Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 4th Quarter Thai SS 2016.Index > บทที่  1 กาลอวสาน  > บทที่  2 สงครามแห่งประวัติศาสตร์ > บทที่  3 ท่านโยบยำเกรงพระเจ้าโดยไร้สาเหตุหรือ > บทที่  4 ความเจ็บปวดของพระเจ้าและมนุษย์                   > บทที่  > > > > > > > > >
.

บทที่  14
บทเรียนบางประการจากท่านโยบ
SOME LESSONS FROM JOB
วันที่  24 – 30  ธันวาคม  2016

 

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
2 โครินธ์ 5:7; โยบ บทที่ 1-2:8; มัทธิว 4:10; มัทธิว 13:39; ยอห์น 8:1-11; ฮีบรู 11:10; ฮีบรู 4:15

ข้อควรจำ    “จงดู เราถือว่าผู้ทื่อดทนก็เป็นสุข ท่านได้รู้เรื่องความอดทนของโยบ และได้เห็นแล้วว่าในที่สุดปลายนั้น องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตากรุณาสักเท่าใด” (ยากอบ 5:11)

เราได้ศึกษามาถึงตอนจบ ของหัวข้อศึกษาสำหรับไตรมาสนี้ในเรื่องของพระธรรมโยบ เราได้ครอบคลุมไปไม่น้อยของพระธรรมเล่มนี้ แต่เราต้องยอมรับว่ายังมีมากที่จะค้นหา และมีอีกไม่น้อยที่จะเรียนรู้ได้ แน่นอนแม้แต่ในโลกนี้ ทุกสิ่งที่เราเรียนรู้ และค้นพบ เพียงแต่นำไปสู่หลายสิ่งมากขึ้นที่จะเรียนรู้ และค้นหาต่อไป และถ้ามันเหมือนกับ อะตอม (atom = ปรมาณู หรือ สิ่งที่เล็กมากๆ) ดวงดาว แมงกระพรุน และสมการในคณิตศาสตร์ เราจะต้องใช้เวลามากขึ้นสักเท่าใดกับพระวจนะของพระเจ้า
       เราไม่มีเหตุผลที่จะสงสัยในพระวจนะของพระเจ้าเพียงเพราะเราไม่สามารถเข้าใจความลึกลับในการทรงนำของพระองค์ ธรรมชาติของโลกมักจะเต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์เหนือความเข้าใจของเรา เราไม่ควรจะรู้สึกประหลาดใจที่โลกฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งมีความลึกลับซับซ้อนที่เราไม่สามารถเข้าใจได้เช่นกัน ความยุ่งยากวางอยู่บนฐานเดียวกัน คือในความอ่อนแอและความคับแคบของจิตใจมนุษย์” (เอลเลน จี.ไว้ท์  การศึกษา, หน้า 170)
       ถูกแล้ว ความลึกลับยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราได้พบในพระธรรมโยบ พระธรรมเล่มนี้ยกคำถามแห่งชีวิตที่ยากที่สุดขึ้นมาถาม สัปดาห์นี้ เราจะมองไปยังบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้จากเรื่องของท่านโยบ และเหมือนกับท่านโยบ เราสามารถจะเป็นคนซื่อสัตย์ต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ในโลกเต็มไปด้วยความยุ่งยาก และความทุกข์เดือดร้อนได้อย่างไร

วันอาทิตย์       โดยความเชื่อมิใช่ที่ตามองเห็น
                          (2 โครินธ์ 5:7)
                             BY FAITH AND NOT BY SEEING

       อ่าน พระธรรม 2 โครินธ์ 5:7 และ 2 โครินธ์ 4:18 มีความจริงสำคัญอะไรที่ถูกแสดงให้เห็นในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ความจริงเหล่านั้นช่วยเราให้เป็นผู้ติดตามที่สัตย์ซื่อขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร

       การอภิปรายรอบๆ 2 โครินธ์ 4:18 เป็นการพูดเกี่ยวกับวาระสุดท้าย เป็นการศึกษาถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งในศัพท์ทางศาสนาเรียกว่า “การศึกษาสิ่งซึ่งเป็นวาระสุดท้าย” (eschatology) ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวชี้ไปยังสิ่งในอนาคตเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา และประทานชิวิตที่ไม่ตาย (immortal) แก่ประชากรของพระองค์ พระสัญญายิ่งใหญ่นี้ยังไม่สำเร็จสมจริงในขณะนี้ ดังนั้นเราจะต้องรับเอาพระสัญญานี้โดยความเชื่อ เพราะว่ามันยังไม่เกิดขึ้นเกิดขึ้น
       ในทำนองเดียวกัน พระธรรมโยบแสดงให้เราเห็นอีกหลายสิ่งในโลกที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยสายตา แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริง จึงไม่ควรเป็นสิ่งยากที่เราจะเข้าใจ เพราะเราทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน ที่นักวิทยาศาสตร์ได้ประดิษฐ์สิ่งที่สายมองไม่เห็นตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่จริงมากมาย
       ศิษยาภิบาลคนหนึ่ง หลังจากกล่าวอารัมภบทไปเล็กน้อย หยุดพูดแล้วยกเครื่องรับวิทยุขึ้นโชว์ ผู้ฟังจ้องมองไปที่วิทยุที่ศิษยาภิบาลยกขึ้นให้มองเห็นทั่วกัน ศิษยาภิบาลใช้มืออีกข้างหมุนหาคลื่น เมื่อพบคลื่นแล้วก็ปรับให้เสียงดังขึ้น แล้วศิษยาภิบาลเอ่ยถามว่า “ต้นกำเนิดของเสียงจากวิทยุ เริ่มต้นในตัววิทยุใช่ไหม ไม่แน่นอน แต่วิทยุมีอุปกรณ์รับเอาคลื่นวิทยุที่มีอยู่รอบตัวเรา แล้วแปลงออกเป็นเสียงเพลงที่เราได้ยิน คลื่นวิทยุเหล่านี้เป็นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เหมือนเสียงของผมที่กำลังพูดอยู่ในขณะนี้ แต่คลื่นเสียงของวิทยุนี้ เราไม่สามารถจับต้อง หรือสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสของเรา แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่า เราไม่สามารถมองเห็น หรือสัมผัสไม่ได้ นั่นไม่ได้หมายความว่า ไม่มีคลื่นวิทยุอยูรอบตัวเราใช่ไหม
      
       มีสิ่งใดอีกบ้าง ซึ่งเป็นสิ่งมีจริงแต่เราไม่สามารถมองเห็นได้ อย่างเช่นการแผ่รังสีของแม่เหล็กไปฟ้า หรือแรงโน้มถ่วงของโลก แต่มันอยู่รอบตัวเรา  มีบทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณอะไรที่เราสามารถเรียนรู้จากข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งต่างๆ หลายสิ่งที่อยู่รอบตัวเราที่เรามองไม่เห็น แต่มันสามารถมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราได้
       อย่างที่พระธรรมโยบแสดงให้เห็น ไม่มีใครที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ หรือรู้เห็นสิ่งที่เกิดกับชีวิตของท่านโยบ และครอบครัว สามารถเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้น พวกเขาเชื่อในพระเจ้า และพวกเขามีความเข้าใจบางประการเกี่ยวกับพระเจ้า และอุปนิสัยของพระองค์ ตลอดจนฤทธานุภาพในการทรงสร้างของพระองค์ พวกเขามองเห็นสิ่งที่น่ากลัว และความทุกข์ยากลำบากที่ท่านโยบต้องผ่าน แต่พวกเขาไม่ทราบในเบาะแสว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังฉาก ที่ทำให้เป็นไปเช่นนั้น ในทำนองเดียวกัน เราอาจไม่รู้อะไรมากเกี่ยวกับ “สิ่งที่มองไม่เห็นในโลกที่อยู่รอบตัวเรา” ดังนั้นพระธรรมโยบสอนเราว่า เราจำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ด้วยความเชื่อ เราจำเป็นต้องเข้าใจความอ่อนแอของเรา และรับรู้ว่าสิ่งที่เรามองเห็นได้ และรู้จักช่างมีน้อยจริงๆ
 
วันจันทร์     ตัวตนของสิ่งชั่วร้าย  (โยบ บทที่ 1- 2:8)
                     EVIL BEING                                                                                                                                                       
       คำถามยิ่งใหญ่ข้อหนึ่งที่ท้าทายความคิดของมนุษย์เกี่ยวข้องกับ “สิ่งเลวร้าย” (evil) มีนักปรัชญาบางคน หรือแม้แต่ผู้เชื่อในศาสนาอย่างลึกซึ้งพากันปฏิเสธว่า “สิ่งเลวร้าย หรือสิ่งชั่วร้าย” ไม่มีตัวตน พวกเขาคิดว่าอย่างน้อยเราควรหยุดการใช้คำว่า “สิ่งชั่วร้าย” เป็นคำคุณศัพท์บรรยายถึงซาตาน แต่คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย พวกเขาเชื่อว่า สิ่งชั่วร้ายมีจริงเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ เราสามารถโต้แย้งในหัวข้อนี้ว่าอะไรคือ สิ่งชั่วร้าย และอะไรที่ไม่ใช่ แต่พวกเราส่วนมาก “รู้จักหรือ รับรู้ เมื่อเราเห็นด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใดด้วยสายตา” ที่จะยกคำแถลงของศาลสูงประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาอ้างในอีกสถานการณ์หนึ่ง
       จะว่าไปแล้ว เราควรแยกคำว่า “สิ่งชั่วร้าย” ออกเป็นสองประเภท คือสิ่งเลวร้ายตามธรรมชาติ และ “สิ่งชั่วร้าย” ด้านจิตวิญญาณ อย่างเช่นแผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม หรือเชื้อโรคชนิดร้ายแรงต่างๆ ซึ่งนำความทุกยากเจ็บปวดมาให้มนุษย์ ส่วนสิ่งชั่วร้ายด้านจิตวิญญาณ เป็นผลลัพธ์จากการกระทำบางสิ่งอย่างตั้งใจ อย่างเช่นการทำร้ายร่างการ การโกง การปล้นจี้ และการฆ่าคน
      มีการสร้างทฤษฎีขึ้นมากมาย พยายามจะอธิบายว่าเหตุใดจึงมีสิ่งชั่วร้าย ในฐานะเป็นแอ๊ดเวนตีส เราเชื่อว่าพระคัมภีร์สอนเรื่อง “สิ่งชั่วร้าย” หรือ “ความชั่วร้าย” เริ่มต้นจากการล้มลงในความบาปของซาตาน (ทูตสวรรค์ที่ฉลาด และสง่างามที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น) แต่ยังมีคนอีกไม่น้อยปฏิเสธแนวคิดเรื่องความชั่วร้ายเริ่มต้นด้วยซาตาน (อีกชื่อคือ “ลูซีเฟอร์) และเป็นผู้พยายามจะทำร้าย หรืออย่างน้อยทำให้มนุษย์เจ็บปวดมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ พวกเขาไม่ยอมรับว่าซาตานมีตัวตนอยู่จริงๆ
       ความจริงในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล่าวไว้อย่างชัดเจนในพระธรรมโยบ
   
       อ่าน พระธรรม โยบ 1:1 ถึง โยบ 2:8 พระธรรมโยบสองบทตรงนี้ช่วยเราให้แยกแยะงานของซาตานในความชั่วร้าย ซึ่งได้แพร่สะพัดไปรอบโลกแล้ว

       ในกรณีของท่านโยบ ซาตานเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงสำหรับสิ่งเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้น ทั้งในด้านจิตวิญญาณ และด้านธรรมชาติ ซึ่งได้เกิดขึ้นกับท่านโยบ แต่พระธรรมโยบไม่ได้สอนตัวอย่างทุกตัวอย่างแห่งความชั่วร้าย หรือความทุกข์ยากเดือดร้อน ซึ่งเป็นมาจากการทำงานของซาตาน เหมือนบุคคลต่างๆในพระธรรมโยบ เราอาจไม่ทราบเหตุผลสำหรับสิ่งน่ากลัวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่จริงชื่อ “ซาตาน” ไม่เคยถูกเอ่ยถึงในการอภิปรายเรื่องสิ่งเลวร้ายต่างๆที่เกิดขึ้นกับท่านโยบ ผู้พูดได้กล่าวหาพระเจ้า และตำหนิท่านโยบด้วย แต่ไม่ปรักปรำซาตานตรงๆ ว่าเป็นต้นเหตุ ไม่ว่าจะอย่างไรพระธรรมโยบควรแสดงให้เราทราบว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อสิ่งเลวร้ายที่ได้เกิดขึ้น รวมทั้งต้องรับผิดชอบในตอนสิ้นโลกด้วยอันเนื่อง
มาจากความชั่วร้ายในโลก

       อ่านพระธรรม วิวรณ์ 12:12; มัทธิว 4:10; มัทธิว 13:39; ลูกา 8:12; ลูกา 13:16; ลูกา 22:3,  31; กิจการฯ 5:3; และ 1 เปโตร 5:8 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับตัวจริงของซาตานว่าเป็นอย่างไร คุณมีตัวอย่างถึงอิทธิพลของซาตาน ที่มีต่อชีวิตของคุณบ้างไหม คุณจะปกป้องการรุกเข้ามาของซาตานได้อย่างไร

วันอังคาร       กับเพื่อนๆที่มีลักษณะอย่างนี้    (โยบ 8:1-11)                
                      WITH FRIENDS LIKE THESE…   
 

       ในตลอดพระธรรมโยบ แม้เพื่อนทั้งสามของท่านโยบได้มาเยี่ยม และพูดอะไรบางสิ่งกับท่านโยบด้วยเจตนาดี เพราะพวกเขาได้ยินหลายสิ่งได้เกิดขึ้นกับท่านโยบ และครอบครัว พวกเขาได้มา “ร่วมไว้ทุกข์ และให้กำลังใจท่านโยบ” (โยบ 2:11) โยบเป็นฝ่ายปรับทุกข์กับเพื่อนๆว่า ท่านเดือดร้อนและเจ็บปวดจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับท่าน และครอบครัวแต่เพื่อนๆ รู้สึกว่ามีความจำเป็นต้อง “ด่าว่า” (scold) ท่านโยบ เพื่อเป็นการช่วย “ให้ท่านโยบดำเนินขีวิตทางศาสนาอย่างถูกต้อง” แทนที่จะให้การหนุนใจ และยกความรู้สึกด้านจิตวิญญาณของท่านโยบให้สูงขึ้น
       ครั้งแล้ว ครั้งเล่าพวกเขาให้คำปรึกษา และชี้ถึงความผิดบาปของท่านโยบ แม้ว่าพวกเขาไม่อาจบอกได้ว่าความผิดนั่นคืออะไร สมมติว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นกับท่านโยบ เพราะเหตุที่ท่านได้ทำผิดจึงสมควรได้รับการลงโทษ โดยหลักการทางศาสนาเพื่อนๆของท่านโยบอาจเป็นฝ่ายถูก แต่จะเกิดผลอะไร ท่านโยบต้องการคำแนะนำในการถือศาสนาอย่างถูกต้องหรือ หรืออะไรอื่น ท่านโยบต้องการอะไรที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง

       อ่าน พระธรรม ยอห์น 8:1-11 พระเยซูทรงแสดงให้เห็นอะไรตรงนี้ที่เพื่อนๆ ของท่านโยบไม่มี


       ในเรื่องนี้ มีความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างผู้หญิงที่ได้ทำผิดด้วยการล่วงประเวณี และเหล่าผู้ปรักปรำเธอ และท่านโยบ กับพวกเพื่อนๆที่ปรักปรำท่านโยบ ผู้หญิงในเรื่องนี้เป็นคนที่ทำผิดจริง เธออาจมีความผิดเล็กน้อยกว่าเหล่าผู้กล่าวหาเธอ แต่ไม่มีใครสงสัยว่าเเธอทำผิดจริงหรือไม่ แต่ท่านโยบไม่ได้ทำผิดตามที่พวกเพื่อนๆ ของท่านปรักปรำ แต่สมมติว่าท่านโยบได้ทำผิดเหมือนผู้หญิงคนนั้น ถ้าเป็นดังนั้น ท่านโยบต้องการอะไรจากเพื่อนๆของท่าน อย่างผู้หญิงคนนั้นต้องการ และผู้คนที่กำลังประสบกับความทุกข์เดือดร้อนต้องการพระคุณของพระเจ้า และการยกโทษมิใช่หรือ
       “พระเยซูทรงยกโทษให้ผู้หญิงคนนั้น และหนุนใจเธอให้ดำเนินชีวิตดีขึ้น โดยการให้การอภัย พระอุปนิสัยของพระเยซูฉายออกซึ่งความงดงามสมบูรณ์ในความชอบธรรม ขณะที่พระองค์ไม่ได้ปิดบัง หรือทำให้ความบาปบรรเทาลง หรือทำให้ความรู้สึกผิดบาปลดน้อยกว่าเดิม พระองค์ไม่ได้พยายามวิพากษ์วิจารณ์ แต่เพื่อจะช่วยให้รอด โลกนี้มองดูผู้หญิงคนนี้อย่างดูหมิ่นดูแคลน และหัวเราะเยาะ แต่พระเยซูตรัสกับเธอด้วยการปลอบโยน และให้ความหวัง” (เอลเลน จี. ไว้ท์ ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชนหน้า 462)
       พระธรรมโยบสอนเราว่า เราควรจะให้คนอื่นในสิ่งที่เราต้องการได้รับ หากว่าเราต้องสวมรองเท้าของพวกเขา (นึกถึงใจเขาใจเราโดยเฉพาะเมื่อเราทำผิดอย่างที่พวกเขาทำผิดเราต้องการอะไร) แน่นอนย่อมมีเวลาสำหรับการติเพื่อก่อ ให้เขา หรือเธอแก้ไข แต่ก่อนที่เราจะ “ว่ากล่าว หรือตำหนิ” สำหรับผู้ที่ได้ทำผิด เราจำเป็นต้องมีท่าทีถ่อมใจลง เพราะเราต่างก็เป็นคนบาปด้วยตัวเราเองเช่นกัน

       เราสามารถเรียนรู้ที่จะมีความเมตตากรุณามากขึ้นสำหรับเหล่าผู้ที่ประสบความทุกข์เดือดร้อน แม้ว่าจะเป็นความทุกข์เดือดร้อนจากการทำผิดของพวกเขาเองก็ตาม
 

วันพุธ      มากกว่าหนาม และพืชมีหนาม   (ปฐมกาล 3:16-24)
               MORE THAN THORNS AND THISTLES


       เราทั้งหลายทราบว่าชีวิตมีความยากลำบาก ตั้งแต่สวนเอเดนมาแล้ว หลังจากการล้มลงในความบาป เราต่างได้รับเบาะแสว่าชีวิตต่อไปไม่สุขสงบเหมือนที่เคยเป็น ยกตัวอย่างเช่น องค์พระผู้เป็นเจ้าปล่อยให้บิดามารดาคู่แรกของเราได้รับผลบางประการในความบาปของพวกเขา (ปฐมกาล 3:16-24) นั่นเป็นเพียงการชิมลาง และนับว่านั่นเป็นการท้าทายที่เราต้องเผชิญในชีวิตซึ่งเป็น “หนามและพืชมีหนาม” ชีวิตของมนุษย์จึงแตกต่างไปอย่างยิ่งจากที่พบเห็นในวันนี้
       เรามองไปรอบๆ และพบกับความทุกข์ยากเดือดร้อน การเจ็บป่วย ความยากจน การสงคราม อาชญากรรม ความซึมเศร้า อากาศ และสิ่งแวดล้อมมีมลภาวะ และความอยุติธรรม นักประวัติศาสตร์ชื่อ เฮโรโดทัส เขียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมซึ่งประชาชนไว้ทุกข์โศกเศร้าเมื่อเด็กทารกแต่ละคนลืมตาดูโลก พวกเขาเป็นทุกข์ เพราะพวกเขาทราบว่าเด็กจะต้องพบกับโศกเศร้า และความยากลำบากอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเขาหรือเธอเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ มองดูแล้วช่างเป็นสิ่งน่ากลัว แต่ใครจะโต้แย้งกับอ้างเหตุผลเช่นนี้เล่า
       แต่ในพระธรรมโยบ ยังมีข่าวสารแห่งความหวังสำหรับเรา เกี่ยวกับสภาพของมนุษย์ อย่างที่เราได้เรียนรู้มา ท่านโยบเป็นสัญลักษณ์ของคนทั้งปวงที่จะต้องพบกับความทุกข์ลำเค็ญ เราเป็นทุกข์เดือดร้อยบ่อยๆในลักษณะที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นความบาปประเภทไหนที่เราได้ก่อขึ้น เช่นเดียวกับความทุกข์ขมขื่นที่ท่านโยบได้รับ ซึ่งก็เป็นการไม่ยุติธรรมสำหรับเราเช่นกัน                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        
       พระธรรมโยบชี้เราไปยังพระเจ้า และความหวังของชีวิตในสวรรค์ ซึ่งบอกเราว่าทั้งหมดได้เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นจากสุญญายากาศ แต่ยังมีพระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญู ทรงรับรู้สิ่งที่ปวงที่กำลังเกิดขึ้น พระองค์ทรงสัญญาจะให้สรรพสิ่งถูกต้องในวันหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคำถามลึกล้ำ หรือธรรมดา ที่พระธรรมโยบปล่อยไปไม่มีคำตอบให้ แต่พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งปริศนาทั้งปวงในมือทั้งสองของเรา แต่จะเป็นผงคลีดินแห่งชีวิตของเราทั้งหลาย (อ่าน ปฐมกาล 3:19; โยบ 2:8)  แทนที่จะทรงปล่อยเราไว้ในความหวังที่ว่างเปล่า แต่จะทรงให้เรามีความหวังในบางสิ่งเกินกว่าที่เราสามารถมองเห็น รู้สึก หรือสัมผัสได้

       แบ่งปันข้อพระคัมภีร์ที่ท่านชื่นชอบ ซึ่งกล่าวชัดเจนว่า เรามีความหวังยิ่งใหญ่ที่ดำเนินไปไกลเกินกว่าสิ่งใดๆ ที่โลกนี้เสนอให้ (อ่านตัวอย่าง ฮีบรู 11:10; วิวรณ์ 21:2)


วันพฤหัสบดี       พระเยซู และท่านโยบ  (1 ยอห์น 2:1)                                                                                                                                                                                                               
                           
     JESUS AND JOB

       นักศึกษาพระคัมภีร์ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา พยายามค้นหาสิ่งต่างๆในเรื่องของท่านโยบ ที่มีอยู่เช่นกันในเรื่องของพระเยซู ท่านโยบไม่ใช่สัญลักษณ์ของพระเยซูโดยตรง (อย่างในเรื่องของสัตว์ต่างๆที่ใช้ในระบบเครื่องถวายสัตวบูชา)แต่พวกเขาได้พบการเปรียบเทียบที่น่าสนใจบางประการ ในการเปรียบเทียบเหล่านี้ เราสามารถเรียนรู้อีกบทเรียนหนึ่งจากเรื่องของท่านโยบ นั้นคือความรอดของเรา เป็นสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราต้องจ่ายราคาแสนแพง
      
       เปรียบเทียบ พระธรรม โยบ 1:1 กับ 1 ยอห์น 2:1; ยากอบ 5:6 และ กิจการฯ 3:14  มีอะไรที่เหมือนกันของข้อพระคัมภีร์แต่ละข้อเหล่านี้

      อ่าน พระธรรม มัทธิว 4:1-11 ในทางใดบ้างที่พระเยซู และท่านโยบ เหมือนซึ่งกันและกัน

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 26:61 ลูกา 11:15, 16; และ ยอห์น 18:30 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้พรรณนาถึงความยุ่งยาก และการกล่าวหาผิดๆ (กล่าวหาสำหรับการทำความผิด) ที่พระเยซูทรงมีประสบการณ์ ประสบการณ์ของพระเยซูที่เราอ่านในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เปรียบเทียบกับประสบการณ์ของท่านโยบได้อย่างไร

       เปรียบเทียบ พระธรรม โยบ 1:22 กับ ฮีบรู  4:15 ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองเหมือนกันอย่างไร

    
 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงให้เห็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจ ระหว่างประสบการณ์ของท่านโยบ และพระเยซู ของท่านโยบ แน่นอน ไม่ใช่ปราศจากซึ่งความบาป แต่พระเยซูไร้ซึ่งความบาป ท่านโยบเป็นชายที่สัตย์ซื่อ และเที่ยงธรรม ซึ่งชีวิตของท่านนำมาซึ่งพระสิริแด่พระเจ้า ท่านโยบถูกการทดลองโดยพญามาร เหมือนกับพระเยซูทรงได้รับการทดลองเช่นกัน ตลอดพระธรรมโยบ ท่านโยบถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ พระเยซูก็เหมือนกัน ต้องพบกับข้อกล่าวหาผิดๆ
       ประการสุดท้าย บางทีอาจสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ท่านโยบคงความสัตย์ซื่อ เช่นกันมีหลายสิ่งเกิดขึ้นกับพระเยซู แต่พระองค์ดำรงชีวิตโดยปราศจากความบาป เป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบซึ่งเป็นตัวแทนพระลัษณะอุปนิสัยของพระเจ้า พระเยซูคือ “พระบุตรเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระบิดา” (ฮีบรู 1:3) พระองค์ผู้เดียวที่ทรงชอบธรรมสำหรับความรอดของเราทั้งมวล
       ท่านโยบได้ผ่านความยากลำบากแสนเข็ญมามาก แต่ความทุกข์ทรมาน และความสัตย์ซื่อของท่านในช่วงความทุกข์ยากปวดร้าว ท่านโยบถือว่าเป็นสิ่งเล็กน้อย เมื่อเปรียบกับตัวอย่างชีวิตของพระเยซู เพราะพระองค์ต้องทนความเจ็บปวดทรมานบนไม้กางเขน และที่สุดได้สิ้นพระชนม์ ถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปแก่คนทั้งปวง ด้วยเหตุนี้พระองค์ทรง เป็นพระผู้ช่วยของท่านโยบ และของเราทั้งหลาย พระเยซูจะทรงเสด็จกลับมาอีกแน่นอน และในที่สุดท่านโยบได้กล่าวว่า “แต่ส่วนข้า ข้าทราบว่า พระผู้ไถ่ของข้าทรงพระชนม์อยู่ และในที่สุดพระองค์จะทรงปรากฏบนแผ่นดินโลก” (โยบ 19:25)
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       แต่พระธรรม โยบไม่ได้ยืนโดดเดี่ยวตามลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของภาพขนาดมหึมา ที่แสดงให้เห็นในพระวจนะของพระเจ้า หรือจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้นเป็นภาพฝ่ายจิตวิญญาณบนผ้าใบผืนใหญ่ ซึ่งให้ข่าวสารทรงพลังกับผู้ติดตามพระเจ้าทั้งมวล และข่าวสารนั้นคือ: ความซื่อสัตย์ในช่วงยากลำบาก ท่านโยบดำรงชีวิตเป็นต้นแบบตามคำตรัสของพระเยซูซึ่งกล่าวว่า “แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด” (มัทธิว 24:13)
       ผู้มีความเชื่อในพระเยซูจะแสวงหาลู่ทางจะทำในสิ่งที่ถูก แต่อาจมีบางครั้งต้องเผชิญกับสิ่งที่เป็นความผิดอันน่ากลัวผู้เชื่อในพระเยซูที่พยายามจะเป็นผู้สัตย์ซื่อย่อมไม่แคล้วได้พบการท้าทายความเชื่อของเขา หรือเธอ ผู้เชื่อในพระเยซูต่างต้องการได้รับการปลอบประโลม แต่บางครั้งกลับได้พบกับการกล่าวหาจากคนใกล้ชิด พระธรรมโยบเสนอให้เราพบตัวอย่างของบางคน ผู้เผชิญกับความทุกข์ยากลำบากสุดสุด อย่างกับท่านโยบ แต่ท่านคงความสัตย์ซื่อไว้มั่น โดยความเชื่อ และโดยพระคุณขอให้เราเชื่อวางใจใน “พระองค์นั้น” ผู้ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อท่านโยบ และเพื่อเราทั้งมวล และข่าวสารหนุนใจสำหรับเราคือ พระเยซูทรงตรัสว่า “ท่านจงไปทำ (เป็นเพื่อนบ้านที่ดี) เหมือนอย่างนั้นเถิด”  (ลูกา 10:37) หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างว่า พระเจ้าทรงหนุนใจเราให้มีความเชื่อ และไว้วางใจในพระบุตรของพระองค์ เหมือนที่ท่านโยบได้ทำ

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  ลองคิดว่าท่านมีจิตใจของชาวยิวคนหนึ่ง ผู้ทราบเกี่ยวกับพระธรรมโยบ ซึ่งมีชีวิตอยู่ก่อนพระเยซูเสด็จมาครั้งแรก มีคำถามอะไรที่คุณคิดว่าคนหนึ่งอาจมีในปัจจุบัน หลังการเสด็จมาของพระเยซู (ครั้งแรก) นั่นคือ เรื่องของพระเยซู และสิ่งที่พระองค์ได้ทรงทำเพื่อช่วยเราให้เข้าใจในพระธรรมโยบดีขึ้นอย่างไร

 2.  เมื่อคุณได้พบกับท่านโยบในสวรรค์ คำถามแรกคุณคิดจะถามท่านโยบคืออะไร เหตุใดจึงถามคำถามดังกล่าว เพราะเหตุใด


  3.  มีคำถามอะไรอีกบ้าง และประเด็นไหน ในพระธรรมโยบ (ที่เราได้ศึกษาจากบทแรกจนบทสุดท้าย) แต่คุณยังมีคำถาม และบางประเด็นอยากศึกษามากขึ้นในส่วนที่บทเรียนยังไม่ครอบคลุมในโอกาสหน้า

  4.  คุณได้รับบทเรียน “สำคัญด้านจิตวิญญาณ” อะไรจากบทเรียน ที่ใช้เป็นคู่มือศึกษาพระธรรมโยบไตรมาสนี้  แบ่งปันคำตอบในชั้นเรียนสะบาโตของคุณ

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272