Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index-Thai SSL 2Q2017 (April-June) จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด   > Chapter 3: อาณาจักรของปุโรหิต > Chapter4:ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น                   > Chapter 8: พระเยซูในงานเขียนของอัครทูตเปโตร   > Chapter9: เป็นตัวข >
.
Chapter 10: พระคัมภีร์และการทำนายอนาคต
.
                                   บทที่  10  
                   พระคัมภีร์และการทำนายอนาคต
                    วันที่ 27 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2017 


บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:
อิสยาห์ 53:1-12; ดาเนียล 7:13, 14; 2 เปโตร 1:16-20; มัทธิว 17:1-6; 2 ทิโมธี 3:15-17

ข้อควรจำ     “และเรามีคำพยากรณ์ที่แน่นอนกว่านั้นอีก จะเป็นการดีถ้าท่านทั้งหลาย
                   จะถือตามคำนั้น เพระคำนั้นเป็นเสมือนแสงประทีปที่ส่องสว่างในที่มืด จน
                   กว่าแสงอรุณจะขึ้น และดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของท่านทั้งหลาย”
                   (2 เปโตร 1:19)
              

เราศึกษาจดหมายฝากของท่านเปโตรต่อเนื่อง จุดหนึ่งควรจะปรากฏเด่นออกมา: คือท่านแน่ใจเกี่ยว
กับสิ่งที่ท่านเชื่ออย่างไร
       ข้อพระคัมภีร์สำหรับสัปดาห์นี้แสดงให้เราเห็น ความเชื่อ และความไว้วางใจของท่านเปโตรมากขึ้น ท่านแม้แต่บอกเราว่าเหตุใดท่านจึงเชื่อ และมีความไว้วางใจมากเช่นนั้น ท่านเปโตรกล่าวว่า เราไม่เชื่อ “นิยายที่ดำเนินเรื่องอย่างชาญฉลาด” ที่มนุษย์เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น (2 เปโตร 1:16) ท่านกล่าวเช่นนี้เพราะว่าเรื่องต่างๆ เหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของ ศาสนาที่นมัสการรูปเคารพ กระนั้นท่านเปโตรมีความแน่ใจในสิ่งที่ท่านเชื่อด้วยเหตุผลสองประการ
       ประการแรก ท่านเปโตรได้เป็นพยานด้วยสายตา ท่านกล่าวว่า “เราเป็นพยานผู้รู้เห็นความยิ่งใหญของพระองค์” (2 เปโตร 1:16) และเหตุผล ประการที่สอง เพราะเหตุใดท่านจึงมั่นใจเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านเชื่อ ท่านแน่ใจสุดๆ เพราะว่าความเชื่อของท่านวางบนรากฐานใน “ข่าวสารของผู้เผยพระวจนะ” (2 เปโตร 1:19) ดังนั้นท่านเปโตรกลับไปยังพระคัมภีร์ท่านชี้ไปยังคำพยากรณ์ต่างๆเพื่อพิสูจน์ว่าพระคริสต์คือใคร คำพยากรณ์เป็นข่าวสารพิเศษของพระเจ้าที่สื่อข่าวให้กับประชากรของพระองค์ คำพยากรณ์คือทำนายล่วงหน้าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคำพยากรณ์
ที่ท่านเปโตรกล่าวถึงบางข้อเป็นคำพยากรณ์เดียวกันที่พระเยซูทรงยกขึ้นมาอ้างเกี่ยวกับพระองค์เอง (มัทธิว 26:54; ลูกา 24:27) ดังนั้นถ้าพระเยซู และท่านเปโตรอ้างพระคัมภีร์อย่างเอาจริงเอาจังเช่นนี้ เราก็ควรทำอย่างเดียวกัน
 
วันอาทิตย์   พระเยซูในพระคัมภีร์เดิม  (เพลงสุดี บทที่ 22)
                       JESUS IN THE OLD TESTAMENT     

       ถ้อยคำตลอดในจดหมายฝากของท่านเปโตรทั้งสองฉบับ ท่านเปโตรแสดงให้เห็นว่า ท่านมั่นใจในสิ่งท่านเชื่อ ท่านทราบในสิ่งที่ท่านกำลังพูดถึง เพราะท่านรู้จักพระเยซู บุคคลที่กำลังพูดถึง ท่านเปโตรทราบว่าพระเยซูเป็นบุคคลผู้นั้น ที่คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์บ่งชี้ ท่านทราบว่าพระคัมภีร์คือพระวจนะของพระเจ้าที่ถูกเขียนออกมาเป็นถ้อยคำ และท่านเปโตรไว้วางใจในพระวจนะที่ถูกเขียนขึ้น ซึ่งได้ช่วยท่านให้ทราบว่า พระวจนะ (พระเยซู) ที่ได้กลายมาเป็นมนุษย์ ดังที่พระคัมภีร์ได้กล่าวว่า “พระวจนะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ และทรงอยู่ท่ามกลางเรา” (ยอห์น 1:14)
       ใน 1 เปโตร 1:10-12 ท่านเปโตรได้ชี้ให้ผู้อ่านของท่านยังพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู ท่านชี้ไปยังสิ่งที่คำพยากรณ์สอนเกี่ยวกับพระเยซู สอดคล้องกับข้อเขียนของท่านเปโตร พระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวชัดเจนในพระคัมภีร์เดิมในความจริงสำคัญสองประการเกี่ยวกับพระเยซู ความจริงประการแรก คือ “ความทุกข์ทรมานของพระคริสต์” และความจริงประการที่สอง คือ “พระสิริที่จะมาภายหลัง” (1 เปโตร 1:11)

       อ่าน พระธรรม เพลงสดุดี 22; อิสยาห์ 53:1-12; เศคาริยาห์ 12:10; เศคาริยาห์ 13:7; เยเรมีห์ 33:14, 15; และ ดาเนียล 7:13-14 ข้อพระคัมภีร์เดิมเหล่านี้ทำนายล่วงหน้าหลายประการเกี่ยวกับพระเยซู มีสิ่งใดบ้างที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอน

       ใน 1 เปโตร 1:10-12 ท่านเปโตรให้ความมั่นใจผู้อ่านของท่านว่า พวกเขามีชีวิตอยู่ในเวลาพิเศษในประวัติศาสตร์แห่งความรอด ทำไม ด้วยเหตุนี้: ส่วนมากแล้วได้สำแดงให้แก่พวกเขามากกว่าได้ทรงสำแดงให้เหล่าผู้เผยพระวจนะในสมัยพระคัมภีรเดิม  ที่จริงแล้วผู้เผยพระวจนะทั้งหลายจะเป็นผู้พูดแทนพระเจ้าในสมัยของพวกเขาเอง แต่ส่วนสำคัญในข่าวสารของพวกเขาจะยังไม่เกิดขึ้นจนกระทั่งการเสด็จมาของพระคริสต์
       ผู้เผยพระวจนะกล่าวทำนายบางสิ่ง ซึ่งได้บังเกิดสมจริงในสมัยที่ผู้อ่านของท่านเปโตรมีชีวิตอยู่ ผู้อ่านเหล่านี้ได้รับความจริงจากเหล่าผู้เผยพระวจนะ ซึ่งท่านเปโตรกล่าวว่า “บัดนี้คนเหล่านั้นที่ประกาศข่าวประเสริฐแก่ท่านทั้งหลาย ก็ได้กล่าวสิ่งเหล่านั้นแก่ท่านแล้ว โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงโปรดประทานจากสวรรค์” (1 เปโตร 1:12) ดังนั้นข่าวพระกิตติคุณได้ถูกเทศนาแก่ประชาชน ผลลัพธ์ที่ได้คือ พวกเขารู้จักความจริงเกี่ยวกับพระคริสต์ ผู้ทรงได้รับความทุกข์ทรมาน
และสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนในรายละเอียดมากกว่าเหล่าผู้เผยพระวจนะในสมัยก่อน แน่นอนเหล่าผู้เชื่อในสมัยท่านเปโตรจะต้องคอยร่วมกับเรา เพื่อจะได้รับ “พระสิริที่จะมาภายหลัง” (1 เปโตร 1:11) ส่วนแรกของคำพยากรณ์เหล่านั้นได้บังเกิดสมจริงแล้ว ดังนั้นเราสามารถมั่นใจในส่วนที่ยังเหลืออยู่ ซึ่งกำลังบังเกิดขึ้น และจะสำเร็จสมจริงเช่นกัน
 
       มีพระสัญญาอะไรในพระคัมภีร์ที่สำเร็จสมจริงในชีวิตของคุณ มีข้อไหนอีกที่คุณยังรอคอย  คำพยากรณ์เหล่านั้นมีความหมายอะไรสำหรับคุณ คุณสามารถเรียนรู้จะยึดถือคำพยากรณ์เหล่านั้นไว้ แม้ในเวลาแห่งความยากลำบากได้อย่างไร

วันจันทร์   เป็นพยานด้วยสายตา ในความงามล้ำเลิศ และความยิ่งใหญ่   
                      (2 เปโตร 1:16-18)

                 EYEWITNESSES OF ROYAL BEAUTY AND GREATNESS

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 1:16-18  มีข้อพิสูจน์อะไรอื่น ที่ท่านเปโตรพูดถึง ที่ท่านมีสำหรับความเชื่อในพระเยซู

       เราทราบว่าความเชื่อของท่านเปโตรวางบนพื้นฐานของคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม และท่านเปโตรเป็นพยานในหลายสิ่งที่ท่านได้เห็น ได้ยินและสัมผัสด้วยตัวของท่านเอง ท่านจึงเทศนาสั่งสอนในสิ่งเหล่านั้น ท่านเปโตรกล่าวว่าความเชื่อของคริสเตียนไม่ได้วางบน “นิยายอันชาญฉลาด” ซึ่งมนุษย์เป็นผู้ประพันธ์ขึ้น (2 เปโตร 1:16) แต่ความเชื่อของคริสเตียนวางบนสถานการณ์จริงที่ได้บังเกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์
       เราสามารถอ่านประสบการณ์ของท่านเปโตรในหนังสือสี่เล่มแรกของพระคัมภีร๋ใหม่ หนังสือสี่เล่มแรกนี้มีชื่อเรียกว่า “พระกิตติคุณ” สอดคล้องกับพระกิตติคุณ จะพบว่าชื่อของท่านเปโตรปรากฏในบันทึกสำคัญที่เกิดขึ้นใน “ชีวิตและพันธกิจของพระเยซู” ท่านเปโตรอยู่ตรงนั้นเพื่อการเทศนา การสั่งสอน และประกอบการอัศจรรย์ ท่านเปโตรอยู่ร่วมเป็นพยานในการอัศจรรย์ช่วงต้น ในเหตุการณ์การจับปลา ซึ่งบันทึกใน ลูกา 5:4-6 และท่านเปโตรได้เห็นพระเยซูในแคว้นกาลิลีหลังจากพระองค์ทรงฟื้นพระชนม์จากความตายแล้ว (ยอห์น 21:15)

       ใน พระธรรม 2 เปโตร 1:17, 18  ท่านเปโตรให้ความสนใจในเหตุการหนึ่ง ซึ่งท่านได้เห็นเหตุการณ์นั้นด้วยตาของท่านเอง เหตุการณ์นั้นคืออะไร และมีความหมายพิเศษอะไรสำหรับเหตุการณ์นั้น

       ท่านเปโตรมุ่งความสนใจไปยังเหตุการณ์หนึ่งที่ท่านมองเห็นเป็นการส่วนตัวคือ “การเปลี่ยนรูปโฉมสู่สง่าราศี” (transfiguration) ระหว่างเหตุการณ์นั้น พระเยซูทรงนำท่านเปโตร ท่านยากอบ และท่านยอห์น ขึ้นไปยอดภูเขาสูงเพื่อการอธิษฐาน (ลูกา 9:28) ขณะอยู่ที่นั่น ต่อหน้าท่านเปโตร ยากอบ และยอห์น ที่ขึ้นเขาไปด้วยกัน  “พระกายของพระองค์ (พระเยซู) ก็เปลี่ยนไปต่อหน้า พระพักตร์ของพระองค์ท็ทอแสงเหมือนแสงอาทิตย์ ฉลองพระองค์ขาวผ่องดุจแสงสว่าง” (มัทธิว 17:2; ลูกา 9:29) บุคคลสำคัญในพระคัมภีร์ที่ได้ล่วงหลับไปแล้วสองท่านได้มาปรากฏตัว คือท่านโมเสส และท่านเอลียาห์ ทั้งสองได้สนทนากับพระเยซู และทันใดนั้นมีพระสุรเสียงตรัสจากสวรรค์ กล่าวว่า “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านผู้นี้มาก จงเชื่อฟังท่านเถิด” (มัทธิว 17:5)
       ท่านเปโตรได้เห็น ได้ยิน และได้สัมผัสสิ่งต่างๆมากมายขณะที่ท่านอยู่กับพระเยซูบนแผ่นดินโลก แต่เหตุการณ์นี้โดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ทั้งแสดงให้เห็นด้วยว่าพระบุตรได้ใช้เวลา และกระทำทุกสิ่งสิ่งสอดคล้องกับแผนการของพระเจ้า และแสดงให้เห็นด้วยว่าพระเยซูมีความสัมพันธ์พิเศษกับพระบิดา
 
       คิดถึงเหตุการณ์ที่มีผลกระทบเชิงลึกต่อชีวิตด้านจิตวิญญาณ และความเชื่อของคุณ เหตุการณ์ดังกล่าวคืออะไร มีผลกระทบต่อคุณอย่างไร และมีความหมายอะไรสำหรับคุณในปัจจุบัน เหตุใดคุณคิดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีพลังอำนาจอย่างที่เป็น

วันอังคาร   ดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของคุณ  (2 เปโตร 1:19)         
                                 MORNING STAR IN OUR HEARTS


       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 1:19 อย่างถี่ถ้วน ท่านเปโตรได้กล่าวอะไรที่สำคัญมากสำหรับเรา แม้ในปัจจุบัน
 
       พระคัมภีร์ข้อนี้ ท่านเปโตรแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “แสงสว่าง และ ความมืด” เราได้เห็นความแตกต่างนี้ในพระคัมภีร์อีกหลายแห่ง (ปฐมกาล 1:4; ยอห์น 1:5; อิสยาห์ 5:20; เอเฟซัส 5:8) สำหรับท่านเปโตร พระคัมภีร์เองส่องสว่างในสถานที่ “มืด” (พระคัมภีร์บางฉบับใช้คำว่า “สคัวลิด” (squalid) ซึ่งมีความหมายว่า “สกปรก”  (filthy หรือ dirty) แทนคำว่า “มืด” นี่คือเหตุผลว่าเหตุใดท่านเปโตรกล่าวชัดเจนว่าเราจำเป็นต้องติดตามพระคัมภีร์จนกระทั่งพระเยซูทรงเสด็จกลับมา เราทั้งหลายต่างเป็นมนุษย์ที่ล้มลงในความบาป เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ล้มลง และมืดมิดเราต้องการฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าช่วยนำเราออกจากความมืด และเข้าสู่ความสว่าง และแสงสว่างนั้นคือพระเยซู      
       ท่านเปโตรชี้ผู้อ่านของท่านสู่เป้าหมาย เพื่อจะเข้าใจเป้าหมายชัดเจนขึ้น ให้เรามองไปที่พระคัมภีร์ฉบับแปลจาก “นิวคิงเจมส์” (New King James) ส่วนหนึ่งของประโยคกล่าวว่า “วันที่พระเยซูเสด็จกลับมา” ฉบับแปลจาก “นิวคิงเจมส์” ใช้คำว่า “จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่” ปัจจุบันบางคนเชื่อว่าคำว่า “จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่” หมายถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ซึ่งนั่นเป็นเป้าหมายแท้จริงแห่งความหวังของเรา ในเวลาเดียวกันแนวคิดเรื่อง “ดาวประจำรุ่ง” จะผุดขึ้นในใจของเราฟังดูเหมือนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ และฟังคล้ายเป็นเรื่องส่วนบุคคล ประการแรก “ดาวประจำรุ่ง” หมายถึง “พระเยซู” (วิวรณ์ 2:28; วิวรณ์ 22:16) และการที่จะมี “ดาวประจำรุ่งผุดขึ้นในใจของเรา” เป็นการ
แสดงให้เห็นภาพ ซึ่งจะช่วยเราให้เข้าใจแนวคิดเรื่องการยึดมั่นในพระเยซู และเราต้องเชื่อในพระองค์จนหมดใจ จากนั้นเราสามารถจะมีประสบการณ์ที่ว่า “พระคริสต์ทรงดำรงอยู่ในชีวิตของเรา” ว่าเป็นจริงเพียงใด พระเยซูไม่ควรจะเป็นเพียงคำสอนของคริสตจักร แต่พระองค์ควรเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตของเรา และเป็นแหล่งแห่งความหวัง และความเชื่อของเรา ท่านเปโตรเชื่อมโยงระหว่างการศึกษาพระคัมภีร์ และการมีความสัมพันธ์แห่งการช่วยให้รอดกับพระเยซู ผู้ซึ่งเป็น “ดาวประจำรุ่ง”  
       หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า แสงสว่างต้องส่องสว่างในตัวเรา จากนั้นเราจะแพร่ขยายไปยังคนอื่น “โลกทั้งใบจะต้องจุดให้สว่างด้วยพระสิริแห่งความจริงของพระเจ้า และแสงสว่างจะฉายแสงออกไปทั่วดินแดน และผู้คนทั้งมวล กล่าวคือจะฉายออกไปจากเหล่าคนที่ได้รับแสงสว่างนั้นไว้ก่อน พระเยซูทรงเป็น “ดาวประจำรุ่ง” ดาวประจำรุ่งได้ผุดขึ้นจากเรา และเราจะส่องประกายความสว่างออกไปยังทางเดินของเหล่าผู้อยู่ในความมืด” ( เอลเลน จี. ไว้ท์  Christian Experience and Teaching, หน้า 220)

       การศึกษาพระคัมภีร์ด้วยตัวของคุณเอง ช่วยคุณให้รู้จักพระเยซูดีขึ้นอย่างไร

วันพุธ     คำพยากรณ์ที่แน่นอนยิ่งขึ้น  (2 เปโตร 1:19-21)     
                      THE MORE SURE WORD OF PROPHECY         

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 1:19-21 คำพยากรณ์อะไรที่ท่านเปโตรพูดถึงในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ท่านหมายความถึงอะไร เมื่อท่านพูดว่า “เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์”

        ท่านเปโตรกล่าวชัดเจนว่า ความเชื่อของคริสเตียนไม่ได้วางพื้นฐานบน “เรื่องอันชาญฉลาด” ที่แต่งขึ้นโดยมนุษย์ (2 เปโตร 1:16) ท่านเปโตรเสนอข้อมูลสองประการเพื่อพิสูจน์จุดยืนของท่าน ประการแรก มีพยานที่เห็นด้วยสายตา เมื่อพระเจ้าองค์พระบิดากล่าวให้เกียรติ และพระสิริแก่พระบุตร (2 เปโตร 1:16-18) ประการที่สอง มีคำพยากรณ์ของพระคัมภีร์ที่ทำนายเกี่ยวกับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู (2 เปโตร 1:19-21)
       ท่านเปโตรกล่าวว่า “เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์” แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า” (2 เปโตร 1:20) ในการประกาศความจริงนี้ ท่านเปโตรไม่ได้กล่าวห้ามเราให้ศึกษาพระคัมภีร์สำหรับตัวเราเอง แนวคิดประเภทนั้นไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านเขียนใน (1 เปโตร 1:13) แทนที่จะห้าม แต่ท่านเปโตรกล่าวเห็นชอบแนวทางที่ผู้เผยพระวจนะแต่ดั้งเดิมพยายามสืบค้นพระคัมภีร์ เพื่อที่จะเรียนรู้ความหมายของคำพยากรณ์ที่พระเจ้าทรงประทานให้พวกเขา (1 เปโตร 1:10)
       ถ้าอย่างนั้นท่านเปโตรหมายความถึงอะไร คริสตจักรสมัยพระคัมภีร์ใหม่เติบโตพร้อมกัน และศึกษาพระคัมภีร์ด้วยกัน คริสเตียนเป็นส่วนของโครงร่างที่ใหญ่โตกว่าของร่างกาย (คริสตจักร)  (1 โครินธ์ 12:12-14) ท่านเปโตรเตือนต่อวิธีการศึกษาซึ่งคริสเตียนคนหนึ่งปฏิเสธความจริงข้อใดข้อหนึ่ง หรือแสงสว่างจากชุมชนของเหล่าผู้เชื่อ หรือคริสตจักร ดังนั้นในการทำงานร่วมกัน เราเติบโตร่วมกันในฐานะเป็นชุมชน ทั้งนี้ก็เพราะพระวิญญาณทำงานกับชุมชน และปัจเจกชนในชุมชน ความจริงสามารถรถแบ่งปันได้ ซึ่งจะทำให้แหลมคม และลึกซึ้งกว่าจากวิธีการนี้ แต่สมมติมีบางคนทำงานตามลำพัง และปฏิเสธที่จะรับคำแนะนำจากคนอื่นๆ หรือจากคริสตจักร บุคคลผู้นั้นมีแนวโน้มจะเดินไปสู่การเข้าใจผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับคำพยากรณ์
       ในพระคัมภีร์ข้อต่อไป เราได้พบเหตุผลดีสำหรับท่านเปโตรที่เราจะเข้าใจจุดหมายของท่าน ท่านเขียนถึงคริสเตียนโดยส่วนรวม ซึ่งท่ามกลางพวกเขามี “ผู้เผยพระวจนะเท็จ” และ “ครูสอนเท็จ” ท่านเปโตรกล่าวว่า “แต่ว่าได้มีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้นในชนชาตินั้น เช่นเดียวกับที่จะมีผู้สอนผิดเกิดขึ้นในพวกท่านทั้งหลาย” (2 เปโตร 2:1) ท่านเปโตรหนุนใจพวกเขาให้ “ตีความหมาย” (interpretation) ข้อพระคัมภีร์ และนำสู่คริสตจักรโดยรวมเพื่อขอการรับรอง เพราะที่ผ่านมา มีคนจำนวนไม่น้อยที่หลงทางไปจากความจริงเข้าไปสู่ความเชื่อที่ผิด พวกเขาปฏิเสธที่จะรับฟังคำแนะนำจากคริสตจักรซึ่งได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณ พวกเขาล้มลงสู่ความเชื่อที่ผิด ซึ่งเป็นอันตราย เหตุการณ์ทำนองนี้ยังคงอยู่แม้ในปัจจุบัน

       โดยสรุป เหตุใดจึงสำคัญมากที่จะเปิดสู่สติปัญญา และรับเอาคำแนะนำของคริสตจักร ในเวลาเดียวกัน อะไรคือข้อจำกัดที่ว่า เราควรจะไปได้ไกลแค่ไหน ในเรื่องการผ่อนปรนให้กับคนอื่น
 
วันพฤหัสบดี    พระคัมภีร์ในชีวิตของเรา   (2 ทิโมธี 3:15-17)
                            THE BIBLE IN OUR LIVES

 
      อย่างที่เราได้มองเห็น ท่านเปโตรยกความสำคัญให้กับพระคัมภีร์ ใน 2 เปโตร 1:19-21 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพระคัมภีร์สำหรับประสบการณ์คริสเตียนของเรา ซึ่งประกาศว่าพระคัมภีร์ถูกสร้างขึ้นด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า จุดเน้นของท่านเปโตรใน 2 เปโตร 1:21 ให้ความกระจ่างเป็นพิเศษ หรือกล่าวได้อีกว่า พระคัมภีร์ไม่ได้เป็นมาจากความคิดของมนุษย์ เหมือนอย่างกับหนังสือหรือข้อเขียนอื่นๆ แต่เป็นว่าพระคัมภีร์เป็นหนังสือที่ถูกผลิต หรือถูกเขียนขึ้นโดยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์เองที่ “ดลใจผู้เผยพระวจนะให้เขียน และพูดออกมา”

       อ่านพระธรรม 2 ทิโมธี 3:15-17 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ช่วยเราให้เข้าใจความสำคัญของพระคัมภีร์ในชีวิตของเราอย่างไร ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ให้การสนับสนุนความจริงที่พบใน 2 เปโตร 1:19-21 อย่างไร

      ท่านเปาโลเตือนท่านทิโมธีเกี่ยวกับอันตรายที่ประดังมายังท่าน และคริสตจักร จากนั้นท่านเปาโลสรุปคร่าวๆ ใน 2 ทิโมธี 3:16 ซึ่งสอนในความสำคัญของพระคัมภีร์
      ให้เรามองไปยังสามจุดที่ท่านเปาโลกล่าวถึงพระคัมภีร์ ว่าพระคัมภีร์ให้ประโยชน์ยิ่งใหญ่อย่างไร

      คำสอน หรือ หลักข้อเชื่อ: (Teaching or doctrine) หลักข้อเชื่อเป็นคำสอนของคริสตจักร หลักข้อเชื่อแต่ละข้อควรมี “พระคริสต์เป็นศูนย์กลาง” และแต่ละข้อควรสอนเราบางสิ่งซึ่งช่วยเราให้ “ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม” (โรม 12:2)  
      ช่วยแก้ไขความผิดของเรา: (Correcting our mistake) ท่านเปาโลบอกท่านทิโมธีว่าพระคัมภีร์มีไว้สำหรับ “การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม” (2 ทิโมธี 3:16) ท่านเปโตรเน้นในจุดเดียวกันเมื่อท่านกล่าวว่าคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เป็นเหมือนตะเกียงดวงหนึ่ง ซึ่งส่องสว่างเข้าไปในที่มืด (2 เปโตร 1:19) ท่านเปโตรหมายถึงอะไร เมื่อท่านกล่าวว่าพระคัมภีร์นำทางเรา ว่าเราจะดำเนินชีวิตของเราอย่างไร พระคัมภีร์สอนว่าอะไรถูก หรืออะไรผิด และควรประพฤติตนอย่างไร พระวิญญาณบริสุทธิ์ดลใจมนุษย์ให้เขียนพระคัมภีร์ ดังนั้นพระคัมภีร์มีอำนาจที่จะสำแดงแผนการของพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา
       “จะรอดได้อย่างไร” (How to be saved) ท่านเปาโลกล่าวว่าพระคัมภีร์มีประโยชน์สำหรับทำให้ชีวิตของเรากลับสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง พระคัมภีร์ “สามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)       ท่านเปาโลชี้ให้เห็นว่าพระคัมภีร์นำเราสู่พระเยซู ทั้งนี้เพราะความรอดถูกสร้างขึ้นบนความเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระสิ้นพระชนม์เพื่อความบาปของเรา ดังนั้นพระคัมภีร์สอนหลักข้อเชื่อให้เรา ทำการแก้ไข และความรู้แห่งความรอด จึงไม่ประหลาดใจที่จะกล่าวว่าพระคัมภีร์ “เป็นเสมือนแสงประทีปที่ส่องสว่างในที่มืด จนกว่าแสงอรุณจะขึ้น และดาวประจำรุ่งจะผุดขึ้นในใจของท่านทั้งหลาย” (2 เปโตร 1:19)

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “นี่เป็นหน้าที่แรก และสูงสุดของทุกความคิด และทุกเหตุผลที่คนหนึ่งจะเรียนรู้จากพระคัมภีร์ว่าความจริงคืออะไร จาก นั้นเขาหรือหล่อนพร้อมจะเดินไปในแสงสว่างแห่งความจริง และหนุนใจคนอื่นๆให้ทำตาม เราควรศึกษาพระคัมภีร์วันต่อวันอย่างถี่ถ้วน เราควรชั่งน้ำหนักทุกความคิด และเราควรรับรู้ว่าว่าพระคัมภีร์ข้อหนึ่งสามารถนำไปใช้อธิบายพระคัมภีร์ข้ออื่นๆได้อย่างไร ด้วยการช่วยเหลือของพระเจ้า เราสามารถประมวลความคิดเห็นของเราสำหรับตัวเราเอง ทำไมหรือ เพราะว่าเราต้องตอบคำถามสำหรับตัวเราเองต่อพระพักตร์ของพระเจ้า
       “ความจริงแสดงให้เห็นชัดเจนที่สุดว่าพระคัมภีร์จะครอบคลุมความสงสัย และความมืดโดยคนคงแก่เรียน คนเหล่านี้แสร้งทำตัวว่ามีสติปัญญาเฉียบคม แต่พวกเขาสอนว่าพระคัมภีร์มีความหมายซ่อนเร้นไม่สามารถเข้าใจได้ คนเหล่านี้เป็นครูสอนความเท็จ พระเยซูตรัสแก่พวกเขาว่า “เพราะข้อต่อไปนี้พวกท่านผิดแล้วมิใช่หรือ คือท่านทั้งหลายไม่รู้พระคัมภีร์หรือฤทธิ์เดชของพระเจ้า” (มาระโก 12:24) ถ้อยคำของพระคัมภีร์ควรถูกอธิบายความหมายตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนได้ชัดเจน เว้นแต่จะเป็นสัญลักษณ์ หรือถ้อยคำที่แสดงให้เห็นภาพเมื่อถูกนำมาใช้ พระคริสต์ทรงตรัสท้าทายว่า “ถ้าผู้ใดตั้งใจประพฤติตามพระประสงค์ของพระองค์ ผู้นั้นก็จะรู้ว่าคำสอนนั้นมาจากพระเจ้า หรือว่าเราพูดตามใจของเรา” (ยอห์น 7:17) สมมติว่าชาย และหญิงทั้งหลายจะยอมรับพระคัมภีร์ตามที่พระคัมภีร์ได้เขียนไว้ และสมมติว่าไม่มีครูสอนเทียมเท็จที่จะนำไปในทางที่ผิด หรือทำให้เกิดความสับสนในจิตใจคนทั้งหลาย งานของพระเจ้าจะรุดหน้าไป ซึ่งจะทำให้เหล่าทูตสวรรค์มีความยินดี ความจริงในพระคัมภีร์จะช่วยให้ผู้คนนับพันพันที่หลงเจิ่นไปในความผิดให้กลับมาสู่คอกแกะของพระคริสต์” (เอลเลน จี. ไว้ท์  สงครามแห่งประวัติศาสตร์, หน้า 598, 599)

คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.  มีกฏเกณฑ์สำคัญอะไรถูกรวมอยู่ด้วย เพื่อจะทำให้เข้าใจพระคัมภีร์ได้อย่างชัดเจน

  2.  ท่านมาร์ติน ลูเธอร์เขียนไว้ว่า “พระคัมภีร์มีแสงสว่างของตัวเอง” ท่านหมายความว่า หนังสือของพระคัมภีร์มีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน ส่วนหนึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อช่วยให้เข้าใจส่วนอื่นๆ ได้ มีตัวอย่างของกฏเกณฑ์ดังกล่าวนี้ที่ไหนบ้าง ที่คุณสามารถหาพบได้

 
3.  สมมติมีใครสักคนจะถามคุณว่า การศึกษาพระคัมภีร์สามารถทำให้คุณดำเนินไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้าลึกซึ้งขึ้นได้อย่างไร คุณจะตอบคำถามของเขาอย่างไร
      
            *********************


 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272