Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index-Thai SSL 2Q2017 (April-June) จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด   > Chapter 3: อาณาจักรของปุโรหิต > Chapter4:ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น                   >
.
Chapter 8: พระเยซูในงานเขียนของอัครทูตเปโตร  
.

                                                      บทที่ 8
                      พระเยซูในงานเขียนของอัครทูตเปโตร               

                                        วันที่  13 -19  พฤษภาคม  2017

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :

1 เปโตร 1:1-18, 19; โคโลสี 1:13, 14; อิสยาห์ 53:1-12; ยอห์น 11:25; 2 เปโตร 1:1

ข้อควรจำ     (พระคริสต์) ถูกบาดเจ็บเพราะความทรยศของเราทั้งหลาย ท่านฟกช้ำเพราะ
                   ความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้น ตกแก่ท่าน
                   ที่ท่านต้องฟกช้ำนั้นก็ให้เราหายดี” (อิสยาห์
53:5) (1 เปโตร2:24)     


ถึงตอนนี้ทุกอย่างควรแจ่มชัด จากการศึกษาพระธรรมเปโตรฉบับต้นว่า ท่านเปโตรมุ่งชี้ไปยังพระเยซู “หัวข้อ” ของพระเยซูเป็นดุจด้ายทองคำที่ถักทอขึ้นผ่านจดหมายฝากฉบับนี้
       ในบรรทัดแรกของจดหมาย ท่านเปโตรแนะนำว่าท่านเป็น “อัครทูตของพระเยซูคริสต์” และในบรรทัดสุดท้ายของจดหมาย ท่านเปโตรเขียนว่า “จงทักทายกันด้วยธรรมเนียมจุบ อันแสดงความรักต่อกัน” (
1 เปโตร 5:14) เห็นได้ว่าจากบรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้าย พระเยซูทรงเป็น “หัวข้อหลัก” ในจดหมายฝากของท่านเปโตร      
       ท่านเปโตรพูดหลายสิ่งว่าพระเยซูได้ทำเพื่อเรา ท่านพูดถึงพระเยซูทรงสิ้นพระขนม์เป็นเครื่องถวายบูชาไถ่บาปเพื่อเรา ท่านพูดเกี่ยวกับความทรมานเจ็บปวดรวดร้าวที่พระเยซูต้องผ่าน และท่านชี้ให้เห็นว่าพระเยซูทรงทนทุกข์เจ็บปวดเพื่อเป็นตัวอย่างสำหรับเรา ท่านเปโตรอภิปรายถึงการที่พระเยซูทรงฟื้นจากความตายสู่ชีวิต และท่านได้กล่าวด้วยว่า “พระเมสสิยาห์” คือพระผู้ช่วย ในภาษากรีกคำว่า “คริสทอส”
(Christos) คือ “พระองค์ผู้ทรงถูกเลือกสรรของพระเจ้า” ใน พระธรรม 1 เปโตร เราเห็นข้อพิสูจน์มากขึ้นว่าพระเยซูคือพระเจ้า พระองค์ทรงเสด็จมาบังเกิดในเนื้อหนังของมนุษย์ พระองทรงดำเนินชีวิต และในที่สุดพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ เพื่อเราทั้งหลายจะมีความหวังแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์
       สัปดาห์นี้เราจะย้อนกลับไปยังพระธรรม
1 เปโตร และมองอย่างใกล้ชิดในสิ่งที่ท่านเปโตรสอนเกี่ยวกับพระเยซู


วันอาทิตย์   พระเยซูทรงเป็นเครื่องถวายบูชาของเรา (โคโดลสี 1:13, 14)
                       JESUS, OUR SACRIFICE    

       มีหัวข้อ “ใหญ่”ที่ทอดยาวจากพระธรรมเล่มแรกของพระคัมภีร์เรื่อยไปจนเล่มสุดท้าย บางที อาจเป็น “หัวข้อใหญ่ที่สุด” ของพระคัมภีร์ และหัวข้อที่ว่าเป็นพันธกิจของพระเจ้าในการช่วยคนบาปให้รอดพ้น  เราพบหัวข้อนี้ในตอนที่อาดัม และเอวาล้มลงในพระธรรมปฐมกาล และการล้มลงของ “บาบิโลน” ในพระธรรมวิวรณ์ และจากสิ่งเราเห็นจากจุดแรกเริ่มจนถึงจุดสุดท้าย ที่พระเจ้าทรงทำการช่วยผู้หลงหายให้รอด (ลูกา 19:10) หัวข้อนี้พบได้ในจดหมายฝากของท่านเปโตรเช่นกัน

       อ่าน พระธรรม
1 เปโตร 1:18, 19 และ โคโลสี 1:13, 14 คำว่า “ได้รับการไถ่จากความบาป” หมายความว่าอะไร และ “พระโลหิต” มีส่วนอะไรกับการได้รับความรอดของเรา

       ท่านเปโตรได้พรรณนาในความสำคัญ และความหมายของ “การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู” ใน 1 เปโตร 1:18, 19 มีรูปจำลองสำคัญ หรือ ภาพพจน์จากถ้อยคำอยู่สองภาพในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ภาพแรกสาธิตให้เห็นแนวคิดว่า เราถูกซื้อด้วยพระโลหิตซึ่งทำให้เรา “เป็นไท” จากความบาปอย่างไร ภาพที่สองเป็นภาพของสัตวบูชา ภาพจำลองนี้นำเราย้อนกลับไปยังขั้นตอนการปลดปล่อยมนุษย์จากความบาป ซึ่งทราบกันว่าเป็น “การไถ่บาป” (redemption) หรือ ได้รับการไถ่ พระคัมภีร์ใช้คำว่า “การไถ่บาป” อยู่สองสามรูปแบบ ตัวอย่างที่หนึ่ง การใช้เงินซื้อกลับคืน หรือไถ่สิ่งของที่นำไปจำนองไว้เนื่องความขัดสน หรือเกิดวิกฤติการณ์ในชีวิต พบได้ใน (เลวีนิติ 25:25, 26) สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทาสคนหนึ่ง หรือญาติสามารถจ่ายค่าไถ่ หรือซื้ออิสระภาพจากนายทาสได้ (เลวีนิติ 25:47-49) ท่านเปโตรบอกผู้อ่านของท่าน
ว่า เป็นพระโลหิตของพระคริสต์ที่ประเมินค่ามิได้ ที่จ่ายค่าไถ่ หรือซื้อพวกเขาทั้งหลายจาก “การประพฤติอันหาสาระมิได้” (
1 เปโตร 1:18, 19)
       ในทำนองนี้ ท่านเปโตรกล่าวว่า สัตวที่นำไปถวายบูชาไถ่บาปในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูแสดงให้เห็นการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ ในสมัยพระคัมภีร์เดิม คนบาปนำเอาลูกแกะที่ปราศจากความพิการ หรือไม่มีตำหนิไปยังพลับพลา สถานที่ที่ชนอิสราเอลนมัสการพระเจ้า คนบาปวางมือบนหัวสัตวบูชา (เลวีนิติ 4:32, 33) สัตวบูชาตัวนั้นจะถูกฆ่า เลือดส่วนหนึ่งของลูกแกะจะนำไปเจิมที่เชิงงอนของแท่นเผาถวายบูชา ส่วนเลือดที่เหลือจะถูกเทลงยังฐานของแท่นบูชา (เลวีนิติ 4:34) ความตายของสัตวบูชาเป็นการจ่ายค่าไถ่สำหรับความบาป (เลวีนิติ 4:35) ดังนั้นโดยการเรียกพระเยซูว่า “ลูกแกะสมบูรณ์” ท่านเปโตรกล่าวว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์แทนที่เรา พระองค์ทรงจ่ายราคาสำหรับความบาปของเรา และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ไถ่บาปของเรา และปลดปล่อยเราจากชีวิตเก่าของเรา พระองค์ทรงช่วยให้พ้นจากความตายในอนาคต ซึ่งนอกจากวิธีนี้เราจะต้องตายในความบาปของเราเอง
 
       ความหวังของเราวางอยู่บนพระคริสต์ผู้ยอมถูกลงโทษแทนที่เรา ความจริงนี้สอนเราเกี่ยวกับการไว้วางใจในพระเจ้าอย่างไม่มีอะไรสงวนไว้ของเรา


วันจันทร์   การทนทุกข์ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวของพระคริสต์  (อิสยาห์ 53:1-12)
                   THE PASSION OR SUFFERING OF CHRIST

       บ่อยครั้งคริสเตียนพูดคุยกันเกี่ยวกับ “การทนทุกข์ทรมานของพระคริสต์” คำว่า “การทนทุกข์ทรมาน” (passion) มาจากคำกริยาของภาษากรีก ซึ่งหมายถึง “ที่จะทนทุกข์ทรมาน” และคำว่า “การทุกข์ทรมานของพระคริสต์” โดยปกติจะใช้ในการพรรณนาสิ่งที่พระเยซูได้รับความทุกข์ทรมานในหลายวันสุดท้ายของพระเยซู ช่วงวันสุดท้ายในชีวิตของพระองค์ เริ่มต้นเมื่อพระคริสต์เสด็จเข้าไปยังกรุงเยรูซาเล็มประดุจกษัตริย์ ท่านเปโตรกล่าวว่า วันเวลาดังกล่าวเป็นช่วงแห่งความทุกข์ทรมานของพระคริสต์ในช่วงวันสุดท้าย

       อ่าน พระธรรม
1 เปโตร 2:21-25 และ อิสยาห์ 53:1-12 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับว่า พระเยซูทรงทนทุกข์เจ็บปวดแทนที่เราอะไรบ้าง

       มีความหมายพิเศษสำหรับการทรงทนทุกข์เจ็บปวดของพระเยซู คือ “ท่านฟกช้ำเพราะความบาปผิดของเรา การตีสอนอันทำให้เราทั้งหลายสมบูรณ์นั้นตกแก่ท่าน” (อิสยาห์ 53:5) พระองค์ทรงทำเช่นนั้น เพราะเราจะตายเพราะเราทั้งหลายมีความบาป “เพื่อเราทั้งหลายจะพ้นความตายจากบาปได้ และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม ด้วยบาดแผลของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย” (1 เปโตร 2:24) หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ความบาปนำความตายมาให้ (โรม 5:12) ในฐานะเป็นคนบาป เราสมควรต้องตาย แต่พระเยซูผู้ทรงปราศจากบาปทรงสิ้นพระชนม์แทนที่เรา พระเยซูไม่ทรงตรัสมุสา พระองค์ทรงสิ้นพระชนแทนที่เราบนกางเขน เป็นการแลกเปลี่ยนสถานที่กับเรา เราจึงได้เข้าสู่แผนการแห่งความรอดของพระองค์

       อ่าน พระธรรม อิสยาห์
53:1-12 อีกครั้ง ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวว่า พระเยซูทรงทนทุกข์ยากลำบากเพื่อทรงดำเนินตามแผนการแห่งความรอดสำหรับเรา ความจริงข้อนี้บอกเราว่า พระเจ้าของเราทรงเป็นพระเจ้าประเภทใดหนอ

       “ซาตานนำเอาการทดลองอันดุร้ายมาบีบคั้นดวงหทัยของพระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดไม่อาจมองทะลุอุโมงค์ฝังศพพระองค์มองไม่เห็นความหวัง ว่าพระองค์จะทรงฟื้นพระชนม์และออกมาจากอุโมงค์ได้หรือไม่ พระองค์ไม่ทราบว่าพระบิดาจะทรงรับเครื่องถวายบูชาของพระองค์ พระเยซูทรงกลัวว่าความบาปซึ่งไม่เป็นที่พอพระทัยอย่างยิ่งสำหรับพระบิดา ถ้าเป็นอย่างนั้นพระองค์อาจต้องแยกจากพระบิดาตลอดนิรันดร์ พระคริสต์ทรงรู้สึกถึงความน่ากลัว และความโศกเศร้าลุ่มลึก ซึ่งคนบาปจะรู้สึกหากไม่มีพระเยซูผู้ทรงพระกรุณาคุณ เป็นผู้ทรงร้องอ้อนวอนขอเพื่อมนุษย์คนบาป น้ำหนักของความบาปทำให้ถ้วยที่พระเยซูทรงดื่มขมขื่นยิ่งนัก นั่นเป็นสัญญาณที่พระเยซูทรงขอให้ผ่านพ้นไป ความ
บาปของเราทำให้พระบิดาทรงพระพิโรธพระเยซู พระเยซูเองทรงคิดว่า ความบาปอาจแยกพระองค์จากพระบิดาตลอดกาล ความคิดนี้ได้ทำให้ดวงหทัยของพระบุตรแทบแหลกสลาย”  (เอลเลน จี. ไว้ท์ ผู้ปรารถนาแห่งปวงชน, หน้า
753)


       เราควรตอบสนองอย่างไร กับสิ่งที่พระคริสต์ทรงได้ผ่านบนไม้กางเขนเพื่อเรา เราจะติดตามตัวอย่างของพระองค์ เหมือนที่อัครทูตเปโตรกล่าวใน 1 เปโตร 2:21 ว่า “เพราะว่าพระคริสต์ก็ได้ทรงทนทุกข์ทรมานเพื่อท่านทั้งหลาย ให้เป็นแบบอย่างแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้ดำเนินตามรอยพระบาทพระองค์” อย่างไร

วันอังคาร   พระเยซูทรงฟื้นพระชนม์จากความตาย  (ยอห์น 11:25) 
                              JESUS ‘ RETURN TO LIFE FROM THE DEAD

       อ่าน พระธรรม 1 เปโตร 1:3,  4, 21; 1 เปโตร 3:21; ยอห์น 11:25; ฟีลิปปี 3:10, 11 และ วิวรณ์  20:6 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ชี้ไปยังความหวังยิ่งใหญ่อะไร และความหวังนี้มีความหมายอะไรสำหรับเรา
 
       เราได้เห็นแล้วว่าท่านเปโตรเขียนจดหมายฝากฉบับแรกของท่านถึงเหล่าผู้กำลังได้รับความทุกข์ยาก พวกเขาได้รับความทุกข์เดือดร้อนเพราะพวกเขาเชื่อในพระเยซู เหตุนี้เริ่มแต่ต้นในจดหมายฝากของท่าน ท่านเปโตรชี้นำดวงจิตของผู้อ่านของท่านว่ามีความหวังรอพวกเขาอยู่ ท่านเปโตรกล่าวว่าความหวังของคริสเตียนคือ “ความหวังที่มีชีวิต” ทั้งนี้เพราะความหวังของคริสเตียนวางอยู่บน “การฟื้นจากความตายสู่ชีวิตของพระเยซู” (1 เปโตร
1:3) การฟื้นชีวิตของพระเยซูเป็นที่รู้จักกันว่า “การคืนชีพของพระเยซูคริสต์” การฟื้นพระชนม์นี้ทำให้คริสเตียนมีความหวัง เพราะได้เปิดช่องให้พวกเขามุ่งมองไปยังของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์ ของประทานนี้ “ปราศจากมลทิน” และไม่ “ร่วงโรย”
(
1 เปโตร 1:4)  ถูกแล้ว สิ่งต่างๆอาจผันแปรไปในทางเลวร้ายในบางครั้ง แต่ให้คิดเกี่ยวกับว่ามีอะไรรอเราอยู่ในสวรรค์ เมื่อความทุกข์ยากลำบากของเราผ่านพ้นไป
       ที่จริงแล้ว การฟื้นพระชนม์เป็นพระสัญญาว่าเราก็จะถูกเรียกให้ฟื้นจากความตายเช่นกัน (
1 โครินธ์ 15:20, 21) ดังที่อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “และถ้าพระคริสต์ไม่ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมา ความเชื่อของท่านก็ไร้ประโยชน์ ท่านก็ยังตกอยู่ในบาปของตน” (1 โครินธ์ 15:17) แต่พระเยซูทรงฟื้นจากความตาย และพระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่าพระองค์มีฤทธิ์อำนาจเอาชนะความตาย ดังนั้นคริสเตียนจึงวางความหวังบนการฟื้นพระชนม์ของพระเยซู ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ การฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูเป็นพื้นฐานแห่งการฟื้นคืนชีพในตอนสิ้นสุดของกาลเวลา
       ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระคริสต์ได้ทำเพื่อเราได้มาถึงจุดสูงสุด คือในพระสัญญาแห่งการฟื้นคืนชีพ ถ้าปราศจากซึ่งพระสัญญาข้อนี้ เรายังจะมีความหวังอะไรอีก
       “สำหรับคริสเตียน ความตายเป็นเพียงการนอนหลับ เป็นช่วงขณะแห่งความเงียบสงบ และความมืด เหล่าผู้เชื่อในพระเยซูเมื่อพวกเขาตาย พวกเขาได้ซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า และ “เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านจะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย” (โคโลสี
3:4) อ่านพระธรรม ยอห์น 8:51, 52 ด้วย….เมื่อพระเยซูทรงเสด็จกลับมาครั้งที่สอง คนทั้งปวงที่ตายในพระคริสต์จะได้ยินเสียงเรียกของพระองค์ พวกเขาจะฟื้นคืนชีพสู่สง่าราศี และรับเอาชีวิตนิรันดร์”

เอลเลน จี. ไว้ท์  ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน, หน้า 787


       คิดเกี่ยวกับว่าเมื่อวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง ความตายดูเหมือนเป็นสิ่งร้ายกาจ ไม่น่าให้อภัย แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จึงเห็นได้ว่าเหตุใดพระสัญญาแห่งการฟื้นคืนชีพจึงมีความสำคัญยิ่งต่อความเชื่อของเรา เหตุใดจึงสำคัญต่อทุกสิ่งที่เราเชื่อ และวางความหวังไว้

วันพุธ     พระเยซู องค์พระเมสสิยาห์  (ดาเนียล 9:25)      
                        
JESUS THE MESSIAH (THE CHOSEN ONE OF GOD)        

       เราได้ศึกษาก่อนหน้านี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดสิ่งหนึ่งคือจุดแปรผันในพันธกิจของพระเยซูบนโลก เหตุการณ์นี้เกิดขึ่นเมื่อพระเยซูทรงถามเหล่าอัครทูตของพระองค์ว่า “แล้วพวกท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร “ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงประชนม์อยู่” (มัทธิว 16:15, 16) คำว่า “พระเมสสิยาห์” หรือ “พระคริสต์” มีความหมายอย่างเดียวกัน คำว่า “พระคริสต์” มาจากภาษากรีกว่า “คริสโตส” (Christos) ซึ่งหมาย “พระองค์ผู้ทรงได้รับการเลือกสรรไว้” หรือ “พระเมสสิยาห์” ในภาษาฮีบรู คำว่า “พระคริสต์” คือ “mashiyach” ซึ่งมาจากคำว่า “ที่จะเจิม (หรือที่จะเลือก) ซึ่งถูกใช้ในหลายครั้งในพระคัมภีร์เดิม (แม้แต่ถูกใช้ในการบ่งชี้ถึงกษัตริย์เปอร์เซีย คือไซรัส (อ่าน อิสยาห์ 45:11) ไซรัสอยู่ในกลุ่มชนผู้ไม่ติดตามพระเจ้า ดังนั้นจากพื้นฐานนี้ในใจ เราสามารถเข้าใจมากขึ้นในสิ่งที่ท่านเปโตรหมายความว่าอย่างไร เมื่อเรียกพระเยซูว่าพระคริสต์ ท่านเปโตรใช้คำว่า “พระคริสต์” เพื่อแสดงถึงแนวคิดที่พบได้หลายแห่งในพระคัมภีร์เดิม

        อ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้จากพระคัมภีร์เดิม
: เพลงสดุดี 2:2; เพลงสดุดี 18:50; ดาเนียล 9:25; 1 ซามูเอล 24:6; และ อิสยาห์ 45:1 แต่ละข้อของข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ใช้คำว่า “พระเมสสิยาห์” หรือ “ผู้ทรงได้รับการเจิม” มีคำอะไรอื่นในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนเราเกี่ยวกับคำว่า “ทรงได้รับการเจิมไว้” หมายถึงอะไร ท่านเปโตรเข้าใจคำว่า “ทรงได้รับการเจิมไว้” มีหมายความว่าอะไร เมี่อท่านเรียกพระเยซูว่า “พระเมสสิยาห์”  
       พระเจ้าทรงนำท่านเปโตรให้ประกาศว่า พระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (มัทธิว
1:16, 17)
แต่ท่านเปโตรไม่เข้าใจว่าพระเมสสิยาห์ที่จริงแล้วเป็นใคร หรือพระองค์จะทรงทำอะไร และบางทีสิ่งสำคัญที่สุด ท่านเปโตรไม่เข้าใจว่าพระเยซูจะทรงทำอย่างไร
       ท่านเปโตรอาจขาดความเข้าใจเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ แต่ท่านเปโตรไม่ใช่เพียงคนเดียว มีแนวคิดหลากหลายในอิสราเอลเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ การใช้คำว่า “พระเมสสิยาห์” หรือ “พระองค์ผู้ได้การเจิมไว้” ในข้อพระคัมภีร์ที่ผ่านมาไม่ให้ภาพสมบูรณ์ว่าใครคือพระเมสสิยาห์ แต่ก็แสดงให้เห็นในบางลักษณะว่าพระเมสสิยาห์คือใคร และจะทรงทำอะไร
       พระธรรม ยอห์น
7:42 กล่าวว่าพระเมสสิยาห์มาจากวงศ์วานของดาวิด และเมืองของเบธเลเฮม (อิสยาห์ 11:1-6; มีคาห์ 5:2) แต่ในจิตใจของชาวยิวส่วนมาก พระเมสสิยาห์ที่มาจากสายเลือดของดาวิดจะทำในสิ่งที่ดาวิดได้ทำ พระองค์จะทำสงครามเอาชนะศัตรู แต่สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดคือพระเมสสิยาห์จะถูกประหารให้ตายบนไม้กางเขนโดยชาวโรมัน
       ในช่วงเวลาที่ท่านเปโตรเขียนจดหมายฝากของท่าน ท่านเข้าใจกระจ่างยิ่งขึ้นว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ (พระเยซูทรงถูกเรียกว่า “พระเยซูคริสต์
15 ครั้ง ในพระธรรม เปโตร ฉบับที่ 1 และที่ 2) และท่านเปโตรเข้าใจชัดเจนขึ้นในสิ่งทั้งปวงที่พระเยซูจะทรงทำเพื่อมนุษย์ผู้ล้มลง


วันพฤหัสบดี   พระเยซู, พระเมสสิยาห์ องค์พระผู้เป็นเจ้า   (ยอห์น 20:28)
                    JESUS, THE DIVINE MESSIAH

       ท่านเปโตรทราบว่าพระเยซูคือพระเมสสิยาห์ และทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ดังนั้นในตอนที่ท่านเปโตรเขียนจดหมายฝากของท่าน ท่านทราบว่าพระเมสสิยาห์คือพระเจ้าด้วยตัวพระองค์เอง ชื่อ หรือคำแสดงตำแหน่ง (title) ของคำว่า “Lord” ความหมายไม่ใช่ทางศาสนา หมายถึง “ท่านลอร์ด, เจ้านาย หรือ นายเหนือหัว” แต่ในทางศาสนาหมายถึง “องค์พระผู้เป็นเจ้า” หรือ “พระองค์คือพระเจ้า” ใน 1 เปโตร 1:3 และ 2 เปโตร 1:8, 14, 16 ท่านเปโตรกล่าวถึงพระเยซู ว่าทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระคริสต์ และองค์พระผู้เป็นเจ้า 
       ในการทำเช่นนั้น ท่านเปโตรทำในสิ่งที่ผู้เขียนหนังสือเล่มอื่นของในพระคัมภีร์ใหม่ได้ทำอย่างเดียวกัน ท่านเปโตรพรรณนาเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพระเยซู และพระเจ้าด้วยถ้อยคำว่า “พระบิดา” และ “พระบุตร” (ตัวอย่าง อ่านพระธรรม
1 เปโตร 1:3) อนึ่งพระเยซูทรงได้รับการพรรณนาว่า “เป็นบุตรที่รักของเรา” (พระบิดา) ใน 2 เปโตร 1:17 อีกนัยหนึ่งสิทธิอำนาจบางประการของพระเยซูคือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ตำแหน่งของพระองค์ในสวรรค์มาจากความสัมพันธ์พิเศษกับ “พระเจ้าองค์พระบิดา” (God)  

       อ่าน พระธรรม
2 เปโตร 1:1; ยอห์น 1:1 และ ยอห์น 20:28  ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับว่าพระเยซูคือพระเจ้าอย่างไร


       พระธรรม 2 เปโตร 1:1 กล่าวว่า “พระเยซูคริสต์เจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรา”  ในภาษากรีก คำว่า “คำนำหน้า” “the” ถูกใช้ก่อนทั้งคำว่า “พระเจ้า” (God) และ “พระผู้ช่วยให้รอด” (Savior) ซึ่งหมายถึงพระเยซู (Jesus) ดังนั้น พระธรรม 2 เปโตร 1:1 เป็นข้อพิสูจน์ชัดเจนในพระคัมภีร์ใหม่ว่า พระเยซูทรงสภาพของพระเจ้าอย่างเต็มๆ
       คริสเตียนยุคแรกเริ่มต่อสู้ดิ้นรนที่จะเข้าใจพระเยซู แต่ทีละเล็กทีละน้อยเหล่าผู้เขียนพระคัมภีร์ใส่ความจริงเกี่ยวกับพระเยซูลงในพระคัมภีร์ใหม่ ท่านเปโตรกล่าวชัดเจนว่า พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นสามพระภาคแยกจากกัน (ยกตัวอย่าง
: พระบิดา และพระบุตรถูกแสดงให้เห็นเป็นสองพระภาคแยกจากกัน ใน 1 เปโตร 1:3; และ 2 เปโตร 1:17 และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกกล่าวถึงใน 1 เปโตร 1:12 และ 2 เปโตร 1:21) เราเห็นการแยกจากกันในทำนองนี้ตลอดในพระคัมภีร์ใหม่ ในเวลาเดียวกัน พระเยซูถูกสำแดงให้เห็นในพระคัมภีร์ใหม่ในฐานะองค์พระเจ้า อย่างเต็มๆ และเช่นเดียวกันกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เวลาผ่านไปนานพอควร คริสตจักรได้พัฒนาคำสอนเรื่อง “ตรีเอกา
นุภาพ” ขึ้น คำสอนนี้รู้จักกันในชื่อว่า “ทรินิตี้” (
Trinity) คริสตจักรเซเว่นธ์แอ๊ดเวนตีสรวมเอาคำสอนเรื่อง “ตรีเอกานุภาพ” ไว้เป็นหนึ่งในหลักข้อเชื่อ 28 ข้อ หรือข้อเชื่อหลักของคริสตจักร 28 ข้อ ดังนั้นเราได้เห็นภาพพระเยซูอย่างชัดเจนจากพระธรรมเปโตร ว่าพระองค์ทรงเป็นทั้ง “พระเมสสิยาห์” และ “พระเจ้า” พระองค์เอง

       คิดเกี่ยวกับชีวิต และความตายของพระเยซู เมื่อตระหนักว่า “พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า” ข้อมูลความจริงนี้บอกคุณเกี่ยวกับว่า พระเจ้าที่เรารับใช้ทรงเป็นพระเภทใดหนอ เพราะเหตุใดเราจึงควรรัก และไว้วางใจในพระองค์


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “ในภาษากรีก คำว่าพระเมสสิยาห์ คือ “คริสตอส” (Christos) คำว่า “คริสตอส” หมายถึง “องค์ผู้ได้รับการเจิมไว้” หรือ “ผู้ได้รับการเลือกสรรไว้” ส่วนคำว่า “พระผู้ช่วยให้รอด” ในภาษาฮีบรูหมายถึง ผู้หนึ่งซึ่งจะช่วยปลดปล่อยชาวยิวผู้ปลดปล่อยนี้จะเป็น “ตัวแทนของพระเจ้า (God’s agent) ในการนำสู่ยุคใหม่สำหรับประชากรของพระเจ้า ทั้งในภาษาฮีบรู และภาษากรีก คำว่าพระเมสสิยาห์จากจากรากศัพท์ซึ่งหมายถึง “ที่จะทำการเจิม” หรือที่จะเทน้ำมันลงบนศีรษะหลังการเลือก ดังนั้นการเรียกพระเยซูว่า “พระคริสต์” ผู้เขียนหนังสือพระคัมภีร์ใหม่ทั้งหลาย ต่างแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเชื่อว่าพระเยซูทรงถูกแยกไว้ต่างหากเพื่อพันธกิจพิเศษสำหรับพระเจ้า
       “พระเยซูทรงรับชื่อและตำแหน่ง
(Title) ว่า “พระเมสสิยาห์” แต่พระองค์ไม่ทรงหนุนใจให้ใช้ เพราะเหตุใด เพราะคำนี้เชื่อมโยงกับความหวังด้านการเมืองของชาวยิว “พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะส่งพระเมสสิยาห์มาเพื่อทำลายศัตรูคือชนชาติโรมัน และปลดปล่อยชาวยิวให้เป็นเอกราช” ด้วยเหตุนี้การใช้ชื่อ “พระเมสสิยาห์” จะทำให้เกิดความลำบากพระเยซูจึงไม่สนับสนุนให้คนอื่นๆ เรียกพระองค์ว่าพระเมสสิยาห์ในที่สาธารณะ อีกทั้งพระองค์ไม่ประสงค์ให้ใช้คำนี้เพื่อพรรณนาพันธกิจของพระองค์ แต่เมื่อท่านเปโตรเปล่งคำนี้ออกมาพระองค์ไม่ “ต่อว่า” (scold) แต่อย่างใด (อ่านมัทธิว 16:16, 17) และไม่ทรงห้ามหญิงชาวสะมาเรียเช่นกัน (ยอห์น 4:25, 26) ที่ใช้คำว่าพระเมสสียาห์ พระองค์ทรงทราบดีว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ เราเห็นข้อมูลความจริงเรื่องนี้จากพระธรรม มาระโก 9:41 ตรงนี้ พระเยซูพูดเกี่ยว
กับว่าใครก็ตามให้น้ำแก่คนหนึ่งในพวกสาวกดื่มจะได้รับรางวัล ทรงตรัสว่า “เพราะเราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ใดจะเอาน้ำถ้วยหนึ่งให้พวกท่านดื่ม เพราะท่านทั้งหลายเป็นฝ่ายพระคริสต์ ผู้นั้นจะขาดบำเหน็จก็หามิได้” (มาระโก
9:41). (เอลเลน จี. ไว้ท์  The SDA BibleCommentary, เล่ม 12, หน้า 165

 
คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.  อ่าน พระธรรม อิสยาห์ 53:1-12 สอดคล้องกับข้อพระคัมภีร์เหล่านี้  พระเยซูได้ทรงทำอะไรเพื่อเรา ตอนนี้ให้เขียนสิ่งเหล่านั้นลงบนแผ่นกระดาษสักแผ่น มีวิธีใดบ้างที่เราสามารรถจะมองเห็นแนวคิดของพระเยซูอย่างอย่างชัดเจนจากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ว่า พระเยซูทรงเป็น “ผู้รับโทษแทนของเรา” เหตุใดเราจึงจำเป็นต้องให้พระองค์เป็นผู้รับโทษแทนเรา 

  2.  ตลอดในประวัติศาสตร์ บางคนใช้พระสัญญาในพระคัมภีร์เรื่องชีวิตในภายหลัง เพื่อกดดันผู้คนอยู่ใต้ หรือกดขี่พวกเขา ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาอาจพูดว่า “ถูกแล้ว ชีวิตในโลกนี้คุณกำลังพบกับความยากลำบากจงอย่าพยายามเปลี่ยนแปลงมัน หรือทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น แทนที่จะทำเช่นนั้น จงโฟกัส
(focus) ในสิ่งที่พระเจ้าทรงตรัสสัญญาไว้เพื่อเรา เมื่อพระเยซูทรงเสด็จกลับมา” เป็นการง่ายที่จะมองเห็นความจริงข้อนี้ถูกนำไปใช้อย่างผิดๆ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่จะปฏิเสธความเชื่อของคริสเตียนเรื่องชีวิตหลังความตาย คุณจะพูดกับคนเหล่านั้นผู้ยังไม่เข้าใจพระสัญญาของพระคัมภีร์ และนำไปใช้ในวิธีผิดๆ อะไรบ้าง 

  3.  พระคริสต์คือพระเจ้า ความจริงนี้บอกเราเกี่ยวกับ “ใครคือพระเจ้า” เหตุใดความจริงข้อนี้เป็นข่าวดีอะไรเช่นนั้น     

      
            ********************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272