Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index-Thai SSL 2Q2017 (April-June) จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด   > Chapter 3: อาณาจักรของปุโรหิต > Chapter4:ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น                   > Chapter 8: พระเยซูในงานเขียนของอัครทูตเปโตร   > Chapter9: เป็นตัวข > >
.
Chapter 11: ครูสอนเทียมเท็จ
.
บทที่  11  
                                 ครูสอนเทียมเท็จ
                              วันที่  3 – 9  มิถุนายน  2017 


บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:
2 เปโตร 2:1-22; ยอห์น 8:34-36; มัทธิว 12:43-45; ยูดา 4-19; ปฐมกาล 18:16-33

ข้อควรจำ     “เขา (ครูสอนเทียมเท็จ)สัญญาว่าจะให้คนเหล่านั้นพ้นจากการเป็นทาส แต่ตัว
                   เขาเองยังเป็นทาสของความเสื่อมทราม เพราะว่ามนุษย์พ่ายแพ้แก่สิ่งใด เขา
                   ก็เป็นทาสของสิ่งนั้น” (2 เปโตร 2:19)           


ในจดหมายฝากฉบับแรกของท่านเปโตร ท่านเปโตร เขียนหนุนใจผู้อ่านทั้งหลายของท่าน ผู้กำลังประสบความทุกข์เดือดร้อนเพราะถูกการข่มเหง เราไม่ทราบว่าเป็นการข่มเหงประเภทใดที่พวกเขาต้องก้าวผ่าน เราทราบเพียงว่าคริสตจักรต้องเผชิญกับความยากลำบากอันน่ากลัว ทั้งนี้เพราะอาณาจักรโรมันพยายามอย่างยิ่งจะหยุดการเติบโตของกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกตนเองว่า “คริสเตียน” ให้หมดไป
       ซาตานเข้าโจมตีกลุ่มเคลื่อนไหวสองวิธี (1) เขาโจมตีจากภายในโบสถ์ หรือคริสตจักร (2) จากภายนอกคริสตจักร การข่มเหงภายนอกมาจากชาวโรมัน เป็นการใช้อำนาจการปกครองเข้าต่อต้านขู่เข็ญคริสตจักร แต่เมื่อเปรียบเทียบกันคริสตจักรที่ได้รับอันตรายจากการคุกคามภายในคริสตจักรนั้นยังมีมากกว่า ซึ่งก็เหมือนกับชนชาติยิวในอดีต ที่เหล่าผู้สัตย์ซื่อต่อพระเจ้าต้องจัดการ (deal) กับผู้เผยพระวจนะ หรือผู้สื่อข่าวเทียมเท็จทั้งหลาย ในสมัยของท่านเปโตรก็เช่นกัน เหล่าผู้ติดตามพระเยซูจะต้องจัดการกับครูสอนเทียมเท็จ ท่านเปโตรเตือนเหล่าผู้เชื่อทั้งหลายในเรื่องนี้ว่า “จะมีคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะเกิดขึ้น...ซึ่งจะลอบเอามิจฉาลัทธิอันจะทำให้ถึงความพินาจเข้ามาเสี้ยมสอน จนถึงกับปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงได้ไถ่เขาไว้..มีหลายคนประพฤติชั่วตามอย่างเขา เพราะคนเหล่านั้นเป็นเหตุ” (2 เปโตร  2:1, 2)
       มีการสอนความเชื่อเทียมเท็จอะไรบ้างที่ท่านเปโตรกล่าวเตือน ท่านเปโตรตอบสนองต่อพวกเขาอย่างไร ปัจจุบันเราทั้งหลายต้องเผชิญกับการคุกคามจากภายในคริสตจักรเช่นกัน ดังนั้นมีบทเรียนอะไรที่เราสามารถเรียนรู้จากคำเตือนของท่านเปโตรสำหรับตัวเราเองในวันนี้      

วันอาทิตย์   ผู้เผยพระวจนะและครูสอนเทียมเท็จ   (2 เปโตร 2:1-3, 10-22)
                       FALSE PROPHETS AND TEACHERS    

       บางครั้งเป็นการง่ายที่จะคิดว่าคริสตจักรยุคแรกเริ่มเป็นคริสตจักรที่สมบูรณ์แบบ เราอาจคิดว่านั่นเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุขแท้จริง ท่ามกลางเหล่าผู้เชื่อในพระเยซูรุ่นแรกย่อมจะมีความสามัคคีปรองดองกัน
       แต่ความคิดทำนองนั้นเป็นความนึกคิดที่ผิด แม้แต่จากวันเวลาที่พระเยซูยังอยู่ในโลก คริสตจักรพบกับการดิ้นรน และบ่อยครั้งการต่อสู้ดิ้นรนเหล่านี้มาจากภายใน (คิดถึงกรณีของยูดาส) ยกตัวอย่าง จดหมายฝากในพระคัมภีร์ใหม่พูดถึงผู้สอนหลักข้อเชื่อเทียมเท็จท่ามกลางพวกเขา แน่นอน คริสตจักรในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ต้องทนต่อความทุกข์ยากกับการข่มเหงที่มาจากภายนอกเช่นกัน

       ในจดหมายฝากฉบับที่สองของท่านเปโตร ท่านต้องจัดการกับการท้าทายภายในคริสตจักร มีอะไรบ้างสอดคล้องกับที่กล่าวไว้ใน 2 เปโตร 2:1-3

       ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่แสดงให้เห็นความสงบสุขยิ่งใหญ่ และความสามัคคีท่ามกลางสมาชิกของคริสตจักร ใช่ไหม

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 2:1-3, 10-22  ท่านเปโตรกล่าวเตือนเกี่ยวกับอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ มีสิ่งผิดอะไรบ้าง ที่มีผู้นำเข้ามาสู่คริสตจักร

       พระธรรม 2 เปโตร 2:1 ให้เหตุผลว่าเหตุใดท่านเปโตรเตือนเหล่าผู้เชื่อว่า มีผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จในอดีต และท่านเตือนว่าจะมีครูสอนเทียมเท็จในอนาคต ท่านเปโตรเขียนรายชื่อความชั่วร้ายที่พวกครูเหล่านี้กำลังทำอยู่ อาชญากรรมของพวกเขารวมไปถึงการนำ “เอามิจฉาลัทธิอันจะให้ถึงความพินาศเข้ามาเสี้ยมสอน” (2 เปโตร 2:1) และพวกเขาจะนำไปสู่การ “ดำเนินชีวิตในความบาป” โดยเฉพาะเหล่าผู้จะถูกหลอกสู่ความบาปได้ง่าย (2 เปโตร 2:19) ผู้เผยพระวจนะเหล่านี้มีความผิดในสิ่งอื่นๆ เช่นกัน จากสิ่งที่ท่านเปโตรเขียน เราสามารถมองเห็นคำสอนผิดเหล่านี้ซึ่งมีอันตรายมาก ดังนั้นเราสามารถมองเห็นว่า เหตุใดท่านเปโตรจึงตอบโต้ด้วยความดุดันเช่นนั้นต่อความเชื่อที่ผิดเหล่านี้ ท่านเปโตรเชื่ออย่างแข็งขันว่า เราจะต้องสอนในความจริง

       จะเห็นว่าท่านเปโตรตอบโต้คำสอนผิดเหล่านี้อย่างไร การตอบโต้ของท่านบอกเราว่า ความจริงมีความสำคัญยิ่งนัก เราสามารถปกป้องตัวเราเองต่อหลักข้อเชื่อหรือคำสอนที่ผิด ซึ่งมีผู้นำมาสู่คริสตจักรได้อย่างไร

วันจันทร์   เสรีภาพในพระคริสต์  (2 เปโตร 2:18)
                    FREEDOM IN CHRIST?

       “เพราะว่าเขาได้พูดโอ้อวดตัว และเขาใช้ความปรารถนาชั่วทางกาย  ล่อลวงคนทั้งหลายที่กำลังหนีไปจากผู้ที่หลงประพฤติผิด” (2 เปโตร 2:18) ท่านเปโตรกล่าวเตือนเกี่ยวกับอะไรในข้อพระคัมภีร์ข้างบน ท่านพูดอะไรใน 2 เปโตร 2:19 ซึ่งจะช่วยอธิบายความห่วงใยของท่าน
อะไรคือสิ่งสำคัญของคำว่า “เสรีภาพ” ในข้อ 19


        ท่านเปโตรใช้คำพูดรุนแรงที่สุดเท่าจะเป็นได้ในการเตือนเหล่าผู้อ่านของท่าน ท่านเตือนพวกเขาเรื่องพวกครูสอนเทียมเท็จที่สัญญาจะให้เสรีภาพ แต่ถ้าเหล่าผู้เชื่อหลงติดตามไป ความจริงจะกลับเป็นว่าพวกเขาจะถูกนำไปสู่การตกเป็นทาส
       ครูสอนเทียมเท็จเหล่านี้ทำการบิดเบือนความจริงแห่งพระกิตติคุณอย่างสิ้นเชิง เสรีภาพในพระคริสต์ควรหมายถึงเสรีภาพจากการเป็นทาสของความบาป (โรม 6:4-6) ผู้ใดที่สัญญาเสรีภาพแต่กลับนำผู้คนสู่ความบาป ถือว่าคำสอนนั้นผิด นักคิดพระคัมภีร์หลายคนได้กล่าวโต้แย้งสิ่งที่ท่านเปโตรถือว่าเป็นความผิด ทั้งๆ ที่ท่านเปโตรกล่าวชัดเจนว่าหัวข้อใดที่เชื่อมโยงกับความบาป เท่ากับหัวข้อนั้นนำสู่การตกเป็นทาส

       อ่านพระธรรม ยอห์น 8:34-36 ถ้อยคำของพระคริสต์ตรงนี้ช่วยเราให้เข้าใจสิ่งที่ท่านเปโตร กล่าวใน 2 เปโตร 2:18-21 อย่างไร

      เราไม่ทราบแน่ชัดว่าครูสอนเทียมเท็จเหล่านี้นำเอาคำสอนอะไรมาเสนอต่อคริสตจักร แต่เราทราบเพียงว่าพวกเขานำสมาชิกใหม่กลับไปปฏิบัติตามรูปแบบดั้งเดิมของพวกเขา ซึ่งเป็นวิถีชีวิตแห่งความบาป เป็นการง่ายที่จะจินตนาการว่าครูเทียมเท็จเหล่านี้ สอนพระกิตติคุณให้มองเห็นความสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างไร้มลทิน และบริสุทธิ์น้อยลง ไม่สงสัยเลยว่าเหตุใดท่านเปโตรจึงกล่าวต่อต้านคำสอนเทียมท็จเหล่านี้อย่างแข็งขันและเฉียบคม โดยท่านกล่าวเตือนว่าผลลัพธ์ของการติดตามคำสอนผิดจะเป็นอย่างไร


       คุณมีความเข้าใจคำว่า “เสรีภาพในพระคริสต์” คืออะไร พระคริสต์ได้ทรงปลดปล่อยคุณจากอะไร

วันอังคาร   เหมือนสุนัขเลียกินสิ่งที่มันสำรอกออกมา  (2 เปโตร 2:17-22)      
                                 AS A DOG RETURNS TO ITS VOMIT

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 2:17-22
และ มัทธิว 12:43-45 สมมติคริสเตียนใหม่กลับไปดำเนินชีวิตตามรูปแบบเดิมของเขาหรือเธอ มีอะไรที่เขาหรือเธอจะต้องเผชิญ

       ท่านเปโตรรู้สึกห่วงใยเกี่ยวกับการที่เหล่าครูสอนเทียมเท็จล่อใจให้กลับไปสู่แบบเดิมของชีวิต (2 เปโตร 2:18)   ครูสอนเทียมเท็จเหล่านั้นสัญญาเสรีภาพ แต่ท่านเปโตรชี้ให้เห็นว่า “เสรีภาพ” ที่พวกเขาสัญญาแตกต่างจากเสรีภาพที่พระเยซูทรงสัญญาแก่เหล่าผู้ติดตามพระองค์
       มองไปยังการเตือนที่ทรงพลังของท่านเปโตร ที่ว่า “ถ้าเขาไม่รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลย ก็จะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว แต่กลับหลังหันให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น” (2 เปโตร 2:21)
       แน่นอน พระคัมภีร์ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความหวังสำหรับผู้ที่หันกลับไปสู่ความบาป เราทุกคนทราบดีถึงเหล่าคนที่หันหนีจากองค์พระผู้เป็นเจ้า และภายหลังได้กลับมา และท่านมีความยินดีที่ได้ต้อนรับพวกเขากลับมา (อ่าน ลูกา 15:11-32) แต่การหันหนีเป็นเส้นทางอันตรายที่พวกเขาจะต้องเดิน และไม่มีความชื่นชมแต่อย่างใด สุนัขที่สำรอกอาหารของมันออกมา (สุภาษิต 26:11) เป็นวิธีที่ “สกปรก” และ “น่ารังเกียจ” เพื่อพรรณนาให้ผู้ที่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ได้มองเห็น ด้วยการพรรณนาให้เห็นภาพของท่านเปโตรเป็นอย่างดี  
       ในพระธรรม 2 เปโตร 2:20 ท่านเปโตรเป็นเสียงสะท้อนถ้อยคำของพระเยซูใน มัทธิว 12:45 และ    ลูกา 11:26  ที่นั่นพระเยซูทรงเล่าเรื่องของชายคนหนึ่งซึ่งได้เป็นอิสระจากผีร้าย และผีร้ายตนนั้นท่องเที่ยวไป และไม่พบบุคคลใดที่มันพอใจจะเข้าพำนัก มันจึงพูดกับตัวเองว่า “ข้าจะกลับไปยังเรือนของข้า ที่ข้าได้ออกมานั้น และเมื่อมาถึงก็เห็นเรือนนั้นว่าง กวาดและตกแต่งไว้แล้ว” (มัทธิว 12:44)  บ้านในเรื่องนี้ เป็นสัญลักษณ์สำหรับชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอิสระจากผีร้ายแล้วแต่ยังคงกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆ” ซึ่งเปรียบเหมือนกับปล่อยให้ผีตัวแรกได้กลับมาอาศัย เท่านั้นยังไม่พอ ผีร้ายได้ไปชวนผีร้ายตัวอื่นๆ เข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกัน พระคัมภีร์กล่าวว่า “มันจึงไปรับเอาผีอื่นอีกเจ็ดผีร้ายกว่ามันเอง แล้วก็เข้าไปอาศัยที่นั่น และในที่สุดคนนั้นก็ตกที่นั่งร้ายกว่าตอนแรก” (มัทธิว 12:45)  
       อันตรายที่พระเยซู และท่านเปโตรพรรณนาถึงเป็นสิ่งที่จริง ผู้เชื่อใหม่จำเป็นต้องการความมั่นใจว่า วิญญาณใหม่ที่เข้ามาแทนวิญญาณเก่าในชีวิตของเขาหรือเธอ มีฤทธิ์อำนาจเหนือชีวิตของเขาหรือเธอ นี่หมายความว่าการเข้าไปมีส่วนในคริสตจักร และการแบ่งปันความเชื่อใหม่จะต้องเข้ามาแทนที่การดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ถ้าไม่เป็นตามที่ว่า จะเป็นการง่ายจริงๆ ที่พวกเขาจะกลับไปสู่วิถีชีวิตดั้งเดิม

       มีวิธีไหน ที่เราในฐานะครอบครัวของคริสตจักร สามารถให้การเอาใจใส่ และสอนสมาชิกทั้งปวง โดยเน้นสมาชิกใหม่มากที่สุด

วันพุธ     ท่านเปโตรและยูดา  (
2 เปโตร 1:1-3:7)         
                          PETER AND JUDE        


       มีหลายคนได้สังเกตว่า พระธรรม ยูดาข้อ 4-19 กล่าวทวนซ้ำข่าวสารของ 2 เปโตร 2:1-3:7 ข้อพระคัมภีร์สองชุดนี้ ท่านเปโตรและยูดาบอกเราเกี่ยวกับความสำคัญแห่งความจริง: พระเจ้าจะทรงเป็นผู้ควบคุมอนาคตของความชั่วร้าย

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 2:1-3:7 และยูดาข้อ 4 -19 มีตัวอย่างการพิพากษาอะไรของพระจ้าก่อนหน้านี้ ที่ท่านเปโตรและยูดาให้ไว้ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงจัดการกับความบาปอย่างจริงจังมากเพียงใด

       ท่านเปโตรและยูดา ได้บันทึกตัวอย่างไว้ 3 ตัวอย่างที่กล่าวถึงการพิพากษาของพระเจ้าในอดีต ซึ่งรวมไปถึง (1) น้ำท่วมโลก (2) การส่งไฟมาเผาเมืองโสโดมและโกโมราห์ ให้เหลือแต่ขี้เถ้า (3) การ “ล่ามโซ่” ของเหล่าทูตสวรรค์ที่ได้ล้มลงในความบาป (2 เปโตร 2:4-6; 2 เปโตร 3:7; ยูดา 6, 7) เหตุการณ์ของทั้งสามนี้เป็นการตัดสินสุดท้าย พระคัมภีร์กล่าวไว้มากเกี่ยวกับ “พระเมตตา” และ “การให้อภัยบาป” แต่การพิพากษาของพระเจ้ามีส่วนสำคัญในบทบาทของความพินาศสุดท้ายของความบาป
       พระเจ้าทรงลงโทษผู้มีชีวิตอยู่ก่อนน้ำท่วมโลก และชาวเมืองแห่งโสโดมและโกโมราห์สำหรับความบาปของพวกเขา พวกเขาทำบาปอะไรอันเป็นสาเหตุทำให้ต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรงเช่นนั้น (1) พวกเขานำเอาคำสอนที่นำไปสู่ความพินาศมาสอน (2) พวกเขาเกลียดชังผู้มีสิทธิอำนาจ และไม่เคารพสิทธิอำนาจนั้น (3) พวกเขาตกเป็นทาสของความบาป (4) พวกเข้าใช้การอภัยความบาปของพระเจ้าเป็นข้อแก้ตัวเพื่อทำบาปมากขึ้น (5) พวกเขาปฏิเสธพระเยซูคริสต์ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด และทรงเป็น “ผู้ปกครองแห่งดวงวิญญาณ” เพียงหนึ่งเดียว (6) พวกเขาทำให้ร่างกายของพวกเขาเป็นมลทิน (7) พวกเขาพูดถ้อยคำไร้สาระ และการคุยโอ่อวด (8) พวกเขาพูดเกี่ยวกับสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายที่พวกเขาไม่เข้าใจ (2 เปโตร 2:1, 10, 19; ยูดา ข้อ 4, 8; 2 เปโตร 2:12, 18; ยูดา ข้อ 10)
       สิ่งที่น่าสนใจยิ่งคือ ความบาปเหล่านี้ไม่รวมถึงพฤติกรรมความรุนแรง และความประพฤติชั่วร้ายอื่นๆ ที่บ่อยครั้งทำให้เราสะดุ้งตกใจ (shock) และซึ่งแสดงการฉุนเฉียวต่อเรา ยิ่งกว่านั้น ท่านเปโตรและท่าน   ยูดายังได้เขียนรายการความบาปที่บางครั้งผู้อยู่ในชุมชน และแม้แต่ผู้อยู่ในคริสตจักรเองกล่าวแก้ตัว ข้อมูลนี้ควรปลุกเราให้ตื่นตัวกับความเสียใจในความบาปอย่างแท้จริง และสำหรับการเปลี่ยนแปลงในคริสตจักร
 
       อ่านพระธรรม 2 เปโตร 2:12 และ ยูดา ข้อ 10 ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ท่านเปโตรและยูดา พรรณนาถึงเหล่าผู้เผชิญความพินาศ ผู้คนเหล่านี้ได้กลายเป็น “เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่ไม่มีความผิด เขาก็ต้องถึงหายนะด้วยการนั้น” (ยูดา ข้อ 10; 2 เปโตร 2:12)  แต่พระเจ้าทรงสร้างเราให้มีสภาพอย่างไรก่อนความบาปเข้ามาในสวนเอเดน คุณสามารถทำอะไรเพื่อจะมั่นใจได้ว่า คุณจะไม่จบลงเหมือนกับผู้คนที่ท่านเปโตรและท่านยูดากล่าวพรรณนาไว้

วันพฤหัสบดี    บทเรียนจากพระคัมภีร์เดิมมากขึ้น   (2 เปโตร 2:6-16)
                            MORE OLD TESTAMENT LESSONS

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 2:6-16 มีตัวอย่างอะไรอื่นอีก ที่ท่านเปโตรเคยกล่าวเตือนเกี่ยวกับความชั่วร้ายจะนำไปสู่ ...

      ในพระธรรมปฐมกาล 13:12, 13 โลทและท่านอับราฮัมตัดสินใจแยกออกจากกัน ที่ต้องทำเช่นนั้นก็เพื่อตัดปัญหาการแย่งพื้นที่การเลี้ยงสัตว์ โลทเลือกหุบเขาจอร์แดนเป็นหลักแหล่ง และตั้งกระโจมผ้าใบของท่านใกล้เมืองโสโดม (ปฐมกาล 13:12) พระคัมภีร์กล่าวว่า “ชาวเมืองโสโดมเป็นคนชั่วช้าทำบาปผิดต่อพระเจ้าเป็นอันมาก” (ปฐมกาล 13:12) ในเวลาต่อมาพระเจ้าทรงเตือนท่านอับราฮัมว่า พระองค์ทรงวางแผนจะทำลายเมืองโสโดม ท่านอับราฮัมขอร้องพระเจ้าให้ทรงทำข้อตกลงกับท่าน ซึ่งพระเจ้าตอบตกลง ท่านอับราฮัมทูลขอพระเจ้าว่าโปรดอย่าทำลายเมืองโสโดมถ้าในเมืองนี้มีผู้ชอบธรรม 10 คน (ปฐมกาล 18:16-33) แต่เอาเข้าจริงในเมืองโสโดมมีคนชอบธรรมไม่ถึง 10 คน เราสามารถเห็นได้ว่าผู้คนในเมืองโสโดมชั่วร้ายเพียงใด อ่านเกี่ยวกับชาวเมืองกลุ่มหนึ่งพยายามจะกระทำสิ่งน่าละอายต่อเหล่าทูตสวรรค์
ที่ถูกส่งมาเยี่ยมเมืองนี้ เหตุนี้เมืองโสโดมจึงถูกทำลายลง มีเพียงโลทและลูกสาวสองคนที่ทูตสวรรค์ช่วยพาให้หนีรอดออกมาได้ (ปฐมกาล 19:12-15)
       ท่านเปโตรชี้ไปยังสองเหตุผลที่เรื่องนี้สอน เหตุผลแรก ความพินาศของสองเมืองนี้เป็นตัวอย่างของการลงโทษซึ่งจะตกกับคนทั้งหลายที่ประพฤติอธรรม (2 เปโตร 2:6) เหตุผลที่สอง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบจะช่วยคนชอบธรรมให้พ้นจากสถานการณ์อันยากลำบากได้อย่างไร (2 เปโตร 2:7-9) ต่อมาท่านเปโตรกล่าวพรรณนาความบาปของผู้คนที่อาศัยในเมืองโสโดมและโกโมราห์: (1) พวกเขาหลงระเริงไปตามกิเลสตัณหา (2) หมิ่นประมาทสิทธิอำนาจของพระผู้เป็นเจ้า (3) พวกเขาปล่อยตามใจตัวเองแทนการเชื่อฟังพระเจ้า (4) พวกเขากล่าวประณามแขกเมืองคือกลุ่มทูตสวรรค์ที่มาเยี่ยมโลท (2 เปโตร 2:10, 11) และท่านเปโตรกล่าวว่าครูสอนเทียมเท็จในคริสตจักร และผู้ติดตามพวกเขาก็ประพฤติตนในทำนองเดียวกัน
      เรื่องของบาลาอัมพบได้ในพระธรรม กันดารวิถี 22:1-24:25 บาลาคกษัตริย์ของชาวโมอาบจ้างบาลาอัมให้เดินทางไปสาปแช่งชนอิสราเอล แต่ท้ายสุด บาลาอัมกลับกล่าวอวยพรชนอิสราเอล (กันดารวิถี 23:4-24:24) ท่านเปโตรใช้เรื่องของบาลาอัมเป็นตัวอย่างของเหล่าคนที่ถูกนำไปสู่ความบาป อันเนื่องมาจากความโลภ และความไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า (2 เปโตร 2:14, 15) จุดเน้นของท่านเปโตรบอกว่าคนเช่นนั้นได้ออกนอกเส้นทางของพระเจ้าที่พวกเขาควรเดินไป
      
       คิดถึงคำแนะนำทั้งหมดที่พระคัมภีร์ และข้อเขียนของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ได้บอกเราให้ทราบถึงอันตรายของความบาป เหตุนี้เราซึ่งเป็นชาวเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสไม่อาจพูดว่า เราไม่ได้รับการเตือน

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       บ่อยครั้งเราได้ยินคริสเตียนพูดกันว่าเรามี “เสรีภาพในพระคริสต์” พระคริสต์ได้ทรงปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ เรื่องของท่านมาร์ติน ลูเธอร์เป็นตัวอย่างยิ่งใหญ่บอกให้ทราบว่า “เสรีภาพ” ที่กล่าวหมายถึงอะไร ก่อนหน้านี้ท่านมาร์ตินรู้สึกเป็นทุกข์หนักใจอย่างยิ่ง จนกระทั่งท่านเข้าใจเรื่องการให้ให้อภัยบาป และพระเมตตาของพระเจ้าว่าหมายความว่าอะไร ท่านจึงเข้าใจคำว่า “เสรีภาพในพระคริสต์” คืออย่างไร
       “ตรงนี้คือความจริงยิ่งใหญ่ เราต้องพึ่งพิงในความรอดของพระคริสต์โดยสิ้นเชิง ความจริงยิ่งใหญ่นี้วางอยู่ใกล้กับความเชื่อที่ผิด ซึ่งก็คือความเชื่อเทียมเท็จ เสรีภาพในพระคริสต์ไม่ได้หมายความว่าเรา “มีสิทธิ์ที่จะทำบาป หรือละเมิดพระบัญญัติ” ได้ คนไม่น้อยเชื่อในทำนองนี้ พระคริสต์ทรงเสด็จมาปลดปล่อยเราจากที่ต้องถูกลงโทษตามพระบัญญัติ หลายคนกล่าวว่า เสรีภาพนี้หมายความว่า “พระบัญญัติได้ถูกยกเลิกไปแล้ว” พวกเขาอ้างว่าเหล่าผู้ที่ถือรักษาพระบัญญัติจะหลุดออกจากพระคุณ และเหตุนี้ดวงจิตที่ไม่ได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดวงจิตนั้นจะถูกนำให้รับเอาความเชื่อที่ผิด ในการทำเช่นนี้ ผู้คนได้วางตัวพวกเขาเองภายใต้อำนาจถ้อยคำมุสาของซาตาน ซึ่งมุ่งจะนำผู้คนให้รับเอาความเท็จ โดยการทำงานชิ้นนี้ ซาตานได้ทำให้โลกของโปรเตสแตนท์นมัสการซาตาน” (เอลเลน จี.ไว้ท์ Christ Triumphant, หน้า 324)                                                                                                                                           
 
คำถามเพื่อการอภิปราย:
1.      คิดใคร่ครวญข้อพระคัมภีร์ 2 เปโตร 2:19 ซึ่งท่านเปโตรกล่าวเกี่ยวกับผลลัพธ์ของคำสอนเทียมเท็จ เหตุใดเราต้องมุ่งมั่นจะเรียนรู้ด้วยตัวของเราเองในความจริงที่เราเชื่อ มีความสำคัญเพียงใดที่เราทั้งหลายจะเห็นพร้องตรงกันในสิ่งที่เราควรเชื่อ เมื่อไรที่เราจะตกอยู่ใน “อันตราย” คือเมื่อเราคิดว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นแตกต่างจากกลุ่มผู้เชื่ออื่นๆ ทั้งหมดหรือ
 
ให้เรามองดูถ้อยคำ “รุนแรง” ที่ท่านเปโตรนำมาใช้อภิปรายเรื่อง “การถูกลงโทษ” และ “การพิพากษา” ท่านกล่าวว่า “ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงทราบว่า จะช่วยคนชอบธรรมให้รอดพ้นจากการทดลองอย่างไร และทรงทราบวิธีกักขังคนชั่วไว้ให้รับโทษในวันพิพากษา” (2 เปโตร 2:9, 2 เปโตร 2:3; 2 เปโตร 2:1, 12) ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ควรบอกอะไรเราเกี่ยวกับว่า การพิพากษามีจริงเพียงใด และข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวบอกเราด้วยว่า พระเจ้าทรงรู้สึกเกี่ยวกับเหล่าผู้ที่นำประชากรของพระองค์ให้หลงผิดอย่างไร

  3.  มีหลายคนพูดว่า “เสรีภาพในพระคริสต์” หมายความว่า ไม่จำเป็นต้องถือรักษาพระบัญญัติต่อไป พวกเขาอ้างด้วยว่า ไม่จำเป็นต้องถือรักษาวันสะบาโตให้บริสุทธิ์เช่นกัน การกล่าวอ้างเช่นนี้ช่วยเราให้มองเห็นในอีกแง่คิดของผู้ที่อ้างว่า “เสรีภาพในพระคริสต์” สามารถบิดเบือนได้อย่างไร
      
            ********************

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272