแดนคนตาย” (วิวรณ์ 1:18) ผู้เป็นปรปักษ์กับพระคริสต์ จะไม่มีใครในพวกเขามีเหตุผลที่ครองอำนาจเหนือเราอีกต่อไป แทนที่เหล่าคนบาป (ซาตานและบริวาร) จะได้รับความทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร์ แต่คนบาปเหล่านั้น (ซาตาน และบริวาร) จะถูกทำลายให้สิ้นซากตลอดไป จะไม่มีฝ่ายปรปักษ์ของผู้ได้รับชีวิตนิรันดร์ตลอดไป

วันพุธ     สวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่  (วิวรณ์ 21:1 , 2, 9 ,10)       
       ความบาป และการคิดกบฏเคยเป็นแขกที่ไม่ได้รับการต้อนรับ พวกเขาไม่ควรได้เข้ามาอยู่ในโลกนี้ เพราะพวกเขาได้สร้างความเสียหายให้กับมนุษย์และโลกอย่างไม่น่าเชื่อ แต่บัดนี้ “ต้นเหตุ” ของความเสียหายไม่ได้อยู่ตรงนี้แล้ว เป็นช่วงเวลาที่โลกจะได้รับการกู้สู่สภาพเดิม เป็นโลกใหม่ที่มีความสมบูรณ์ เมื่อสิ่งดังกล่าวนี้ได้เกิดขึ้น “การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” ก็จะปิดฉากลง

       อ่าน พระธรรมวิวรณ์ 21:1, 2, 9, 10 ; และวิวรณ์  20:1-3. อะไรเป็นจุดสำคัญในคำพรรณนาของอัครทูตยอห์น? จุดเหล่านั้นหมายถึงอะไรบ้าง?

       เมื่อท่านยอห์นพรรณนาถึงฟ้าสวรรค์ใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่ ท่านได้กล่าวทวนถ้อยคำที่ท่านเปโตรได้กล่าวไว้ว่า “แต่ว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมยแอบย่องมา และในวันนั้น ท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลกกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่ในโลกนั้น จะต้องไหม้เสียสิ้น” (2 เปโตร 3:10) ดังที่เราทราบดีอยู่แล้วว่า แผ่นดินโลกต้องการมากกว่า “การปรับปรุงใหม่” สรรพสิ่งในโลกนี้ต้องถูกทำลายโดยสิ้นเชิงเพื่อจะทำการสร้างขึ้นใหม่
       ท่านยอห์นพูดว่า “จะไม่มีทะเลอีกต่อไปแล้ว” (และมหาสมุทร รวมทั้งแหล่งน้ำทั้งปวง) (วิวรณ์ 21:1) ท่านยอห์นได้เขียนสิ่งท่านได้เห็นในนิมิต ซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้ที่เกาะปัทมอส์ (Patmos) ทางการใช้เป็นที่กักกันโดยใช้ทะเลรอบเกาะแทนกำแพงเรือนจำ เกาะแห่งนี้อยู่ห่างชายฝั่งมาก แม้ในปัจจุบันเรือยนต์ต้องวิ่งหลายชั่วโมงจึงจะไปถึงเกาะปัทมอส์ ท่านยอห์ได้รับนิมิตและได้ทำการบันทึกไว้เรียกว่าพระธรรมวิวรณ์ ในตอนต้นของพระธรรมเล่มนี้ ท่านยอห์นเขียนว่า ไม่มีทะเลในโลกใหม่อีกต่อไป อาจจตีความหมายได้อีกอย่างว่าในแผ่นดินโลกใหม่ ผู้ชอบธรรมจะเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะไปที่ไหน เช่นไปเยี่ยมบุคคลอันเป็นที่รักก็จะไม่มีทะเลขวางกั้น!  
       คำว่า “กรุงเยรูซาเล็มใหม่” ฟังแล้วน่าอัศจรรย์ใจ! ท่านยอห์นบรรยายให้เห็นภาพของเมืองในสมัยของพระคัมภีร์เพราะนั่นเป็นเพียงลักษณะของเมืองที่ท่านยอห์นรู้จัก แต่จิตกรได้วาดภาพเมืองสวยงามที่เต็มด้วยตึกรูปแบบของชาวโรมันซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่านครเยรูซาเล็มใหม่ไม่ใช่เมืองที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง พระวจนะกล่าวว่า “ท่าน (อับราฮัม) ได้เฝ้ารอคอยนครที่ตั้งบนรากฐาน ซึ่งพระเจ้าทรงเป็นนายช่างและทรงเป็นผู้สร้าง” (ฮีบรู 11:10)

       เมื่อเราชมธรรมชาติที่สวยงามรอบโลก ธรรมชาติเหล่านั้นบอกอะไรเราเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระ
เจ้า แม้ว่าความบาปได้ทำลายความสวยงามไปบ้างแล้ว สิ่งที่เราได้ชื่นชมช่วยดลจิตใจเราให้ไว้วางใจในความหวังของสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็น ที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับเราอย่างไร?

 
วันพฤหัสบดี   ไม่มีน้ำตาอีกต่อไป  (วิวรณ์ 21:3-5)


       อ่าน พระธรรม วิวรณ์ 21:3-5. คำว่า “น้ำตา” ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้หมายถึงอะไร?

       เราทุกคนทราบว่าคำว่า “ร้องไห้” หมายความถึงอะไร และเราก็คุ้นเคยกับ “การเช็ดน้ำตา” ที่ไหลจากดวงตามายังแก้มของคนที่กำลังร้องไห้ ตัวอย่างเช่น: (1) การเช็ดน้ำของแม่ที่เช็ดให้กับลูกมักจะมาพร้อมกับคำปลอบโยนอันนิ่มนวล (2) เพื่อนเช็ดน้ำตาให้เพื่อน หมายถึงการให้การปลอบประโลมแก่เพื่อน หรือ (3) พ่อ หรือแม่ให้การปลอบหนุนใจอีกฝ่ายหนึ่งท่ามกลางความเจ็บปวดดวงใจ เมื่อประสบเหตุการณ์ที่ทำให้เศร้าโศก เราทราบด้วยว่าเราไม่อาจปล่อยให้ใครก็ได้สัมผัสใบหน้าของเรา ความจริงที่พระเจ้าทรงเช็ดน้ำตาให้เรา แน่นอนย่อมหมายความว่าเรามีความใกล้ชิดอย่างยิ่งกับพระผู้สร้างของเรา
       เป็นการยากที่จะจินตนาการถึงโลกที่ปราศจากความตาย ความเศร้าโศก หรือการร้องไห้ นับแต่มนุษย์ล้มลงในความบาป ความเจ็บปวด เหงื่อโทรมกาย และการร้องไห้ มนุษย์ถือเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต (ปฐมกาล 3:16-19) แต่นับเวลานั้นพระเจ้าทรงพระสัญญากับผู้ชอบธรรมที่ได้รับความรอดว่า ในสวรรค์จะไม่มีการล้มลงในความบาปอีกตลอดไป และพระเจ้าทรงสัญญาเพิ่มด้วยว่า ในวันหนึ่งพระองค์จะทรงอวยพระพรเรา ด้วยการสถิตอยู่ใกล้ชิดกับเราทั้งหลายตลอดไป
       แทบจะทันทีหลั้งมนุษย์คู่แรกล้มลงในความบาป พระเจ้าทรงสัญญาจะส่งพระผู้ช่วยให้รอดมาบังเกิดในเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ (ปฐมกาล 3:15) จากนั้นเมื่อชนอิสราเอลสร้างพลับพลาขึ้น พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับพวกเขาในพลับพลานั้น (อพยพ25:8) กาลต่อมาพระวจนะของพระเจ้าได้ทรงมาบังเกิดในเนื้อหนังของมนุษย์ (ยอห์น 1:14) และที่สุดวันหนึ่งพระบุตรจะทรงตั้งบัลลังก์แห่งจักรวาลของพระองค์บนโลกใบนี้ และพระองค์จะประทับอยู่กับเราตลอดนิรันดร์ (วิวรณ์ 21:3)
       พระเยซูทรงเสด็จมาครั้งแรก เพื่อทรงหยุดผลลัพธ์แห่งการละเมิดพันธสัญญา ท่านเยเรมีย์บรรยายถึงผลอันเกิดจากการหักพระสัญญาดังนี้ “ไฉนเจ้าร้องเพราะความเจ็บของเจ้า  ที่เจ็บของเจ้าก็ร้าย เพราะว่ากรรมชั่วของเจ้าใหญ่ยิ่งเพราะว่าบาปของเจ้ามาก  เราได้กระทำสิ่งเหล่านี้แก่เจ้า” (เยเรมีย์ 30:15) ขอบพระคุณพระเยซู ซึ่งบัดนี้เป็นประวัติศาสตร์ (วิวรณ์ 21:3)  ซึ่งวาดภาพให้เรามองเห็นการปิดฉากของพระคัมภีร์ บางที “น้ำตา” ของเราอาจเกิดจากได้มองเห็นความพินาศผู้ที่ไม่ได้รับความรอด แต่พระเจ้าเองจะทรงเช็ดน้ำตาให้กับเรา ความเศร้าโศก ความทุกข์ยากลำบาก และเจ็บปวดรวดร้าวใดๆจะไม่มีมาปรากฏอีกตลอดไป

       ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ชี้ให้เราเห็นความใกล้ชิดกับพระเจ้า ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเราได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ แต่เราไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะถีงเวลานั้น เพื่อจะมีความสัมพันธ์พิเศษกับพระองค์ คุณสามารถจะดำเนินใกล้ชิดไป กับพระเจ้า แม้แต่ในเวลานี้ได้อย่างไร?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       คิดเกี่ยวกับยุคหนึ่งพันปี และความเข้าใจในความจริงของเราในเรื่องนี้ พระเจ้าไม่ได้บอกเราในรายละเอียด แต่พระวจนะเผยให้เราทราบเพียงพอจะทราบว่า ประการแรก ยุคหนึ่งพันปีเริ่มขึ้นก่อนการลงโทษคนบาปครั้งสุดท้าย ประการที่สอง ก่อนการลงโทษคนบาปให้พินาศตลอดไป ผู้ชอบธรรมซึ่งตอนนั้นอยู่ในสวรรค์จะได้รับคำตอบสำหรับคำถามมากมายเกี่ยวกับความบาป และการลงโทษคนบาปแต่ละคน
       ดังนั้นข้อเท็จจริงสองข้อนี้ประมวลเข้าด้วยกันจะอธิบายความจริงสำคัญ: จะไม่มีคนบาป หรือผู้ที่ตายไปแล้วในความบาป (ผู้ไม่ยอมรับการไถ่บาปของพระเยซู) จะได้รับการพิพากษาจนกว่ายุคหนึ่งพันปีจะสิ้นสุดลง กล่าวคือจนกว่าผู้ได้รับความรอด (1) จะเข้าใจว่าเหตุใดคนชั่วร้าย หรือคนบาปต้องพินาศ (2) จะมีบทบาทในการไต่สวนคำพิพากษาลงโทษพวกเขา คิดในเรื่องนี้ ซึ่งบอกเราเกี่ยวกับพระลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้า และการบริหารรัฐบาลแบบเปิดกว้างของพระองค์ ก่อนที่คนคนหนึ่งได้ต้องพบกับความพินาศสุดท้าย ประชากรของพระเจ้าจะเข้าใจความบริสุทธิ์ยุติธรรมของพระเจ้า ในการพิพากษาตัดสินเหล่าคนที่จะต้องพินาศ สิ่งนี้คงต้องเกิดความเจ็บปวด แต่เมื่อการพิพากษาผ่านพ้นไป เราทั้งหลายจะเปล่งเสียงพร้อมกันว่า “พระองค์ผู้บริสุทธิ์เจ้าข้า ผู้ดำรงอยู่บัดนี้ และผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน พระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรมในการทรงพิพากษาเหตุการณ์เหล่านั้น” (วิวรณ์ 16:5)
 
คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  การสงครามต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ ช่วยเราให้เข้าใจดีขึ้น ว่าเหตุใดความทุกข์ยากเดือดร้อน และความ
       ตายจึงเกิดขึ้นรอบๆตัวเราในปัจจุบัน แม้คำถามยากๆ หลายข้อยังไม่ได้การตอบก็ตาม?
  2.  ถ้ามีใครคนหนึ่งถามคุณว่า “คุณสามารถมีความใกล้ชิดขึ้น และดำเนินชีวิตร่วมไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
       (พระเยซูคริสต์) แบบสนิทสนมกว่าเดิมได้อย่างไร?
  3.  มีคำถามอะไรกี่ข้อที่คุณต้องการได้รับคำตอบ? จนกว่าจะได้รับคำตอบในวันหนึ่ง แต่ในวันนี้คุณเรียนรู้ที่
       เชื่อวางใจในพระคุณความดี และความชอบธรรมของพระเจ้าท่ามกลางความเศร้าทั้งหลายได้อย่างไร?   


Go back to Index TSSL1q2016   
      

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272