Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index-Thai SSL 2Q2017 (April-June) จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด   >
.
Chapter 3: อาณาจักรของปุโรหิต
.

บทที่ 3
                                       อาณาจักรของปุโรหิต                                                                                                                            

                                           วันที่  8 - 14  เมษายน  2017

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :

1 เปโตร 2:1-3; ฮีบรู 4:12; 1 เปโตร 2:4-8; อิสยาห์ 28:16; อพยพ 19:3-6; 1 เปโตร 2:5, 9, 10

ข้อควรจำ      แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง
                    เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้ง
                    หลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจาก
                    ความมืด เข้าสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์" (
1 เปโตร 2:9)  

อัครทูตเปโตรได้ซึมซับวัฒนธรรมของชาวยิวมาอย่างเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนา และประวัติศาสตร์ งานเขียนของท่านแสดงให้เห็น ยกตัวอย่างเช่นท่านกล่าวว่า “ทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้า” (1 เปโตร 2:9) ด้วยการกล่าวเช่นนี้ ท่านอ้างถ้อยคำของพระคัมภีร์เดิม เพื่อพรรณนาถึงชนอิสราเอลในอดีตนานมาแล้ว และท่านใช้ถ้อยคำเดียวกันนี้เพื่อพรรณนาคริสตจักรสมัยพระคัมภีร์ใหม่
       ทำไมจะไม่ได้ เพราะจะว่าไปผู้เชื่อชาวต่างชาติ และผู้เชื่อชาวยิวตอนนี้ได้รวมเข้าด้วยกัน พระคัมภีร์ใช้ถ้อยคำพิเศษเพื่อช่วยเราให้เข้าใจว่า อะไรคือความหมายของคำว่ารวมกันเป็นหนึ่ง ถ้อยคำดังกล่าวจะพบในพระธรรมโรมคือ “การต่อ” หรือ “การทาบกิ่ง”
(graft) นั่นก็คือการนำเอากิ่งจากต้นใหม่มาต่อ หรือทาบกับกิ่งของต้นเดิม ทำให้กิ่งใหม่รวมเป็นกิ่งของต้นเดิม นั่นคือ “ผู้เชื่อใหม่” ถูกทาบเข้ากับ “ประชากร” ดั้งเดิมของพระเจ้าคือชาวยิว บัดนี้ผู้เชื่อชาวต่างชาติได้เข้าส่วนในพระสัญญาของพระคัมภีร์เดิม พระธรรมโรมได้กล่าวว่า “ทรงหักกิ่งบางกิ่งออกเสียแล้ว และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่ามาต่อไว้แทนกิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับนำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก” (โรม 11:17 อ่านข้อ 18 ด้วย)
       ข้อพระคัมภีร์สำหรับสัปดาห์นี้ ท่านเปโตรเตือนผู้อ่านของท่านว่า พวกเขาเป็นประชากรที่ถูกเรียกให้ทำหน้าที่ซึ่งมีความรับผิดชอบสูงส่ง เพราะพวกเขาได้รับการต่อเข้ากับกิ่งของต้นมะกอก และต้นมะกอกเป็นสัญลักษณ์ของพระเยซู ความรับผิดชอบบางอย่างของผู้เชื่อใหม่เป็นอย่างเดียวกับประชากรอิสราเอลในพระคัมภีร์เดิม หนึ่งของงานที่ได้รับมอบหมายคือการบอกคนอื่นๆ เกี่ยวกับความจริงยิ่งใหญ่ที่พระเยซูทรงช่วยเราให้รอดพ้นการถูกลงโทษจากความบาปของเรา การที่พระคริสต์ทรงทำเช่นนั้น ก็เพื่อจะทรงประทานชีวิตชั่วนิรันดร์ให้เรา

 
วันอาทิตย์   ดำเนินชีวิตฐานะคริสเตียน  (1 เปโตร 2:1-3)

                             LIVING AS A CHRISTIAN


       พระธรรม 1 เปโตร 2:1 เริ่มต้นด้วยคำว่า “เหตุฉะนั้น” คำว่า “เหตุฉะนั้น” หมายถึงถ้อยคำที่เป็นผลลัพธ์ตามมาจากสิ่งที่อยู่ก่อนหน้า เราได้เห็นว่า พระธรรม 1 เปโตร บทที่ 1 เป็นคำอธิบายทรงพลังในสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำไปเพื่อเรา ถ้อยคำดังกล่าวสอนเราว่า เราควรตอบสนองต่อของประทานแห่งความรอดอย่างไร ในบทต่อไปท่านเปโตรอธิบายหัวข้อหลักนี้กว้างออกไป

       อ่าน พระธรรม
1 เปโตร 2:1-3 ท่านเปโตรบอกเราเกี่ยวกับว่า เราควรดำรงชีวิตอย่างไร

      ท่านเปโตรใช้คำสองคำที่ทำให้มองเห็นภาพสองภาพแยกจากกัน ที่จะแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงขอสองสิ่งจากคริสเตียนทั้งปวง ประการแรก เราต้อง “ละเลิก” (give up) บางสิ่งเป็นสำคัญ ประการที่สอง คริสเตียนควรพยายามทำบางสิ่งซึ่งเป็นด้านบวกเพื่อพระเจ้าด้วยชีวิตของพวกเขาเอง
       คำแรกที่ท่านเปโตรกล่าว เรามองเห็นภาพคือ ท่านเร้าใจให้คริสเตียน “โยนทิ้ง” หรือ หรือกำจัดความปรารถนาที่ทำให้คนอื่นเจ็บปวด คริสเตียนจะไม่กล่าวเท็จ หรือโกหกคนอื่น พวกเขาต้องพูดความจริง คริสเตียนจะไม่อิจฉาริษยาคนร่ำรวย หรือมีบางสิ่งมากกว่า ดีกว่าพวกเขา แทนจะอิจฉาตาร้อนพวกเขาจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขจากสิ่งที่พวกเขามีอยู่ หรือเป็นอยู่ในชีวิตของพวกเขาเอง พวกเขาจะประสบความสำเร็จในจุดที่พระเจ้าทรงให้พวกเขาเป็นอยู่ และคริสเตียนจะไม่กล่าวในสิ่งที่สร้างความเสียหายแก่ชื่อเสียง หรือความนับถือของคนอื่น
       คำที่สองที่ท่านเปโตรกล่าวแล้วทำให้มองเห็นภาพ คือเด็กทารกร้องไห้สำหรับนม (
1 เปโตร 2:2) มโนภาพนี้แสดงให้เห็นด้านบวกของการดำเนินชีวิตคริสเตียน ซึ่งจะว่าไปชีวิตของคริสเตียนไม่เพียงแค่ขจัดสิ่งชั่วร้าย ชีวิตเช่นนั้นรังแต่จะให้ความว่างเปล่า ไม่เลย ชีวิตของคริสเตียนคือสิ่งเกี่ยวกับความต้องการที่จะป้อนอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ และคริสเตียนจะต้องการอาหารฝ่ายจิตวิญญาณอย่างเดียวกับ “อำนาจความอยากบังคับเด็กทารกที่กำลังหิวคนหนึ่งให้ร้องไห้ขอนมดื่ม”
       ท่านเปโตรชี้ให้ผู้อ่านของท่านมองเห็น “แหล่งที่มาของอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ” (อ่าน ฮีบรู
4:12; มัทธิว 22:29; 2 ทิโมธี 3:15-17) พระคัมภีร์เป็นแหล่งที่มา (source) ของจิตวิญญาณ เป็นพระวจนะของพระเจ้า การเลี้ยงดูด้วยพระวจนะของพระเจ้าช่วยเราให้เติบโต และช่วยเราให้อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณมากขึ้น พระวจนะสอนเราให้มองเห็นความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่ถูก” และ “สิ่งที่ผิด”
       พระคัมภีร์มีภาพเต็มที่สุด และชัดเจนที่สุดของพระเยซูคริสต์ และพระเยซูทรงเป็นตัวอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดว่าพระเจ้าคือใคร ในพระเยซู เรามองเห็นพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ บริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเราควรจะรัก และรับใช้พระองค์

       เราต้อง “ป้อน” ด้วยพระวจนะของพระเจ้า เหตุใดการทำเช่นนั้นจะช่วยเรา “ให้โยน” สิ่งไม่พึงประสงค์ทิ้งไป หรือไม่ก็ “หยุด” ทำในสิ่งที่เป็นอันตราย ตามที่ท่านเปโตรได้กล่าวเตือนเราไว้


วันจันทร์   พระศิลาที่ทรงชีวิต  (1 เปโตร 2:4-8)
                     
THE LIVING STONE

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 2:4-8  (อ่าน อิสยาห์ 28:16; เพลงสดุดี 188:22; อิสยาห์ 8:14, 15 ด้วย)  มีความจริงสำคัญอะไรที่ท่านเปโตรกำลังอ้างถึงใน 1 เปโตร 2:4-8 ท่านพูดอะไรกับเราเกี่ยวกับว่า เราจะตอบสนองต่อพระเยซูอย่างไร เราจะกระทำตัวอย่างไร

       อัครทูตเปโตรบอกผู้อ่านของท่านให้หิวอาหารฝ่ายจิตวิญญาณ จากนั้นทันทีท่านเปโตรหันเหความสนใจของพวกเขาไปยังพระคริสต์ พระเยซูทรง “เป็นศิลาที่ทรงชีวิต” ท่านเปโตรใช้คำว่า “ศิลา” ดูเหมือนจะอ้างถึงพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม ใน 1 เปโตร 2:4-8 ท่านเปโตรอ้างอิงข้อพระคัมภีร์เดิมสามข้อ ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้พูดเกี่ยวกับความสำคัญของ “ศิลาหัวมุม” ศิลาหัวมุมเป็นภาพพจน์แสดงให้มองเห็นงานที่พระเยซูทรงทำในคริสตจักรของพระองค์
       จุดที่ท่านเปโตรเน้นคือพระเจ้าทรงเลือกพระเยซูให้กลายเป็นศิลาหัวมุมของพระนิเวศฝ่ายจิตวิญญาณของพระเจ้า คริสเตียนก็เช่นกันเป็นก้อนศิลามีชีวิตที่ประกอบกันขึ้นเป็นวิหารนี้ คริสตจักรวางรากฐานบนพระเยซู แต่คริสตจักรนั้นก่อสร้างขึ้นจากเหล่าผู้ติดตามพระองค์
       ให้สังเกตุว่าการกลายเป็นคริสเตียนหมายถึง คุณกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนคริสเตียน หรือโบสถ์ท้องถิ่น ตัวอย่างของก้อนอิฐช่วยให้เราเข้าใจแนวคิดนี้ ในการสร้างอาคารที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่ยังต้องสร้างด้วยก้อนอิฐขนาดเล็กจำนวนมาก แต่ละก้อนเรียงตามแนว และก่อตัวกันสูงขึ้นเป็นชั้นๆ ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนหมายความว่าแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่มีขนาดใหญ่กว่าของเหล่าผู้เชื่อทั้งหลาย พวกเขาไม่ได้ถูกเรียกให้ติดตามพระคริสต์ และแยกตัวจากคนอื่นๆ คริสเตียนคนหนึ่งต้องนมัสการ และทำงานร่วมกับคริสเตียนคนอื่นๆ เพื่อสร้างอาณาจักรของพระเจ้า คริสเตียนผู้ไม่ทำในสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจเรียกว่าเป็นคริสเตียนแท้ได้ เพราะเหตุใด คริสเตียนคือผู้รับบัพติศมาเข้าสู่
พระคริสต์ และการรับบัพติศมาเข้าสู่พระคริสต์หมายความว่า คริสเตียนรับบัพติศมาเข้าสู่คริสตจักรของพระองค์นั่นเอง
       ท่านเปโตรพูดเกี่ยววัตถุประสงค์ของคริสตจักร ซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นด้วย “ปุโรหิตบริสุทธิ์” (
1 เปโตร 2:5) และปุโรหิตบริสุทธิ์เหล่านี้ “ถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ” ในพระคัมภีร์ฉบับภาษาต้นฉบับ คือภาษาฮีบรู เหล่าปุโรหิตทำการรับใช้เป็นคนกลาง คือพวกเขารับใช้พระเจ้า และประชากรของพระองค์ ท่านเปโตรและคนอื่นๆในพระคัมภีร์ใหม่บ่อยครั้งใช้คำว่า “พระวิหาร” และ “ปุโรหิต” พวกเขาให้คำเหล่านี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า โบสถ์ หรือวิหารแป็นวิหารอันมีชีวิตของพระเจ้า และประชากรของพระองค์เป็นปุโรหิตสำหรับวิหารนั้น ท่านเปโตรชี้ย้อนกลับไปยังระบบการนมัสการในพระคัมภีร์เดิม จากการศึกษาความจริงเหล่านี้ในพระคัมภีร์เดิม ท่านเปโตรแสดงให้เห็นว่าคริสเตียนควรดำรงชีวิต และประพฤติตนอย่างไรในปัจจุบัน

       อ่าน พระธรรม
1 เปโตร 2:5 อีกครั้งหนึ่ง ท่านเปโตรหมายความถึงอะไร เมื่อท่านกล่าวถึง “การถวายบูชาฝ่ายวิญญาณจิต” คริสเตียนจะปฏิบัติตามคำกล่าวอย่างไร

 
วันอังคาร   ประชากรแห่งพระสัญญา  (ปฐมกาล 17:1-4)        
                  
THE PEOPLE OF THE PROMISE

       ขณะที่ท่านเปโตรเขียนพระธรรมเปโตรทั้งสองเล่ม จิตใจของท่านคำนึงถึงพระวจนะของพระเจ้าในพระคัมภีร์เดิมอย่างลุ่มลึก แนวคิดสำคัญอย่างหนึ่งในพระคัมภีร์เดิมคือเรื่อง “พันธสัญญา” (covenant)
       คำว่า “พันธสัญญา” มาจากภาษาฮีบรูคือ “เบริท” (berit) ซึ่งพรรณนาถึงข้อตกลงทางกฏหมายระหว่างสองกลุ่ม คำว่าพันธสัญญาอาจหมายถึงบุคคลสองคนก็ได้ (ปฐมกาล 31:44) ตรงนี้คือพันธสัญญาถูกแปลว่า “สนธิสัญญา”      (treaty) ในพระคัมภีร์ใหม่ อนึ่งพันธสัญญาอาจเป็นสัญญาผูกพันระหว่างกษัตริย์องค์หนึ่ง และประชากรของพระองค์ (2 ซามูเอล 5:3) ก็ได้เช่นกัน
      แต่มีพันธสัญญาฉบับหนึ่งซึ่งโดดเด่นกว่าพันธสัญญาทั้งมวล เป็นพันธสัญญาพิเศษ ซึ่งว่าด้วย “สัมพันธภาพ” ระหว่างพระเจ้า และประชากรทึ่ได้ทรงเลือกสรรไว้ของพระองค์


       อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 17:1-4; อพยพ 2:24; และ อพยพ  24:3-8 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับพันธสัญญาพระเจ้าทรงทำขึ้นกับชนอิสราเอลอะไรบ้าง

       หนังสือเล่มแรกของพระคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับท่านอับราฮัมอย่างไร (ปฐมกาล 15:9-21;  ปฐมกาล 17:1-27) พระเจ้า “ทรงระลึกถึง” (remember) พันธสัญญานี้ เมื่อพระองค์ทรงทรงช่วยประกรของพระองค์ให้
พ้นจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ (อพยพ
2:24) จากนั้นพระเจ้าทรง “ต่อ” พันธสัญญากับพวกเขาเมื่อทรงประทานพระบัญญัติสิบประการ และกฏเกณฑ์อื่นๆ กับพลไพร่อิสราเอล (อพยพ 19:1-24:8; โดยเฉพาะอย่างยิ่งอพยพ 24:3-8)
       แต่พันธสัญญาของพระเจ้ามาพร้อมกับข้อกำหนด “องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำ “ข้อตกลง” (agreement) กับประชากรของพระองค์ พวกเขาต้องสัตย์ซื่อเป็นการตอบแทน พวกเขาจะต้องเชื่อฟังข้อกำหนดของพระองค์ หากพวกเขาทำได้พระองค์ก็จะทรงอวยพรครอบครัว และสรรพสิ่งที่พวกเขาเป็นเจ้าของ อีกทั้งจะทรงอวยพรให้งานที่มือของพวกเขาจับทำ”
เอลเลน จี. ไว้ท์  คำพยานสำหรับคริสตจักร, เล่ม 2, หน้า 574
       พันธสัญญาให้คำสัญญาว่า พระเจ้าจะทรงอวยพระให้ประชากรของพระองค์ แต่พระเจ้าจะทรงอวยพรพวกเขาเมื่อพวกเขารักษาพระบัญญัติของพระองค์เท่านั้น และนอกจากนี้พันธสัญญายังเตือนถึงความพินาศ แต่การเตือนเหล่านั้นสำหรับเหล่าผู้ไม่เชื่อฟังพันธสัญญาของพระเจ้าเท่านั้น
      
      
หมายความว่าอะไร เมื่อคุณทำพันธสัญญาเชื่อมความสัมพันธ์กับพระเจ้า มีข้อกำหนดพิเศษอะไรที่ความสัมพันธ์นี้ผูกพันไว้กับคุณ

วันพุธ     อาณาจักรของปุโรหิต  (1 เปโตร 2:5, 9, 10)      
                 
A KINGDOM OF PRIESTS


       องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสกับท่านโมเสสใน พระธรรมอพยพ 19:3-6 ว่า “โมเสสขึ้นไปเฝ้าพระเจ้า พระเจ้าตรัสจากภูเขานั้นว่า “บอกวงศ์วานยาโคบ และชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า พวกเจ้าได้เห็นกิจการซึ่งเรากระทำกับชาวอียิปต์แล้ว และที่เราเทิดชูเจ้าขึ้น ดุจดังด้วยปีกนกอินทรี เพื่อนำเจ้ามาถึงเรา เหตุฉะนี้ถ้าเจ้าฟังเสียงเรา และรักษาพันธสัญญาของเราไว้ เจ้าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเราที่เราเลือกสรรจากท่ามกลางชนชาติทั้งปวง เพราะแผ่นดินทั้งสิ้นเป็นของเรา เจ้าทั้งหลายจะเป็นอาณาจักรปุโรหิต และเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา นี่เป็นถ้อยคำที่เจ้าต้องบอกให้คนอิสราเอลฟัง”
       นี่คือข่าวพระกิตติคุณ ซึ่งได้แสดงให้เห็นหลายพันปีก่อนไม้กางเขน ข่าวสารนั้นคือ
: พระเจ้าทรงช่วยให้รอดพ้น พระองค์ทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้พ้นจากความบาป และจากการตกเป็นทาสของความบาป และจากนั้นทรงบัญชาพวกเขาให้รัก และเชื่อฟังพระองค์ เพราะบัดนี้พวกเขาเป็นประชากรแห่งพันธสัญญาพิเศษของพระองค์ พวกเขาจะต้องเป็นพยานของพระเจ้าต่อหน้าชาวโลก

              อ่าน พระธรรม
1 เปโตร 2:5, 9, 10 ; และ อพยพ 19:6  ท่านเปโตรหมายความถึงอะไร เมื่อท่านเรียกคริสเตียนทั้งมวลว่า “ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง” (1เปโตร 2:9)ถ้อยคำเหล่านี้กล่าวกับเราซึ่งเป็นคริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เกี่ยวกับหน้าที่รับผิดชอบของเราที่มีต่อพระเจ้า และต่อโลกทั้งใบอะไรบ้าง

       คำว่า “ประชาชาติบริสุทธิ์” “พวกปุโรหิตหลวง” และ “ประซาชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว” ทั้งหมดเป็นชุดของถ้อยคำ “ประเภท” ให้เกียรติ พระคัมภีร์ใช้ถ้อยคำเหล่านี้พรรณนาถึงความสัมพันธภาพพิเศษพระเจ้าทรงมีกับพงศ์พันธุ์ของท่านอับราฮัม อัครทูตเปโตรใช้ถ้อยคำชุดเดียวกัน เมื่อท่านพูดเกี่ยวพระเยซู และไม้กางเขน และใช้ในการพรรณนาถึงสมาชิกของคริสตจักร
       พันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับชนอิสราเอล ได้ทรงทำอย่างเดียวกับชาวยิวผู้เชื่อในพระเยซู และเช่นเดียวกันทรงทำกับชนต่างชาติที่เชื่อในพระเยซูเช่นกัน ถูกแล้วผ่านทางพระเยซูชาวต่างชาติสามารถอ้างสิทธิ์เป็นพงศ์พันธุ์ของท่านอับราฮัมได้ ดังข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า “และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้ว ท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา” (กาลาเทีย
3:29) ผ่านทางพระคริสต์ ใครที่เชื่อในพระเยซูสามารถเข้าร่วมเป็น “พวกปุโรหิตหลวง” ของพระองค์ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า แม้พวกเขาไม่ใช่สายเลือดของชาวยิวก็สามารถเข้าร่วมได้

       ชนชาติบริสุทธิ์หรือ ปุโรหิตหลวงหรือ ส่วนของประโยคเหล่านี้กล่าวกับเราเกี่ยวกับ “ประเภทของการดำเนินชีวิต” ในฐานะปัจเจกชน หรือเป็นโบสถ์ เราจะสามารถดำเนินชีวิตขึ้นสู่ระดับเหมาะสมกับการทรงเรียกอันสูงส่งนี้ได้อย่างไร


วันพฤหัสบดี   ประกาศพระบารมีของพระเจ้า  (1 เปโตร 2:9)
                                  PRAISING GOD

       โบสถ์ หรือคริสตจักรในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ เป็นอย่างเดียวกับคริสตจักรในพระคัมภีร์เดิมหลายประการร ยกตัวอย่างเช่น โบสถ์ทั้งสองยุคต่างได้รับ “ความจริงแห่งความรอด” และโบสถ์ทั้งสองยุคถูกเรียกให้ออกมา และถูกเลือกโดยพระเจ้า คำถามมีว่า คำว่า “การเรียกออกมา และการถูกเลือกไว้สำหรับอะไร” อัครทูตเปโตรให้คำตอบอย่างฉับพลัน
       อัครทูตเปโตรชี้ให้เห็นถึง “วัตถุประสงค์” ในความสัมพันธ์พิเศษระหว่างพระเจ้าและคริสตจักร นั่นคือคริสเตียนถูกเรียก “เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ทรงได้เรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์” (
1 เปโตร 2:9) ชนอิสราเอลในสมัยพระคัมภีร์เดิมถูกเรียกให้ทำงานชิ้นนี้ พระเจ้าทรงเรียกพวกเขาให้เป็นพยานของพระองค์แก่ชาวโลก ทั้งนี้เพราะว่าพระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะทรงอวยพรแก่โลกผ่านทางชนอิสราเอล ซึ่งเป็นประชากรแห่งพระสัญญาของพระองค์

       อ่าน ข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้
: เฉลยธรรมบัญญัติ 4:6; เฉลยธรรมบัญญัติ 26:18, 19; อิสยาห์ 60:1-3; เศคาริยาห์ 8:23  อะไรคือจุดเน้นเดียวกันที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อ้างถึง

       ชนอิสราเอลเป็นประชากรแห่งพันธสัญญาของพระเจ้า เป็นภาระของพวกเขาที่จะเอื้อมถึงชาวโลกด้วยพระกิตติคุณ คริสเตียนก็เช่นกันได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าให้ดำเนินพันธกิจอย่างเดียวกัน พวกเขาถูกเรียกให้ทำการแบ่งปันพระกิตติคุณ คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำสำหรับชาวโลกผ่านทางพระคริสต์

       อ่าน พระธรรม
1 เปโตร 2:10 ซึ่งกล่าวว่า “เมื่อก่อนท่านทั้งหลายไม่มีชาติ แต่บัดนี้ท่านเป็นชนชาติของพระเจ้าแล้ว เมื่อก่อนท่านทั้งหลายหาได้รับพระกรุณาไม่ แต่บัดนี้ท่านได้รับพระกรุณาแล้ว” เหตุใดพระคัมภีร์ข้อนี้จึงเป็นแกนกลางสำหรับพันธกิจ และวัตถุประสงค์ทั้งสิ้นของคริสเตียนทั้งมวล

       โลกนี้ตกอยู่ในห้วงลึกของความบาป ความตาย และความพินาศที่จะตามมา พระเยซูทรงประทานพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อช่วยทุกคนจากความพินาศ คำที่สรรมาเฉพาะคือ “ที่ให้เกียรติยกย่อง” พระเจ้าทรงประทานให้ชนอิสราเอลได้ทรงประทานให้คริสเตียนทั้งปวงเช่นกัน: เราเป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เช่นเดียวกับชนอิสราเอลยุคก่อน คำ “ที่ให้เกียรติยกย่อง” ทรงให้มาพร้อมกับความรับผิดชอบ เราทั้งหลายมีหน้าที่นำคนอื่นมาหาพระคริสต์
       ดังข้อพระคัมภีร์
1 เปโตร 2:10 กล่าว คริสเตียนปัจจุบันได้รวมกันเป็นคริสตจักรต่างๆ แต่ทั้งมวลได้รับพระกรุณาให้กลายเป็น “ผู้บริสุทธิ์” (อ่านพระธรรม โฮเชยา บทที่ 1, 2) ในพระคัมภีร์ คำว่า “บริสุทธิ์” โดยปกติหมายถึงการแยกออกมานมัสการพระเจ้า ดังนั้น ในฐานะที่เป็นชนชาติ “บริสุทธิ์” คริสเตียนจะต้องแยกตัวเองออกจากโลกมานมัสการพระเจ้า การแยกตัวนี้จะแสดงออกมาให้เห็นในลักษณะการดำเนินชีวิต อนึ่งพวกคริสเตียนเป็นประดุจไฟจะโน้มนำคนอื่นๆ ให้เข้ามารับความอบอุ่น ในทำนองนี้พระเจ้าทรงประทานให้คริสเตียนทำการแบ่งปันความรอดกับคนทั้งปวง จากประสบการณ์ที่พวกเขามีกับพระองค์มาแล้ว

 
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “โบสถ์ หรือคริสตจักรเป็นสิ่งมีค่าสูงส่งในสายพระเนตรของพระเจ้า พระองค์ตีราคาไว้สูง แต่พระองค์ไม่ทรงตีราคาจากความงามสง่าของอาคาร ความมีชื่อเสียง ความมั่งคั่ง หรือการมีพลังอำนาจ พระองค์ทรงตีค่าจากความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ที่โบสถ์แยกออกจากโลก พระเจ้าทรงตีค่าจากมาตรฐานสองประการ ประการแรก พระองค์ทรงให้คุณค่าจากการเติบโตในความรู้เรื่องพระเยซูของสมาชิกโบสถ์ และประการที่สอง พระองค์ทรงให้คุณค่าว่าเหล่าผู้เชื่อเติบโตในประสบการณ์ฝ่ายจิตวิญญาณมากเพียงใด
       “พระคริสต์ทรงปรารถนารับผลจากสวนองุ่น (โบสถ์) ผลนั้นคือ “ความบริสุทธิ์” และ “ความไม่เห็นแก่ตัว” พระองค์ทรงเฝ้ามองจะได้เห็นเหล่าสมาชิกแสดงออกซึ่งความรัก และความดี ไม่มีความงดงามด้านศิลปะใดๆ จะเข้าเทียบเคียงกับ ”ความงามของความกรุณา” และ “ความดี” ซึ่งแสดงให้เห็นในเหล่าตัวแทนของพระคริสต์ ได้มองเห็นพระคุณของพระองค์ห่อหุ้มดวงวิญญาณของเหล่าผู้เชื่อ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำงานในดวงจิต และดวงใจ เขาหรือเธอจนได้กลายเป็นดุจ “น้ำหอมแห่งชีวิต” (
1 โครินธ์ 2:16) พระเจ้าทรงทำงานกับเราผ่านของประทานแห่งพระคุณ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในลักษณะนี้พระองค์สามารถอวยพระพรให้งานของพระองค์” เอลเลน จี. ไว้ท์ อุทาหรณ์สอนชีวิต, หน้า 298

คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.  การถูกนำออกมาจากความมืดเข้าสู่ “ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระเจ้า” (1 เปโตร 2:9) จะเป็นเหมือนกับอะไร ข้อพระคัมภีร์นี้หมายถึงอะไร ถ้าจะให้คุณพรรณนาแนวคิดนี้ให้กับบางคน ที่ยังไม่เชื่อในพระเยซูคุณจะอธิบายอย่างไร อะไรคือความมืด อะไรคือความสว่าง ท่านเปโตรเขียนเปรียบเทียบตรงนี้ท่านพยายามอธิบายให้เรามองเห็นความจริงอะไร มีอะไรแตกต่างกันระหว่างสองสิ่งนี้ (ความมืด และความสว่าง)

  2.  อ่าน เฉลยธรรมบัญญัติ
4:5-8  ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้พูดอะไรกับเราที่เป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ข้อพระพระคัมภีร์เหล่านี้ช่วยเราให้เข้าใจว่า เราได้รับการเรียกโดยพระเจ้าให้ดำเนินการ หรือปฏิบัติในสิ่งทั้งปวงที่ทรงประทานให้กับคริสตจักรของเราอย่างไร
    
  3.  อ่านพระธรรม
1 เปโตร 2:3 ท่านเปโตรหมายความอย่างไร เมื่อท่านพูดว่า “เพราะท่านได้ลิ้มรสพระกรุณาคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้า” ในวิธีใดบ้างที่คุณ “ได้ลิ้มรส” ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสนดีเพียงใด
     
  4.  ครุ่นคิดเกี่ยวกับโบสถ์ท้องถิ่นของคุณ โบสถ์ของคุณได้เตรียมการ หรือจัดการอย่างไร เพื่อทำให้พี่น้องสมาชิกปฏิบัติตนให้เป็นที่ดึงดูดแก่ผู้คนที่ยังไม่รู้จักเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส หรือเกี่ยวกับความเชื่อของเรา      
             

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272