Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SS 3Qtr2016.Index > 4QTSSL2016. INDEX > บทที่ 1 กาลอวสาน : THE END > บทที่  2 สงครามแห่งประวัติศาสตร์ THE GREAT CONTROVERSY > บทที่  3 ท่านโยบยำเกรงพระเจ้าโดยไร้สาเหตุหรือ > บทที่  4 ความเจ็บปวดของพระเจ้าและมนุษย์  >
.
บทที่  5 วันแห่งการแช่ง  CURSE THE DAY
.
บทที่  5
                  วันแห่งการแช่ง                 
     CURSE THE DAY
วันที่  22 – 28 ตุลาคม  2016
 

บ่ายวันสะบาโต   

 
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
โยบ 3:1-10; ยอห์น 11:11-14; โยบ 6:1-3; โยบ 7:1-11; ยากอบ 4:14; โยบ 7:17-21; สดุดี 8:4-6
 
ข้อควรจำ    “องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับการสรรเสริญ พระเกียรติ และฤทธิเดช เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพ สิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์” (วิวรณ์ 4:11)  

         ขณะที่เราอ่านเรื่องของท่านโยบ เราได้รับประโยชน์สองอย่างชัดเจน: (1) ได้ทราบว่าพระธรรมโยบจบลงอย่างไร (2)  ได้ทราบเกี่ยวกับ “การสงครามขับเคี่ยวระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” กำลังดำเนินไปในเวลาเดียวกัน
       ท่านโยบไม่ทราบในสองอย่างที่เราทราบ เท่าที่ท่านโยบทราบชีวิตของท่านดำเนินไปอย่างปกติสุขดี แต่ทันใดนั้นเหตุการณ์เลวร้ายประการแล้ว ประการเล่าจู่โจมเข้าใส่ท่านโยบและครอบครัว ทั้งที่ชายผู้นี้ “ใหญ่โตที่สุดในบรรดาชาวตะวันออก” (โยบ 1:3) ท่านโยบพบว่าตัวท่านเองเป็นทุกข์ปวดรวดร้าว เศร้าโศก นั่งอยู่บนกองขี้เท้า
       ขณะที่เราศึกษาเรื่องของท่านโยบต่อไป ให้เรานำเอาตัวเราเองไปอยู่ในตำแหน่งของท่านโยบ การทำเช่นนั้นจะช่วยเราให้เข้าใจ ความยุ่งเหยิง ความโกรธ และความโศกเสร้าที่ท่านโยบต้องผ่านได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามนี่เป็นความพยายามที่จะนึกคิดอย่างที่ท่านโยบน่าจะคิด และรู้สึก เพราะเราไม่ได้มีประสบการณ์ของท่านโยบ ใครท่ามกลางพวกเราที่ไม่เคยทำบาปเลย แต่ท่านโยบต้องผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดรวดร้าว และความทุกข์ทรมาน และเรามีความทุกข์ลำบากเพียงใด เมื่อเราพยายามรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างสัตย์ซื่อ และทำในสิ่งต่างๆ อย่างถูกต้องในสายพระเนตรเพื่อพระองค์

วันอาทิตย์   ให้วันนั้นพินาศไป  (โยบ 3:1-10)

                           LET THE DAY PERISH

       ลองจินตนาการคุณเป็นท่านโยบ ชีวิตของคุณทั้งหมดคุณได้ทำงานสร้างสมมา และสิ่งที่คุณได้ทำไปทั้งหมดกับพระพรของพระเจ้า แล้วอยู่มาวันหนึ่งสิ่งทั้งหมดได้แตกหักอยู่รอบๆตัวคุณ อย่างนี้ดูไม่สมเหตุผลใช่ไหม ดูเหมือนไม่มีเหตุผลใดๆ ว่าจะเป็นด้านดี หรือเลวสำหรับสิ่งที่ได้เกิดขึ้น
       หลายปีก่อนรถบัสรับนักเรียนยางล้อหน้าข้างหนึ่งเกิดระเบิด รถบัสคันนั้นเสียหลักตกถนน และพลิกไปหลายตลบ จนตกลงไปในคูน้ำข้างถนน เด็กนักเรียนหลายคนเสียชีวิต คนไม่เชื่อในพระเจ้าคนหนึ่งพูดว่า นี่เป็นเหตุการณ์ที่เลวร้าย แต่เป็นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ เพราะเราอยู่ในโลกที่ไม่มีความหมาย ไม่มีวัตถุประสงค์ ไม่มีทิศทาง ผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าอาจพูดเสริมอีกว่า อุบัติเหตุร้ายแรงเช่นนั้นไม่มีความหมาย เพราะเราอยู่ในโลกที่ปราศจากความหมาย
       แต่คำตอบ หรือคำอธิบายเช่นนั้นไม่เป็นที่ยอมรับของผู้เชื่อในพระเจ้า และสำหรับท่านโยบ ซึ่งเป็นผู้ติดตามที่สัตย์ซื่อของพระเจ้า คำตอบเช่นนั้นรับใช้ไม่ได้เช่นกัน แต่อะไรที่เป็นคำตอบ หรือจะอธิบายถึงเหตุการณ์ได้อย่างไร ท่านโยบไม่มีคำตอบให้ สิ่งที่ท่านมีคือความเศร้ายิ่งใหญ่ และคำถามอีกหลายข้อติดตามมา

       อ่านพระธรรม โยบ 3:1-10 ตอนแรกท่านโยบอธิบายถึงความโศกเศร้าของท่านตรงนี้อย่างไร ในทางใดบ้างที่เราบางคนอาจเข้าใจสิ่งที่ท่านกำลังพูด

      แน่นอน ชีวิตของเราเป็นของขวัญจากพระเจ้า เรามีชีวิตอยู่ได้เพียงเพราะพระเจ้าได้ทรงสร้างเราขึ้นมา (กิจการฯ 17: 28; วิวรณ์ 4:11) ชีวิตของเราแต่ละคนเป็นความมหัศจรรย์ ชีวิตของมนุษย์มีความลึกลับซับซ้อนยิ่งนัก สร้างปริศนาให้กับนักวิทยาศาสตร์ แม้แต่นักวิทยาศตร์ด้วยกัน ยังไม่เห็นด้วยกันในทุกประเด็นว่า “ชีวิต” มีความหมายอะไร พวกเขาไม่ทราบว่าแรกเริ่มเดิมที มีความเป็นมาอย่างไร และเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
      เมื่อมนุษย์เกิดความกดดัน บ้างเป็นโรคซึมเศร้า มีใครไหมที่ไม่เคยรู้สึกสงสัยว่าการดำรงชีวิตมีค่าควรไหม เราจะไม่พูดถึงกรณีน่าเวทนาสุดประมาณที่บางคนฆ่าตัวตาย อยากถามเกี่ยวกับว่า มีช่วงไหนที่เวลาเป็นของเรา อย่างเช่นท่านโยบ ท่านเคยคิดว่า “ท่านปรารถนาว่าท่านไม่น่าจะเกิดมาในโลกนี้”
 
       คุณเคยรู้สึกเหมือนกับที่ท่านโยบรู้สึกตรงนี้ไหม คุณเคยรู้สึกและคิดว่า “ถ้าเป็นอย่างนี้เราไม่น่าจะเกิดมาน่าจะดีกว่า” แต่ต่อมาเมื่อคุณรู้สึกสบายใจขึ้น มีความสำคัญเพียงใดที่เราจะจำไว้ว่า แม้แต่ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด แต่เรายังรู้สึกว่า เรามีความหวังสำหรับอนาคต ซึ่งจะนำสิ่งที่ดีกว่ามาให้
 

 วันจันทร์      พักอยู่ในหลุมฝังศพ  (โยบ 3:11-26)

                                REST IN THE GRAVE

         อ่าน พระธรรม โยบ 3:11-26 ท่านโยบพูดอะไรตรงนี้ ท่านไว้ทุกข์ของท่านต่อเนื่องอย่างไร ท่านพูดอะไรบ้างเกี่ยวกับความตาย

        เราเพียงแค่จินตนาการว่า ท่านโยบที่น่าสงสารต้องเผชิญกับความเศร้าใจสาหัสเพียงใด เป็นการยากแสนเข็ญยิ่งที่ท่านโยบจะทำใจรับได้เมื่องต้องสูญเสียทรัพย์สมบัติทั้งหมด ลูกชายหญิงจำนวนรวมสิบคนถูกคร่าชีวิตไปไม่เหลือแม้แต่คนเดียว แม้แต่สุขภาพของท่านโยบที่เคยแข็งก็เป็นฝีทั้งตัวแสนทรมาน ลองตรองดูหากมีใครจะเสียลูกไปเพียงคนเดียวก็ยังยากจะจิตนาการถึงความเจ็บปวดของผู้เป็นพ่อ และแม่ แต่ท่านโยบสูญเสียพวกเขาไปทั้งหมดในคราวเดียวกัน ไม่สงสัยเลยที่ท่านระบายความระทดท้อออกมาว่าท่านอยากจะตาย ซี่งก็เหมือนเดิม ท่านโยบไม่มีแนวคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นมาจากการทำสงครามขับเคี่ยวระหว่างพระคริสต์ และซาตาน ซึ่งมีผลกระทบมายังชีวิตของท่านและครอบครัว แต่
ก็เป็นได้ว่าท่านอาจไม่รู้สึกดีขึ้นหากท่านได้ทราบในเบื้องหลังดังกล่าว คุณคิดอย่างนั้นไหม
       สังเกตว่าท่านโยบพูดเกี่ยวกับความตาย และถ้าท่านตายจะมีอะไรดีขึ้นไหม ความสุขสงบในแผ่นดินสวรรค์ ความชื่นชมยินดีที่ได้อยู่กับพระเจ้า ได้เล่นพินกับเหล่าทูตสวรรค์ ไม่มีคำสอนเช่นนั้นในพระคัมภีร์ คำพูดที่ท่านโยบระบายออกมาอาจเป็นว่า หากท่านไม่ได้เกิด หรือไม่อยู่รอดมาตอนเป็นเด็กทารก ท่านกล่าวต่อว่า “ถ้าหาไม่แล้ว ข้าจะนอนเงียบสงบอยู่ ข้าจะหลับ แล้วข้าจะได้หยุดพักอยู่” (โยบ 3:13)  

       อ่าน พระธรรม ปัญญาจารย์  9:5 และ ยอห์น 11:11-14 มีสิ่งใดที่ท่านโยบกล่าว สอดคล้องกับคำสอนของพระคัมภีร์ที่บอกว่ามีอะไรเกิดขึ้นหลังความตาย

       ตรงนี้ พระวจนะในพระธรรมโยบ ซึ่งเก่าแก่ที่สุดเล่มหนึ่งของพระคัมภีร์ บางทีเรามีคำอธิบายสมัยแรกสุด ซึ่งปัจจุบันเราเรียกหลักข้อเชื่อนี้ว่า “สภาวะของคนตาย” สิ่งทั้งหมดที่ท่านโยบประสงค์คือการ “ได้หยุดพัก” ทั้งนี้เพราะชีวิตของท่านอยู่ดีๆ กลายเป็นชีวิตที่ยากลำบาก สาหัสสากรรจ์ แสนเจ็บปวดรวดร้าว และท่านปรารถนาจะหลุดพ้น ในสิ่งที่รู้จักกันคือความตาย เพื่อเข้าสู่การพักอย่างสงบสุขในหลุมฝังศพ ท่านโยบเศร้าโศกเหลือเกิน เจ็บปวดเหลือประมาณ จนท่านเองลืมความชื่นชมยินดีทั้งหมดของชีวิตก่อนหน้าเหตุการณ์ร้ายเข้ามาจู่โจม ท่านโยบจึงคิดย้อนหลังไปว่า “ถ้าท่านตายตอนแบเบาะก็ยังจะดีกว่า”

       ในฐาะเป็นคริสเตียน แน่นอนเรามีพระสัญญาอันอัศจรรย์สำหรับอนาคต แต่สมมติว่าเราได้รับความทุกข์เดือดร้อนแสนสาหัส ที่โหมกระหน่ำเข้ามา อย่างนี้ เราสามารถเรียนรู้จะนึกถึงเวลาที่ดีๆ ที่เรามีในอดีต และนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาประโลมใจได้อย่างไร

วันอังคาร     ความเจ็บปวดของคนอื่น  (โยบ 6:2, 3)                 
                              OTHER PEOPLE’ S PAIN    

 

       ท่านโยบได้หยุดการไว้ทุกข์ และความโศกเศร้าของท่านไว้ตามที่บันทึกใน พระธรรมโยบ บทที่ 3 ถัดอีกสองบทเพื่อนคนหนึ่งของท่านชื่อ “เอลีฟัส” ได้ให้คำแนะนำแก่ท่านโยบหลายประการ ในบทที่ 6 และ 7 ท่านโยบพูดต่อเกี่ยวกับความทุกข์ลำบากลำบนของท่าน
 
       แล้วโยบตอบว่า “โอ ข้าอยากให้ชั่งดูความร้อนใจของข้า และเอาความลำบากยากเย็นของข้าใส่ไว้ในตราชู ก็จะหนักกว่าทรายในทะเล เพราะเหตุนี้คำพูดของข้าก็หุนหัน” (โยบ 6:2, 3) ท่านโยบอธิบายความเจ็บปวดรวดร้าวของท่านไว้ตรงนี้ อย่างไร

       ภาษาที่ให้ไว้เป็นแนวคิดที่ท่านโยบวาดให้เห็นเกี่ยวกับความทุกข์ลำเค็ญของท่าน ถ้ากองทรายทั้งหมดของทะเลเป็นตัวถ่วงความสมดุล กับความเศร้าสร้อย และเหตุการณ์อันน่ากลัวของท่านโยบ ความทุกข์ยากแสนเข็ญของท่านโยบจะมีน้ำหนักเหนือกว่ากองทราย
       นี่คือความเจ็บปวดสุดแสนจริงๆสำหรับท่านโยบ และความเจ็บปวดนี้เป็นเจ็บปวดของท่านโยบตามลำพัง ไม่มีใครอื่น บางครั้งเราได้ยินแนวคิดการ “รวมยอดของความทุกข์เจ็บปวดของมนุษย์” แต่แนวคิดนี้ยังไม่เข้าไปใกล้กับความจริง เราไม่ได้เจ็บปวดรวดร้าวเป็นกลุ่ม หากประสบความทุกข์หมองเศร้าเป็นคนๆของเราเอง เรารู้จักเฉพาะความเจ็บแสบของเราเอง คือมีเพียงเราเองต้องทนทุกข์โศกเศร้า ความเจ็บลึกของท่านโยบคงยิ่งใหญ่ แต่คงไม่ใหญ่จนทำให้คนอื่นรับรู้ได้ทั้งหมด คนหนึ่งอาจสัมผัสรู้ได้มากกว่าคนอื่น เมื่อมีคนหนึ่งพูดแสดงความเห็นใจผู้มีความทุกข์หนักว่า “ผมรู้สึกถึงความเจ็บปวดของคุณ” แต่จริงๆแล้วเขามีความรู้สึกเช่นนั้นส่วนหนึ่ง แต่ไม่ทั้งหมด คนหนึ่งไม่อาจมีความสึกเจ็บปวดเป็นทุกข์เท่ากับผู้ประสบความทุกข์ได้ เพราะความจริงมีว่าเขาจะรู้สึกสัมผัสได้ทั้งหมด หากนั่นเป็นประสบการณ์ในความทุกข์ซึ่งนำไปสู่ความเจ็บปวดของเขาเอง ไม่ใช่ความทุกข์ยากลำบากของบุคคลอื่น
       เราไม่เคยต้องการทำความเจ็บปวดของคนอื่นให้กระจ่างเหมือนแสงสว่าง ว่าคนหนึ่งสามารถทนความเจ็บปวดได้มากเท่าใด ในฐานะเป็นคริสเตียนเราถูกเรียกให้ช่วยทำให้การบาดเจ็บบรรเทาลง เมื่อไร และที่ไหนเท่าที่เราสามารถทำได้ (อ่านพระธรรม ยากอบ 1:27; มัทธิว 25:34-40) แต่ไม่ว่าความทุกข์ยากลำบากจะมีอยู่ในโลกต่อไป แต่ขอให้เราขอบพระคุณพระเจ้า ที่เรานับเป็นส่วนบุคคล ไม่ต้องทนลำบากยากเย็นมากกว่าที่เขา หรือเธอจะสามารถจะแบกรับได้ (มีข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียวคือ: อ่าน บทเรียนบทที่ 12)
 
       คิดอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดนี้ ที่ความทุกข์ยากของมนุษย์ถูกจำกัดอยู่กับแต่ละคนเท่านั้น สิ่งจะช่วยคุณให้เข้าใจถึงประเด็นความยุ่งยากเดือดร้อนของมนุษย์ ในลักษณะแสงสว่างที่แตกต่างกันอย่างไร

 

วันพุธ      กระสวยของช่างทอผ้า   (โยบ 7:1-11)                
                 THE WEAVER’ S SHUTTLE


       จินตนาการข้อสังเกตุต่อไปนี้ มีคนสองคนกำลังลังอธิบายเกี่ยวกับว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน: ความตาย ไม่ว่าเขาหรือ เธอจะเป็นคนดี มีการศึกษาหรือไม่ ประกอบคุณความดีมากมาย เป็นคนสัตย์ซื่อมีศีลธรรม เป็นผู้นำ เป็นนักบวชหรือเป็นยาจก ในตอนสิ้นสุดของถนนชีวิต คือความตายทุกคนถ้าไม่ถูกเผาในเมรุ ก็จะถูกฝังในหลุมฝังศพ
       พระธรรม ปฐมกาลบันทึกอายุของผู้เฒ่า “เมธูเสลาห์” ว่ามีอายุถึง 969 ปีจึงตาย วันหนึ่งเมธูเสลาห์บ่นกับเพื่อนว่า “ถูกแล้ว” บางคนในพวกเราตอนนี้ บางคนมีอายุ 800 บ้าง 900 ปี จากนั้นไม่กี่ปีเราก็ตายจากโลกนี้ไป คนที่มีอายุ 800หรือ 900 ปี นับว่าอายุยืนสำหรับผู้คนในยุคนั้น ยิ่งถ้าเปรียบเทียบผู้คนในยุคปัจจุบันจะเปรียบเทียบไม่ได้เลย แต่ถึงจะอายุเกือบพันปี หากจะเปรียบกับการมีชีวิตตลอดไป ซึ่งเรียกว่า “ชีวิตนิรันดร์” ก็จะไม่มีจุดไหนเปรียบได้ (อ่านปฐมกาล บทที่ 5)
       เป็นเรื่องยากสำหรับเราในทุกวันนี้ ที่จะจินตนาการว่า เราเองจะมีอายุ 100 ปี หน้าตา และกำลังวังชา หรือสุขภาพของเราจะเป็นฉันใด (เมธูเสลาห์ อายุได้ 187 ปี เมื่อ ลาเมค ลูกชายได้เกิดมา และเมธูเสลาห์มีชีวิตต่ออีก 782 ปีจึงตาย) มนุษย์ทั้งหลายที่มีชีวิตอยู่ก่อนน้ำท่วมโลกต่างมีอายุยืนกัน อย่างไรก็ดีทุกคนต่างก็ตายลงตามอายุขัย กระนั้นพวกเขาต่างพากันบ่นว่าพวกเขามีอายุสั้นเกินไป
 
       อ่านพระธรรม โยบ 7: 1-11 ท่านโยบบ่นอะไร อ่านพระธรรม สดุดี 39:5, 11 และยากอบ 4:14 ด้วย

       เราพึ่งได้เห็นท่านโยบประสงค์จะได้พักผ่อน และได้รับความบรรเทา ซึ่งได้มาจากความตาย มาตอนนี้ท่านโยบบ่นว่าชีวิตของคนเราช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน ท่านกำลังกล่าวว่า แม้พื้นฐานชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องทำงานหนัก และเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เสร็จแล้วก็ตาย นี่เป็นปริศนาที่เราเผชิญอยู่บ่อย: เราบ่นเกี่ยวกับว่าชีวิตช่างผ่านไปรวดเร็ว และชีวิตคนเราแสนสั้น แม้ว่าชีวิตนั้นจะเต็มไปด้วยความเศร้า และต้องเจออะไรมากมายที่ไม่พึงประสงค์ก็ตาม
      ในห้วงเวลาของความเจ็บปวด และทุกข์ยากลำบาก มีหลายสิ่งผ่านเข้ามาในชีวิตที่ดูเหมือนไม่มีเหตุผล บางครั้งท่ามกลางความเจ็บปวดของเรา เราสูญเสียความสามารถในการคิดอย่างระมัดระวัง ทั้งหมดที่เรารู้จักคือ “การเจ็บปวด” และ “ความกลัว” และเราไม่มีความหวัง แม้แต่ท่านโยบผู้ซึ่งรู้จักอะไร เป็นอะไรดีกว่า (โยบ 19:25) ได้อุทานออกมาในความกดดันและความสิ้นหวังของท่านว่า “ขอทรงจำไว้ว่า ชีวิตของข้าพระองค์เป็นแต่ลมหายใจ ตาของข้าพระองค์จะไม่เห็นสิ่งใดอีกเลย” (โยบ 7:7)  สำหรับท่านโยบ ตอนนี้ความตายดูเหมือนจะใกล้กว่าที่เคยเป็นมา แต่ท่านยังคงบ่นว่าชีวิตของคนเราช่างสั้นเหลือเกิน ไม่ว่าชีวิตนั้นจะไม่มีความสุขอยู่ส่วนมากของเวลา

       คุณควรจะเจ้าใจเรื่องการล้มลงในความบาป ความตาย และพระสัญญาที่เราทั้งหลายจะได้ฟื้นคืนสู่ชีวิตนิรันดร์ ซึ่งจะช่วยคุณเข้าใจ “ทั้งหมดของคำถาม” ว่าชีวิตของคนเราช่างผ่านไปเร็วอะไรเช่นนั้น

วันพฤหัสบดี      มนุษย์เป็นอะไร  (โยบ 7:17-21)                                                                                                                                                                                                                

                                  WHAT IS MAN ?

       อ่าน พระธรรม โยบ 7:17-21. ท่านโยบพูดอะไรที่นี่ ท่านกำลังถามเกี่ยวกับเรื่องอะไร  คิดถึงสถานการณ์ของท่านโยบ เหตุใดคำถามนั้นจึงสมเหตุ สมผลจริงๆ
       นักศึกษาบางคนให้เหตุผลว่า ท่านโยบพูดออกไปอย่างขาดการคารวะ ซึ่งมีข้อความว่า “ข้าแต่พระเจ้า มนุษย์เป็นอะไรเล่าซึ่งพระองค์ทรงเอาพระทัยใส่เขา หรือบุตรของมนุษย์เป็นอะไร ซึ่งพระองค์ทรงคิดถึงเขา มนุษย์เหมือนลมหายใจ วันเวลาของเขาเหมือนเงาที่ผ่านไป” (สดุดี 144:3, 4) แต่ปัญหามีว่า พระธรรมโยบเขียนก่อนพระธรรม สดุดีเป็นเวลานาน ในกรณีนั้นเป็นไปได้ว่า กษัตริย์ดาวิดเขียนสดุดี เพื่อเป็นคำตอบที่ท่านโยบต้องพบกับความโศกเศร้าลุ่มลึก
       คำถาม ที่ถามว่า “มนุษย์เป็นอะไร” ถือว่าเป็นหนึ่งในคำถามสำคัญที่เราอาจนำมาถามว่า “เราเป็นใคร” “เหตุใดเราจึงอยู่ที่นี่” “จะไรคือความหมาย และวัตถุประสงค์แห่งชีวิตของเรา” ในกรณีของท่านโยบ ท่านโยบเชื่อว่าพระเจ้าได้ “ทำเครื่องหมาย” (marked) บนชีวิตของท่าน สำหรับให้ประสบกับความโศกเศร้า และความทุกข์เดือดร้อน ด้วยเหตุผลนี้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าเหตุใดเรื่องราวของท่านโยบจึงเป็นเช่นนั้น และพระเจ้าอาจขอให้คุณรับทำในลักษณะที่คล้ายกันก็เป็นได้


       อ่าน พระธรรม ยอห์น 3:16 และ 1 ยอห์น 3:1 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ช่วยเราให้เข้าใจว่าเหตุใดพระเจ้าจึงเข้ามามีร่วมกับมนุษย์

       “ท่านยอห์นมองเห็น ความสูง ความลึก และความกว้างแห่งความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อมนุษย์ทั้งมวล ท่านเต็มไปด้วยถ้อยคำสรรเสริญ การเทิดพระเกียรติ และการคารวะต่อพระเจ้า ท่านไม่อาจสรรหาภาษาที่เหมาะสมเพื่อนำมาอธิบายความรักของพระเจ้า แต่ท่านเรียกชาวโลกให้มองดู: ผ่านสายตาของคนบาป มนุษย์ตกอยู่ใต้อิทธิพลของซาตาน ผ่านการถวายบูชาแบบไร้ขีดจำกัดของพระเยซู และความเชื่อในพระนามของพระองค์ บุตรชายทั้งหลายของอาดัม ได้กลายเป็นบุตรของพระเจ้า ด้วยการรับเอาธรรมชาติของมนุษย์ พระคริสต์ได้สร้างมนุษย์ให้มีสถานะในระดับที่สูงกว่า” (เอลเลน จี. ไว้ท์ คำพยายนสำหรับคริสตจักร, เล่ม 4 ,หน้า 563 )

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม

       “ปัจจุบัน เรามีชีวิตอยู่ในยุคที่ผู้คนทั้งหลายนับถือ หรือกราบไหว้ “วิทยาศาสตร์” และ “เหตุผล” ดังนั้น “ข่าวดี” ของคริสเตียนได้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนเชื่อน้อยลง โดยถือว่า เป็นสิ่งที่เชื่อได้ยากขึ้นสำหรับพวกเขา และมีความสำคัญน้อยลง ความเชื่อในพระกิตติคุณซึ่งวางพื้นฐานบนชีวิตของคนคนหนึ่ง (พระเยซู) กลายเป็นสิ่งที่มีพลังลดน้อยลง และ พวกเขาคิดว่า (พระกิตติคุณ) มีความจำเป็นน้อยลงเช่นกัน ต่อความคิดทำนองนี้ การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อมนุษย์ดูเหมือนกับเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ที่ชีวิตของท่านผู้หนึ่งที่ใช้ชีวิตช่วงสั้นๆเมื่อสองพันปีที่แล้วในประเทศอิสราเอล ประเทศที่ไม่มีความสำคัญ เป็นดุจดาวดวงหนึ่งที่ไม่มีความสำคัญท่ามกลางดาวหลายล้าน ล้านดวงในจักรวาล ดังนั้นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู และการฟื้นพระชนม์สู่ชีวิตของพระองค์ไม่เป็นสิ่งสำคัญสำ
หรับเหล่าผู้คนที่เชื่อในเหตุผลอีกต่อไป เป็นไปไม่ได้สำหรับจักรวาลทั้งหมดจะมีความสนใจในสิ่งที่เกิดขึ้นบนดาวเคราะห์ดวงนี้” (ริชาร์ด ทาร์นัส, Passion of the Western Mind, หน้า 305) มีปัญหาอะไรกับแนวคิดนี้ ผู้ประพันธ์ได้ทำผิดพลาดอะไรไป ถ้อยแถลงของ “ทาร์นัส” สอนเราเกี่ยวกับข้อจำกัดของสิ่งที่เรียกว่า “วิทยาศาสตร์ และเหตุผล” ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์เกี่ยวกับพระเจ้า และความรักของพระองค์สำหรับเราได้ ดังนั้นตามแนวคิดนี้ แสดงให้เราทราบว่า เรายังต้องการความจริงของพระคัมภีร์อยู่อีกต่อไป
คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  ในฐานะคริสเตียน คุณจะตอบคำถามนี้ได้ไหม “มนุษย์เป็นอะไร” เหตุใดคำตอบของคุณจึงแตกต่างจากคำตอบของเหล่าผู้ยังไม่เชื่อในพระเจ้าแห่งพระคัมภีร์  

  2.  เหตุใดคุณจึงคิดว่า แม้ว่าผู้คนจะประสบกับสถานการณ์ร้ายแรง แต่คนส่วนมากก็จะต่อสู้ดิ้นรนเพื่อรักษาชีวิตของพวกเขาเอาไว้ แม้ว่าชีวิตของพวกเขาจะเลวร้ายสักปานใดก็ตาม 
 
  3.  อภิปรายสิ่งที่ไม้กางเขนสอนเราเกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ และเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตแม้ชีวิตเดียว      
 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272