Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SS 3Qtr2016.Index > 4QTSSL2016. INDEX > บทที่ 1 กาลอวสาน : THE END > บทที่  2 สงครามแห่งประวัติศาสตร์ THE GREAT CONTROVERSY > บทที่  3 ท่านโยบยำเกรงพระเจ้าโดยไร้สาเหตุหรือ > บทที่  4 ความเจ็บปวดของพระเจ้าและมนุษย์  > บทที่  5 > > > > > > >
.
บทที่  12   พระผู้ไถ่ของท่านโยบ
.
บทที่  12
  พระผู้ไถ่ของท่านโยบ
JOB ‘S REDEEMER
วันที่ 10 – 16  ธันวาคม 2016
 
บ่ายวันสะบาโต   
 

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
โยบ 19:25-27; ยอห์น 1:1-14; โยบ 10:4, 5; ลูกา 2:11; กาลาเทีย 4:19; ลูกา 9:22

ข้อควรจำ    แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป กระนั้นเราทั้งหลายก็ยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโบยตีและข่มใจ” (อิสยาห์ 53:4)

พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านโยบอย่างฉับพลัน ในบทที่ 38 การปรากฏของพระเจ้านับว่าเป็นจุดสุดยอดของพระธรรมโยบ สุดสุดยอดมีความตื่นเต้น และเป็นส่วนมีพลังยิ่งของเรื่อง สิ่งนี้เกิดก่อนที่พระธรรมนี้จะปิดฉากลง พระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านโยบในฤทธานุภาพ และการอัศจรรย์ สิ่งนี้นำท่านโยบให้สารภาพบาป และกลับใจใหม่ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงว่ากล่าวเพื่อนทั้งสามของท่านโยบ และท่านโยบ อธิษฐานเผื่อพวกเขา “และพระเจ้าทรงให้โยบกลับสู่สภาพดี เมื่อท่านอธิษฐานเผื่อสหายของท่าน และพระเจ้าประทานให้โยบมีมากเป็นสองเท่าของที่มีอยู่ก่อน” (โยบ 42:10) และท่านโยบมีชีวิตยืนนานหลายปีหลังจากนั้น
       จะต้องมีหลายอย่างเพิ่มเข้าไปในเรื่อง และสิ่งนั้นคือ ซึ่งได้แสดงให้เห็นในหลายศตวรรษต่อมา ในพระเยซู และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนกางเขน ในพระเยซูองค์เดียวเท่านั้น เราได้พบพลังอำนาจ และคำตอบที่ให้การหนุนใจ ขณะที่พระธรรมโยบไม่ให้คำตอบอย่างเต็มที่
       
วันอาทิตย์       พระผู้ไถ่ชีวิตของข้าพเจ้า  (โยบ 19:25-27)
                             MY REDEEM LIVES

       เมื่อพระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านโยบ ในบทที่ 38 พระองค์ทำให้พระองค์เป็นที่รู้จักแก่ท่านโยบว่าทรงเป็นพระผู้สร้าง ผู้ซึ่ง “ใครเซาะช่องให้กระแสฝน และทำทางให้ฟ้าผ่า ให้นำฝนมายังแผ่นดินที่ไม่มีคนอยู่ และบนถิ่นทุรกันดารซึ่งไม่มีมนุษย์ที่นั่น” (โยบ 38:25, 26) แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราไม่เพียงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์ทรงมีพระนามสำคัญอีกในตำแหน่ง และพันธกิจเช่นกัน

       อ่าน พระธรรมโยบ 19:25-27 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนอะไรเรา เกี่ยวกับความหวังแห่งความรอด

       จากข้อพระคัมภีร์อันมีชื่อเสียงเหล่านี้ ท่านโยบแสดงให้เห็นว่าท่านมีความรู้เรื่องพระผู้ไถ่ ท่านแสดงให้เห็นว่าเมื่อผู้คนตายลง ผู้มีความเชื่อในพระเยซูมีความหวังไกลเหนือหลุมฝังศพ และความหวังนี้จะพบได้ในพระผู้ไถ่ ผู้จะทรงเสด็จกลับมายังโลกอีกในวันข้างหน้า
       ถ้อยคำเหล่านี้ของท่านโยบชี้ไปยังความจริงสำคัญที่สุดในพระคัมภีร์: ว่านอกจากพระเจ้าจะทรงเป็นพระผู้ไถ่ของเรา ของเราแล้ว พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างของเราด้วย เราดำรงชีวิตอยู่ในโลกแห่งความบาป คนบาปที่จะตายในความบาปของพวกเขาตลอดไป ดังนั้นเราต้องการพระผู้สร้าง และพระผู้ไถ่ซึ่งพระเยซูองค์เดียวจะตอบโจทย์ข้อนี้ได้ (อิสยาห์ 48:13-17) และจากการที่พระองค์ทรงทำการทั้งสองอย่าง (พระผู้สร้าง และพระผู้ไถ่) เราจึงมีความหวังยิ่งใหญ่แห่งชีวิตชั่วนิรันดร์

        อ่าน พระธรรม ยอห์น 1:1-14 ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ท่านอัครทูตยอห์นผู้เขียนได้รับการดลใจ ให้ผสานตำแหน่งพันธกิจของพระเยซู ว่าทรงเป็นพระผู้สร้าง และพระผู้ไถ่ของเราได้อย่างลงตัวอย่างไร

       ยอห์น 1:1 เป็นเบาะแสชัดเจน หรือ นำจิตใจของเราย้อนไปยัง ปฐมกาล 1:1 ซึ่งชี้ไปยังพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างและ ยอห์น 1:10-12 แสดงการเชื่อมโยงระหว่างพระคริสต์ในฐานะเป็นพระผู้สร้าง และทรงดำเนินพันธกิจเป็นพระผู้ไถ่ “พระองค์ทรงอยู่ในโลก ซึ่งพระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาทางพระองค์ แต่โลกหาได้รู้จักพระองค์ไม่ พระองค์ได้เสด็จมายังบ้านเมืองของพระองค์ และชาวบ้านชาวเมืองของพระองค์ไม่ต้อนรับพระองค์ แต่ส่วนบรรดาที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า” (ยอห์น 1:10-12) ทั้งนี้เพราะพระเยซูคือพระผู้สร้าง พระองค์จึงทรงเป็นพระผู้ไถ่ของเราเช่นกัน

       ถ้าเรามีเฉพาะพระผู้สร้าง แต่ไม่มีพระผู้ไถ่ จะมีความหวังอะไร คำตอบที่คุณให้จะกล่าวเกี่ยวกับว่า เหตุใดพระเยซูในฐานะพระผู้ไถ่จึงมีความสำคัญยิ่งยวดสำหรับเรา


วันจันทร์    บุตรของมนุษย์  (โยบ 10:4, 5)
                   THE SON OF MAN

       หลายบทก่อนหน้าของพระธรรมโยบ เมื่อเราได้มองภาพอย่างไวๆ เราได้เห็นการต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างพระคริสต์และซาตานว่าเป็นจริงเพียงไร อย่างที่เราทราบ การสงครามดังกล่าวเริ่มต้นในสวรรค์ ภายหลังได้ย้ายสมรภูมิลงยังโลก (อ่าน วิวรณ์ 12:7-12) ในพระธรรมโยบเราได้พบหัวข้อเดียวกัน: การสงครามในสนวรรค์ที่ย้ายลงมายังโลก สงสารแต่ท่านโยบการสงครามในโลกตอนนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ท่านโยบ

       อ่าน พระธรรม โยบ 10:4, 5 ท่านโยบได้บ่นเรื่องอะไร  และท่านได้มุ่งตรงไปจุดไหน
 
       จุดมุ่งของท่านโยบนั้นง่าย ท่านบ่นกับพระเจ้าว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า เป็นผู้มีอำนาจเหนือจักรวาลในฐานะทรงเป็นพระผู้สร้าง พระองค์จะทรงทราบไหมว่าการเป็นมนุษย์นั้นเหมือนกับอะไร ที่จะต้องทนกับความทุกข์ยากลำแสนเข็ญ

       อ่าน พระธรรม ลูกา 2:11; ยอห์น 1:14; ลูกา 19:10; มัทธิว 4:2; 1 ทิโมธี 2:5 และ ฮีบรู 4:15  ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ตอบการบ่นของท่านโยบอย่างไร

       การบ่นของท่านโยบคือ พระเจ้าไม่ใช่มนุษย์ และด้วยเหตุนี้พระองค์จึงไม่เข้าใจถึงความทุกข์เดือดร้อนของมนุษย์ แต่พระเจ้าตอบข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างครบถ้วน และสมบูรณ์แบบเมื่อพระเยซูมาบังเกิดในเนื้อหนังของมนุษย์ในโลก พระเยซูไม่ทรงสูญเสียธรรมชาติความเป็นพระเจ้าของพระองค์ แต่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์อย่างเต็มๆ ขณะที่อยู่ในรูปร่างของมนุษย์ พระองค์ทราบถึงรสชาติของความทุกข์เจ็บปวด และการต่อสู้ดิ้นรน เหมือนท่านโยบ ที่มนุษย์ทั้งมวลได้ประสบ ที่จริงแล้วตลอดพระกิตติคุณทั้งสี่ เราได้อ่านว่าพระเยซูต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบาก ความอับอายเจ็บปวดรวดร้าวเพียงใดในความเป็นมนุษย์ของพระองค์
       การมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระเยซูทรงปฏิสนธิ์ในครรภ์มารดา และคลอดออกมาเป็นทารก ไม่ใช่การจุติมาเป็นผู้ใหญ่หรือการสวมทับแต่อย่างใด พระเยซูทรงรับเอาธรรมชาติ และดำรงชีวิตอย่างบุคคลทั่วไป...พระองค์ทรงบังเกิด มีเลือดเนื้อ เหมือนกับคนทั้งหลายในเนื้อหนังแห่งความบาป” (ข้อคิดเห็นของ เอลเลน จี. ไว้ท์ The SDA Bible Commentary, เล่ม 5, หน้า 1124)

       ใคร่ครวญในคำกล่าวที่ว่า “พระเยซูทรงรับธรรมชาติของมนุษย์” นั่นหมายความว่าอย่างไร สิ่งนี้ควรได้บอกคุณเกี่ยวกับว่า พระองค์ทรงเชื่อมโยงใกล้ชิดกับคุณมากเพียงใด ในการต่อสู้ดิ้นรนใดๆ ที่คุณกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

วันอังคาร     การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์  (1 ยอห์น 2:6)                
                    THE DEATH OF CHRIST  

   

       อ่าน พระธรรม 1 ยอห์น 2:6 และ กาลาเทีย 4:19 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับพระเยซูว่าเราควรจะคิดเกี่ยวกับพระองค์อย่างไร
       อย่างปราศจากคำถาม พระเยซูทรงเป็นต้นแบบของมนุษย์ ชีวิต และพระอุปนิสัยของพระองค์เป็นแบบอย่าง ผู้ติดตามพระองค์ควรเลียนแบบ (copy) ของพระองค์ และโดยความช่วยเหลือในพระคุณของพระเจ้า ให้เราดำเนินชีวิตตามตัวอย่างชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ที่พระเจ้าทรงเรียกเราให้ดำเนินตาม
       กระนั้นพระเยซูไม่ได้เสด็จมายังโลกนี้ เพื่อดำเนินชีวิตของพระองค์เป็นต้นแบบให้เราเท่านั้น ในสถานการณ์การเป็นคนบาปของเรา ทรงเรียกเราไม่ให้เพียงเติบโตในด้านอุปนิสัยเท่านั้น แต่เรียกให้เราเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในอุปนิสัยของเรา คือการก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการก่อรูปตามพระฉายาของพระองค์ ซึ่งเป็นงานสำคัญของพระเยซู ผู้ทรงเป็นพระผู้ไถ่ของเรา แต่จะว่าไปเราต้องการมากกว่านั้นอีก เราต้องการให้พระองค์เป็นตัวแทนของเรา เพื่อจ่ายค่าจ้างความบาปให้กับเรา จึงกล่าวได้ว่าพระเยซูไม่เพียงเสด็จมาดำเนินชีวิตเป็นตัวอย่างอันสมบูรณ์แก่เราเท่านั้น หากพระองค์ได้ทรงเสด็จมาสิ้นพระชนม์แทนที่เรา ที่เราสมควรจะได้รับด้วยในเวลาเดียวกัน

       อ่าน พระธรรม มาระโก 8:31; ลูกา 9:22; ลูกา 24:7; และ กาลาเทีย  2:21 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับว่า เหตุใดการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์จึงมีความสำคัญสำหรับเรา

       การเชื่อฟังพระบัญญัติเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาพระบัญญัติไม่ได้ช่วยคนบาปให้รอดได้ ด้วยเหตุผลนี้ พระคริสต์จึงต้องสิ้นพระชนม์เพื่อเรา “ถ้าเช่นนั้นธรรมบัญญัติขัดแย้งกับพระสัญญาของพระเจ้าหรือ ไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะว่าถ้าทรงตั้งธรรมบัญญัติอันอาจทำให้คนมีชีวิตอยู่ได้ ความชอบธรรมก็จะมีได้โดยธรรมบัญญัตินั้นจริง” (กาลาเทีย 3:21) ถ้าพระบัญญัติสามารถช่วยให้คนบาปรอดได้ พระคริสต์ก็ไม่ต้องเสด็จมาสิ้นพระชนม์ จึงกล่าวได้ว่ามีเพียงชีวิต และตัวอย่างอันสมบูรณ์แบบสามารถช่วยเราได้ และพระคริสต์ทรงเสด็จมา “เป็นเครื่องบูชาที่ลบบาปได้ตลอดไป” (ฮีบรู 10:12)

       บันทึกประวัติการถือรักษาพระบัญญัติของคุณเอง แสดงให้เห็นว่าเหตุใดคุณต้องการพระคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แทนความบาปของคุณ

 

วันพุธ    ความทุกข์เจ็บปวดของบุตรมนุษย์ (อิสยาห์ 53:1-6)    

​              THE SUFFERINGS OF THE SON OF MAN


       อ่าน พระธรรม อิสยาห์ 53:1-6 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับความ ความเจ็บปวดรวดร้าวขององค์พระผู้เป็นเจ้าบนไม้กางเขนอะไรบ้าง

       พระธรรม อิสยาห์ 53:4 กล่าวว่า “แน่ทีเดียวท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลาย และหอบความเจ็บปวดของเราไป กระนั้นเราทั้งหลายยังถือว่าท่านถูกตี คือพระเจ้าทรงโปยตี และข่มใจ” ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้กล่าวว่า พระเยซูทรงแบกรับเอาความทุกข์โศกเศร้าของมนุษย์ นั่นหมายถึงความโศกเสร้า และทุกข์ระทมของท่านโยบด้วย และไม่ใช่ความทุกข์ทรมานของท่านโยบเพียงคนเดียว แต่ของคนทั้งโลกด้วย เป็นเพราะความบาปของมวลมนุษย์ที่เคยมีชีวิตอยู่นั่นเอง ที่พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขาเพื่อเขาทั้งปวงเหล่านั้น
       ที่ไม้กางเขนเท่านั้นเราสามารถเข้าใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับพระธรรมโยบ ตรงนี้เรามีพระเจ้าองค์เดียวที่สำแดงพระองค์แก่ท่านโยบ ความโศกเศร้า และความเสียใจที่เราแต่ละคนประสบ พระองค์ทรงรับเอาไปทั้งหมด จากนั้นไม่มีใครสามารถบรรยายให้พระเจ้าฟังเรื่องความทุกข์เดือดร้อนของมนุษย์ได้ โดยเฉพาะเมื่อพระเยซูทรงแบกรับความทุกข์เจ็บปวดรวดร้าว และความทรมานเต็มพิกัดที่ความบาปได้แพร่ไปทั่วโลก ได้รวมตัวกันโถมทับพระองค์ เราเองรู้สึกได้แต่ความโศกเศร้าระทมทุกข์ส่วนตัวของเราเอง แต่บนไม้กางเขนพระเยซูทรงมีประสบการณ์แสนสาหัสดังกล่าวทั้งหมดทั้งสิ้น
       พระเจ้าเอ่ยถามท่านโยบว่า “เจ้ารู้จักกฏของฟ้าสวรรค์หรือเปล่า เจ้าตั้งฟ้าสวรรค์ให้ครอบครองแผ่นดินโลกได้หรือ”(โยบ 38:33) พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่เราทั้งหลายรู้สึกทึ่งสุดๆ เมื่อได้เข้าใจว่า พระองค์ทรงสร้าง “กฏครอบครองฟ้าสวรรค์”และพระองค์ทรงมาเกิดในร่างของมนุษย์คนหนึ่ง และที่สุดทรงสิ้นพระชนม์เพื่อ “เพื่อโดยทางความตายนั่นเองพระองค์จะได้ทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้” (ฮีบรู 2:14)
       ด้วยการตรึกตรองไม้กางเขนไว้ในจิตใจ พระธรรมโยบจะทำให้เกิดความรู้สึกมีเหตุมีผลกว่าโดยไม่มี (เรื่องไม้กางเขน) ด้วยเหตุนี้เอง ไม้กางเขนได้ตอบคำถามหลายข้อ ที่พระธรรมโยบตั้งคำถามไว้ แต่ไม่มีคำตอบให้ทราบ และคำถามยิ่งใหญ่ที่สุดของทั้งหมดถามว่า “เป็นการยุติธรรมเพียงใดสำหรับพระเจ้าผู้สถิตในสวรรค์ ขณะที่ท่านโยบอยู่บนโลกถูกบังคับให้ต้องแบกรับความทุกข์สาหัสสากรรจ์ ทั้งหมดก็เพื่อจะปฏิเสธข้อกล่าวหาของซาตาน ไม้กางเขนแสดงให้เห็นว่าไม่ท่านโยบ หรือมนุษย์คนใดต้องพบกับความทุกข์ขมขื่นเพียงใด ในโลกนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเต็มพระทัยยินดีแบกรับสิ่งที่เลวร้าย และรุนแรงกว่าใครๆสามารถจะรับได้ พระองค์ทรงต้องประสบกับความทุกข์เจ็บปวดสุดแสน เพื่อจะประทานความหวังจากพระสัญญาแห่งความรอดได้
       ท่านโยบมองพระเจ้าในฐานะพระผู้สร้าง ภายหลังไม้กางเขน เรามองเห็นพระองค์ในความเป็นพระผู้เนรมิตรสร้าง และพระผู้ไถ่ ถ้าจะกล่าวให้ชัดเจน เรามองเห็นพระองค์เป็นพระผู้สร้าง ผู้ได้กลายเป็นพระผู้ไถ่บาป (ฟีลิปปี 2:6-8) และการทำเช่นนั้น พระเยซูต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสจากความบาปในลักษณะที่ไม่มีมนุษย์คนใด แม้ท่านโยบสามารถจะแบกรับได้

วันพฤหัสบดี    ซาตานถอดหน้ากากออก (ยอห์น 12:30-32)                                                                                                                                                                                                                
                              SATAN UNMASKED

       อ่าน พระธรรม โยบ 12:30-32. พระเยซูทรงตรัสว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับซาตาน อันเป็นผลมาจากไม้กางเขน และการต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่พระหว่างพระคริสต์ และซาตาน


       เอลเลน จี. ไว้ท์ กล่าวใน “สงครามแห่งประวัติศาตร์” เกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน โดยอธิบายว่า “ซาตานกล่าวเท็จ เพื่อต่อต้าน พระลักษณะนิสัย และรัฐบาลของพระเจ้า ตอนนี้ข้อกล่าวหาดังกล่าวปรากฏในแสงสว่างแห่งความจริง ที่ซาตานกล่าวหาว่าพระเจ้าแสวงหาพระสิริ ด้วยการกำหนดให้ประชากรของพระองค์มอบถวายตัว และเชื่อฟังพระองค์ ซาตานยังอ้างด้วยว่าพระเจ้าทรงกำหนดให้ผู้ติดตามพระองค์ทำการปฏิเสธตนเอง แต่ตัวซาตานเองไม่ปฏิบัติตามหลักการ “การรู้จักบังคับตนเอง” และไม่ได้เสียสละใดๆ บัดนี้ทูตสวรรค์ทั้งปวง และชาวสวรรค์ทั้งหลายสามารถมองเห็นว่า “ความรัก” ที่หนุนใจผู้ปกครองแห่งสวรรค์ให้ทำการเสียสละยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อไถ่ความบาปให้กับมนุษย์ เป็นพระเจ้าเองผู้ได้นำโลกกลับมาหาพระองค์ผ่านทางพระคริสต์ (2 โครินธ์ 5:19) และเราได้มองเห็นว่า “ลูซีเฟอร์” ได้เปิดประตูแห่งความบาป ด้วยความปรารถนาจะได้รับสง่าราศี และมีอำนาจเสมือนพระเจ้า แต่เพื่อทำลายความบาป พระคริสต์ทรงถ่อมพระองค์ลงกระทั่งความมรณาบนไม้กางเขน”

       อ่าน พระธรรม 2 โครินธ์  5:19 การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ได้นำโลกที่ล้มลงกลับมาหาพระเจ้าอย่างไร       

       โลกของเราได้ล้มลงในความบาป และตกอยู่กับฝ่ายกบฏซึ่งทำสงครามต่อต้านพระเจ้า ซึ่งเท่ากับมนุษย์ได้เปิดประตูให้ซาตานเข้ามามีอำนาจเหนือมนุษย์ อย่างที่เราได้ภาพนี้ชัดเจนในพระธรรมโยบ แต่พระเยซูทรงอาสาลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ในความเป็นมนุษย์พระเจ้าไม่เคยสูญเสียความเป็นพระเจ้าของพระองค์ ด้วยการสร้าง “ความผูกพันอันไม่อาจแตกหักได้ระหว่างสวรรค์ และแผ่นดินโลก” และด้วยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ เท่ากับพระองค์ได้ให้การรับรอง (guaranteed) ว่าความพินาศครั้งสุดท้ายเป็นของซาตาน และความบาปจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะที่ไม้กางเขน พระเยซูได้ทรงจ่ายค่าจ้างของความบาปแทนมนุษย์ เพื่อนำมนุษย์คนบาปกลับมาคืนดีกับพระเจ้า และโดยความเชื่อเราสามารถได้รับพระสัญญาแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์ผ่านทางพระเยซู

       ไม่ว่าคุณได้ทำความบาปอะไรไว้ พระเยซูได้จ่ายค่าจ้างความบาปเพื่อคุณเต็มราคาที่ไม้กางเขน เหตุใดความจริงอันน่าทึ่งนี้จะแปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ และดลใจคุณให้ต้องการดำเนินชีวิตด้วยการเชื่อฟังพระเจ้า


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “บัดนี้ถึงเวลาที่จะพิพากษาโลกนี้แล้ว เดี๋ยวนี้เจ้าโลกนี้จะถูกกำจัดออกไป เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้วเราจะชักนำคนเป็นอันมากให้มาหาเรา พระองค์ตรัสเช่นนั้น เพื่อสำแดงว่า พระองค์จะสิ้นพระชนม์อย่างไร” (ยอห์น 12:31-33)นี่เป็นวิกฤติของโลก พระเยซูทรงรำพึงกับพระองค์เองว่า ถ้าเราจะถวายบูชาสำหรับความบาปของมนุษย์ โลกจะถูกจุดให้สว่างไสวขึ้น ซาตานที่ยึดครองดวงวิญญาณของมนุษย์ไว้จะแตกหักออก พระฉายาของพระเจ้าที่เสื่อมทรามจะได้รับการช่วยกู้ให้กลับคืนมา และครอบครัวผู้ชอบธรรมในที่สุดจะได้รับบ้านแห่งสวรรค์เป็นมรดก
       “แต่การงานแห่งความรอดของมนุษย์ ทั้งหมดไม่ได้ถูกกระทำโดยไม้กางเขน ความรักของพระเจ้าถูกสำแดงให้ชาวจักรวาลได้ประจักษ์ เจ้าแห่งโลกนี้ถูกโยนออกไป ข้อกล่าวหาที่ซาตานป้ายสีไปให้พระเจ้าบัดนี้ได้พิสูจน์แล้วว่าผิด รอยแปดเปื้อนที่ทำให้สวรรค์ด่างพร้อย ชาวสวรรค์ และมนุษย์ถูกโน้มนำสู่พระผู้ไถ่ (เอลเลน จี. ไว้ท์  ผู้ปรารถนาแห่งปวงชน, หน้า 625, 626)
 
คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.  มีทางใดที่คุณสามารถคิดถึงการแสดงออกเรื่อง “ชีวิต” และ “การสิ้นพระชนม์” ของพระเยซู เป็นการตอบคำถามของพระธรรมโยบที่ยังไม่ได้ให้คำตอบ

 2.   คิดดูว่า ไม้กางเขนสอนอะไรเราเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า สิ่งนี้เป็นความจริงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราตระหนักว่า พระเจ้าผู้ทรงสร้างพวกเรา เป็นองค์เดียวกับที่ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเราบนกางเขน เหตุใดสิ่งนี้ช่วยให้เรามีความหวัง และการปลอบประโลม ไม่ว่าความยุ่งยากลำบากที่เราเผชิญอยู่ในเวลานี้จะเป็นเช่นไร ความจริงอัศจรรย์นี้สอนเราให้ไว้วางใจในพระเจ้า และดุณความดีของพระองค์อย่างไร  (อ่าน โรม 8:32)

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272