Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index-Thai SSL 2Q2017 (April-June) จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด   > Chapter 3: อาณาจักรของปุโรหิต >
.
Chapter4:ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น                  
.
บทที่  4
                               ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น                  
                                       วันที่ 15 – 21 เมษายน  2017
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
1 เปโตร 2:13-23; 1 เปโตร 3:1-7; 1 โครินธ์ 7:12-16; กาลาเทีย 3:27, 28; กิจการฯ 5:27-32; เลวีนิติ 19:18

ข้อควรจำ      “ที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรหมดก็คือ จงรักซึ่งกัน และกันให้มาก เพราะว่าความ
                    รักลบล้างความผิดมากมายได้" (1 เปโตร 4:8)        


จดหมายฝากฉบับที่หนึ่งของอัครทูตเปโตร จัดการเรื่องคำถามที่ยากยิ่งบางข้อเกี่ยวกับเรื่องของสังคมในสมัยของท่าน ยกตัวอย่างเช่น คริสเตียนจะดำรงชีวิตอย่างไรกับรัฐบาลที่ทารุณ และชั่วร้าย อัครทูตเปโตรบอกให้ผู้อ่านของท่านทำตัวอย่างไร และถ้อยคำของท่านเปโตรเช่นนั้นมีความหมายต่อเราในปัจจุบันอะไรบ้าง
       คริสเตียนที่ยังเป็นทาสจะปฏิบัติตนอย่างไร เมื่อเจ้านายของพวกเขาปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างรุนแรง และไม่เป็นธรรม ความสัมพันธ์ระหว่าง “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” ในปัจจุบันมีความแตกต่างจากสมัยของท่านเปโตร ไม่สงสัยเลยสิ่งที่ท่านเปโตรได้กล่าว ยังมีความหมายสำหรับเหล่าลูกจ้างที่ต้องเกี่ยวของกับเจ้านายที่ไม่ยุติธรรม ช่างน่าสนใจที่ท่านเปโตรชี้ไปยังพระเยซู! ยิ่งกว่านั้น พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่บอกว่าคริสเตียนควรทำตัวอย่างไร เมื่อเผชิญกับการปฏิบัติที่รุนแรง หรือไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง หรือความอยุติธรรม (1 เปโตร 2:21-24)
       ท่านเปาโลให้โอวาทเรื่องการครองเรือนด้วย โดยแนะนำว่าสามี และภรรยาควรมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร พวกเขาควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร เมื่อพวกเขามีความเห็นไม่ลงรอยกันในบางเรื่อง โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องสำคัญมากอย่างเช่นเรื่องของความเชื่อในศาสนาของพวกเขา
       ในที่สุดคริสเตียนควรมีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอย่างไร และพวกเขาควรปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อรัฐบาลชั่วร้ายและทำการต่อต้านความเชื่อของคริสเตียน
      
วันอาทิตย์   คริสตจักรและรัฐบาล  (1 เปโตร 2:13-17)
                            
THE CHURCH AND THE GOVERNMENT

       พระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นนานแล้ว แต่การอภิปรายปัญหามีความหมายอย่างยิ่งสำหรับเราในปัจจุบัน ประเด็นหนึ่งของปัญหาเหล่านี้คือ ความสัมพันธ์ระหว่างคริสเตียน และรัฐบาลของพวกเขา 

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 2:13-17 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราโดยสรุปเกี่ยวกับว่าเราจะเกี่ยวข้องกับรัฐบาลอย่างไร

       ความชั่วร้ายของอาณาจักรโรมันเป็นที่ทราบกันดีโดยผู้อาศัยภายในเขตแดนของอาณาจักรนี้ จะว่าไปอาณาจักรโรมมันถูกสร้างขึ้นจากคนโหดร้ายทั้งหลาย คนเหล่านี้ใช้กองทัพอันเกรียงไกรปฏิบัติตามแผนของพวกเขา พวกเขาจะใช้ความโหดร้ายทารุณต่อต้านใครก็ตามที่หาญทำตัวเป็นปรปักษ์ พวกเขาใช้วิธีการโหดร้ายด้วยการทรมาน หรือลงโทษศัตรูของพวกเขา และวิธีการหนึ่งของการทรมานศัตรูของพวกเขาคือการตอกตะปูที่มือ และเท้าทั้งสองข้างตรึงนักโทษบนไม้กางเขน รัฐบาลโรมันนำเอาวิธีปฏิบัติแบบ “การเห็นแก่ประโยชน์หรือเกื้อกูลญาติมิตร” (nepotism) มาใช้ วิธีการดังกล่าวเป็นระบบปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรม ซึ่งผู้มีอำนาจในกองทัพนำมาใช้ กล่าวคือให้งานหรือตำแหน่งแก่คนของตัวเอง คนที่ประจบสอพลอ หรือเครือญาติ ไม่ใช่การพิจารณาจากผลงาน หรือความสามารถ       
       ดังนั้นอัครทูตเปโตรรู้จักความโหดร้ายของชาวโรมมันว่าเป็นอย่างไร แต่กระนั้นท่านยังขอร้องให้ผู้อ่านของท่านยอมรับบุคคลผู้อยู่ในอำนาจ ทุกตำแหน่งที่อยู่ในอาณาจักร จากจักรพรรดิ ลงมาถึงเจ้าเมือง ท่านกล่าวว่า “ท่านทั้งจงยอมฟังการบังคับบัญชา ที่มนุษย์ตั้งไว้ทุกอย่าง เพราะเห็นแก่องค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นมหาจักรพรรดิ ผู้มีอำนาจยิ่ง” (1 เปโตร 2:13)
      
ท่านเปโตรอ้างเหตุผลว่า เพราะจักรพรรดิเป็นผู้มีอำนาจ และเจ้าเมือง เพราะ “เจ้าเมืองผู้ได้รับคำสั่งจากมหาจักรพรรดิให้ลงโทษผู้กระทำความชั่ว และยกย่องคนที่ประพฤติดี” (1 เปโตร 2:14) ทั้งนี้เพราะผู้นำเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดรูปแบบของสังคม                                   
       อาณาจักรโรมันมีข้อผิดพลาดหลายประการ แต่กระนั้นยังส่งเสริมให้สังคมเป็นที่ไว้วางใจได้ ยกตัวอย่างเช่นอาณาจักรโรมันนำอิสรภาพจากการสงครามมาให้ อาณาจักรสร้างถนนหลายสายทั่วอาณาจักร ทั้งสถาปนาระบบการเงินเพื่อเลี้ยงดูกองทัพ ในการทำเช่นนั้น โรมันได้สร้างวิ่งแวดล้อมให้ประชากรสามารถเติบโตได้ ในหลายกรณีทำให้บางคนมีฐานะร่ำรวยขึ้น และประสบความสำเร็จ เป็นความจริงที่ว่า “กระบวนการยุติธรรม” ของโรมมันรุนแรงเด็ดขาด แต่นั่นเป็นพื้นฐานในการบังคับใช้กฏหมาย เมื่อมีความเข้าใจเช่นนี้ในจิตใจ ท่านเปโตรแสดงข้อคิดเห็นว่ารัฐบาลโรมมันมีความฉลาด แต่จะว่าไปไม่มีรัฐบาลไหนดีสมบูรณ์ แน่นอนรัฐบาลโรมมันก็ไม่ดีพร้อมเช่นกัน เหตุนี้เราสามารถเรียนรู้จากท่านเปโตรได้ว่า คริสเตียนต้องเป็นประชากรที่ดี พวกเขาจำเป็นต้องเชื่อฟังกฏหมายของแผ่น
ดินให้มากที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ อนึ่งคริสเตียนต้องประพฤติตนดี แม้ว่ารัฐบาลที่ปกครองประเทศ หรืออาณาจักรยังอยู่ห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบก็ตาม

       เหตุใดจึงสำคัญสำหรับคริสเตียนจะเป็นประชากรที่ดีให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แม้ว่าสถานการณ์ด้านการเมืองไม่สมบูรณ์ คุณสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อทำให้สังคมของคุณดีขึ้น แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ตามที

วันจันทร์   เจ้านาย และทาส  (1 เปโตร 2:18-23)
                     
MASTERS AND SLAVES

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 2:18-23  เราเข้าใจข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ว่าหมายความอย่างไรในวันนี้ มีกฏเกณฑ์สำคัญอะไรที่เราสามารถนำข้อพระคัมภัร์เหล่านี้มาใช้สำหรับตัวเราเอง
 
      
เมื่ออ่านข้อพระคัมภีร์ 1 เปโตร 2:18-23 อย่างรอบคอบ จะพบว่าข้อพระคั้มภีร์เหล่านี้ไม่ให้การสนับสนุนการมีทาส แต่ให้คำแนะนำด้านจิตวิญญาณแก่ประชากรขณะที่ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้ในเวลานั้น
       คำที่แปลว่า “ผู้รับใช้” (servant) หรือ “ทาส” (slave) ใน 1 เปโตร 2:18 คือ “ออยเคทเตส” (oiketes) คำนี้ถูกนำไปใช้อย่างชัดเจนในความหมายว่า “กลุ่มของทาสผู้ทำงานในบ้านทั่วไป หรือ บ้านซึ่งเจ้านายเป็นชาวโรมัน” อาณาจักรโรมันประกอบขึ้นด้วยผู้คนหลากหลายกลุ่มในสังคม และพวกทาสเป็นกลุ่มล่างสุด พวกเขาเป็นสมบัติของเจ้านายของพวกเขา เจ้านายของพวกเขามีอำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมชีวิตของพวกทาส และเจ้านายของพวกเขาสามารถปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี หรือโหดร้ายก็ทำได้
       อย่างไรก็ดี ทาสสามารถซื้ออิสรภาพของตนได้ ทาสที่ซื้ออิสรภาพได้รับการพรรณนาว่า “การไถ่ถอน” (redeem)อัครทูตเปาโลใช้ถ้อยคำที่ทำให้มองเห็นภาพเพื่อพรรณนาสิ่งพระเยซูได้ทรงได้ทำเพื่อเราใน (เอเฟซัส 1:7; โรม 3:24; โคโลสี 1:14)
       เป็นสิ่งสำคัญที่จะจำไว้ว่า คริสเตียนยุคแรกเริ่มจำนวนไม่น้อยที่เป็นทาส ในกรณีนี้พวกเขาพบว่าพวกเขาเองติดพันอยู่ในระบบที่พวกเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลง ทาสหลายคนโชคไม่ดีที่มีเจ้านายเป็นคนชอบความรุนแรง และเป็นคนไม่มีเหตุผล เช่นนี้ทาสที่อยู่ใต้การปกครองของพวกเขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก จะว่าไปมีทาสจำนวนไม่น้อยมีเจ้านายที่ดีกว่า แต่ก็อาจพบกับความลำบากในบางครั้งเช่นกัน
       อัครทูตเปโตรให้คำแนะนำอย่างเดียวกันสำหรับทาสที่เป็นคริสเตียน กับที่เราอ่านพบคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องทาสในที่อื่นของพระคัมภีร์ใหม่ ท่านเปโตรให้คำเนะนำผู้เป็นทาสว่า “ท่านที่เป็นคนรับใช้ จงเชื่อฟังนายของท่านทุกอย่างไม่ใช่เฉพาะนายที่เป็นคนใจดี และสุภาพเท่านั้น แต่ทั้งนายที่ร้ายด้วย เพราะว่าผู้ที่ได้รับความเห็นชอบว่าดีนั้น ก็ต่อเมื่อเขาเห็นแก่พระเจ้า และยอมอดทนต่อความทุกข์ที่ไร้ความเป็นธรรม” (1 เปโตร 2:18, 19 อ่านข้อ 20 ด้วย)  ท่านเปโตรวางตนเป็นตัวอย่างแก่พวกเขา จะไม่มีคำยกย่องสำหรับผู้ได้รับความลำบากจากการถูกลงโทษในความผิดที่ได้ทำไป ไม่มีน้ำใจของคริสเตียนแสดงให้เห็น เมื่อพวกเขาต้องทนความทุกข์ยากสำหรับความผิดที่พวกเขาไม่ได้ทำ และที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกับสมัยพระเยซูขณะทรงอยู่บนโลก คริสเตียนไม่ควรทำสิ่งเลวร้ายเป็นการแก้แค้น ท่านเปโตรยกตัวอย่างเรื่องพระเยซูไว้ว่า “เมื่อพวกเขากล่าวคำหยาบคายต่อพระองค์ พระองค์ไม่ได้ทรงกล่าวตอบเขาด้วยคำหยาบคายเลยเมื่อพระองค์ทรงทนทุกข์ พระองค์ไม่ได้ทรงมาดร้าย แต่ทรงมอบเรื่องของพระองค์ไว้แก่พระเจ้าผู้ทรงพิพากษาอย่างยุติธรรม” (1 เปโตร 2:23)      

       เราสามารถได้รับประโยชน์อะไรจากข้อเขียนของท่านเปโตรตรงนี้ นั่นหมายความว่าจะไม่มีเวลาที่เราจะยืนขึ้นเพื่อสิ่งที่ถูกต้องหรือ นำคำตอบของคุณไปอภิปรายในชั้นโรงเรียนวันสะบาโต

วันอังคาร   ภรรยา และสามี  (1 เปโตร 3:1-7)     
                        WIVES AND HUSBANDS

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 3:1-7 ท่านเปโตรต้องเผชิญกับสถานการณ์พิเศษอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ถ้อยคำของท่านมีความหมายต่อ “การสมรสในสังคมปัจจุบัน” อย่างไร

       มีเบาะแสสำคัญอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ซึ่งจะช่วยผู้ที่อ่านอย่างระมัดระวังคิดออกว่าท่านเปโตรต้องจัดการกับอะไร ใน 1 เปโตร 3:1 ท่านเปโตรกล่าวว่า ท่านกำลังพูดเกี่ยวกับสามี ผู้ยังไม่เชื่อในพระวจนะของพระเจ้า ดังนั้นเราสามารถมองเห็นท่านเปโตรพูดว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นเมื่อภรรยาผู้เป็นคริสเตียนแต่งงานกับสามีผู้ไม่เชื่อ
       ภรรยาผู้เป็นคริสเตียนจะพบกับความลำบากนานัปการประดังเข้ามาในชีวิตคู่ เมื่อผู้เป็นสามีไม่อาจแบ่งปันความเชื่อของเธอ จะมีอะไรตามมาในสถานการณ์เหล่านี้ เธอจะตีจากสามีของเธอหรือ เหมือนท่านเปาโลกล่าวในที่อื่น ที่แนะนำไม่ให้ภรรยาคริสเตียนหย่าสามีผู้ไม่เชื่อ (อ่าน 1 โครินธ์ 7:12-16) ตรงนี้ท่านเปโตรกล่าวกับภรรยาทั้งหลายผู้ตกอยู่ในสถานะเดียวกันว่า พวกเธอต้องดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ และบริสุทธิ์ ชีวิตของพวกเธอควรจะดีมาก เพื่อคนอื่นจะมองเห็นพวกเขา และต้องการเลียนแบบชีวิตของพวกเขา
       สอดคล้องตามกฏหมายของโรมันภรรยามีสิทธิ์ในทรัพย์สิน กล่าวคือภรรยาเหล่านี้มีสิทธิ์ใช้กฏหมายแก้ไขสิ่งไม่ยุติธรรม แต่สังคมในศตวรรษแรก สตรีไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปมีส่วนในเรื่องการเมือง ในรัฐบาล หรือการเป็นผู้นำในเรื่องศาสนาในหลายหน้าที่ เหตุฉะนั้นท่านเปโตรหนุนใจให้สตรีคริสเตียนประพฤติตนให้น่านับถือในทุกสถานการณ์ ที่พวกเธอเข้าไปมีส่วน ท่านเร้าใจพวกเธอใช้ชีวิตบริสุทธิ์ และถวายสักการพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง (1 เปโตร 3:2) ท่านกล่าวว่าสตรีคริสเตียนควรให้ความสนใจในความงามภายในมากกว่าภายนอก ท่านเปโตรกล่าวว่า “การประดับกายของท่านนั้น อย่าให้เป็นการประดับภายนอก ด้วยการถักผม ประดับด้วยเครื่องทองคำ และนุ่งห่มผ้าสวยงาม” (1 เปโตร 3:3 อ่านข้อ 4-5 ด้วย) หรือกล่าวอีกอย่างได้ว่า สตรีคริสเตียนควรประพฤติตนในลักษณะที่จะทำให้ชีวิตคริสเตียนของเธอมีเสน่ห์ น่าประทับใจสำหรับสามีของเธอ
       อย่างไรก็ดีสามีทั้งหลายไม่ควรถือว่าพวกตนมีเสรีภาพที่จะปฏิบัติภรรยาอย่างไม่ถูกต้อง ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งก็ได้ อย่างที่ท่านเปโตรได้ชี้ประเด็นออกมา สามีทั้งหลายควรแสดงความนุ่มนวล และความสุขุมต่อภรรยาของพวกเขาเอง (1 เปโตร 3:7)
       เป็นความจริง คำแนะนำของท่านเปโตรที่ให้แก่ภรรยาคริสเตียน ที่แต่งงานกับสามีผู้ไม่เชื่อ กระนั้นก็ตาม เราสามารถมองเห็นข้อพระคัมภีร์เหล่านี้มีมาตรฐานสมบูรณ์ หรือตัวอย่างชีวิตคู่ของคริสเตียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหุ้นส่วนชีวิตคริสเตียนให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และ การถวายเกียรติ และถวายสักการพระเจ้าควรพบเห็นได้ในกิจวัตรประจำวัน และภารกิจเลี้ยงชีวิต การดำรงชีวิตเช่นนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่งของการนมัสการพระเจ้า

วันพุธ     ความสัมพันธ์ด้านสังคม  (โรม 13:1-7) 
                  SOCIAL RELATIONSHIPS

       อ่านสิ่งที่ท่านเปาโลกล่าวในพระธรรม โรม 13:1-7; เอเฟซัส 5:22-33; 1 โครินธ์ 7:12-16; และ กาลาเทีย3:27, 28  ท่านเปาโลกล่าวอะไรอย่างเดียวกัน หรือแตกต่างจากกัน กับสิ่งท่านเปโตรกล่าวใน 1 เปโตร 2:11- 3:7  

       ท่านเปาโลจัดการกับประเด็นอย่างเดียวกันที่ท่านเปโตรยกขึ้นมาใน พระธรรม 1 เปโตร 2:11-3:7 สิ่งที่ท่านเปาโลกล่าวมีลักษณะเหมือนกันมากกับสิ่งที่พบในเปโตรฉบับต้น ยกตัวอย่างเช่น ทั้งท่านเปาโล และเปโตรเร้าใจผู้อ่านของท่านให้ “ยอมอยู่ใต้บังคับของผู้ที่มีอำนาจปกครอง” (โรม 13:1) ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทรงแต่งตั้งผู้ปกครอง และผู้ปกครองทำโทษผู้ทำความชั่ว ไม่ใช่ทำความดี (โรม 13:3) ดังนั้นท่านทั้งหลายในฐานะเป็นคริสเตียน “ท่านจงให้แก่ทุกคนตามที่เขาควรจะได้รับ จงเสียส่วยสาอากรตามที่ควร เสียภาษีตามที่ควร ความยำเกรงควรแก่ผู้ใด จงยำเกรงผู้นั้น จงให้เกียรติยศแก่ผู้ที่ควรจะได้รับ” (โรม 13:7)
       อัครทูตเปาโลกล่าวว่า สตรีผู้แต่งงานกับสามีที่ไม่เชื่อ ควรดำเนินชีวิตด้วยความสัตย์ซื่อ และบริสุทธิ์ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ สามีของพวกเธออาจเข้าร่วมกับคริสตจักร (1 โครินธ์ 7:12-16) และท่านเปาโลบอกเราว่า ต้นแบบการสมรสของคริสเตียนคือ การที่คู่ชีวิตทั้งสองแบ่งปันความรู้สึก และสิ่งที่พวกเขาสนใจแก่กันและกัน ท่านเปาโลกล่าวว่า “ฝ่ายสามีจงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร”(เอเฟซัส 5:25) เช่นเดียวกันท่านเปาโลแนะนำว่า พวกทาสควรเชื่อฟังเจ้านายฝ่ายโลกของพวกเขาเสมือนหนึ่งพวกเขาเชื่อฟังพระคริสต์ (เอเฟซัส 6:5)
       ดังนั้น ท่านเปาโลมีความเต็มใจจะทำงานภายในกรอบของกฏหมายที่สังคมได้ตราขึ้นแล้ว ท่านเข้าใจสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงได้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของท่าน และสิ่งใดที่ไม่อาจเปลี่ยน แต่ท่านมองเห็นด้วยว่าภายในหลักการบางอย่างของคริสเตียนอาจจบลงด้วยการเปลี่ยนแปลงแนวคิดงเกี่ยวกับผู้คน ในทำนองเดียวกัน พระเยซูทรงทำงานกับกฏหมายที่ลงรากฐานไว้แล้วในสังคม พระองค์ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งใดด้วยการปฏิรูปด้านการเมือง พระองค์ไม่พยายามล้มล้างรัฐบาล ทั้งนี้เพื่อเปลี่ยนระเบียบของสังคม ทั้งท่านเปโตร และท่านเปาโลต่างก็ไม่พยายามเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองเช่นกัน พวกท่านเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นโดยอิทธิพลของคนดีในสังคม อิทธิพลนี้จะแพร่ขยายไปทั่วสังคม อันเป็นเหตุให้ทำให้คนอื่นเปลี่ยนแปลง

       อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:27-39 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับคริสเตียนจะต้องมีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน อันเนื่องมาจากสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำเพื่อพวกเขา


วันพฤหัสบดี   คริสเตียน และการเชื่อฟังกฏหมาย  (กิจการฯ 5:27-32)

       ทั้งท่านเปาโล และท่านเปโตรทราบว่าการจัดระเบียบองค์กรของมนุษย์ และรัฐบาลต่างมีข้อบกพร่อง และบางครั้งเต็มไปด้วยความบาป ผู้คนก็เช่นกันอาจมีประสบการณ์เลวร้ายกับรัฐบาล และผู้นำศาสนาทั้งหลาย แต่ทั้งเปาโล และ เปโตรเร้าใจคริสเตียนให้เชื่อฟังผู้อยู่ในอำนาจรับผิดชอบ 1 เปโตร 2:13-17; โรม 13:1-10) ท่านเปาโล และเปโตรกล่าวว่าคริสเตียนควรเสียภาษี และควรจะเป็นประชากรที่ดีที่สุดเท่าจะเป็นไปได้

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 5:27-32 ท่านเปโตรสอนให้เชื่อฟังผู้มีอำนาจปกครอง (1 เปโตร 2:13-17) แต่สิ่งที่ท่านเปโตร และอัครทูตคนอื่นๆ ปฏิบัติจริงคืออย่างไร ใน กิจการฯ 5:27-32 ท่านเปโตร และอัครทูตคนอื่นๆหมายความอย่างไรเมื่อท่านเหล่านั้นพูดว่า “เราควรเชื่อฟังท่าน หรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้า” เหตุใดการเชื่อฟังพระเจ้าควรมาก่อน เหนือการเชื่อฟังสิ่งอื่นใด

      
ความสำเร็จของคริสตจักรคริสเตียนยุคแรกเริ่มนำไปสู่ การที่ท่านเปโตร และท่านยอห์นถูกจับ (กิจการฯ 4:1-4) พวกเขาถูกนำตัวไปสอบสวนโดยผู้ปกครอง พวกผู้ใหญ่ และพวกธรรมาจารย์ พวกเขาได้รับการกำชับอย่างแข็งขันให้หยุดการเทศนาสั่งสอนเรื่องพระเยซู (กิจการฯ 4:5-23) ต่อมาอีกไม่นานท่านเปโตร และท่านยอห์นถูกจับตัวไปอีกครั้งหนึ่ง ทั้งสองถูกสอบถามอีกว่า เหตุใดพวกเขาไม่เชื่อฟังผู้มีอำนาจในการปกครอง (กิจการฯ 5:28) ท่านเปโตรตอบว่า “ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์” (กิจการฯ 5:29)

       มีความจริงสำคัญอะไร ที่เราต้องรับจากถ้อยคำของอัครทูตใน กิจการฯ 5:29

       ท่านเปโตรไม่ใช่เป็น “ผู้เสแสร้ง” (hypocrite) ผู้เสแสร้งคือบุคคลที่พูดอย่างหนึ่ง และทำอีกอย่าง สมมติเราต้องทำการเลือกระหว่างการติดตามพระเจ้า หรือติดตามผู้คน การเลือกอย่างนี้ชัดเจน: เราต้องติดตามพระเจ้าขณะเดียวกันให้การสนับสนุน และเชื่อฟังรัฐบาล จนกระทั่งการที่ต้องเชื่อฟังกฏหมายของแผ่นดินนั้นขัดกับความเชื่อ และหลักคำสอนของพระเจ้า ถึงเวลานั้นพวกเขาต้องทำการเลือก จะเชื่อฟังกฏหมายของแผ่นดิน หรือเชื่อฟังพระเจ้า แม้ว่าพวกเขาเองพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมก็ตาม

       อ่าน พระธรรม เลวีนิติ 19:18 และ มัทธิว 22:39 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บัญชาเราว่า “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” พระบัญชานี้อาจรวมถึงความจำเป็นเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้ชีวิตดีขึ้น และยุติธรรมมากขึ้นสำหรับเพื่อนบ้านของคุณอย่างไร

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       อ่าน เอลเลน จี. ไว้ท์ สงครามแห่งประวัติศาสตร์ (The Great Controversy) บทที่ชื่อ “ความขัด
แย้งที่ใกล้เข้ามา” หน้า 582-592, “พระคัมภีร์ และการปกป้องไว้” หน้า 593-602, และ “เวลาแห่งความยากลำบาก” หน้า 613-634

       กฏหมายในสมัยของ เอลเลน จี.ไว้ท์ กำหนดไว้ว่า ทาสคนที่หลบหนีเมื่อถูกจับได้จะต้องส่งคืนให้เจ้านายของทาสคนนั้น แต่ เอลเลน จี. ไว้ท์ พูดต่อต้านกฏหมายบทนั้น เอลเลน จี. ไว้ท์ แนะนำชาวแอ๊ดเวนตีสอย่าได้เชื่อกฏหมายดังกล่าว แม้ว่าพวกเขาอาจต้องได้รับผลของความทุกข์ยาก นางกล่าวว่า “สมมติกฏหมายของมนุษย์ต่อต้านพระคัมภีร์และบัญญัติของพระเจ้า เช่นนั้นให้เชื่อฟังพระคัมภีร์ และพระบัญญัติของพระเจ้า เราจะต้องเชื่อฟังพระคัมภีร์ ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร กฏหมายแห่งแผ่นดินของเรากำหนดให้เรานำทาสส่งให้กับเจ้านายของเขา แต่เราไม่ต้องเชื่อฟังกฏหมายข้อนี้ และเราต้องดำเนินชีวิตที่เกิดจากการต่อต้านกฏหมายนี้ ทาสไม่ใช่ทรัพย์สมบัติของมนุษย์คนใด พระเจ้าทรงเป็นเจ้านายที่ถูกต้อง และมนุษย์ไม่มีสิทธิ์ใช้มือทั้งสองควบคุมอีกบุคคลหนึ่งที่พระเจ้าทรงสร้างไว้ และพระองค์ทรงอ้างว่าเขา หรือเธอเป็นของพระองค์” (คำพยานสำหรับคริสตจักร, เล่ม 1, หน้า 201, 202)

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  คริสเตียนไม่ควรยืนขึ้นเพื่อต่อต้านสิทธิ์ของพวกเขาใช่ไหม ขณะคุณอภิปราย ให้คิดเกี่ยวกับคำถามนี้เช่นกัน: คือ “อะไรคือสิทธิ์ของเรา”

  2.  อะไรคือตัวอย่าง ซึ่งคริสเตียนเคยเป็นกลุ่มทรงพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมเพื่อสิ่งที่ดี มีบทเรียนอะไร  ที่เราสามารถได้จากตัวอย่างเหล่านี้

   3.  พระธรรม 1 เปโตร 2:17 ซึ่งกล่าวว่า “จงให้เกียรติแก่ทุกคน จงรักบรรดาพี่น้อง จงยำเกรงพระเจ้า และจงถวายเกียรติแด่มหาจักรพรรดิ” และจักรพรรดิเวลานั้นอาจเป็น “เนโร” ซึ่งถือว่าเป็นจักรพรรดิชั่วร้ายที่สุดคนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน พระคัมภีร์ข้อนี้ให้ข่าวสารอะไรแก่เราในปัจจุบัน ตอนนี้ให้เราอ่านสิ่งที่ท่านเปโตรกล่าวตอนเริ่มต้นของข้อพระคัมภีร์ “จงให้เกียรติแก่ทุกคนตามความเหมาะสม” ส่วนนี้ของ ข้อพระคัมภีร์ช่วยเราให้เข้าใจดีขึ้นถึงสิ่งที่ท่านเปโตรกำลังกล่าวเกี่ยวกับการถวายเกียรติแก่จักรพรรดิแห่งแผ่นดินของเราอย่างไร
      
  4.  อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 2:21-25 ในชั้น ข่าวสารแห่งพระกิตติคุณแสดงให้เราเห็นในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างไร ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เสนอความหวังอะไรแก่เรา ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เรียกให้เราทำอะไร                                    
                            *******************************


 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272