Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SS 3Qtr2016.Index > 4QTSSL2016. INDEX > บทที่ 1 กาลอวสาน : THE END > บทที่  2 สงครามแห่งประวัติศาสตร์ THE GREAT CONTROVERSY > บทที่  3 ท่านโยบยำเกรงพระเจ้าโดยไร้สาเหตุหรือ > บทที่  4 ความเจ็บปวดของพระเจ้าและมนุษย์  > บทที่  5 > > > > > >
.
บทที่  11 ออกมาจากพายุ
.
บทที่  11
ออกมาจากพายุ
OUT OF THE WIRLWIND
วันที่ 3 – 9 ธันวาคม 2016
 

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
โยบ บทที่ 38-39; ยอห์น 1:29; มัทธิว 16:13; 1 โครินธ์ 1:18-27; โยบ 40:1-4; โยบ 42:1-6; ลูกา 5:1-8

ข้อควรจำ
   “เมื่อเราวางรากฐานของแผ่นดินโลกนั้น เจ้าอยู่ที่ไหน ถ้าเจ้ามีความเข้าใจก็บอกเรามา” (โยบ 38:4)

ท่านโยบและเพื่อนของท่านแต่ละคน อาจมีความแตกต่างจากกันและกัน แต่พวกเขาเป็นอย่างเดียวกันในสิ่งหนึ่ง แต่ละคนมีหลายสิ่งที่จะพูดเกี่ยวกับพระเจ้า หรือในสิ่งที่พวกเขาเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเหมือนกับอะไร และส่วนมากที่พวกเขาพูดเราสามารถเห็นพร้องด้วย ยกตัวจากเช่น: “แต่ ขอถามสัตว์เดียรัจฉาน และมันจะสอนท่าน ถามนกในอากาศดู และมันจะบอกท่าน หรือพูดกับแผ่นดินโลก มันจะสอนท่าน และถามปลาทะเล มันจะประกาศแก่ท่าน ในสิ่งเหล่านี้มีสิ่งใดที่ไม่ทราบว่า พระหัตถ์ของพระเจ้าทรงกระทำให้เป็นไปอย่างนั้น ชีวิตของสิ่งที่มีชีวิตทุกอย่างอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ทั้งลมหายใจของมนุษย์ทั้งปวง” (โยบ 12:7-10) หรือแนวคิดต่อไปนี้: “พระเจ้าทรงผันแปรความยุติธรรมหรือ หรือองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผันแปรความชอบธรรมหรือ” (โยบ 8:3)
       หัวข้อเรื่อง ของพระธรรมโยบคือ “ความทุกข์ยากลำบาก” แต่จุดสำคัญคือการอภิปรายเรื่องของพระเจ้า ยกเว้นสองบทแรก องค์พระผู้เป็นเจ้ายังคงซ่อนพระองค์อยู่ พระเจ้าทรงอยู่เบื้องหลังฉาก อย่างต่อเนืองไปในพระธรรมเล่มนี้    
       แต่ทั้งหมดกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้พระเจ้าจะตรัสเพื่อพระองค์เอง
 
วันอาทิตย์    ออกมาจากพายุ  (โยบ 38:1)
                          OUT OF THE WHIRLWIND

       ศึกษา พระธรรม โยบ 38:1 “แล้วพระเจ้าทรงตอบออกมาจากพายุว่า” มีอะไรเกิดขึ้นตรงนี้ ที่แตกต่างจากสิ่งอื่นทั้งหมด ในการสนทนาที่ผ่านมา
       ทันทีทันใด และอย่างไม่คาดฝัน หลังจากองค์พระผู้เป็นเจ้าปรากฏในพระธรรมโยบในครั้งก่อน ตอนนี้พระเจ้าทรงปรากฏอีกครั้งหนึ่ง “พระเจ้าตรัสกับซาตานว่า “ดูเถิด เขาอยู่ในอำนาจของเจ้า จงไว้ชีวิตของเขาเท่านั้น” (โยบ 2:6)
      ไม่มีเบาะแสอะไรเพื่อเป็นการเตรียมตัวผู้อ่านเกี่ยวกับการปรากฏตัวอย่างฉับพลันของพระเจ้า พระธรรมโยบบทที่ 37 จบลงด้วยคำกล่าวของเอลีฮู และสิ่งต่อมาที่เราทราบคือ “พระเจ้าทรงตอบออกมาจากพายุ”
       คำว่า “ลมพายุ” มาจากภาษฮีบรูอาจหมายถึง “มรสุม” (storm) หรือ หรือแม้แต่ “พายุรุนแรง” (tempest) พระคัมภีร์เคยใช้คำนี้เชื่อมโยงกับ “การมาปรากฏของพระเจ้า” กับมนุษย์ (อ่าน พระธรรม อิสยาห์ 29:6; เศคาริยาห์ 9:14) อย่างกรณี ที่ท่านเอลียาห์ถูกรับขึ้นสวรรค์ใน “whirlwindดังข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า “และอยู่มาเมื่อถึงเวลาที่พระเจ้าจะทรงรับเอลียาห์ไปยังสวรรค์ด้วยพายุ” (2 พงศ์กษัตริย์ 2:1)
       การมาปรากฏของพระเจ้าต่อมนุษย์ พระคัมภีร์เรียกว่า “ธีโอฟานี” (theophany) คำว่า “ธีโอฟานี” มาจากภาษากรีกสองคำ: คือ “ธีโอ” “theo” หมายถึงพระเจ้า และ “ไพเน็น” (phainen) หมายถึง “ที่จะแสดง” ดังนั้นคำว่า “ธีโอฟานี” ก็คือการมาปรากฏของพระเจ้าแก่บุคคลหนึ่ง
       แน่นอนนี่ไม่ใช่เป็นโอกาสแรกเท่านั้นที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์แก่มนุษย์คนบาป แต่ละครั้งที่พระเจ้าทรงสำแดงแก่เหล่ามนุษย์ พระคัมภีร์ได้แสดงให้เห็นในเวลาเดียวกันว่าพระเจ้าทรงใกล้ชิดกับมนุษย์มากเพียงใด

       อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 15:1-6; ปฐมกาล 32:24-32; และ ยอห์น 1:29 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนเราเกี่ยวกับว่า พระเจ้าสามารถใกล้ชิดเรามากเพียงใด

       พระคัมภีร์สอนเราถึงความจริงยิ่งใหญ่ และสำคัญว่าพระเจ้าไม่ทรงอยู่ห่างไกลเรา พระองค์ไม่ทรงเนรมิตสร้างโลกเสร็จ เมื่อมนุษย์คู่แรกได้ละเมิดคำสั่งของพระองค์ แล้วทรงปล่อยเผ่าพันธุ์มนุษย์คนบาปให้เป็นไปตามยถากรรม แทนที่จะเป็นไปเช่นนั้น พระเจ้ายังคงอยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราโศกเศร้า ประสบความทุกข์ยาก หรือเผชิญกับสถานการณ์ร้ายใดๆ ในชีวิตนี้ เราสามารถรับรู้ได้ว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ใกล้ และเราสามารถไว้วางใจในพระองค์ได้

       การกล่าว “ที่จะเชื่อว่าพระเจ้าทรงอยู่ใกล้มนุษย์” เป็นสิ่งหนึ่ง แต่ที่ว่า “เรารู้สึกว่าเราอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า” มากเพียงใดเป็นอีกสิ่งหนึ่งแยกจากกัน เราสามารถเรียนรู้ที่มาเข้ามาใกล้พพระเจ้า เพื่อรับเอาความหวัง และการปลอบประโลมจากความสัมพันธุ์นี้ได้อย่าไร

วันจันทร์      คำถามของพระเจ้า  (โยบ 38:2)
                     GOD ‘S QUESTION

       หลังจาก ที่ท่านโยบรู้สึกเหมือนว่าพระเจ้าทรงเงียบไปแสนนาน ในที่สุดพระเจ้าทรงตรัสกับท่าน แต่สิ่งแรกที่พระเจ้าตรัสอาจไม่ใช่สิ่งที่ท่านโยบต้องการได้ยิน

       อ่าน พระธรรม โยบ 38:2 พระเจ้าทรงถามอะไรท่านโยบเป็นคำถามแรก และมีคำแนะนำอะไรในคำถามนั้น

       พระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม เราทราบว่าพระเจ้าทรงเอ่ยถามคำถามมนุษย์หลายครั้ง พระเจ้าทรงถามไม่ใช่เพราะองค์ไม่ทราบคำตอบ แต่ทรงทำก็เหมือนครูที่ดีทำเช่นนั้นบ่อยๆ พระเจ้าทรงตั้งคำถามเพราะว่าเป็นวิธีการที่ดีที่จะทำให้เราคิดเกี่ยวกับสถานการณ์ของเรา พระองค์ถามคำถามเพื่อทำให้เราเผชิญกับตัวเราเอง ช่วยเราให้ทำงานผ่านประเด็นต่างๆ และนำไปสู่ความเข้าใจอันถูกต้อง

       อ่านคำถามของพระเจ้าพบได้ใน พระธรรม ปฐมกาล 3:11; ปฐมกาล 4:9; 1 พงศ์กษัตริย์ 19:9; กิจการฯ 9:4; และมัทธิว 16:13 คุณคิดว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจึงถามคำถามเหล่านั้น พระองค์องค์ทรงกำลังเน้นตรงจุดไหน

       ท่านโยบมีหลายสิ่งจะพูดเกี่ยวกับพระเจ้า และเป็นที่ชัดเจนว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านโยบได้เข้าใจอีกหลายสิ่งที่ท่านไม่ทราบ หรือไม่เข้าใจเกี่ยวกับพระผู้สร้าง ในหลายลักษณะพระเจ้าทรงเปิดฉากถามท่านโยบที่บางถ้อยคำคล้ายกับของเพื่อนๆ ของท่าน ซึ่งเอ่ยกับท่านโยบก่อนหน้านั้น (อ่าน โยบ 8:1, 2; โยบ 11:1-3; โยบ 15:1-3)

       สมมติพระเจ้าจะถามคุณด้วยคำถามเกี่ยวกับสถานะด้านจิตวิญญาณของคุณเดี๋ยวนี้ คุณคิดว่าพระองค์จะถามอะไร และคุณจะตอบว่าอย่างไร คำถามของพระเจ้า และคำตอบของคุณจะสอนอะไรเกี่ยวกับตัวคุณเอง

วันอังคาร   พระผู้เป็นเจ้าในฐานะผู้ทรงสร้าง  (โยบ 38:4-41)                 
                   THE LORD AS CREATOR
     

       อ่าน พระธรรม โยบ 38:4-41 พระเจ้าทรงถามคำถามอะไรท่านโยบ และอะไรคือวัตถุประสงค์ของคำถามเหล่านี้

      ถ้าท่านโยบคาดหวังจะได้รับคำอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับว่าเหตุใดเหตุการณ์ที่น่ากลัวเหล่านี้เกิดขึ้นกับท่าน ท่านจะไม่ได้รับ แทนที่ท่านจะได้รับคำตอบ ท่านจะได้รับคำถาม “เชิงโวหาร” (rhetorical) ที่แสดงให้เห็นว่าฤทธานุภาพแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าความเข้าใจอันมีขีดจำกัดของท่านโยบ จากการเปรียบเทียบกับชีวิตของท่านโยบซึ่งสั้นกว่า และความฉลาดไปไม่อาจเทียบกับพระเจ้าได้
       อย่างเช่นพระเจ้าทรงถามว่า “เมื่อเราวางรากฐานของแผ่นดินโลกนั้นเจ้าอยู่ที่ไหน ถ้าเจ้ามีความเข้าใจก็บอกเรามา”(โยบ 38:4) พระเจ้าทรงทบทวนฉากแรกสุดบางฉากในพระธรรมปฐมกาล ยกตัวอย่างเช่น การเริ่มต้นของแผ่นดินโลก ทะเล แสงสว่าง และความมืด และแล้วพระเจ้าทรงตรัสโดยการใช้คำ ที่มีความหมายตรงกันข้ามในเชิงขบขัน (ironically) ว่า “เจ้าคงรู้เพราะเจ้าเกิดมาแล้ว อายุของเจ้าก็มากเหลือหลาย” (โยบ 38:21) เป็นเชิงเปรียบเทียบว่าท่านโยบมีชีวิตอยู่ในช่วงสั้นๆ และขาดเขลา
       จากนั้นพระเจ้าทรงชี้ไปยังสิ่งอัศจรรย์ และความลึกลับนานัปการแห่งการทรงสร้าง และอีกครั้งหนึ่งพระเจ้าทรงใช้“คำถามเชิงโวหาร” อีกเป็นชุด คำถามเหล่านี้ครอบคลุมการวางรากฐานของโลก และความหัศจรรย์ของฟ้าอากาศ และแม้แต่ดวงดาวทั้งหลาย
       “เจ้ามัดดาวลูกไก่ให้เป็นกลุ่มได้หรือ หรือแก้เครื่องผูกดาวไถได้หรือ” (โยบ 38:31)
         “เจ้านำดาวนักษัตรออกมาตามฤดูของมันได้หรือ” (โยบ 38:32)  “หรือเจ้านำทางของดาวจระเข้ และลูกของมันได้ไหม” (โยบ 8:32) 
        จากนั้นพระเจ้าทรงชี้ให้ท่านโยบย้อนกลับไปยังแผ่นดินโลก ในทุกสิ่งจากการมองเห็นล่วงหน้า หรือความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของมนุษย์ (insight) ว่า “ใครให้สติปัญญาแห่นกกุลา หรือให้ความเข้าใจแก่พ่อไก่” (โยบ 38:36) สำหรับคำพรรณนาถึงสัตว์ป่า (โยบ 38:39-41) การพรรณนาในรายละเอียดของสัตว์ป่าพบในพระธรรมโยบ บทที่ 39 ถ้าพระธรรมโยบได้ถูกเขียนขึ้นในปัจจุบัน องค์พระผู้เป็นเจ้าอาจได้เขียนว่า “มีอำนาจอะไรเหนี่ยวนำในเชิงฟิสิกส์ของ “โปรตอน” (proton) เข้าด้วยกัน และ “นิวตรอน” (neutron) ก็เช่นกัน และ “และเจ้าอยู่ที่ไหนเมื่อเราได้วัดหน่วยของมวลสาร” (a unit measure of mass, used in physics) “นั่นไม่ใช่สติปัญญาของท่านใน “ความโน้มถ่วง” (gravity) ซึ่ง “โน้มน้าว” (bends) อวกาศและเวลาหรือ      
       คำตอบทั้งหมดสำหรับคำถามเหล่านี้เป็นอย่างเดียวกัน: ไม่ใช่แน่นอน ! ท่านโยบไม่ได้อยู่ตรงนั้นไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใดก็ตาม ท่านโยบมีความรู้เพียงเล็กน้อยไม่ว่าจะเป็นสิ่งมหัศจรรย์ใดๆ ที่พระเจ้าทรงตรัสถึง จุดประสงค์ของพระเจ้า คือการชี้ให้ท่านโยบทราบว่า สติปัญญา หรือความรู้ที่ท่านโยบกล่าวเกี่ยวกับพระเจ้าเมื่อเปรียบเทียบกับคนเหล่านั้นเป็นสิ่งถูกต้อง กระนั้นท่านโยบก็มีความรู้เพียงเล็กน้อยในเรื่องความลึกลับแห่งการเนรมิตสร้างของพระเจ้า

วันพุธ      ปัญญาของผู้มีปัญญา   (1 โครินธ์ 3:19)              
               THE WISDOM OF THE WISE

       จากความคิดเห็นของเราในวันนี้ เป็นการง่ายที่จะศึกษาคำถามต่างๆ ที่พระเจ้าทรงตรัสถามท่านโยบ และตระหนักว่ามนุษย์เราเป็นผู้เล็กน้อยหมือนท่านโยบ ผู้มีชีวิตอยู่เมื่อหลายพันปีก่อนที่จะเข้าใจเกี่ยวกับการทรงสร้างโลก ก่อนหน้านั้นไม่มีใครเข้าใจ จนกระทั่งช่วงปี ค.ศ. 1500 ที่มนุษย์ (อย่างน้อยบางคนในพวกเขา) ได้เข้าใจว่าโลกของเราโคจรตามวงโคจรของมันรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใช้เวลา 1 ปี (365 วันกับ 6 ชั่วโมง) และโลกของที่เราอาศัยอยู่หมุนรอบแกนของมันเอง 1 รอบใช้เวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งทำให้เกิดเป็นกลางวันและกลางคืน
      ขอบคุณที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทำให้เราทราบในธรรมชาติของโลก ที่ผู้คนในสมัยพระคัมภีร์ไม่ทราบในเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ดีแม้ความรู้ทั้งหมดที่เราได้รับมา เราซึ่งเป็นมนุษย์ยังมีข้อจำกัดในความเข้าใจในธรรมชาติของโลก และการถือกำเนิดของโลกในครั้งแรก

       อ่านทบทวนคำถาม ที่พระเจ้าทรงถามโยบใน พระธรรมโยบ บทที่ 38, 39 ผู้คนในสมัยนี้จะตอบคำถามเหล่านั้นได้ดีกว่าเพียงใด
      เป็นความจริงที่ว่า “วิทยาศาสตร์” ได้สำแดงให้เราเห็นสิ่งต่างๆที่ครั้งหนึ่งถูกซ่อนไว้จากความเข้าใจของเรา แต่ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายสำหรับที่เราจะเรียนรู้ ในหลายลักษณะว่ายังห่างไกลจากการที่จะขจัดการอัศจรรย์ และความลึกลับของพระเจ้าแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าออกไป วิทยาศาสตร์ได้ทำให้สรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างมีความน่าสนใจมากขึ้น วิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของโลกมีความมหัศจรรย์และล้ำลึกเพียงใด ซึ่งความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ผู้คนในรุ่นอายุก่อนๆ ไม่ทราบอะไรที่เราทราบเดี๋ยวนี้
       “สิ่งลี้ลับทั้งปวงเป็นของพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเราทั้งหลาย แต่สิ่งที่ทรงสำแดงนั้น เป็นของเราทั้งหลาย และลูกหลานของเราเป็นนิตย์ เพื่อเราจะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของกฏหมายนี้” (เฉลยธรรมบัญญัติ 29:29) คำถามที่ว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกอย่างไร พระองค์ไม่เดยสำแดงให้มนุษย์ได้ประจักษ์ วิทยาศาสตร์ของมนุษย์ไม่อาจค้นคว้าความลึกลับของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด เราไม่อาจเข้าใจ “พระชนม์ชีพ” และ “ฤทธานุภาพ” ของพระเจ้าได้”  (เอลเลน จี. ไว้ท์ บรรพชน กับผู้เผยพระวจนะ  หน้า 113)

       อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 3:19 และ 1 โครินธ์ 1:18-27 เราควรจะได้รับ “การเตือน” อะไรจากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เกี่ยวกับข้อจำกัดยิ่งใหญ่ในความรู้ของมนุษย์?
        แม้มนุษย์จะรวบรวมความรู้ต่างๆเพิ่มขึ้นตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา แต่การทรงเนรมิตสร้างของพระเจ้ายังคงเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ และความลี้ลับ ซี่งมนุษย์เรามีความเข้าใจได้น้อยมาก ยิ่งเราเรียนรู้ในการทรงสร้างของพระเจ้ามากขึ้นเท่าไร เรายิ่งทึ่งในความลึกลับที่ประกฏให้เห็น ในทางใดที่การสร้างโลกเป็นเหตุทำให้คุณกล่าวสรรเสริญฤทธานุภาพของพระเจ้า
วันพฤหัสบดี    การกลับใจใหม่ในธุลี และขี้เถ้า
                           (โยบ 40:1- 4; โยบ 42:1-6)                                                                                                                                                                                                                
                             
REPENTING IN DUST AND ASHES
 
       อ่าน พระธรรม โยบ 40:1-4 และ โยบ 42:1-6 ท่านโยบพูดอะไรกับพระเจ้าภายหลังพระเจ้าทรงทรงสำแดงพระองค์ให้ท่านโยบรับรู้
       เป็นที่ชัดเจนว่าท่านโยบได้รับผลกระทบอย่างยิ่งจากการที่พระเจ้าทรงสำแดงแก่ท่าน ข้อมูลความจริงใน พระธรรมโยบ 42:3 ท่านโยบกล่าวว่า “นี่ใครหนอที่ซ่อนคำปรึกษาด้วยไร้ความรู้ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่พระองค์ไม่เข้าใน” (โยบ 42:3)  ตรงนี้ท่านโยบกล่าวทบทวนคำถามแรกที่พระเจ้าตรัสถามท่าน ตอนนี้ท่านโยบทราบคำตอบ: เป็นท่านโยบเองพูดเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านไม่ทราบจริงๆ
       สังเกตด้วย สิ่งที่ท่านโยบกล่าวในพระธรรม โยบ 42:5 ท่านเพียงได้ยินเกี่ยวกับพระเจ้าก่อนหน้านี้ แต่บัดนี้ท่านได้เห็นพระเจ้า และตอนนี้ท่านมีความเข้าใจพระเจ้าดีขึ้น ขณะเดียวกันท่านโยบได้เห็นตัวท่านเองในสภาพจริงที่ท่านเป็นอยู่ นั้นคือสิ่งที่ท่านรู้สึกตามที่เป็นไปเดี๋ยวนี้ และท่านรู้สึก “เกลียดชัง” ความบาปผิดของท่าน ท่านจึงกลับใจด้วยการนั่งในผงคลีดิน และขี้เถ้า

       อ่าน พระธรรม อิสยาห์  6:1-5 และ ลูกา 5:1-8 การพรรณนาความรู้สึกตรงนี้เกือบจะเหมือนกับความรู้สึกของท่านโยบอย่างไร
 
       มีอะไรที่เราพบในกรณีเหล่านี้เป็นตัวอย่าง หรือกุญแจแห่งความจริงของพระคัมภีร์ ซึ่งต่างสำแดงให้แห็นความผิดบาปของมนุษย์ ยกเว้นท่านโยบที่พระคัมภีร์บันทึกว่า “ท่านโยบเป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้า และหันเสียจากความชั่วร้าย” (โยบ 1:1) ซาตานทำงานหนักที่จะหันเหท่านโยบให้ต่อต้านพระเจ้า แต่ท่านโยบยืนหยัดไม่หวั่นไหว เราได้พบว่าท่านโยบเข้มแข้งหนักแน่น สัตย์ซื่อในความเชื่อที่มีในองค์พระผู้เป็นเจ้า
       กระนั้นมีอะไร ตามเราได้อ่านใน พระธรรม อิสยาห์ และ เปโตร ที่ได้มองเห็นพระสิริแวบหนึ่งแห่งความชอบธรรมและ ฤทธานุภาพของพระเจ้า ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้ท่านโยบรู้สึกว่าตนมีความผิดบาป และรู้สึกว่าตนเป็นคนเล็กน้อย และมีความบาปเต็มล้น นอกเหนือจากพระเจ้า เราทั้งมวลต่างล้มลงในความบาป ความบาปได้ทำให้เสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า ธรรมชาติส่วนลึกของเราเป็นที่ขัดเคืองพระทัยของพระเจ้า ไม่มีใครกระทำการดีเพียงพอ ที่จะช่วยตนเองให้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าได้ นั่นคือสาเหตุที่เราทุกคนต้องการ “พระคุณ” แม้ใครคนหนึ่งจะเป็นคน “ดีที่สุด” ท่ามกลางพวกเรา เหล่าคนที่เหมือนกับท่านโยบ ผู้ที่ยืนหยัด และหาที่ติไม่ได้ เป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้า และหลีกเลี่ยงสิ่งชั่วร้าย แม้แต่ท่านโยบยังต้องการพระผู้ช่วยให้รอด ดังนั้นเราต้องการใครสักคนเพื่อทำการแทนเราในสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเราเอง ช่างเป็นข่าวดี เรามีสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด และยิ่งกว่านั้นอีกในองค์พระเยซู คริสต์เจ้า

       ลองจินตนาการตัวคุณเอง เดี๋ยวนี้ ยืนอยูตรงพระพักตร์ของพระเจ้า คุณคิดว่าคุณจะรู้สึกอย่างไร หรือทำตัวอย่างไรต่อพระพักตร์ของพระองค์


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       “พระเจ้าทรงอนุญาตให้แสงสว่างฉายลงบนโลกวิทยาศาสตร์ และศิลปะ แต่เมื่อมนุษย์แห่งวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องหรือคิดเกี่ยวกับวิชาเหล่านี้จากทัศนะของมนุษย์ พวกเขาจะบรรลุแนวคิดผิด สมมติพวกเขาแยกพระวจนะของพระเจ้าออกไป และพยายามอธิบายงานแห่งการทรงสร้างของพระเจ้าผ่านหลักการทางวิทยาศาสตร์ ในกรณี้พวกเขาจะล่องลอยออกจากเป้าหมายเหมือนนักเดินเรือที่ไม่มีแผนที่ และไม่มีเข็มทิศ เมื่อวิ่งเรือไปบนท้องทะเลที่ไม่รู้จัก มันสมองที่ยิ่งใหญ่ถ้าไม่มีพระวจนะของพระเจ้าเป็นเครื่องนำทาง เมื่อทำการค้นคว้าก็จะเกิดความสับสน และจะอธิบายการค้นคว้าว่าวิทยาศาสตร์ และพระเจ้าแตกต่างจากกัน เพราะว่าพระผู้สร้าง และงานของพระองค์อยู่ไกลเกินกว่าความเข้าใจอันจำกัดของมนุษย์ พวกเขาไม่อาจอธิบายพระผู้สร้าง และงานของพระองค์โดยกฏธรรมชาติ พวกเขาจะคิดว่าประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ไม่เป็นความจริง เหล่าผู้กังขาข้อความที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เดิม และพระคัมภีร์ใหม่จะถูกนำไปสู่ความสงสัย พวกเขาจะเหมือนได้สูญเสียสมอเรือไป และเรือของพวกเขาจะถูกพายุพัดไปชนกับหินโสโครกแห่งความไม่สัตย์ซื่อ” (เอลเลน จี. ไว้ท์ บรรพชน กับผู้เผยพระวจนะ  หน้า 113

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  มองไปยัง “คำแถลง” ของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ในหัวข้อศึกษาของวันศุกร์ เอลเลน จี. ไว้ท์ ได้เตือนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะในพื้นที่ของ “วิทยาศาสตร์” มีสิ่งบ้างที่วิทยาศาสตร์สอนต่อต้านกับพระวจนะของพระเจ้า
  2.  อัลเฟรด นอร์ธ ไวท์เฮด นักคณิตศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง และนักเขียน ผู้มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800  กล่าวไว้ว่า “เจ็ดสิบปีที่แล้วผมยังเป็นเด็กหนุ่มในมหาวิทยาลัยแห่งเคมบริดจ์ ผมได้รับการสอนเรื่องวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ โดยอาจารย์ผู้ชาญฉลาด และผมทำคะแนนได้ดีเยี่ยม นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา ผมได้ดำเนินชีวิต และได้เห็นหลักการแห่งความจริงทุกข้อ ที่ผมเคยแยกไว้ต่างหากเพราะว่าคิดว่าเป็นสิ่งผิดแต่กระนั้น ในหลักฐานต่างๆ กับการค้นพบทฤษฎีใหม่ต่างๆในด้านวิทยาศาสตร์กำลังพูดว่า “เดี๋ยวนี้ในที่สุด เรามีความจริง” (จาก เอ. เอ็น. ไวท์เฮด Dialogues of Alfred North Whitgehead) สิ่งนี้ควรได้บอกเราเกี่ยวกับว่าเราจะต้องใช้ความระมัดระวังมากเพียงใด ถ้าเราจำเป็นต้องรับเอาสิ่งที่ “มันสมองของผู้มีชื่อเสียง” เหล่านั้นสอนจากหลักการทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะที่คำสอนของพวกเขาขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272