Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SS 3Qtr2016.Index >
.
บทที่ 8 พระเยซูทรงแสดงความสงสาร
.

(JESUS SHOWED SYMPATHY)
                                   วันที่ 13-19  สิงหาคม 2016
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
2 พงศ์กษัตริย์ 13:23 ; อพยพ 2:23-25 ; ลูกา 7:11-16 ; 1 ยอห์น 3:17 ; ยอห์น 11:35 ; โรม 12:15 ; 2 โครินธ์ 1:3-4.
           
ข้อควรจำ    “ครั้นพระเยซูเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ก็ทรงเห็นประชาชนหมู่ใหญ่ พระองค์
                   ทรงสารเขา จึงได้ทรงรักษาคนป่วยของเขาให้หาย”
(มัทธิว 14:14)  

เธอเป็นผู้มีความเศร้ามากเพียงใด? เด็กสาวอายุ 17 ปีคนหนึ่ง ประสบกับความเจ็บปวดรุนแรง ซึ่งคง เหมือนเด็กสาววัยเดียวกันอีกจำนวนไม่น้อย ที่ต้องพบกับความผิดหวัง และต้องต่อสู้ดิ้นรนให้ช่วงชีวิตเลวร้ายผ่าน
ไปยกเว้นเด็กสาวที่ไม่ขอเอ่ยชื่อในเรื่องนี้ เธอได้ตัดสินใจปลิดชีวิตของตัวเอง ใครๆก็สามารถจะจินตนาการได้ว่าผู้
เป็นบิดา-มารดาของเธอจะรู้สึกเศร้ารันทดใจมากเพียงใด
       ผู้เป็นศิษยาภิบาลได้เดินทางมาที่บ้านของครอบครัวนี้ เขานั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้ในห้องรับแขกเป็นเวลานานโดยไม่
พูดอะไร เขาเพียงแบ่งปันความโศกเศร้าของครอบครัวอย่างเงียบๆ และแล้วศิษยาภิบาลเริ่มสะอื้น เขาสะอื้นจนหยด
น้ำตาไหลลงตามแก้ม เขาสะอื้นต่ออีกครู่ใหญ่จนคราบน้ำตานั้นแห้ง จากนั้นโดยไม่กล่าวอะไร เขาลุกขึ้นและเดินออก
จากบ้านไป
      เวลาผ่านไป ภายหลังผู้เป็นพ่อของเด็กสาวพบศิษยาภิบาล เขากล่าวขอบคุณศิษยาภิบาลอย่างสุดซึ้งในสิ่งที่ศิษยา
ภิบาลได้ทำสำหรับครอบครัวของเขา ในเวลานั้นทั้งผู้เป็นพ่อ และแม่ของเด็กสาวไม่ต้องการคำปลอบประโลม พวกเขา
ไม่ต้องการฟังพระสัญญา พวกเขาไม่ต้องการรับคำปรึกษา ทั้งหมดที่พวกเขาต้องการ ตรงนั้น เวลานั้นคือความเห็นอกเห็นใจ และความรู้สึกร่วม!
       ผู้เป็นบิดาของเด็กสาวผู้จากไปพูดว่า “ผมไม่สามารถบอกได้ว่า ผมและภรรยารู้สึกซาบซึ้ง และจะขอบคุณอาจารย์ มากเพียงใดสำหรับความเห็นอกเห็นใจของอาจารย์ที่มีต่อครอบครัวของเรา”
       คำว่า “ความเห็นอกเห็นใจ” (sympathy) ในภาษากรีกคือ “pathos” มีความเชื่อมโยงกับคำว่า “ความสงสาร” “ความอ่อนโยน” หรือ “ความเศร้า” ซึ่งหมายถึง “การทำใจอย่างลึกซึ้งเพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้มีความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ ต่อคำถามที่พระเยซูทรง “คลุกคลี” (mingles) กับผู้คนนั้นหมายถึงการรับเอาความรู้สึกระดับเดียวกับพวกเขาที่ทรงรับเอามาเป็นความรู้สึกของพระองค์เองด้วย
       การแสดงความ เห็นอกเห็นใจ ความสงสาร ความเวทนา อย่างจริงใจ ต่อประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พระเยซูทรงเอื้อมถึงประชาชน
 
วันอาทิตย์
   ทรงฟังเสียงคร่ำครวญ  (ผู้วินิจฉัย 2:16-18)
                     HEARING THE GROANS               

       ความกว้างใหญ่ไพศาลไม่มีที่สุดของจักรวาลสามารถทำให้คนเรารู้หวาดหวั่น ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับโลกของเรา
และขนาดของตัวเราเอง ตัวเรากระจิริดมากจนมองไม่เห็น ไม่มีความสำคัญ ไม่มีความหมายอะไรต่อจักรวาล ความกลัว
นี้ยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อนึกถึงวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ กล้องโทรทัศน์ขนาดยักษ์ได้แสดงให้เห็นว่าจักรวาลนั้นใหญ่ไพศาล
ไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งมองออกไปได้ไกลมากเท่าไร หากมีการสร้างกล้องโทรทัศน์ขนาดใหญ่ขึ้น ก็จะมองออกไปได้ไกลกว่า
จนไม่มีขอบเขตเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้ เพิ่มเติมจากนั้น ทฤษฎีวิวัฒนาการพรรณนาถึงความเป็นมาของโลก และสรรพสิ่ง ซึ่งทั้งหมดทำให้ผู้มีความเชื่อยังไม่มั่นคง ความเชื่อว่าพระเจ้าเป็นพระผู้ทรงสร้างแผ่วเบาลง
       แน่นอนพระคัมภีร์ให้ข้อมูลความจริงเรื่องการเนรมิตสร้างโลก และบอกว่าพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามแบบ
พระฉายาของพระองค์ ซึ่งเรื่องนี้ตรงกันข้ามกับทฤษฎีวิวัฒนาการโดยสิ้นเชิง

       พระธรรม ผู้วินิจฉัย 2:16-18 ; 2 พงศ์กษัตริย์ 13:23 ; อิสยาห์ 54:7, 8,10. สอนเราเกี่ยวกับความเมตตา
กรุณาต่อผู้ที่ล้มลงในความบาป และความเสื่อมทรามของโลกใบนี้?


       แนวคิดเห็นอันเป็นที่นิยมกันมากคือ พระเจ้าแห่งพระคัมภีร์เดิมเป็นพระเจ้าที่ทรง เข้มงวด พระทัยแข็ง ไม่ทรงยกโทษให้มนุษย์ง่ายๆ ไม่ทรงเมตตากรุณา ในทางกลับกัน พระเจ้าในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งแสดงออกโดยพระเยซูทรงเมตตากรุณา และทรงสงสาร เวทนา ข้อพระคัมภีร์ที่เราพึ่งอ่านเป็นเพียงไม่กี่ข้อของอีกจำนวนมากในพระคัมภีร์เดิม ที่แสดงให้เห็นความเมตตากรุณาของพระเจ้าที่ทรงมีต่อผู้คนผู้ทำผิดบาปต่อพระองค์

       พระธรรม อพยพ 2:23-25. สอนเราเกี่ยวกับ พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้กำลังประสบความทุกข์ยากอย่างไร?
 
       ข้อพระคัมภีร์ที่บอกว่า “พระเจ้าทรงห่วงใยต่อผู้คนอย่างลึกซึ้ง (อ่านพระธรรม ยากอบ 5:11) เป็นหัวข้อที่พบได้ในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม
       “ความรักในพระทัยของพระเจ้าได้รับการสัมผัสโดยความโศกเศร้าของเรา จนเราพูดกันเสมอว่า ..ไม่มีสิ่งใดเกี่ยว
กับความทุกข์โศกของเราที่จะ “เล็กน้อยเกินไป” จนผ่านการสังเกตของพระองค์...พระบิดาบนสวรรค์ของเรา ไม่จะทรง
ให้เหตุการณ์ใดๆ ผ่านไป หากสิ่งนั้นจะเป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายยิ่งใหญ่ และสร้างความทุกข์เดือดร้อนแก่พลไพร่ของ
พระองค์ ไม่มีอันตราย หรือความทุกข์ลำเค็ญใดเกิดขึ้นที่พระองค์จะไม่สนพระทัยในทันทีทันใด” (จาก หนัง สือของ
เอลเลน จี.ไวท์. ใน “สันติวิถี”  หน้า
100.

       มีเสียงคร่ำครวญประเภทใดจากชุมชนของคุณจะดังขึ้นไปถึงสวรรค์? พระเจ้าสามารถใช้คุณให้แสดงความเมตตาต่อผู้ที่กำลังประสบกับความทุกข์ยาก โดยให้การช่วยเหลือพวกเขาอย่างไร?


วันจันทร์   พระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงเห็นอกเห็นใจของเรา   (มัทธิว 9:35, 36)
                  OUR SYMPATHETIC SAVIOR
 
       พระเยซูทรงคลุกคลีกับประชาชนระหว่างดำเนินพันธกิจรับใช้ของพระองค์บนโลก พระองค์ทรงพบสถานการณ์ที่
ทำให้พระองค์ทรงสำแดงความเห็นอกเห็นใจ และความเมตตากรุณาต่อพวกเขา พระคัมภีร์ตอนหนึ่งบันทึกว่า “ครั้นพระเยซูทรงเสด็จขึ้นจากเรือแล้ว ก็เห็นประชาชนหมู่ใหญ่ พระองค์ทรงสงสารเขา จึงได้ทรงรักษาคนป่วยของเขาให้หาย”
(มัทธิว 14:14)

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 9:35, 36 และ ลูกา 7:11-16. ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวสอนอะไรเราเกี่ยวกับความสงสารและ ความเมตตากรุณาอย่างแท้จริงที่แสดงให้เห็นตรงนี้?

       คำว่า “ความสงสาร” “ความเห็นอกเห็นใน” (sympathy) ทำให้เราคิดถึงคำอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความรู้สึกจากจิต
ใจส่วนลึก เช่น “การเอาใจใส่, การรู้สึกร่วม, การหยั่งรู้” (empathy) และคำว่า “ความสงสาร, ความเมตตา (pity) สอด
คล้องกับพจนานุกรมหลายเล่ม คำว่า "ความสงสาร” “ความเห็นอกเห็นใจ” “การเอาใจใส่ หรือมีความรู้สึกร่วม เป็นความ
สงสารที่เกิดจากความเห็นอกเห็นใจในความโศกเศร้า และความทุกข์เดือดร้อนของบุคคลอื่น ส่วนคำว่า การเอาใจใส่ หรือการรูสึกร่วม (empathy) เป็นความสามารถที่คนหนึ่งรู้สึกร่วมในความทุกข์ยากของคนกำลังประสบความทุกข์เดือดร้อน ในภาษาอังกฤษความรู้สึกประเภทนี้มีสำนวนว่า “การให้ตัวเองไปสวมรองเท้าของอีกคนหนึ่ง” (to put oneself in another person’s shoes) 4) เพื่อที่จะเข้าใจ หรือแบ่งปันความรู้สึกของเขา หรือของหล่อน “เราต้องรวมรองเท้าของเขา !”
       ดังนั้น ความรู้สึกสงสาร และ ความเห็นอกเห็นใจ ทั้งสองสิ่งนี้จะทำให้เราเข้าใจถึงทุกข์ทุกข์โศกเศร้าของพวกเขา และเราต้องการช่วยผ่อนคลาย แบ่งเบาความทุกข์โศกเศร้าของพวกเขาให้บรรเทาลง
       ความเมตตาสงสาร จะนำคุณไปสู่การให้คำปลอบประโลม และให้การช่วยเหลือเพื่อน (มนุษย์) อย่างแข็งขัน หรือแม้แต่เป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อน อย่างเช่นคนแปลกหน้า ในวิธีที่สร้างสรรค์คุณอาจแสดงความเห็นอกเห็นใจด้วยการส่ง “บัตรแสดงความเห็นอกเห็นใจ” หรือด้วยการเดินทางไปเยี่ยม และถ้าทำได้ให้การช่วยเหลือในสิ่งที่เขา หรือพวกเขามีความจำเป็น การแสดงความรักด้วยการกระทำ บันดาลให้เกิดผลลัพธ์จากการแสดงออกด้วยน้ำใสใจจริง
       พระเยซูไม่ทรงเพียงแต่แสดงออกในความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ ทรงนำเอาการแสดงออกดังกล่าวก้าวขึ้นสู่
อีกระดับหนึ่ง: นั้นคือความสงสาร และความเห็นอกเห็นใจด้วยการกระทำ แน่อนเราถูกเรียกให้ทำอย่างเดียวกัน ใครๆ
ก็รู้สึกสงสาร และเห็นใจคนที่ประสบกับการสูญเสียได้ คำถามมีว่า “การกระทำใดที่ ความสงสาร และความเห็นอกเห็น
ใจนำไปสู่การกระทำ?
 
       ขณะที่รับประทานอาหารเช้า ผู้เป็นสามีกำลังฟังภรรยาเล่าถึงสิ่งที่หล่อนได้อ่านข่าวเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่ง ทำให้มีคนตายหลายพันคน หลังจากพูดคุยกัน ทั้งสองรู้สึกว่าช่างเป็นสิ่ง
น่ากลัวมากเพียงใด จากนั้นเขาเปลี่ยนหัวข้อเรื่อง และถามภรรยาว่าถ้า ทีมฟุตบอล์ที่เขาเป็นโค้ชดูแลอยู่ ซึ่ง
ได้แช้มป์ในการแข่งขันเมื่อคืนที่ผ่านมา และได้รางวัลใหญ่ เป็นการดีไหมที่เราจะปรึกษาลูกทีม และคำนวน
ดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้การสงเคราะห์ประชาชนผู้ประสบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ที่เราได้ฟังข่าว?               


วันอังคาร   การเอาใจเขามาใส่ใจเรา    ( โคโลสี 3:12)  
                   WALKING IN THEIR SHOES


       อ่าน พระธรรม โคโลสี 3:12 ; 1 เปโตร 3:8 ; และ 1 ยอห์น 3:17 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กำลังพูดอะไรกับเรา?  และ เราจะแสดงความเมตตาสงสารนี้ออกมาจากชีวิตของเราได้อย่างไร?

       ความสงสาร ความเวทนา มาจากคำลาตินว่า “คอมพาติ” (compati) ซึ่งหมายถึง “ที่ได้รับความทุกข์ยาก” เหมือนที่เราเคยได้รับความยากลำบากจากสาเหตุบางสิ่ง เราจึงสามารถเข้าใจความทุกข์เดือดร้อนของคนอื่น ไม่สงสัยเลย บ่อยที
เดียวเมื่อเราประสบความทุกข์เดือดร้อน เราต้องการให้มีคนมาแสดงความเห็นใจอกเห็นใจ ดังนั้นเราควรจะเต็มใจที่จะให้สิ่งเดียวกันนี้กับคนอื่นๆ ในความต้องการของพวกเขาด้วย
      เราได้ศึกษาในบทเรียนก่อนหน้านี้เรื่องชาวสะมาเรียใจดี พระเยซูทรงเล่าว่า “แต่ชาวสะมาเรียคนหนึ่งเมื่อเดินทางมาถึงคนนั้น ครั้นเห็นแล้วมีใจเมตตา” (ลูกา 10:33) ความสงสารนี้ หรือความเวทนาผลักดันให้ชาวสะมาเรียทำบางสิ่งเพื่อ
ช่วยชายคนที่บาดเจ็บ ขณะที่ปุโรหิต และชาวเลวีอาจถามตัวเองว่า “ถ้าฉันช่วยชายคนนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับฉัน?” แต่
ชายชาวสะมาเรียอาจถามตัวเขาเอง แต่ถามว่า “ถ้าฉันไม่ช่วยชายคนนี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา? ในเรื่องนี้ ชาวสะมาเรีย
ผู้ไม่เห็นแก่ตัวจินตนาการว่าถ้าเป็นฉันนอนบาดเจ็บอยู่ข้างทางอย่างนั้นจะเป็นอย่างไร ดังนั้นเขาจึงยินดีเสี่ยงต่อความปลอดภัยของชีวิต และทรัพย์สินของเขาเพื่อช่วยคนแปลกหน้า หรือพูดอีกอย่างได้ว่า บางครั้งคริสเตียนต้องมีส่วนในความเสี่ยง และต้องเสียค่าใช้จ่ายด้วย
       ให้เรามองดูบุตรคนเล็กเสเพลอีกครั้ง (ลูกา 15:20-32) เมื่อบุตรคนเล็กซมซานกลับมา ผู้เป็นพ่อตื่นเต้นดีใจ สั่งผู้รับใช้นำเสื้อผ้าชุดใหม่ไปเปลี่ยน นำร้องเท้าไปให้สวม เอาแหวนสวมให้ที่นิ้วมือ ผู้เป็นบิดาสั่งให้ผู้รับใช้เตรียมอาหารมื้อใหญ่เพื่อเลี้ยงฉลองที่บุตรคนเล็กกลับมาในเย็นวันนั้น ทั้งๆ ที่บุตรคนเล็กนำเงินทองส่วนแบ่งของเขาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายจนหมดตัว บิดาในเรื่องนี้ยอมลดการถือตัว สละซึ่งเกียรติ เพื่อจะได้บุตรคนเล็กกลับมา ส่วนในสายตาพี่ชาย คือบุตรคนโตมองเห็นว่าพ่อจัดเลี้ยงฉลองอย่างไร้เหตุผล เป็นการสิ้นเปลือง และเปล่าประโยชน์ด้วยงบประมาณที่ไม่มีการควบคุม เมื่อได้เห็นบุตรคนเล็กกลับมาบ้าน โดยไม่เข้าใจว่าดวงใจแห่งความรัก ความเมตตาของบิดาได้ให้อภัยบุตรคนเล็กในสิ่งที่เขาได้ทำไปแล้ว
บิดายินดีทุ่มเททุกสิ่งเพื่อที่จะนำบุตรคนเล็กกลับมาสู่สภาพเดิมเหมือนเมื่อก่อน
       ความสงสาร ความเวทนาเมื่อถึงระดับนี้ รวมไปถึงการผลักให้ความเป็นตัวตนของบุคคลออกไป สรุปแล้วความเมตตาสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ เมื่อขึ้นถึงระดับหนึ่ง อาจหมายถึงการยินดีจ่ายค่าบางสิ่งบางอย่างด้วยราคาอันสูงลิ่ว!


วันพุธ   พระเยซูทรงกันแสง  (ยอห์ย 11:35)         
            JESUS WEPT

       พระเยซูทรงกันแสง (ยอห์น 11:35)  พระคัมภีร์ข้อนี้บอกเราเกี่ยวกับว่า พระยูทรงเป็นมนุษย์? และบอกด้วยว่ามนุษย์คนนั้น (พระเยซู) มีความเกี่ยวพันธ์กับความทุกข์ลำบากของคนอื่นอย่างไร? อ่านพระธรรม โรม 12:15. ด้วย.

       ในพระธรรม ยอห์น 11:35 พระเยซูทรงมีความเห็นอกเห็นใจ มีความรู้สึกร่วม และความเมตตาสงสารจากดวงหทัยของพระองค์ แม้พระองค์กำลังจะเรียกลาซารัสให้ฟื้นจากความตาย แต่ความเสียใจเศร้าโศกอย่างสุดซึ้งของครอบครัวนี้ ซึ่งใกล้ชิดพระองค์มาก ดวงหทัยของพระองค์ได้รับการสัมผัส พระองค์จึงทรงกันแสงออกมา
       น้ำหนักของความเศร้าโศกทุกข์ระทมในประวัติศาสตร์ของมวลมนุษย์ได้ตกทับลงบนพระเยซู พระองค์ทรงมองเห็นผลลัพธ์อันน่าสะพรึงกลัวของการล่วงละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า พระองค์มองเห็นประวัติศาสตร์ของโลกเริ่มต้นด้วยความตายของ “อาแบล” การสงครามระหว่างความดี และความชั่วได้ดำเนินต่อมาโดยไม่มีการพักรบ เมื่อพระองค์มองย้อนไปช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา พระองค์มองเห็นความทุกข์แสนเข็ญ ความเศร้าโศกรันทด น้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาและความตายซึ่งเกิดขึ้นกับมนุษย์ ดวงหทัยส่วนลึกของพระองค์ได้รับการสัมผัสกับความเจ็บปวดรวดร้าวของครอบครัวมนุษย์ตลอดเวลา ทั่วดินแดนทุกส่วนของโลก ผลลัพธ์อันฉกาจฉกรรจ์ของความบาปเป็นน้ำหนักกดทับดวงวิญญาณของ
พระองค์ และบ่อน้ำตาของพระองค์ได้แตกออก ความปรารถนาจะแบ่งปันความทุกข์ให้ครอบครัวมนุษย์ได้หลั่งออกมา
เป็นการบรรเทาให้กับความทุกข์โศกเศร้าของพวกเขา” (จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน”หน้า 534.
       ตัวเราเองพบว่าเป็นความยากลำบากใจที่จะคิดเกี่ยวกับความเจ็บปวดของบุคคลเรารู้จัก หรือยิ่งเป็นคนที่ใกล้ชิด นอกนั้นเป็นความเจ็บปวดสูญเสียที่เราอ่านจากข่าวในหนังสือพิมพ์ กระนั้นตรงนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งทั้งปวง ขณะที่เราไม่รู้ พระองค์ทรงสามารถทำสิ่งที่เราไม่เคยคิดว่าจะทรงทำ พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า พระเยซูทรงร้อง
ไห้จากความสูญเสียที่เกิดกับมนุษย์ พระเจ้าพระองค์เดียวที่ทรงทราบถึงปริมาณเต็มในความโศกเศร้าที่ของพระมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ เราควรขอบพระคุณพระองค์ ประสบการณ์ในความเศร้าโศกที่เรารับรู้ หรือมีประสบการณ์ไม่อาจเปรียบได้หรือเข้าใกล้เคียงความเศร้าโศกที่ทรงเต็มพระทัยรับ และปริมาณความเศร้าโศกที่เราเคยมีประสบการณ์อาจเพียงเล็กน้อย แต่บางครั้งเรายังรู้สึกว่ามากเกินพอ ลองจินตนาการดูพระทัยของพระเยซูจะทรงคับข้องพระทัยมากเพียงใดในเวลานั้น

      นายพลตรี วิลเลี่ยม บูธ ผู้ก่อตั้งองค์กร “ซัลเวชันอาร์มมี” (Salvation Army) กล่าวถ้อยคำว่า “ถ้าคุณ
ไม่สามารถร้องไห้เพื่อเมืองที่กำลังจะพินาศ เราไม่สามารถจะใช้คุณได้” จาก หนังสือ ของ เอส. กรีนเวย์ และ
ทิโมธี เอ็ม. มอนสมา ใน “
Cities: missions’ New Frontier, page 246.


วันพฤหัสบดี    ผู้ปลอบประโลมอีกประเภทหนึ่ง   (2 โครินธ์ 1:3-4)
                         ANOTHER  KIND OF COMFORTER                                       
 
      “สาธุการแด่พระเจ้า พระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา พระบิดาผู้ทรงความเมตตา พระเจ้าแห่งความชูใจทุกอย่าง พระองค์ผู้ทรงชูใจเราในการทุกข์ยากทั้งสิ้นของเรา เพื่อเราจะสามารถชูใจคนเหล่านั้น ที่มีความทุกข์ยากอย่างใดอย่างหนึ่งได้ด้วยความชูใจ ซึ่งตัวเราเองได้รับจากพระเจ้า” (2 โครินธ์ 1:3, 4) อัครทูตเปาโลบอกเราว่า  ความทุกข์ยากของเราเองสามารถช่วยเราให้แสดงความสงสาร ความเห็นอกเห็นใจ และปลอบโยนผู้คนที่อยู่รายรอบเราได้อย่างไร? คุณเคยมีประสบการณ์ซึ่งเห็นด้วยว่า ถ้อยคำเหล่านี้ช่างเป็นจริงในชีวิตของคุณเองอย่างไร?

       คำว่า “ปลอบโยน หรือ ปลอบประโลม” (comfort) มาจากภาษาลาตินว่า “คอม” (com) แปลว่า “ด้วยกันกับ” และคำว่า “ฟอร์ทิส” (fortis) แปลว่า “แข็งแกร่ง” หรือ “เข้มแข็ง” ดังที่พระคริสต์ทรงเสริมกำลังเราให้แข็งแกร่งขึ้นในความทุกข์ยากของเรา เพราะเมื่อเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เราสามารถจะใช้ประสบการณ์ดังกล่าวเสริมกำลังให้คนอื่นต่อไปได้

       การแสดงความความเห็นอกเห็นใจ หรือความเป็นห่วงเป็นใย และการให้คำปลอบประโลมเป็นศิลปแขนงหนึ่ง ต่อไปนี้คือข้อแนะนำ:
  *  จงมีความจริงใจ รับฟังมากกว่าให้คุณพูด (ให้แน่ใจว่าภาษากายของคุณแสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ และการปลอบ
     ประโลมด้วย)
  *  แสดงความเห็นอกเห็นใจเป็นส่วนบุคคล (บางคนแสดงความเห็นอกเห็นใจโดยการร้องไห้เงียบๆ (ไม่ส่งเสียงสะอื้น
     บางคนร้องไห้เงียบๆ กับผู้มีปัญหา หรือมีความทุกข์เดือดรัอน บางคนไม่ร้องไห้แต่แสดงความเห็นอกเห็นใจโดยการ
     กระทำบางอย่าง ที่ให้การปลอบใจผู้กำลังไว้ทุกข์โศกเศร้า)
  การนำตัวคุณไปอยู่ใกล้ชิดบุคคลที่กำลังเป็นทุกข์เศร้าโศก มีความสำคัญมากกว่าการพูดทางโทรศัพท์ หรือผ่านไลน์
  ปล่อยให้ผู้มีความทุกข์ระทม ปลดปล่อยความระทมทุกข์ออกมาในรูปแบบของเขา หรือหล่อนเอง
  *  เรียนรู้ขั้นตอนการก้าวผ่านความเศร้าโศกนั้น
  จงระมัดระวังเกี่ยวกับการพูดว่า “ผมทราบว่าคุณรู้สึกอย่างไร?” (เพราะมีโอกาสที่คุณจะรู้เพียงบางส่วน หรืออาจไม่รู้
     อย่างจริงๆจังๆ)
  *  มีแหล่งให้คำปรึกษาแนะนำ โดยผู้เชี่ยวชาญ (ที่ได้ศึกษาวิธีการให้คำแนะนำมา หรือผู้ทำงานนี้เป็นอาชีพ)
  อย่าพูดว่า “ผมจะอธิษฐานเผื่อคุณ” ถ้าคุณไม่ได้วางแผนที่จะทำจริงๆ ตามนั้น (ถ้าเป็นไปได้ อธิษฐานกับเขา-หล่อน
     หรือครอบครัว แบ่งปันข้อพระคัมภีร์ที่เป็นคำสัญญา กับผู้มีความทุกข์โศกเศร้า)
  *  จัดตั้งกลุ่มอธิษฐาน พบปะเป็นประจำอธิษฐานเพื่อคนที่มีความทุกข์ (ที่บ้านของคุณ ในโบสถ์ หรือชุมชน ฯลฯ)

 วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม:  
       ไม่มีข้อกังขา มีคนมากมายในโลกที่ต้องการการปลอบโยน ความเห็นอกเห็นใจ และการช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนไม่มี
 อะไรที่เราจะช่วยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มาก! คนหนึ่งอาจคิดว่า: จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะพยายามทำในสิ่ง ที่เรา  
 ไม่สามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้! ปัญหาหลายอย่างเป็นผลลัพธ์มาจากสายธารแห่งความรู้สึกนึกคิด ประการ
 แรก
ถ้าทุกคนคิดกันไปในทำนองนั้น จะไม่มีใครจะช่วยใคร และความต้องการ ที่หนักหนาและเลวร้าย อาจจะหนักหน่วง
 ขึ้นไปอีก แต่ถ้าทุกคนที่สามารถช่วยคนอื่นเท่าที่ช่วยได้ ในกรณีนั้นความต้องการ แม้จะน่ากลัวตามที่มันเป็นจริง ก็จะไม่
 เลวร้ายเท่าที่เป็น ประการที่สอง เราไม่เคยได้รับการบอกเล่าในพระคัมภีร์ว่า ความเจ็บปวด ความทุกข์แสนเข็ญ และ
 ความชั่วร้าย จะได้รับขจัดให้ออกไปจากแผ่นดินโลก ตามที่เป็นจริง เราได้รับการบอกในสิ่งที่ตรงกันข้าม แม้แต่พระเยซู
 เมื่อพระองค์ทรงอยู่บนโลก พระองค์ไม่ได้ทำให้ความทุกข์ทรมานทั้งปวงหมดสิ้นไป พระองค์ทรงได้ทำเท่าที่ทำได้ เราก็
 เช่นกันต้องทำในสิ่งเดียวกัน: คือนำการปลอบใจ แสดงความเห็นอกเห็นใจ และช่วยเหล่าคนที่เราสามารถจะช่วยได้


 คำถามเพื่อการอภิปราย:
1.  โบสถ์ท้องถิ่นของคุณสามารถทำเป็น “บ้านที่ปลอดภัย” (safe house) เป็นสถานที่ให้การเยียวยาสำหรับผู้
     ที่ชอกช้ำระกำใจ หรือหัวใจแหลกสลายได้อย่างไร?
    
2.   อภิปรายในชั้นข้ออ้างอิงต่อไปนี้: “หลายคนมีความประหลาดใจ เหตุใดพระเจ้าไม่ทรงทำอะไร แต่พระเจ้า
      ก็ทรงประหลาดพระทัย เหตุใดประชากรจำนวนมากของพระองค์ไม่ให้การเอาใจใส่” โดย Dwight Nelson,
     the Passion of Jesus (Pacific Press Publishing Association, 2005)
คุณอาจเห็นด้วยกับเหตุผลเบื้อง
      หลังข้ออ้างอิงนี้? ถ้าอย่างนั้น เราสามารถจะทำอะไรได้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง?
      
 3.  อ่านข้ออ้างอิงจากข้อเขียนของ เอลเลน จี.ไวท์. “ถ้อยคำแห่งกรุณาเปล่งออกมาจากผู้ให้ความสนใจเพียง
      เล็กน้อย จะพัดเอาเมฆหมอกของการทดลอง และความสงสัยที่แวดล้อมดวงวิญญาณให้กระจายออกไป
      ความจริงใจตามแบบอย่างของพระคริสต์ ความเห็นอกเห็นใจจะมีอำนาจเปิดประตูดวงใจของคนอื่นๆ       
      ที่ต้องการรับสัมผัสแบบง่ายๆ ที่ก่อให้เกิดการตอบสนองฉับไวต่อวิญญาณของพระคริสต์” (จาก หนังสือ
     ของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน
Testimonies for the Church, volume 9, page 30.) ข้ออ้างอิงนี้บอกเราเกี่ยวกับ
      อำนาจอัศจรรย์เพื่อสิ่งดี ที่ความกรุณาปราณี ความเห็นอกเห็นใจ สามารถเอื้อมออกไปถึง และช่วยผู้ที่
      ไว้ทุกข์ที่อยู่ในภาวะโศกเศร้าได้.

 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272