Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 4th Quarter Thai SS 2016.Index > บทที่  1 กาลอวสาน  > บทที่  2 สงครามแห่งประวัติศาสตร์ > บทที่  3 ท่านโยบยำเกรงพระเจ้าโดยไร้สาเหตุหรือ > บทที่  4 ความเจ็บปวดของพระเจ้าและมนุษย์                   > บทที่  > >
.

บทที่  7
การลงโทษสำหรับความผิดในอดีต
RETRIBUTIVE PUNISHMENT
วันที่  5 – 11  พฤศจิกายน 2016

 

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
โยบ 8:1-22; โยบ 11:1-20; อิสยาห์ 40:12-14; ปฐมกาล 6:5-8; 2 เปโตร 3:5-7

ข้อควรจำ    ท่านจะหยั่งรู้สภาพของพระเจ้าได้หรือ ท่านหยั่งรู้องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ทั้งหมดหรือ” (โยบ 11:7)       

ปัญญาความทุกข์ทรมานของนุษย์ ได้สร้างความยากลำบากให้กับมนุษยชาติตลอดมา เราทราบด้วยว่าคน “ดี” ได้ความยากลำบากอันน่าหวาดหวั่นเช่นกัน ขณะที่คนทำชั่วได้รับการลงโทษในชีวิตนี้ หลายปีก่อนมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “เหตุใดสิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนดี” หนังสืออ้างว่าได้พยายามค้นหาคำตอบต่อปัญหาจนเป็นที่พึงพอใจ แต่หลายคนได้ซื้อหนังสือเล่มดังกล่าวไปอ่าน และส่วนใหญ่บอกว่าใช้ไม่ได้สำหรับพวกเขา นักคิดและนักเขียนอีกจำนวนไม่น้อยหลายยุคสมัยใช้เวลามาหลายพันปีเพื่อจะเข้าใจถึงความทุกข์ทรมานของมนุษย์ แต่พวกเขายังไม่พบคำตอบที่พึงพอใจ
       ความทุกข์ลำบากของมนุษย์ จะว่าไป เป็นหัวข้อหลักของพระธรรมโยบ เราได้ศึกษาพระธรรมเล่มนี้อย่างต่อเนื่องและ และตั้งโจทก์ขึ้นว่า เหตุใดบุคคลที่ “ทำดี” อย่างเช่นท่านโยบ ต้องได้รับความทุกข์ทรมานในโลกนี้ ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างพระธรรมโยบ และหนังสือเล่มอื่นๆ ที่พูดถึง “ความทุกข์ยากลำบาก”  พระธรรมโยบกล่าวถึงความทุกข์ยากโดยอิงอยู่กับความเข้าใจในความทุกข์ลำเค็ญของมนุษย์ แทนที่จะเป็นเช่นนั้นพระคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าทรงเข้าใจในปัญหาต่างๆของมนุษย์
       สัปดาห์นี้เราอ่านคำสนทนา และการแสดงความคิดเห็นจากเพื่อนๆ ของท่านโยบในช่วงที่ท่านโยบประสบความทุกข์เดือดร้อนใจ เราได้เรียนรู้อะไรจากพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความผิดพลาดของพวกเขา ขณะที่พวกเขาพยายามจะแก้ปัญหาเรื่องความเจ็บปวดรวดร้าวให้กับท่านโยบ

วันอาทิตย์   การเปลี่ยนแปลงมากขึ้น  (โยบ 8:1-22)
                          MORE CHANGES

       การที่ท่านโยบได้รับการ “ด่าว่า” (scolding) จากเพื่อนใกล้ชิดที่ชื่อ เอลีฟัส นั้นก็หนักพออยู่แล้ว ฝ่ายเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อ “บิลดัด” ได้กล่าวเชิงตำหนิในทำนองเดียวกับเอลีฟัสอีกหลายข้อ แต่บิลดัดค่อนข้างจะอยู่ฝ่ายท่านโยบมากกว่าเอลีฟัส ลองจินตนาการวดู การไปเยี่ยมชายคนหนึ่งที่ลูกๆของเขาพึ่งตายจากไป แล้วคุณพูดกับบุคคลผู้นั้นทำนองว่า “ลูกๆของคุณคงได้ทำบาปต่อต้านพระเจ้า เหตุการณ์เช่นนี้จึงได้เกิดขึ้นกับพวกเขา (โยบ 8:4)
       ถ้อยคำของ “บิลดัด” เป็นปริศนาเพราะว่าในพระธรรมโยบ (1:5) ได้กล่าวชัดเจนถึงการที่ท่านโยบได้ทำการถวายสัตวบูชาสำหรับความบาปลูกๆแต่ละคนแล้ว ท่านโยบได้ทำไปในกรณีที่พวกเขาได้ทำบาป ดังนั้นเราได้พบความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดตรงนี้ระหว่างความเข้าใจเรื่องพระคุณ และคำกล่าวอย่างเปิดเผยของบิลดัด ถ้อยคำของบิลดัดแสดงให้เห็นความคิดในใจที่แสดงออกมาในท่าทีหยาบกระด้างต่อคนที่เขาคิดว่าเป็นคนบาป โดยเชื่อว่าความตายของลูกๆของท่านโยบ เป็นเพราะการที่พวกเขาได้ทำบาปต่อพระเจ้า ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นคือบิลดัดกล่าวในทำนองปกป้องพระอุปนิสัยของพระเจ้า

       อ่าน พระธรรม โยบ 8:1-22 บิลดัดให้เหตุผลอะไรในข้อตำหนิของเขา และ“บิลดัด” ได้พูดความจริงไปมากเพียงใด สมมติว่าคุณลืมความหมายจากถ้อยคำของเขา ก็ให้มองไปที่ความรู้สึกของเขา ดูว่าคุณจะพบความผิดพลาดประการใดในถ้อยคำของเขาหรือไม่

      
คุณสามารถพบความผิดพลาดจากถ้อยคำของ “บิลดัด” ตรงนี้ไหม อย่างที่เขาพูดว่า “ชีวิต (คนเรา) สั้นเหมือนอย่างเกิดวานนี้ จะรู้อะไรก็หาไม่ เพราะวันคืนของเราบนแผ่นดินโลก เปรียบเหมือนเงา” (โยบ 8:9) ช่างเป็นถ้อยคำที่ทรงพลังเป็นความจริง และเป็นไปตามหลักการของพระคัมภีร์
       บางที่ปัญหาใหญ่ที่สุดของ “บิลดัด” คือเขาเอ่ยถึงเพียงส่วนหนึ่งในพระลักษณะนิสัยของพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่นคนหนึ่งสามารถมุ่งเน้น (forcus) เพียงบัญญัติ ความยุติธรรม และการเชื่อฟัง ขณะคนอื่นสามารถมุ่งเน้นไปที่ “พระคุณ” และ “การให้อภัย” การมุ่งเน้นด้านหนึ่งด้านใดมากเกินไปปกติจะก่อให้เกิดภาพ และความจริงของพระเจ้าผิดแผกไป  เราพบปัญหาอย่างเดียวกันตรงนี้
 

       ในฐานะมนุษย์ เราควรทำงานเพื่อให้เกิดความสมดุลอย่างถูกต้องระหว่าง “บัญญัติ” และ “พระคุณ” ตามสิ่งที่เราเชื่อ และเมื่อเราติดต่อกับคนอื่นๆ สมมติคุณอาจทำผิดพลาดในด้านพระคุณ หรือพระบัญญัติ เมื่อคุณนำไปใช้กับผู้ทำผิด ถามว่า คุณจะอยู่ด้านไหนในการปฏิบัติต่อคนที่ผิด... ให้เหตุผลว่าทำไม

วันจันทร์   น้อยกว่าความผิดบาปของคุณ ที่สมควร  
                    (โยบ 11:1-20)
                   LESS THAN YOUR INIQUITY DESERVES

       “ท่านจะหยั่งรู้สภาพของพระเจ้าได้หรือ ท่านหยั่งรู้องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้หมดหรือ นั่นสูงกว่าฟ้าสวรรค์ท่านจะทำอะไรได้ ลึกกว่าแดนคนตาย ท่านจะทราบอะไรได้ วัดดูก็ยาวกว่าโลก และกว้างกว่าทะเล” (โยบ 11:7-9)  อ่าน พระธรรมอิสยาห์ 40:12-14 มีความจริงอะไรแสดงให้เห็นในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ และเหตุใดจึงสำคัญสำหรับเราเสมอจะจดจำไว้

       ถ้อยคำตรงนี้ เป็นตัวอย่างอันงดงามของข้อมูล ซึ่งมีความจริงอยู่มากเกี่ยวกับพระเจ้าที่เราไม่ทราบ ข้อมูลเหล่านั้นแสดงให้เห็นว่า ความพยายามของเราในการค้นหาพระเจ้าด้วยตัวของเราเอง จะปล่อยให้เราได้รับรู้เพียงเล็กน้อย นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ยี่สิบ มีชื่อว่า ริชาร์ด รอร์ที เขาให้ข้อโตแย้งว่าเราจะมีวันเข้าใจชีวิต และความจริงอย่างถึงแก่น ดังนั้นเขาพูดว่า เราควรล้มเลิกความพยายามของเรา แทนที่พยายามจะเข้าใจชีวิต และความจริง รอร์ทีกล่าวหนักแน่นว่า ทั้งหมดที่สามารถทำได้คือการพยายามที่จะ “ดำรงขีวิต” ในความลึกลับ (mysteries) ที่ไม่สามารถอธิบายได้ ช่างน่าสนใจ! สองพันหกร้อยปีแห่งความคิดของชาวตะวันตก ได้จบลงในการสารภาพในความพ่ายแพ้
       กระนั้น ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ลึกล้ำตามที่เป็น เป็นสิ่งที่มาจากโศฟาร์ เขาเป็นเพื่อนคนที่สามของท่านโยบ เขาใช้ถ้อยคำเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ส่วนหนึ่งว่าท่านโยบมีข้อผิดพลาด

       อ่านพระธรรมโยบ 11:1-20 ส่วนไหนในถ้อยคำของโศฟาร์ที่ถูกต้อง แต่มีความผิดพลาดอะไรในข้อกล่าวหาในภาพรวม
 
       เป็นการยากยิ่งเพียงใด ที่จะเข้าใจว่ามีบางคนมาหาชายคนหนึ่งที่กำลังเป็นทุกข์เดือดร้อนอย่างท่านโยบ แล้วพูดกับท่านว่า “ท่านได้รับสิ่งที่ท่านควรจะได้รับ ซึ่งจะว่าไปท่านได้รับน้อยกว่าที่น่าจะได้รับด้วยซ้ำไป” และที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือโศฟาร์ กำลังทำในสิ่งที่เอลีฟัส และบิลดัดได้ทำ พวกเขาทั้งหมดพยายายามปกป้องคุณความดี และพระอุปนิสัยของพระเจ้าไว้

       บางครั้ง การเพียงรู้จักความจริงเกี่ยวกับพระอุปนิสัยของพระเจ้า ไม่ใช่เป็นสิ่งนำมาอ้างอย่างอัตโนมัติได้ว่าคุณเป็นฝ่ายพระเจ้าอย่างถูกต้องทุกอย่าง มีอะไรอีกบ้างที่จำเป็นเพื่อจะสำแดงพระอุปนิสัยของพระเจ้า


 
วันอังคาร   การลงโทษของพระเจ้าสำหรับการทำผิด 
                   (ปฐมกาล 6:5-8)                
                 GOD’S PUNISHMENT FOR WRONGDOING
 

       ไม่ต้องสงสัย เพื่อนทั้งสามของท่านโยบต่างมีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และพวกเขาสื่อความหมายได้ดีในความพยายามที่จะปกป้องพระองค์ด้วย พวกเขาอาจมีข้อผิดพลาดบ้างในความคิด และความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของท่านโยบ กระนั้นพวกเขาได้พูดในความจริงสำคัญบางข้อ
       แนวคิดหลักที่พวกเขามายืนยันคือพระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความเที่ยงธรรม และความบาปได้นำความเที่ยงธรรมของพระเจ้าให้ทำงาน คือการลงโทษคนทำบาป และขณะเดียวทรงอวยพระพรให้ผู้กระทำการดี

       อ่านพระธรรม ปฐมกาล 6:5-8 เราไม่ทราบว่าเพื่อนทั้งสามของท่านโยบ คือ เอลีฟัส บิลดัด และโศฟาร์ ทราบเกี่ยวกับน้ำท่วมโลกหรือไม่ แต่สมมติว่าพวกเขาทราบ เรื่องนี้จะมีอิทธิพลต่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อในความเป็นพระเจ้าองค์เที่ยงแท้อย่างไร

       เป็นที่ชัดเจนว่าเรื่องน้ำท่วมโลก เป็นบทลงโทษของพระเจ้าสำหรับความบาปของมนุษย์ กระนั้นแนวคิดเรื่องพระคุณได้ถูกสำแดงออกมาใน ปฐมกาล 6:8. เอลเลน จี. ไว้ท์ ได้เขียนไว้เช่นกันว่า “การใช้ค้อนตีตะปูลงแต่ละตัว ในการสร้างเรือใหญ่ เป็นการเทศนาเรื่องการพิพากษาให้กับผู้คน”  (วิญญานแห่งคำพยากรณ์, เล่ม 1, หน้า 70)  อย่างไรก็ดี เราสามารถพบว่าเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของเพื่อนๆ ของท่านโยบ ที่พากันเทศนาให้ท่านโยบฟัง

       แนวคิดเรื่องการพิพากษาอย่างเดียวกันของพระเจ้าจะพบได้ใน พระธรรม ปฐมกาล 13:13; ปฐมกาล 13:13; ปฐมกาล 18:20-32 และ ปฐมกาล 19:24, 25

        ไม่ว่า เอลีฟัส บิลดัด และ โศฟาร์ จะทราบดีเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านี้หรือไม่ เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการพิพากษาคนทำชั่ว ทำบาปเป็นเรื่องจริงจังเพียงใด พระเจ้าจะไม่ทรงปล่อยให้คนทำบาปลอยนวล หรือปล่อยให้ความบาปทำลายพวกเขา อย่างเช่นกรณีของน้ำท่วมโลก พระเจ้าทรงรับผิดชอบที่จะทำลายพวกเขา พระองค์ทรงเป็นพระผู้พิพากษา และเป็น “ผู้ทำลาย” (Destroyer) แห่งคนบาป และความชั่วร้าย 

       เราต้องการอย่างยิ่งที่จะมุ่งมองไปที่พระอุปนิสัยแห่งความรัก พระคุณ และการให้อภัยของพระเจ้า แต่ทำไมเราจะต้องไม่ลืมว่า ความเที่ยงธรรมของพระองค์นั้นเป็นสิ่งที่จริง เช่นกัน คิดเกี่ยวความชั่วร้ายทั้งปวงที่ได้ผ่านไปโดยไม่ต้องถูกลงโทษ สิ่งนี้ควรได้บอกอะไรแก่เราถึงความจำเป็นในการพิพากษาของพระเจ้า แม้ว่ามันอาจไม่เกิดขึ้นทันทีเสมอไป

วันพุธ       ถ้าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างสิ่งใหม่ (กันดารวิถี 16:28-30)       

                  IF THE LORD CREATES A NEW THING


       มีตัวอย่างอยู่มากที่เป็นการลงโทษโดยตรงของพระเจ้าสำหรับความชั่วร้ายในพระคัมภีร์ ขณะเดียวกันมีพระพรมากมายสำหรับความซื่อสัตย์ที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์เช่นกัน เรื่องเหล่านี้ถูกเขียนขึ้นนานหลังบุคคลต่างๆ ที่พระธรรมโยบกล่าวถึงได้ตายไปแล้ว

       ในพระธรรม กันดารวิถี  6:24, 25 มีพระสัญญายิ่งใหญ่อะไรที่พระเจ้าทรงประทานให้สำหรับการเชื่อฟัง

       พระคัมภีร์เดิมเต็มไปด้วยพระสัญญาแล้ว พระสัญญาเล่า ซึ่งกล่าวถึงพระพร และรางวัลที่พระเจ้าจะทรงนำมาให้กับประชากรของพระองค์โดยตรงถ้าพวกเขาเชื่อฟังพระองค์
       แน่นอน ในพระคัมภีร์เดิมยังเต็มไปด้วย “การเตือน” เกี่ยวกับการลงโทษของพระเจ้าสำหรับผู้ไม่เชื่อฟัง ในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับชนอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย ภายหลังต่อมาพระเจ้าทรงเตือนชนอิสราเอลเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นถ้าพวกเขาไม่เชื่อฟังพระองค์ คำเตือนครั้งนั้นมีว่า “แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่ฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า แต่กบฏต่อพระบัญชาของพระเจ้า แล้วพระหัตถ์ของพระเจ้าจะต่อสู้ท่านทั้งหลาย และบรรพบรุษของท่าน” (1 ซามูเอล 12:15)

       อ่าน พระธรรม กันดารวิถี 16:1-33  เหตุการณ์นี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับว่า พระเจ้าทรงลงโทษจริงๆ ตามที่ทรงได้กล่าวเตือนไว้อย่างไร
       เหล่าผู้ก่อกบฏได้ถูกทำลายไป การลงโทษนั้นเป็นภาพที่น่าตกใจกลัวอย่างยิ่ง ดังนั้นเป็นการไม่มีเหตุผลที่จะเชื่อในแนวคิดที่ว่า “ความบาปจะนำการลงโทษมาให้กับตัวมันเอง” คนที่ร่วมกันต่อต้านพระเจ้าครั้งนั้นต้องพบกับการพิพากษาจากพระเจ้าสำหรับความบาปจากการก่อกบฏของพวกเขา ในกรณีนี้ เราได้พบตัวอย่างฤทธิอำนาจที่ไม่ธรรมดาของพระเจ้า ดูเหมือนว่ากฏธรรมชาติเองก็ได้รับการเปลี่ยนแปลงไป ดังข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งกล่าวว่า “แต่ถ้าพระเจ้าบันดาลอะไรใหม่เกิดขึ้น และแผ่นธรณีอ้าปากกลืนคนเหล่านั้นเข้าไป พร้อมกับข้าวของทั้งหมดของเขา ท่านทั้งหลายจงทราบเถิดว่า คนเหล่านี้ได้สบประมาทพระเจ้า” (กันดารวิถี 16:30)
       ตรงนี้ คำกริยาของคำว่า “ทำ” (ทรงสร้าง) มาจากรากศัพท์คำที่ใช้ใน ปฐมกาล 1:1 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ ให้ทุกคนได้ทราบว่า เป็นพระองค์เองที่ทรงนำการลงโทษแก่พวกกบฏอย่างฉับพลัน และโดยตรง


วันพฤหัสบดี    ความตายครั้งที่สอง (2 เปโตร 3:5-7)                                                                                                                                                                                                               
                               THE SECOND DEATH        


       แน่นอนตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่สุด และทรงฤทธานุภาพมากที่สุด คือการพิพากษาของพระเจ้าที่จะเกิดในวาระสุดท้ายของยุค เมื่อคนชั่วร้ายทั้งมวลจะต้องถูกทำลาย พระคัมภีร์เรียกว่า “ความตายครั้งที่สอง” (วิวรณ์ 20:14) ความตายนี้จะไม่สับสนกับความตายปกติที่เกิดขึ้นผู้คนจากอาดัม จนถึงวาระสุดท้าย อาดัมคนที่สอง (พระเยซู) จะทรงช่วยผู้ชอบธรรมให้รอดพ้นจากความตายครั้งที่สองอันจะเกิดขึ้นตอนสิ้นยุค (1 โครินธ์ 15:26) ความตายครั้งที่สอง จะเหมือนกับการลงโทษที่เห็นในสมัยพระคัมภีร์เดิม ซึ่งเป็นการที่พระเจ้าทรงลงโทษคนบาป ผู้ไม่ยอมกลับใจใหม่ และรับเอาความรอดในพระเยซู
 
       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 3:5-7 พระวจนะของพระเจ้ากำลังบอกเราเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของผู้ที่จะได้รับความพินาศ

       “ไฟตกลงมาจากพระเจ้า ออกมาจากสวรรค์ โลกทั้งใบแดงฉานด้วยด้วยไฟ มองดูผิวของโลกเป็นเหมือนลูกไฟดวงใหญ่ เปรียบเหมือนทะเลสาบไฟ นี่เป็นเวลาของการพิพากษา ของคนบาปที่ไม่มีพระเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้า “ทรงมีวันเพื่อการแก้แค้น มีปีแห่งการตอบแทนเพื่อเหตุของศิโยน” (อิสยาห์ 34:8) (เอลเลน จี.ไว้ท์ สงครามแห่งประวัติศาสตร์, หน้า 672, 673)
       เป็นความจริงความทุกข์ยากเดือดร้อนทั้งหมดในโลกนี้มาจากความบาป แต่ไม่เป็นความจริงที่ความทุกข์เจ็บปวดปวดทั้งหมดเป็นการลงโทษของพระเจ้าสำหรับความบาป และไม่เป็นความจริงเช่นกันในกรณีของท่านโยบ และส่วนมากของรายอื่นๆ ก็ไม่ใช่เช่นกัน ความจริงมีว่าเราทั้งหลายมีส่วนในสงครามที่กำลังต่อสู้ขับเคี่ยว และเรามีศัตรูที่ออกมาทำร้ายเรา แต่ข่าวดีคือเราทราบว่าพระเจ้าทรงอยู่เคียงข้างคอยช่วยเรา มีเหตุผลสำหรับความทุกข์ยากลำบากที่เรากำลังเผชิญอยู่ แต่เราแน่ใจได้ว่าพระเจ้าแห่งความรัก ได้ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาสิ้นพระชนม์ไถ่บาปของเราที่ไม้กางเขน การกระทำนั้นของพระองค์เพียงอย่างเดียวเป็นการสัญญาว่าพระองค์จะทรงให้ความทุกข์เจ็บปวดทั้งปวงสิ้นสุดลงในวันหนึ่ง

       เราสามารถจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ความทุกข์ปวดร้าวของใครคนหนึ่งเป็นการลงโทษโดยตรงของพระเจ้า ถ้าเราไม่มั่นใจ งั้นมีอะไรเป็นวิธีดีที่สุดสำหรับเราที่จะให้การช่วยเหลือผู้กำลังมีความทุกข์เดือดร้อน หรือแม้แต่เป็นความทุกข์ยากลำบากของเราเอง
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะคิดถึงเหตุการณ์เลวร้ายว่าเป็นผลลัพธ์มาจากอาชญากรรมรุนแรง และความบาปอันน่ากลัว แต่บ่อยครั้งมนุษย์ใช้มาตรวัดอุปนิสัยของผู้คนอย่างผิดพลาด เราไม่ได้มีชีวิตอยู่ในสมัยพระเจ้าทรงทำการพิพากโดยตรง และฉับพลัน จะว่าไปทุกยุคสมัยความดี และความเลวอยู่ปะปนกัน และเหตุการณ์น่ากลัวเกิดแก่คนทั้งปวง บางครั้งคนเราเดินผ่านเส้นแบ่งเขตแดนซึ่งอยู่นอกอาณาเขตการปกป้องของพระเจ้า ซาตานจึงใช้อำนาจของซาตานควบคุมพวกเขาไว้ และพระเจ้าไม่ประสงค์จะก้าวล่วงเข้าไป ในกรณีของท่านโยบ ท่านได้รับความทุกข์ปวดร้าวอย่างหนักหน่วง และเพื่อนของท่านพยายามทำให้ท่านยอมรับว่าความทุกข์แสนเข็ญนั้นเป็นผลลัพธ์มาจากความบาป และความบาปนั้นเป็นสาเหตุทำให้ท่านเป็นทุกข์เดือดร้อน เพื่อนทั้งสามของท่านโยบพากันตัดสินว่าท่านโยบเป็นคนบาปตัวเอก แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ทรงชื่นชมกับการตัดสินของพวกเขา เพราะท่านโยบเป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อของพระองค์” (เอลเลน จี. ไว้ท์  The SDA Commentary, เล่ม 3, หน้า 1140)

คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.  การพิพากษาอย่างเที่ยงธรรมของพระเจ้า สอนเราเกี่ยวกับว่า เราสามารถไว้วางใจในความเที่ยงธรรมของพระองค์ได้เพียงใด   

  2.  เพื่อนทั้งสามของท่านโยบ ที่จริงไม่เข้าใจเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ท่านโยบต้องได้รับความทุกข์ยากแสนสาหัส อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกับท่านโยบไม่ใช่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับเราทั้งปวง และอีกอย่างเราไม่มีทางเข้าใจความทุกข์ยากลำบากของมนุษย์ได้ทั้งหมด ดังนั้นบทเรียนเรื่องนี้ควรได้ช่วยให้เราเข้าใจ ที่จะแสดงความเมตตากรุณาต่อผู้ที่กำลังเป็นทุกข์เดือดร้อน อนึ่งเรื่องนี้สำคัญเพียงใดแม้ว่าเราจะรู้สาเหตุแท้จริงเราก็ควรแสดงความกรุณาต่อผู้กำลังมีความทุกข์ยากลำบากเช่นกัน
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272