Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index-Thai SSL 2Q2017 (April-June) จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด   >
.
Chapter 7: ผู้นำที่ให้การรับใช้               
.
 
                                                      บทที่ 7
                                  ผู้นำที่ให้การรับใช้               
                                      วันที่  6 - 12  พฤษภาคม  2017
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
1 เปโตร 5:1-10; กิจการฯ 6:1-6; เยเรมีห์ 10:21; มัทธิว 20:24-28; สุภาษิต 3:34; วิวรณ์ 12:7-9

ข้อควรจำ     “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์"
                   ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” (1 เปโตร 5:7)        


ศึกษาเรื่องการเติบโตของโบสถ์ แสดงให้เห็นความสำคัญของการมีผู้นำที่ดี ผู้นำที่ดีวางพื้นฐานในพระเจ้า และพระคัมภีร์ ซึ่งให้โอกาสสมาชิกทั้งปวงในคริสตจักร ใช้ของประทานแห่งพระวิญญาณเพื่อดำเนินพันธกิจการประกาศพระกิตติคุณให้ประสบความสำเร็จ
       แต่การเป็นผู้นำของคริสตจักรอาจเป็นสิ่งท้าทาย หนึ่งในการท้าทายเผชิญคือส่วนใหญ่คริสตจักรดำเนินการโดยอาสาพันธกิจ ซึ่งบ่อยครั้งมีภาระหน้าที่ของตัวเองยุ่งมากอยู่แล้ว การท้าทายอีกอย่างที่ผู้นำทั้งหลายต้องเผชิญ คือสมาชิกทั้งหลายสามารถ “ลงมติด้วยเท้าของพวกเขา” นั่นคือพวกเขาอาจปฏิเสธจะมาโบสถ์ถ้ามีบางสิ่งเกิดขึ้นที่พวกเขาไม่เห็นด้วย และบ่อยครั้งคริสตจักรทั้งหลายต้องพบกับการข่มเหง เหมือนกับสมัยของท่านเปโตร ผู้นำคริสตจักรมักเผยตัวเองให้ถูกโจมตีได้เสมอ ผู้นำจะต้องเข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณ เพื่อจะพร้อมสำหรับการท้าทายต่างๆ ดังนั้นเราอาจถาม ใครเป็นผู้มีคุณสมบัติพร้อมจะเป็นผู้นำที่ดี
       ใน 1 เปโตร 5:1-10 ท่านเปโตรเขียนเรื่อง การเป็นผู้นำคริสเตียนในโบสถ์ท้องถิ่น ท่านอภิปรายเรื่องคุณสมบัติการเป็นผู้ท้องถิ่นที่ยอดเยี่ยม คุณสมบัติ “ยอดเยี่ยม” จะเป็นต้องเป็นของเหล่าสมาชิกเช่นกัน ถ้อยคำของท่านเปโตรยังมีความหมายสำหรับเราในปัจจุบัน เหมือนมีความหมายสำหรับผู้เชื่อทั้งหลายในสมัยก่อนโน้น
     
วันอาทิตย์   ผู้ปกครอง เป็นผู้นำคริสตจักรในช่วงปีของยุคแรกเริ่ม  (กิจการฯ 6:1-6)
                        ELDERS (CHURCH LEADERS) IN THE EARLY YEARS OF THE CHURCH

       อ่านพระธรรมต่อไปนี้: กิจการฯ 6:1-6; กิจการฯ 14:23; กิจการฯ 15:6; 1 ทิโมธี 5:17; 1 เปโตร 5:2 ข้อพระ คัมภีร์เหล่านี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับการท้าทายที่คริสตจักรเผชิญในช่วงหลายปีของยุคแรกเริ่ม เหล่าผู้นำทำอะไรในสถานการณ์เช่นนั้น

       ประชาชนจำนวนมากได้กลายเป็นผู้เชื่อ และเข้าร่วมคริสตจักรในช่วงหลายปีของยุคแรกเริ่ม ช่างเป็นพระพรยิ่งใหญ่จากพระเจ้า ! แต่ประสบการณ์ของคริสเตียนยุคแรกที่เติบโตอย่างรวดเร็ว การเติบโตลักษณะนั้นสามารถนำปัญหามาให้ได้เช่นกัน
       ยกตัวอย่างเช่น พระธรรมกิจการฯ บทที่ 1-5 บันทึกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์นำผู้คนจำนวนมากให้กลายเป็นคริสเตียน กิจการฯ 6:1-6 แสดงให้เห็นผลลัพธ์: ผู้คนที่เข้าสู่คริสตจักรมีจำนวนมากเกินไปสำหรับจำนวนผู้นำที่มีอยู่ ดังนั้นเหล่าผู้นำจำเป็นต้องจัดระเบียบองค์กร ว่าจะดำเนินการต่างๆ ในคริสตจักรให้แล้วเสร็จวันต่อวันได้อย่างไร
       สถานการณ์พิเศษทำให้เห็นภาพชัดว่า มีปัญหาในการจัดระเบียบของคริสตจักร มีกลุ่มผู้พูดภาษากรีกในโบสถ์ กลุ่มนี้พากันบ่นว่าหญิงม่ายชาวกรีกถูกละเลยในแต่ละวัน เมื่อคริสตจักรแจกจ่ายอาหาร ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวคริสตจักรได้เลือกคนกลุ่มหนึ่งเพื่อช่วยอัครทูตทั้ง 12 คนจัดการเรื่องอาหาร สิ่งของ เครื่องใช้ของคริสตจักร เจ้าหน้าที่กลุ่มนี้ได้ถูกเรียกว่า “มัคคนายกของคริสตจักร”
       เป็นความจริงที่ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์นำคริสตจักรในวิธีการพิเศษเมื่อคริสตจักรเริ่มต้น แต่กระนั้นยังมีความจำเป็นสำหรับการจัดระเบียบ กลุ่มผู้นำพิเศษที่คริสตจักรต้องการคือ กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มผู้ปกครองถูกเลือกไว้สำหรับโบสถ์หรือคริสตจักรท้องถิ่นแต่ละแห่ง ดังเช่นท่านเปาโล และบารนาบัสได้เลือกผู้ปกครองหลายคนสำหรับกลุ่มคริสเตียนใหม่ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะเลือกผู้ปกครองก่อนออกเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ซึ่งผู้คนยังไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องความรอดในพระเยซู (กิจการฯ 14:23)
       พวกผู้ปกครองได้รับมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบหลายประการในยุคแรกเริ่มของคริสตจักร พวกเขารับผิดชอบในฐานะเป็นผู้นำของชุมชนท้องถิ่น ทำหน้าที่เป็นผู้สอน เป็นครั้งคราวพวกเขาทำหน้าที่สอนสมาชิกใหม่ พวกเขาเทศนาในที่นมัสการ และพวกเขาต้องมั่นใจว่าทุกสิ่งได้รับการจัดการดูแล และถูกทำให้เสร็จเพื่อความอยู่ดีมีสุข (well-being) ของชุมชน (กิจการฯ 15:6; 1 ทิโมธี 5:17; 1 เปโตร 5:2)
       มีวิธีใดบ้างที่คุณสามารถเรียนรู้เพื่อจะทำงานได้ดีขึ้นกับผู้นำทั้งหลายในโบสถ์ท้องถิ่นของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่ค่อยเห็นด้วยในบางสิ่ง
 
วันจันทร์   เหล่าผู้ปกครอง  (1 เปโตร 5:1-4)
                      
THE ELDERS

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร  5:1-4 สอดคล้องกับข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ผู้นำควรคิด และรู้สึกเกี่ยวกับงานที่พวกเขาทำในโบสถ์อย่างไร และสามารถพบกฏเกณฑ์สำคัญในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อันจะช่วยเราให้เราเป็นคนงานที่ดีขึ้นในโบสถ์ได้อย่างไร

      ท่านเปโตรได้ชี้แนะพวกผู้ปกครองใน 1 เปโตร 5:14 ด้วยการกล่าวว่าท่านเองก็เป็นผู้ปกครองคนหนึ่ง จากนั้นท่านมุ่งชี้สองสิ่งเกี่ยวกับตัวท่านเอง (1) ท่านเป็นพยานว่าท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้รับความทุกข์เจ็บปวดของพระคริสต์ และ (2) ท่านคาดหวังได้ร่วมในสง่าราศีเมื่อพระคริสต์ทรงเสด็จกลับมา ในการกล่าวสิ่งดังนี้ ท่านเปโตชี้ไปยังสิ่งแรกที่ควรจะพบได้ภายในผู้ปกครอง และนั่นคือที่จะเข้าใจว่าพระคริสต์ได้ทรงทนทรมานปวดร้าวเพื่อเรา ช่างเป็นความหวังยิ่งใหญ่อะไรเช่นนั้น ที่ทรงเสนอให้กับเรา
       ท่านเปโตรกล่าวด้วยว่า งานของผู้ปกครองเหมือนกับงานของผู้เลี้ยงแกะมากทีเดียว ผู้เลี้ยงแกะคนหนึ่งดูแล เลี้ยงดู และปกป้องฝูงแกะ ในทำนองเดียวกัน ผู้ปกครองเลี้ยงดูเอาใจใส่ฝูงแกะของพระเจ้า การท่านเปโตรเปรียบเทียบโบสถ์ หรือคริสตจักรเสมือนเป็นฝูงแกะแนะนำให้ทราบว่าสมาชิกทั้งปลายบางคราวอาจออกนอกลู่ไปตามทางของพวกเขาเหมือนแกะตัวที่ดื้อมักออกนอกฝูง ดังนั้น “ฝูงแกะสมาชิกทั้งหลาย” จำเป็นต้องมีผู้เลี้ยงแกะคอยชี้แนะ และนำพวกเขาให้กลับเข้า (ฝูง) คริสตจักร ผู้ปกครองจะช่วยสมาชิกให้ดำเนินพันธกิจสอดคล้องกับคริสตจักร ผู้ปกครองไม่ควรเป็นคนหยิ่งหรือถือดี แต่ควรถ่อมใจลงเป็นแบบอย่างให้เห็นว่าคริสเตียนควรประพฤติตนอย่างไร

       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 10:21; เอเสเคียล 34:8-10; เศคาริยาห์ 11:17 มีการเตือนอะไรที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ให้กับผู้เลี้ยงแกะทั้งหลาย

       ผู้นำคริสเตียนทั้งหลายต้องมีความอดกลั้นอดทนอย่างยิ่งกับผู้คนที่เขาทำงานด้วยในคริสตจักร พวกเขาจะต้องทำการข่มใจไม่ให้เสียอารมณ์เหมือนผู้เลี้ยงแกะมีต่อฝูงแกะของพวกเขา งานนี้มีความสำคัญที่สุด พวกผู้ปกครองต้องนำผู้คนให้เข้ามาร่วมนมัสการ และนำเหล่าสมาชิกอย่างนุ่มนวลให้พวกเขาทำการแบ่งปันพระเยซู และความรอดที่พวกเขาพบในพระองค์แก่คนอื่นๆ
       ท่านเปโตรกล่าวจุดน่าสังเกตว่าผู้ปกครองจะต้องมีความเต็มใจ ไม่ใช่เพราะถูกบีบให้รับ การที่จะนำประชากรของพระเจ้า อาจไม่เป็นการง่ายเสมอไปที่จะพบบุคคลจะเป็นผู้นำในโบสถ์ กระนั้นคริสตจักรตั้งขึ้นเพื่อความสำเร็จ ดังนั้นงานของผู้นำในแผนกต่างๆ จำเป็นต้องได้รับการเติมเต็ม มีเหตุผลหลายประการ ที่บางครั้งสมาชิกบางคนไม่รับเป็นผู้นำ เพราะเขาทราบงานงานของแผนกนั้นต้องใช้เวลามาก บุคคลเช่นนั้นอาจมีงานอื่นทำอยู่แล้วเต็มมือ ส่วนอีกหลายคนที่ไม่รับเป็นผู้นำ เพราะพวกเขาอาจรู้สึกยังไม่พร้อมสำหรับงานที่ทางคริสจักรเสนอให้ แต่ท่านเปโตรพูดว่าถ้าสมาชิกท่านใดถูกขอให้เป็นผู้นำ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรตอบรับงานนั้น
วันอังคาร   ผู้นำให้การรับใช้  (1 เปโตร 5:3)      
                   SERVANT LEADERSHIP

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 5:3 และ มัทธิว 20:24-28  มีมาตรฐานสำคัญอะไรของการเป็นผู้นำ คริสเตียนที่พบได้ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้

       “คำ” สำคัญที่สุดคำหนึ่งในภาษากรีกใน 1 เปโตร 5:3 คือ “เจ้านายผู้ปกครองเหนือ” (ruler) คำนี้ในภาษากรีกคือ “katakurieuontes” คำเดียวกันพบใน พระธรรมมัทธิว 20:25. หมายถึงผู้ปกครองที่ใช้อำนาจเหนือ “to rule over” หรือที่จะเป็นเจ้านายสั่งการแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ท่านเปโตรสอนผู้ปกครองใน 1 เปโตร 5:3 อาจแปลได้ว่า “ท่านทั้งหลายรู้อยู่ว่าผู้ปกครองของคนต่างชาติ ย่อมเป็นเจ้าเหนือเขา และผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ใช้อำนาจบังคับ”(มัทธิว20:25) ซึ่งทำให้ “คำกำชับ” ของท่านเปโตรในข้อนี้ สอดคล้องกับคำสอนของพระเยซู ที่ปรากฏในพระธรรมมัทธิว 20:20-25
       พระธรรม มัทธิว 20:20-23 ให้พื้นฐานเพื่อช่วยเราให้เข้าใจถ้อยคำพระเยซูทรงตรัสใน มัทธิว20:24-28 ซึ่งกล่าวถึงมารดาของ อัครทูตยากอบ และยอห์น ได้มาหาพระเยซูทูลขอตำแหน่งให้บุตรชายทั้งสองของนาง หล่อนต้องการให้บุตรชายทั้งสองของนางมีเกียรติเหนือคนอื่นๆในอาณาจักรที่พระเยซูจะทรงสถาปนาขึ้น คือให้บุตรของนางคนหนึ่งนั่งข้างขวาของพระองค์ และอีกคนหนึ่งนั่งข้างซ้ายของพระองค์
       “พระเยซูทรงรัก และให้ความเอ็นดูต่อท่านยากอบ และท่านยอห์น พระเยซูไม่ทรง “ด่าว่า” ความเห็นแก่ตัวของพวกเขา พระองค์ไม่ทรงค้นหาความผิดของพวกเขาที่ปรารถนาจะเป็นหนึ่ง พระองค์ทรงอ่านจิตใจส่วนลึกของพวกเขาออก ทรงทราบว่าทั้งสองรักพระองค์มากเพียงใด ความรักของพวกเขาเหนือกว่าความรักของมนุษย์ จริงอยู่ความรักที่พวกเขามีให้พระเยซูยังไม่สมบูรณ์ จากความจริงที่ว่าพวกเขายัง “มัวหมอง” เพราะพวกเขายังเป็นคนบาป เป็นมนุษย์ที่ล้มลง แต่ความรักของพวกเขาไหลออกมาจากน้ำพุแห่งความรักที่ช่วยให้รอดของพระเยซู ดังนั้นพระองค์ไม่ว่าอะไรพวกเขา แต่ทรงหาทางจะทำให้ความรักของพวกเขาลึกซึ้ง และบริสุทธิ์ขึ้น” (เอลเลน จี. ไว้ท์  ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน, หน้า 548)
       พระเยซูทรงอธิบายว่า การให้เกียรตินั่งข้างขวา หรือข้างซ้ายไม่ใช้หน้าที่พระองค์จะประทานให้ใคร แต่พระบิดาองค์เดียวมีอำนาจที่จะแต่งตั้งให้ผู้เหมาะสม จากนั้นพระเยซูทรงอธิบายความสำคัญในความแตกต่างระหว่างอาณาจักรของพระองค์ และอาณาจักรในแผ่นดินโลก เหล่าผู้ปรารถนาจะเป็นผู้นำในอาณาจักรของพระเยซู  พวกเขาต้องเป็นผู้รับใช้ พวกเขาจะต้องเป็นเหมือนกับพระเยซู “อย่างที่บุตรมนุษย์มิได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่ท่านมาเพื่อจะปรนนิบัติเขา และประทานชีวิตของท่านให้เป็นค่าไถ่คนเป็นอันมาก” (มัทธิว 20:28)
      จากนั้นท่านเปโตรเรียกเชิญให้ผู้นำของคริสตจักร คือผู้ปกครองให้เป็นเหมือนพระเยซู คือเป็นผู้ปกครอง หรือผู้นำที่คนทั่วไปมองเห็นว่า พวกเขาได้ตายแก่ตนเอง และได้มอบถวายชีวิตแด่พระเยซูโดยสิ้นเชิง
 
       อ่านพระธรรม ฟีลิปปี  2:4-8  ถ้อยคำของอัครทูตเปาโลตรงนี้ เห็นพร้องกับถ้อยคำของท่านเปโตรใน 1 เปโตร 5:3 อย่างไร ที่สำคัญกว่านั้น เราสามารถสำสิ่งต่างๆ ตามที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ตามที่เราถูกเรียกให้ทำได้อย่างไร

วันพุธ     สวมทับด้วยวิญญาณแห่งความถ่อมใจ  (1 เปโตร 5:5-7)       
                 
CLOTHED IN A HUMBLE SPIRIT      

       สังคมสมัยสมัยโบราณในยุคท่านเปโตรมีชีวิตอยู่ถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับ ชนชั้นปกครองมีอำนาจมาก รอบตัวของพวกเขาเป็นชนชั้นที่ต่ำกว่า และชนชั้นต่ำสุดคือพวกทาส ชาวโลกนอกเหนือจากชาวยิว และกลุ่มชนคริสเตียน คำว่า “ถ่อมใจ” เป็นถ้อยคำเชื่อมต่อกับผู้คนในสังคมระดับต่ำ ซึ่งอาจหมายถึง “เป็นไทจากความหยิ่ง” และยังหมายถึง “ไม่มีความสำคัญ” “อ่อนแอ” และ “ยากจน” ได้เช่นกัน หรืออาจตีความหมายได้ว่า เป็นสังคมของกลุ่มชนที่ไม่มีตำแหน่ง หรืออำนาจ ดังนั้น “การถ่อมใจ” จึงเป็นท่าทีของผู้คนในสังคมระดับต่ำที่จะแสดงต่อชนชั้นที่สูงกว่า การทำตัวให้ถ่อมใจลงจะไม่ทำให้ได้รับเกียรติว่าถูกต้อง สำหรับชนที่เป็นไทจะประพฤติ
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                          
       อ่าน พระธรรม
1 เปโตร 5:5-7 คิดเกี่ยวพื้นฐานเบื้องหลังเวลาที่ท่านเปโตรมีชีวิตอยู่ ด้วยความรู้นี้ในใจ การที่ท่านเปโตรเขียนไว้ตรงนี้ “มีจุดเด่น” น่าสนใจมากเพียงใด

       ในพระคัมภีร์ “การเป็นคนถ่อมใจ” จะทำให้ผู้คนคิดพิศวง และถือว่าน่ายกย่อง แต่พระคัมภีร์มองดู “การถ่อมใจ” แตกต่างไปอย่างมากในสายตาของผู้คนในวัฒนธรรมสมัยของท่านเปโตรมองเห็น ท่านเปโตรยกพระธรรม สุภาษิต 3:34 ขึ้นมาอ้าง เพื่อแสดงให้เป็นว่า พระเจ้าทรงคิดว่า “ความหยิ่ง” คืออะไร ที่จริงแล้วพระคัมภีร์เดิมแสดงให้เห็นว่า ส่วนหนึ่งในงานของพระเจ้าตลอดมาในประวัติศาสตร์ ได้ทรงละทิ้งความหยิ่ง (อิสยาห์ 13:11; อิสยาห์ 23:9; โยบ 40:11)
       เราควรจะมีความคิดถูกต้อง หรือความรู้สึกอย่างไรต่อพระเจ้า คำตอบคือว่าเราควรมีความรู้สึกถ่อมใจต่อพระองค์ (1 เปโตร 5:6) คริสเตียนต่างรับรู้ว่าพวกเขาเป็นคนบาป และทุกคนมีความเท่าเทียมกันในพระเจ้า ต่อไม้กางเขน เราไม่ควรจะรู้สึกหยิ่ง แน่นอนเป็นการงายที่จะถ่อมใจลงต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ทั้งนี้เพราะพระองค์เป็นพระผู้สร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก และเป็นการง่ายที่จะถ่อมใจลงต่อผู้อยู่เหนือเรา ผู้ซึ่งมีอะไรๆ เหนือเรา ผู้มีอำนาจเหนือเรา หรือผู้มียศักดิ์  ตำแหน่ง “สูงกว่า” เรา แต่ข้อทดสอบคือ เราแสดงความถ่อมใจต่อผู้อยู่ “ภายใต้” เรา คือผู้ไม่มีอำนาจเหนือเราต่างหาก
       ดังนั้นคริสเตียนควรเป็นที่รู้จักสำหรับความถ่อมใจ ดวงใจที่ถ่อมสุภาพควรถูกพบเห็นในคนทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นใครที่มาติดต่อ หรือมีความสัมพันธ์กับเขาหรือเป็นหล่อน ไม่เพียงเป็นท่าทีมีต่อพระเจ้า แต่กับคนทั้งปวง (1 เปโตร 5:5) เราควรถ่อมใจลงต่อเหล่าคนผู้ทำงานให้เรา หรือภายใต้การดูแลของเรา นี่คือ “วิญญาณแห่งการถ่อมใจ” ที่ท่านเปโตรกล่าวว่าเราควรจะมี
 
       มีอะไรเกี่ยวกับไม้กางเขน และไม้กางเขนตั้งอยู่เพื่อสิ่งใด สิ่งนี้ควรช่วยเราให้รักษาความถ่อมใจไว้กับเราเสมอไป

วันพฤหัสบดี   ดุจสิงโตคำราม  (1 เปโตร 5:8-10)
                             
LIKE A ROARING LION
 
       อย่างที่เราทราบแล้ว ท่านเปโตรเขียนจดหมายฝากของท่านในบรรยากาศของ “การกดขี่ข่มเหง” นั่นคือการสงครามใหญ่ระหว่างพระคริสต์และซาตาน ไม่ใช่หัวข้อที่อยู่ห่างจากเราแสนไกล  หรือเป็นการสอนให้ผู้เชื่อเพียงรับรู้ไว้ แต่เป็นว่าพวกเขาทั้งหลายกำลังมีประสบการณ์ในสงครามนี้ ในลักษณะที่หลายคนในพวกเรายังไม่เคยพบเห็นอย่างน้อยก็ในเวลานี้
                                                 
       อ่าน พระธรรม  1 เปโตร 5:8-10 และวิวรณ์  12:7-9 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับ ความชั่วร้ายเริ่มต้นอย่างไร และเกี่ยวกับงานของซาตานในโลกของเรามีอะไรบ้าง

       พระธรรม วิวรณ์แสดงให้เห็นว่าคริสเตียนต่างมีส่วนในมหาสงคราม หรือการขับเคี่ยวระหว่างอำนาจแห่งความดี และอำนาจแห่งความชั่วร้าย ในพระธรรม วิวรณ์ อำนาจแห่งความดีนำทัพโดยพระเยซู พระเยซูทรงเป็นพระวาทะของพระเจ้าพระองค์ทรงเป็น “จอมกษัตริย์ และจอมเจ้านาย” (วิวณ์ 19:13, 16) ส่วนกองกำลังแห่งความชั่วร้ายนำโดยพญามาร ซึ่งถูกเรียกในอีกหลายชื่อว่า “ซาตาน” ในพระคัมภีร์ซาตานมีอีกชื่อว่า “งูดึกดำบรรพ์” หรือ “พญานาคใหญ่” (วิวรณ์ 12:7-9; วิวรณ์ 20:7, 8) เคยมีการกระจายเสียงทางสถานีวิทยุ และการออกอากาศรทาง ที.วี. ว่า มีคริสเตียนบางกลุ่มประกาศว่า “พญามาร” หรือ “ซาตาน” ไม่มีตัวตนจริง แต่ข้อมูลความจริงมีว่าพญามารคือ “ตัวตนที่มีฤทธิ์เดช” ความมุ่งมั่นของญามารคือที่จะทำลายเหล่าผู้เชื่อในพระเจ้า แต่ข่าวดีมีว่า “พญามารจะถูกทำลายในวาระสุดท้าย” (วิวรณ์ 20:9, 10)
       ท่านเปโตรกล่าวว่าพญามารหามีอันตรายน้อยลงไม่ ท่านเตือนว่า “ท่านทั้งหลายจงสงบใจจงระวังไว้ให้ดี ด้วยว่าศัตรูของท่านคือมารวนเวียนอยู่รอบๆ ดุจสิงโตคำรามเที่ยวไปเสาะหาคนที่มันจะกัดกินได้” (1 เปโตร 5:8) ท่านเปโตรชี้ให้ผู้อ่านของท่านเห็นถึงความทุกข์ยากลำบากที่พวกเขากำลังประสบอยู่ ท่านกล่าวหนุนใจว่า “และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์ พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น” (1 เปโตร 5:10)

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 5:10 ท่านเปโตรกำลังพยายามพูดอะไรกับเราในพระคัมภีร์ข้อนี้
 
       เราไม่ทราบว่าเส้นทางทดสอบ (trial) ที่ผู้อ่านของท่านเปโตรจะต้องผ่านเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่เราสามารถมองเห็นคือความหวังที่ท่านเปโตรกล่าวเน้นให้เห็นชัดเจน ถูกแล้ว พญามารมีตัวตนจริง การสงครามก็มีจริง และความทุกข์เดือดร้อนมีก็จริง แต่พระเจ้าแห่งความพระกรุณา และการให้อภัยมีชัยเหนือพญามาร ดังนั้นเราอาจได้รับความทุกข์เดือดร้อนชั่วเวลาหนึ่ง แต่เราจะต้องยืนหยัดในความสัตย์ซื่อ และแม้ถ้าจำเป็นถึงตายก็ต้องยอม (อ่าน ฮีบรู 11:13-16) ในที่สุดแล้วชัยชนะจะเป็นของเรา ขอบพระคุณพระเยซูสำหรับชัยชนะนี้

       เราสามารถเรียนรู้จะยึดมั่นในความเชื่อได้อย่างไร และเราจะยืนหยัดเข้มแข็งจนวาระสุดท้ายได้อย่างไร ไม่ว่าจะมีอะไรแทรกเข้าในเส้นทางของเรา
 
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       ตัวอย่างยิ่งใหญ่ของผู้นำให้การรับใช้ของพระเยซู จะพบได้ในการที่พระองค์ทรงทำในช่วงการรับประทานอาหารเย็นมื้อสุดท้าย (the Last Supper) ในเวลานั้น พระเยซูทรงรับรู้เต็มๆ ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า หลังการรับประทานอาหาร พระองค์ทรงล้างเท้าของเหล่าสาวก (ยอห์น 13:14, 15) แต่ละครั้งเหล่าผู้ติดตามพระเยซูล้างจะเท้าให้แก่กัน และกัน พวกเขาปฏิบัติภาพนี้ให้เห็นอีกครั้ง และพวกเขาเตือนซึ่งกันและกันว่าการจะเป็นผู้นำในอาณาจักรของพระเยซู คนหนึ่งจะต้องเป็นทำตัวเหมือนเป็นผู้รับใช้ ไม่สงสัยเลย การถ่อมพระองค์ของพระเยซูประทับใจในดวงจิตของท่านเปโตร ซึ่งสะท้อนออกมาเมื่อท่านเปโตรเรียกผู้ปกครองคริสตจักร ท่านกล่าวว่าผู้ปกครองไม่ใช่เป็นเจ้านายเหนือคนอื่น (1 เปโตร 5:5)
       “พระคริสต์ตกลงพระทัยจะกลายเป็นมนุษย์ ในการทำเช่นนั้น พระองค์สำแดงวิญญาณแห่งการถ่อมใจซึ่งทำให้ทั้งสวรรค์รู้สึกพิศวง พระคริสตทรงเป็นพระเจ้าก่อนเป็นมนุษย์ ดังนั้นพระองค์ทรงถ่อมพระทัยลงกลายเป็นคนหนึ่งเหมือนพวกเรา เราจะต้องเปิดจิตใจของเราว่าความจริงนี้หมายความว่าอะไร เราต้องตระหนักว่าพระคริสต์ ทรงถอดฉลองพระองค์ และมงกุฏของกษัตริย์ออก พระองค์ทรงสละสิทธิ์ที่จะบนนั่งบัลลังก์เพื่อปกครอง พระองค์ทรงสวมทับความเป็นพระเจ้าด้วยเนื้อหนังของมนุษย์ พระองค์กลายเป็นมนุษย์ เพื่อพระองค์อาจจะเอื้อมถึง และเข้าถึงมนุษย์ ณ จุดที่มนุษย์เป็นอยู่พระคริสต์ต้องการนำอำนาจ ซึ่งมีชัยเหนือความบาปมาให้ครอบครัวของมนุษย์ และพระองค์ทรงพระประสงค์ให้
เราทั้งหลายกลายเป็นบุตรชาย และบุตรหญิงทั้งหลายของพระเจ้า” (เอลเลน จี. ไว้ท์  Son and Daughters of God, หน้า 81)

คำถามเพื่อการอภิปราย:
  1.  พระเยซูทรงเริ่มต้นพันธกิจของพระองค์เพื่อพระเจ้าด้วยการเผชิญพญามารด้วยความกล้าหาญ ซึ่งตอนนั้นพระองค์ทรงอ่อนกำลังจากการอดพระกระยาหารมา 40 วัน แต่พระองค์ทรงต่อต้านการทดลองของพญามารด้วยการยกข้อพระคัมภีร์ขึ้นมาอ้าง (มัทธิว 4:1-11; มาระโก 1:12, 13; ลูกา 4:1-13) ข้อมูลความจริงนี้บอกเราเกี่ยวกับว่า เราสามารถต่อต้านพญามารได้อย่างไร
 
  2.  ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ความถ่อมใจมีลักษณะเหมือนกับอะไร คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากตัวอย่างเหล่านั้น

  3.  ในชั้น ตอบคำถามนี้ มีอะไรทำให้คนหนึ่งเป็นผู้นำคริสเตียนที่ดี ผู้นำทางการเมืองที่ดีคนหนึ่งอาจเป็นเหมือนกับผู้นำคริสเตียนที่ดีอย่างไร และมีอะไรที่ทั้งสองแตกต่างกัน
 
  4.   สมมติ มีคนหนึ่งอ้างว่า “ซาตานไม่มีตัวตนจริงๆ” แต่คำว่า “ซาตาน” คริสเตียนวาดภาพสมมติขึ้นเพื่อให้คนทั่วไปมองเห็นภาพเหมือนเป็นจริง ...คุณจะพูดอะไรกับผู้ที่กล่าวอ้างเช่นนั้น   

-----------------------------
article/160Chapter 8
   
             


 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272