Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SS 3Qtr2016.Index >
.
บทที่ 7. พระเยซูทรงมุ่งประกอบการดีเพื่อพวกเขา (6 -12 สิงหาคม
.
 
บทที่  7
                        พระเยซูทรงประสงค์ประกอบการดีเพื่อพวกเขา
                                 (JESUS DESIRED THEIR GOOD)
                                     วันที่  6-12  สิงหาคม 2016
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
โยนาห์ 3:4- 4:6 ; ลูกา 19:38-42 ; มัทธิว 5:43-47; 1 โครินธ์ บทที่ 13 ; มาระโก 8:22-25 ; ฟีลิปปี 2:3-5 ;
ยากอบ 2:14-17.

ข้อควรจำ    “โอ เยรูซาเล็มๆ ที่ได้ฆ่าบรรดาผู้เผยพระวจนะ และเอาหินขว้างผู้ที่รับใช้
                   มาหาเจ้าถึงตาย เราใคร่จะรวบรวมลูกของเจ้าไว้เนื่องๆ เหมือนแม่ไก่กก
                   ลูกอยู่ใต้ปีกของมัน แต่เจ้าไม่ยอมเลยหนอ”
(มัทธิว 23:37)  

ในเช้าวันสะบาโต ระหว่างโรงเรียนวันสะบาโต และชั่วโมงนมัสการ ถ้ามีใครมองออกไปทางประตูใหญ่หน้าโบสถ์
แอ๊ดเวนตีสท้องถิ่น บ่อยครั้งจะเห็นเด็กบางคนเล่นกระดานสเกท (skateboarders) ผ่านไปหรือผ่านมา
       เพราะอะไรหรือ เพราะว่าโบสถ์แห่งนี้นมัสการในศูนย์เยาวชน ซึ่งตั้งอยู่ถัดจาก “สวนสเกทบอร์ด” ถ้าคุณว่าเด็กๆ
นักสเกทบอร์ดเหล่านี้รบกวนจิตใจ ก็ให้ลองคิดดูใหม่!
       ในความพยายามจะไล่ตามสถิติอาชญากรรมในเมืองที่สูงขึ้น รัฐบาลท้องถิ่นตัดสินใจสร้างสวนสเกทบอร์ดขึ้น เพื่อ
ให้เยาวงชนมีพื้นที่สำหรับออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เมื่อสวนสเกทบอร์ถูกสร้างเสร็จ รัฐบาลท้องถิ่นต้องการให้กลุ่มคนจากโบสถ์มาจัดให้มีการนมัสการที่ศูนย์รวมกิจกรรมของชุมชน ผู้นำชุมชนได้เชิญกลุ่มนมัสการในโบสถ์สองสามแห่งให้
มามีส่วนร่วม แต่มีแห่งเดียวเป็นที่ยอมรับ เหตุผลคือโบสถ์แอ๊ดเวนตีสจัดรายการโรงเรียนวันสะบาโต และชั่วโมงนมัสการในช่วงเช้าวันเสาร์
      แนวคิดของ “โบสถ์” ท้องถิ่นแห่งนี้ เป็นชุมชนของผู้เชื่อที่ไม่มุ่งรับใช้แต่ตนเอง นี่ควรเป็นบรรทัดฐาน ซึ่งน่าจะเป็นเป้าหมายของโบสถ์ทั้งหมดของเราเช่นกัน

วันอาทิตย์   โยนาห์ในเมืองนีนะเวห์  (โยนาห์ 3:4-4:6)
                     JONAH IN NINEVEH               

       อ่าน พระธรรม โยนาห์ 3:4-4:6. ผู้เผยพระวจนะท่านนี้มีท่าทีอะไรที่เป็นปัญหารุนแรง?

       ในพระธรรม โยนาห์ บทที่ 4 บันทึกว่าโยนาห์นั่งอยู่ด้านตะวันออกของเมือง “นีนะเวห์” ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ ซึ่งโยนาห์ได้ประกาศข่าวสารแห่งความพินาศของเมืองนีนะเวห์ตามที่พระเจ้าทรงมอบหมายให้ โยนาห์คิดเกี่ยวกับการเดินทาง โยนาห์ไม่เต็มใจทำงานนี้แต่แรก และพยายามจะเดินทางหนีไปจากพระเจ้า โยนาห์จำได้ว่าพระเจ้าทรงส่งเขาให้กลับไปทำงานเพื่อให้พันธกิจสำเร็จ โยนาห์จำประสบการณ์พระเจ้าทรงส่งปลาใหญ่ตัวหนึ่งมากลืนโยนาห์ลงไปในท้องของมันถึงสามวัน ปลานั้นสำรอกโยนาห์ที่ชายหาด จากนั้นโยนาห์เดินทางไปประกาศข่าวร้ายแก่ชาวนีนะเวห์ แต่หลังจาก 40 วัน ผ่านไปพระเจ้าไม่ทรงทำลายเมืองนีนะเวห์ ตามที่โยนาห์ได้ประกาศไว้ โยนาห์รู้สึกน้อยใจและเสียหน้า เหตุใดพระเจ้าหันกลับพระทัยไม่ทำลายเมืองนีนะเวห์เพราะผู้คนอาศัยในเมืองนี้ล้วนเป็นคนเลว
       ที่จริงโยนาห์ทราบดีว่า ที่พระเจ้าไม่ทรงทำลายเมืองนี้เพราะชาวเมืองทั้งหลาย รวมทั้งกษัตริย์ต่างกลับใจใหม่ กระนั้นโยนาห์ยังรู้สึกว่าพระเจ้าทำไม่ถูก ซึ่งพระเจ้าได้ทรงอธิบายให้โยนาห์ทราบเป็นการส่วนพระองค์ว่า “ไม่สมควร
หรือที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น ซึ่งมีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ไม่ทราบว้าข้างไหนมือขวา
ข้างไหนมือซ้าย และมีสัตว์เลี้ยงเป็นอันมากด้วย” (โยนาห์
4:11) อย่างไรก็ตาม จะว่าไปโยนาห์ก็ไม่ผิดที่เขาเกลียดชัง
ชาวนีนะเวห์ กองทหารของเมืองนีนะเวห์ชั่วร้าย ฆ่าฟันศัตรูอย่างโหดร้ายทารุณ

       อ่านพระธรรม ลูกา 19:38-42. มีอะไรเกิดขึ้นตรงนี้? พระเยซูทรงมีท่าทีอย่างไรต่อกรุงเยรูซาเล็ม?

       แปดร้อยปีหลังสมัยของโยนาห์ พระเยซูทรงลาผ่านเนินเขามองเข้าไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ประชาชนเปล่งเสียงร้องแสดงความยินดีว่า “ขอให้พระมหากษัตริย์ผู้ที่เสด็จมาในพระนามของพระองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ จงมีสันติสุข
ในสวรรค์และพระสิริในที่สูงสุด” (ลูกา
19:38) ท่ามกลางชัยชนะในการเสด็จเข้าไปในกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูทรงหยุด
และร้องว่า “โอ อยากให้เจ้า คือเจ้าเองรู้ในกาลวันนี้ว่า สิ่งอะไรจะให้สันติสุข แต่เดี๋ยวนี้สิ่งนั้นบังซ่อนไว้จากตาของเจ้า
แล้ว” (ลูกา
19:42) 
      ให้สังเกตความแตกต่างใหญ่หลวง โยนาห์ไม่เต็มใจจะเชื่อในพระบัญชาของพระเจ้า เขาไม่ใส่ใจสำหรับชีวิตด้านดี
ของชาวเมืองนีนะเวห์ ขณะที่พระเยซูทรงเสด็จเข้าใกล้กรุงเยรูซาเล็ม พระทัยของพระองค์ทรงหนักอึ้ง: เพื่อผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองจะได้รับความรอด
       เมืองใหญ่สองเมือง: กรุงนีนะเวห์ และ กรุงเยรูซาเล็ม ผู้สื่อข่าวสองคน : โยนาห์ และพระเยซู ความแตกต่างนั้นชัดเจน พระเยซูทรงเป็นตัวอย่างสมบูร์ณแบบ ทรงไม่เห็นแก่ตัว และมีท่าทีเอาพระทัยใส่ และประสงค์กระทำการดีให้
กับประชาชน ผ่านทางพระคุณของพระเจ้า เราอาจแสดงท่าทีอย่างเดียวกับพระเยซูที่มีต่อผู้ที่หลงหาย

       ความเห็นแก่ตัว จะส่งผลต่อท่าที โดยปล่อยให้บางคนไม่ใส่ใจเกี่ยวกับความรอดของคนอื่นอย่างไร?
  

วันจันทร์   หลักการของกฎทอง   (2 โครินธ์ 12:14, 15)
                  THE GOLDEN RULE PRINCIPLE
 
       คนโรคเรื้อนรายหนึ่งเข้ามาหาพระเยซู และขอพระองค์รักษาโรคเรื้อนให้ คนส่วนมากในสมัยพระเยซูจะกล่าวว่า
ชายคนนี้ควรถูกกันตัวออกห่างผู้คน พระเยซูผู้ทรงสะอาดเอื้อมพระหัตถ์สัมผัสเขา และรักษาโรคเขาให้หาย (มัทธิง 8:1-4) ท่านเปโตรปฏิเสธพระเยซูสามครั้งระหว่างที่พระองค์ทรงถูกไต่สวน (ยอห์น บทที่ 18) หลังจากการฟื้นพระชนม์ พระ
ทรงทรงค้นหาดวงใจของท่านเปโตร และทรงใช้ท่านในพันธกิจของพระองค์ แม้ว่าท่านเปโตรเคยทรยศพระองค์ (ยอห์น
บทที่ 21) โบสถ์ของพระเจ้าในเมืองโครินธ์ไม่รู้สึกขอบคุณ และมองไม่เห็นคุณค่าในสิทธิอำนาจ และอิทธิพลของท่าน
เปโตร แต่ท่านเปาโลยังดำเนินพันธกิจรับใช้ชาวโครินธ์ (2 โครินธ์ 12:14 ,15)
       “ดวงวิญญาณของผู้คนนับหลายล้านคน กำลังจะตายจากโลกนี้ไป พวกเขาถูกล่ามโซ่ไว้กับความบาป พวกเขาไม่เคยได้ยินว่าพระเยซูทรงรักพวกเขา ถ้าอยู่ในพื้นที่ของพวกเขา เราต้องการให้พวกเขาทำอะไรเพื่อเรา ดังนั้นสิ่งทั้งหมด
เหล่านี้เราจะต้องทำเพื่อพวกเขา เราแต่ละคนต้องยืนหยัด หรือล้มลงโดยกฎแห่งชีวิตในวันพิพากษา กฎนี้คือ “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏบัติต่อท่าน” (มัทธิว 7:12) (จาก หนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์. ใน “ผู้พึงปรารถนา
แห่งปวงชน” หน้า 640)

        “กฏทอง” นี่เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับพันธกิจเพื่อพระเจ้า อย่างเช่นพันธกิจคิดก่อนว่าสิ่งใดดีสำผู้คนทั้งหลายที่เรา
กำลังทำการรับใช้ แทนที่จะทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อเรา

       อ่านพระธรรม มัทธิว 5:43-47; ลูกา 6:27, 35 ; 23:34. พระเยซูทรงได้แสดงให้เราเห็นจุดสำคัญอะไรตรง
นี้ เกี่ยวกับท่าทีของเรา ที่มีต่อเฉพาะบางกลุ่ม?

 
       พระเยซูทรงกำลังเรียกเราให้แสดงความรัก และความกรุณาต่อผู้คน แม้ว่าพวกเขาจะเกลียดชังเรา หรือเป็นศัตรู
ของเรา สังเกตด้วยว่าพระเยซูทรงร่วมกระทำ และแสดงท่าทีด้วยพระอุปนิสัยของพระเจ้าเอง ทรงตรัสว่า “แต่จงรักศัตรู
ของท่านทั้งหลาย และทำการดีต่อเขา จงให้เขายืมโดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก บำเหน็จของท่านทั้งหลายจึงจะมีบริบูรณ์
และท่านทั้งหลายจะเป็นบุตรของพระเจ้าสูงสุด เพราะว่าพระองค์ยังทรงโปรดแก่คนอกตัญญูและคนชั่ว ท่านทั้งหลาย
จงมีความเมตตากรุณา เหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา” (ลูกา
6:35, 36)

       เราเข้าใจแนวคิดที่ว่า พระเจ้าทรง “แสดงความกรุณาต่อผู้คนประพฤติตนไม่ดี และไม่ขอบพระคุณพระ
เจ้า”? (อย่างเช่นบางคนถามว่า: “เหตุใดบางครั้งคนชั่วร้ายประสบความสำเร็จ?) พระธรรม โรม 2:4 กล่าว
ว่า “ท่านไม่รู้หรือว่า พระกรุณาคุณของพระเจ้านั้น มุ่งจะชักนำท่านให้กลับใจใหม่” ช่วยเราให้เข้าใจคำถามประเภทที่ว่าอย่างไร?


วันอังคาร   ความรักไม่เคยล้มเหลว   (1 โครินธ์ บทที่ 13)        
                   LOVE NEVER FAILS


       สอดคล้องกับพระเยซู พระบัญญัติข้อใหญ่ที่สุดสองข้อคือ “จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้าด้วยสุดกำลัง และสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (ลูกา 10:27, 28) พระเยซูทรงแสดงให้
เราเข้าใจความหมายของคำว่า “เพื่อนบ้านของเรา” เป็นใคร (ลูกา 10:29-37) ไม่มีข้อกังขาเลย ชีวิตของพระเยซูจากเริ่มต้นจนถึงที่สิ้นสุด เป็นตัวอย่างความรักบริสุทธิ์ของพระเจ้าว่า พระองค์เองคือความรัก (1 ยอห์น 4:16) ดังนั้นถ้าเราต้องแสดงพระอุปนิสัยของพระเจ้าออกมา ว่าที่จริงแล้วพระองค์คือใคร เราจะต้องแสดงออกความรักเป็นสำคัญ
       คิดถึงข้อแก้ตัว “ที่ใช้กันดาษดื่นที่สุด” อย่างหนึ่งที่ว่าเหตุใดพวกเขาไม่รับเชื่อเป็นคริสเตียนคือ ตัวอย่างไม่ดีของ
พวกเขาเองที่อ้างตนว่าเป็นคริสเตียน
 
       มีตัวอย่างบางตัวอย่างอะไรที่คุณสามารถพบได้ในประวัติศาสตจร์ หรือแม้ในปัจจุบัน ว่า “คริสเตียน” หรือ
อย่างน้อยผู้ที่อ้างตนว่าเป็นคริสเตียน แต่ยังทำสิ่งผิดร้ายแรงบางประการ และบางครั้งยังอ้างด้วยว่าได้ทำไปในนาม
ของพระเยซู? แม้ว่ามีพระธรรมบางเล่มเช่น (ดาเนียล 7:24 , 25 ; โรม 2:24) ได้เตือนไว้ล่วงหน้าว่า จะมีคนประประเภทนี้อยู่ในโบสถ์?
 
       จึงไม่ใช่เรื่องแปลกมีคนจำนวนมากในตลอดประวัติศาสตร์ และแม้ในปัจจุบัน “ที่ปิดประตูใจ” ไม่รับเชื่อในองค์พระ
คริสต์อันเนื่องมาจากสาเหตุการดำเนินชีวิตของคริสเตียนโดยภาพรวมไม่เป็นตามรูปแบบพระคริสต์ได้ทรงสำแดง ซึ่ง
พวกเขารู้สึกประทับใจ ดังนั้นเราผู้เชื่อทั้งหลายควรแสดงพระคริสต์แก่คนอื่นๆผ่านชีวิตของเราให้เข้มข้นขึ้นกว่าที่ผ่าน
มา และไม่มีสิ่งใดจะทรงพลังกว่าการดำเนินชีวิตของเราเองอย่างเดียวกันกับที่พระเยซูทรงสำแดงแก่คนอื่นๆ
     
       อ่าน 1 โครินธ์ บทที่ 13 ท่านเปาโลพูดว่า “ความรักคืออะไร?” และพูดว่า “อะไร” ที่ไม่ใช่ความรัก? ความรักทำอะไร? และความรักไม่ทำอะไร? สรุปสั้นๆ ความรักควรถูกสำแดงออกในชีวิตของเราในฐานะเป็นคริสเตียนอย่างไร? ความรักจะลงตัวกับการที่เราเป็นพยานให้กับชุมชนของเราอย่างไร? ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คุณจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อจะสำแดง

ความรักประเภทที่กล่าวถึงนี้?


วันพุธ   การสัมผัสครั้งที่สอง  (มาระโก 8:22-25)   
            THE SECOND TOUCH

       อ่าน พระธรรม มาระโก 8:22-25. มีบทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณอะไรเราสามารถเรียนจากความจริงที่ว่า การสัมผัสของพระเยซูในครั้งแรก ยังไม่ได้เยียวยาอาการตาบอดของชายคนนั้นอย่างเต็มร้อย?

       ภายหลังพระเยซู “ทรงบ้วน” น้ำลายลงที่ตาชายตาบอดคนนั้น พระองค์ทรงสัมผัสเขา และตรัสถามว่า “เจ้าเห็นสิ่ง
ใดหรือไม่” เหตุใดพระเยซูทรงบ้วนน้ำลายใส่ตาของเขา? ในสมัยโบราณ หนังสือหลายเล่มแสดงตัวอย่างการใช้น้ำลาย
โดยแพทย์สมัยนั้น การอัศจรรย์รักษาชายตาบอดคนนี้ มีลักษณะคล้ายกันมากกับการรักษาคนหูหนวกและคนใบ้ในดินแดน “เดคาโปลิส” (Decapolis) ช่วงเวลาไม่นานก่อนหน้านี้ (อ่าน มาระโก 7:31-37) อย่างไรก็ดีไม่เหมือนการอัศจรรย์รักษาโรคครั้งอื่นๆของพระเยซู เพราะการรักษาชายตาบอดคนนี้ทรงแยกออกเป็นสองส่วน

        อ่านอีกครั้ง พระธรรม มาระโก 8:23, 24. คุณเข้าใจคำตอบที่ชายตาบอดตอบคำถามของพระเยซู เมื่อพระองค์ทรงถามว่า “เจ้าเห็นสิ่งใดบ้างหรือไม่” อย่างไร?

       ชายตาบอดตอบว่า “ข้าพระองค์แลเห็นคนเหมือนต้นไม้เดินไปเดินมา” (มาระโก 8:24) หมายความว่า เขาสามารถบอกในความแตกต่างระหว่างผู้คน และต้นไม้จากความเป็นจริงที่ว่า ผู้คนสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้ ในความรู้สึกด้าน
จิตวิญญาณ เหตุการณ์รักษาชายตาบอดอาจหมายถึงอะไรในชีวิตของเราเอง? เป็นไปได้ว่าหลังจากที่พระเยซูประทานการมองเห็นฝ่ายจิตวิญญาณแก่เรา เรายังไม่ได้การเยียวยาอย่างสิ้นเชิง เรายังมองเห็นผู้คนเหมือน “ต้นไม้” นี่อาจหมายถึงเรายังตาบอดในการมองดูพวกเขา ไม่เหมือนกับมองเห็นคนจริง ซึ่งมีความต้องการจริงๆ...พวกเขาเป็นเหมือน “รายการสิ่งของ” เป็น “จำนวน” ที่พวกเขาอยากได้มาร่วมในโบสถ์ เพื่อจะมีตัวเลขรับบัพติศมาเพิ่มขึ้น หรือใครๆมองดู
ดี อย่างนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นการรับใช้รอบๆพวกเขาเอง ผู้รับบัพติศมาแล้วหลายคนจะไม่อยู่ในโบสถ์ที่มีลักษณะเช่นนี้


       อ่าน พระธรรม มาระโก 8:25  อีกครั้งหนึ่ง ในกรณีนี้ เหตุใดพระเยซูทรงรักษาชายตาบอดให้หาย โดยแบ่ง
ออกเป็นสองส่วน?
      
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า ช่วงเวลาไม่นานก่อนพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ครั้งนี้ พระเยซูทรงประสบกับ “การบอดอีกประเภทหนึ่ง” เหล่าสาวกของพระองค์ไม่เข้าใจคำกล่าวของพระองค์ที่ตรัสว่า “จงสังเกตและระวังเชื้อแห่งพวกฟาริสี และเชื้อแห่งเฮโรดให้ดี” (มาระโก 8:15)  ขณะที่นั่งเรือข้ามฟาก เหล่าสาวกเป็นกังวลว่าพวกเขาไม่ขนมปังเพียงพอสำหรับรับ
ประทานขณะนั่งไปในเรือ พระเยซูทรงกล่าวว่าพวกเขาเป็นคนตาบอด “มีตาแล้วยังไม่เห็นหรือ ใจของท่านมืดมัวหรือ?    
(มาระโก
8:18)
       ผู้คนที่อยู่นอกโบสถ์ไม่เพียงคนกลุ่มเดียวผู้ต้องการ “การสัมผัสแห่งการเยียวยาของพระเยซู” แต่ภายในโบสถ์ยังมีสมาชิกที่ตาบอดอยู่ไม่น้อย สมาชิกของโบสถ์บางคนยังมองคนนอกโบสถ์เป็นเหมือน “ตัวเลขสถิติ” เป็น “สิ่งของ” ที่ไม่จำเป็นต้องให้การดูแลเอาใจใส่ หรือเป็นที่สังเกตเห็น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้เห็นสมาชิกที่รับบัพติศมาใหม่ เป็นเหมือนกับ “ทารก” ที่เกิดใหม่ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงพากันเลี่ยงออกไปทางประตูหลังโบสถ์ สมาชิกของโบสถ์ต้องการสัมผัสครั้งที่
สองของพระเยซู เพื่อพวกเขาสามารถจะมองเห็นทุกสิ่งได้ได้กระจ่างมากขึ้น และพวกเขาจะมาสู่จุดที่รักคนอื่นเหมือน
ที่พระเยซูทรงรัก

วันพฤหัสบดี    ศูนย์กลางอื่น- คือโบสถ์   (ฟีลิปปี  2:3-5)
                         THE OTHER-CENTERED CHURCH                                       
 
      “อย่าทำสิ่งใดในทางชิงดีกันหรือถือดี แต่จงมีใจถ่อมถือว่าคนอื่นดีกว่าตัว อย่าให้ต่างคนต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว แต่จงเห็นแก่ประโยชน์ของคนอื่นๆด้วย ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มี
ในพระเยซูคริสต์” (ฟีลิปปี
2:3-5.) ในทางใดหลักการที่แสดงในพระธรรม ฟีลิปปี 2:3-5 เป็นหลักการแห่งชีวิต
ของเรา และมีอิทธิพลในความสัมพันธ์ ไม่เพียงแต่กับสมาชิกโบสถ์ แต่กับชุมชนของเราด้วย?

 
      เมื่อพระเยซูทรงอยู่ในโลก พระองค์ไม่ได้คิดเกี่ยวกับพระองค์เองเท่านั้น เป้าหมายของพระองค์เพื่อประกอบการดีสำหรับผู้อื่น พันธกิจรับใช้ของพระองค์รวมไปถึงรับการติดต่อกับบุคคลผู้หยุดพันธกิจของพระองค์เพื่อขอความช่วยเหลือด้วย ตัวอย่างเช่น ไยรัส ทูลขอพระองค์รีบเร่งไปรักษาลูกสาวอาการป่วยใกล้ตายที่บ้านของเขา ขณะกำลังเดินทางไปที่นั่น ผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นโรคโลหิตตกมาเป็นเวลา 12 ปีได้หยุดพระองค์โดยไม่ตั้งใจเช่นกัน (อ่าน มาระโก 5:21-43)
       โบสถ์ของพระคริสต์คือดวงหทัย และพระหัตถ์บนโลกของพระองค์ พระเยซูทรงรักประชาชนมากกว่าสิ่งอื่นใด
โบสถ์ หรือคริสตจักรที่เป็นของพระองค์จริงๆ ทุกแห่งจะดำเนินพันธกิจอย่างเดียวกัน
       โบสถ์ต่างๆ มีรายการ และเป้าหมาย และนั่นเป็นสิ่งที่ดี ความรักที่มีต่อมนุษย์อย่างไม่มีขอบเขตของพระองค์ ในบาง
ครั้งช่วยปลดปล่อยเราจากแผนการต่างๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้เราลืมที่จะแสดงความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อคนอื่นๆ
       โบสถ์แห่งหนึ่งมีโรงครัวสำหรับปรุงซุบ (soup) สำหรับแจกให้คนขัดสน และคนไร้บ้านในพื้นที่เสื่อมโทรมแห่งหนึ่งในตัวเมือง วันหนึ่งศิษยาภิบาลได้ยินสมาชิกปรึกษากันว่า “เราจะต้องปิดโรงครัวทำซุบ และอาหารของเรา เพราะไม่มีบัพติศมาจากการทุ่มเทในเรื่องนี้เลย” โบสถ์อีกแห่งหนึ่งพึ่งสร้างเสร็จ ศิษยาภิบาลและสมาชิกต่างภาคภูมิใจในความสง่างามของอาคารโบสถ์ ศิษยาภิบาลแนะนำว่า “ให้เราเชิญผู้คนในชุมชนมาเยี่ยมโบสถ์ของเราในรายการแจกประกาศนียบัตรของ โรงเรียนภาคฤดูร้อน ในรายการตรวจเช็คสุขภาพพื้นฐาน และอื่นๆ แต่ผู้ปกครองบางคนรู้สึกเป็นกังวลกลัวว่าเด็กๆ จะทำให้พรมใหม่ขาดหรือสกปรก และฝาผนังห้องน้ำอาจมีรอยขีดเขียน..เมื่อเปรียบเทียบโบสถ์สองแห่ง กับโบสถ์ที่จัดประชุมนมัสการในหอประชุมที่ตั้งอยู่ใกล้สวนสเกทบอร์ด ที่กล่าวถึงก่อนหน้าในบทเรียนสัปดาห์นี้ คุณมองเห็นความแตกต่างกันอย่างไร?

       อ่านทบทวนข้อพระคัมภีร์สำหรับวันนี้ พวกเขาแสดงท่าทีของพวกเขาต่อคนอื่นอย่างไร? เราสามารถจะ
มีประสบการณ์การตายต่อตัวเองอย่างไร เพื่อที่จะแสดงออกซึ่งความรัก และความไม่เห็นแก่ตัวของพระ
คริสต์ออกมาในชีวิตของเรา?

 
วันศุกร์
   ศึกษาเพิ่มเติม:  
       “ที่จะเอื้อมให้ถึงผู้คนทุกประเภท เราจะต้องไปพบพวกเขายังที่พวกเขาอยู่ ทั้งนี้เพราะพวกเขาจะไม่ยื่นมือมายังเราด้วยตัวพวกเขาเอง ดวงใจของชาย และหญิงไม่อาจสัมผัสได้ด้วยความจริงของพระเจ้าจากธรรมาสน์เท่านั้น พระเยซูทรงปลุกความสนใจโดยการเสด็จไปอยู่ท่ามกลางพวกเขา และทรงมุ่งกระการดีเพื่อพวกเขา พระองค์ทรงเสด็จไปหาพวกเขายังที่พวกเขาทำงานเป็นประจำวัน และทรงสนพระทัยอย่างจริงใจในทุกสถานการณ์” (จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์ ใน “My Life Today, page 186)
      
เป็นความจริงมากเพียงใด ที่หลายคนในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน ไม่มองหาเราด้วยความสนใจ ไม่เหมือน
พระเยซูเมื่อทรงเสด็จมายังโลกนี้ และเอื้อมถึงพวกเราในสภาพจริงที่เราเป็นอยู่ เราควรทำอย่างเดียวกันนี้กับผู้อื่น ในระดับหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ควรจะยากเกินไป มีคนจำนวนมากอาศัยอยู่ไม่ไกลจากเรา พวกเขามีความขัดสนหลายอย่าง โลกนี้เป็นสถานที่สร้างความเจ็บปวด มีความร้าวฉานอยู่ทุกหัวระแหง จิตใจของผู้คนมากมายจึงทดท้อขาดกำลังใจ พวกเขาต้องการมีใครสักคน หรือหลายคนสที่สนใจปัญหาของพวกเขา มารับฟังสิ่งที่กดดันอยู่ภายในใจของพวกเขา และแน่นอนในฐานะเป็นโบสถ์ เราควรสามารถจะช่วยเขา หรือพวกเขาในบางสิ่งที่เป็นความต้องการของพวกเขาได้

คำถามเพื่อการอภิปราย:
1.  อ่านพระธรรม ยากอบ 2:14-17. คุณสามารถจะช่วยโบสถ์ของคุณให้มั่นใจได้ว่าไม่กำลังทำความผิดในสิ่ง
     ที่ท่านอัครทูตยากอบกล่าวเตือนไว้อย่างไร?
 

2.   คิดเกี่ยวกับบางคนในพระคัมภีร์ผู้แสดงให้เห็นว่า “ไม่เห็นแก่ตัว และเอาใจใส่ในการรับใช้” ยกตัวอย่างเช่น
      “ในเมืองยัฟฟามีหญิงคนหนึ่งเป็นศิษย์ชื่อ “ทาบิธา” ตามภาษากรีกเรียกว่า “โดรคัส” แปลว่าเนื้อสมัน
     หญิงคนนี้เคยกระทำการอันเป็นคุณประโยชน์ และให้ทานมามากแล้ว” (กิจการฯ
9:36) โบสถ์ของคุณกำลัง
       ทำอะไรเพื่อช่วยผู้อื่นๆใน “ยัฟฟา” สมัยใหม่?
     
 3.  เป็นการง่ายที่จะทำการดีต่างๆ เมื่อคุณได้รับการยกย่อง และถูกยกเป็นตัวอย่างของผู้ “กระทำการดี” แต่
      หากเป็นการทำดี หรือทำคุณประโยชน์ที่ไม่ค่อยมีคนรู้เห็น หรือเกือบไม่มีใครได้ยินเกี่ยวกับการดีของคุณ
      (นอกจากคุณผู้กระทำการดี และผู้ได้การช่วยเหลือจากคุณ (แต่ดูเหมือนเขาไม่ค่อยเห็นคุณค่าเท่าที่ควร)
      คุณจะยังทำการดีต่อไปไหม?


  4.  มีใครบางคนหนึ่งถามคริสเตียนคนหนึ่งว่า “คุณมีเป้าหมายอะไรในชีวิตของคุณ?” เขาตอบว่า “เพื่อที่จะให้
       โดยไม่ขอสิ่งใดเป็นการตอบแทน” นับเป็นคำตอบที่ดีอย่างยิ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เราในฐานะคริสเตียนควร
       จะมีท่าทีอย่างไร?

                                              **********************************************

 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272