Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Index-Thai SSL 2Q2017 (April-June) จงเลี้ยงลูกแกะของเราเถิด   > Chapter 3: อาณาจักรของปุโรหิต > Chapter4:ความสัมพันธ์ของเรากับคนอื่น                   > Chapter 8: พระเยซูในงานเขียนของอัครทูตเปโตร   > Chapter9: เป็นตัวข > > >
.
Chapter 12: วันขององค์พระผู้เป็นเจ้า
.
บทที่  12  
                           วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าน


1.                              
                                  10 - 16  มิถุนายน  2017 


บ่ายวันสะบาโต
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:
2 เปโตร 3:1-2; ยอห์น 21:15-17; 2 เปโตร 3:3-18; เพลงสดุดี 90:4; มัทธิว 24:43-51

ข้อควรจำ    “แต่ว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้น จะมาถึงเหมือนอย่างขโมยแอบย่องมา
                  และในวันนั้น ท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง และโลกธาตุจะ
                  สลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลกกับสิ่งสารพัดที่มีอยู่ในโลกนั้น จะต้องไหม้
                  เสียสิ้น เมื่อเห็นแล้วว่าสิ่งทั้งปวงจะต้องสลายไปหมดเช่นนี้ ท่านทั้งหลาย
                  ควรจะเป็นคนเช่นใดในชีวิตที่บริสุทธิ์และดีงาม” (2 เปโตร 3:10, 11)
        

ในยุคที่ผ่านมา ผู้คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า จะไม่ได้รับความเชื่อถือ พวกเขาแม้แต่จะถูกมองว่าเป็นพวกอันตราย เพราะเหตุใด แนวคิดเห็นนั้นง่าย ผู้คนไม่เชื่อในพระเจ้าพวกเขาจะไม่เชื่อใน “การพิพากษา” ซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต พวกเขาไม่เชื่อว่า พวกเขาจะต้องไปยืนต่อหน้าบัลลังก์ของพระเจ้า และตอบคำถามสำหรับการกระทำของพวกเขา อนึ่งผู้คนกลุ่มนี้มีแนวโน้มจะทำสิ่งที่ชั่วร้าย
       แนวคิดเช่นนั้นค่อนข้างจะ “ล้าสมัยในปัจจุบัน” แต่ไม่ใช่เรื่องยากที่จะมองเห็นเหตุผลข้างหลัง แน่นอนผู้คนจำนวนมากเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องกลัวการพิพากษาเพื่อจะทำในสิ่งที่ถูก แต่ในเวลาเดียวกัน ความคิดที่จะตอบคำถามพระเจ้าอาจช่วยบางคนให้ทำในสิ่งที่ถูก
       อย่างที่เราได้เห็น ท่านเปโตรไม่กลัวที่จะเตือนเกี่ยวกับการพิพากษาที่ผู้กระทำความชั่วจะต้องยืนต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ท่านเปโตรกล่าวชัดเจนเกี่ยวกับช่วงวันสุดท้าย การพิพากษา และการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู ท่านเปโตรพูดเกี่ยวกับเวลาเมื่อ “ท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลก กับสิ่งที่มีอยู่ในโลกนั้นต้องไหม้เสียสิ้น” (2 เปโตร 3:10) และเช่นเดียวกับการพิพากษา และการเสด็จกลับมาครั้งที่สองซึ่งอยู่ข้างหน้า ท่านถามว่า “เมื่อเห็นแล้วว่าสิ่งทั้งปวงจะต้องสลายไปหมดสิ้นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายควรจะเป็นคนเช่นใดในชีวิตที่บริสุทธิ์และดีงาม” (2 เปโตร 3:11)

วันอาทิตย์   แหล่งแห่งสิทธิอำนาจ (2 เปโตร 3:1, 2)
                       THE SOURCE OF AUTHORITY     

       ท่านเปโตรเตือนผู้อ่านของท่านเกี่ยวกับคำสอนอันตรายที่คริสตจักรต้องเผชิญ ท่านต่อต้านผู้ให้สัญญาเรื่อง “เสรีภาพ” เพราะว่าบุคคลผู้กล่าวสัญญาเช่นนั้น จะเป็นผู้นำคนให้กลับไปสู่ความบาป พวกเขาจะทำให้ผู้คนกลายเป็นทาสของคำสัญญานั้น ท่านเปโตรชี้ให้เห็นว่าการเป็นทาสของความบาป คือการอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ “เสรีภาพ” ที่พระคริสต์ทรงตรัสสัญญากับเรา
       น่าเศร้าใจที่เสรีภาพจอมปลอมไม่เพียงเป็นคำสอนอันตรายที่โจมตีคริสตจักร คำสอนเทียมเท็จอีกอย่างจะตามมา ท่านเปโตรเตือนผู้อ่านของท่านเกี่ยวกับว่าสิ่งนั้นคืออะไร แต่ก่อนที่ท่านจะเปิดเผยให้ทราบ ท่านหันไปพูดบางสิ่งก่อน

       “ดูก่อนพวกที่รัก นี่เป็นจดหมายฉบับที่สองซึ่งข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านทั้งหลาย และในจดหมายทั้งสองฉบับนั้น ข้าพเจ้าได้สะกิดใจอันซื่อสัตย์ของท่านให้ระลึก เพื่อท่านทั้งหลายจะได้จดจำถ้อยคำทั้งหลาย ที่พวกผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ได้กล่าวไว้เมื่อก่อน และพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอดโดยบรรดาอัครทูต” (2 เปโตร 3:1, 2) ท่านเปโตรกล่าวเน้นจุดไหนตรงนี้เกี่ยวกับว่า เหตุใดผู้อ่านของท่านควรเชื่อฟังถ้อยคำของท่าน อ่านพระธรรม ยอห์น 21:15-17 ด้วย

       ใน 2 เปโตร 3:1, 2 ท่านเปโตรเตือนผู้อ่านของท่านด้วยถ้อยคำที่ให้ไว้กับพวกเขานานแล้ว “โดยผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์” ผู้เผยพระวจนะคือผู้สื่อข่าวพิเศษส่งข่าวถึงประชากรของพระองค์ ดังนั้นท่านเปโตรเอ่ยถึงผู้เผยพระวจนะหลายท่าน เพื่อชี้นำผู้อ่านของท่านให้กลับไปยังพระคัมภีร์ ท่านเปโตรเตือนผู้อ่านของท่านว่า “เรามีคำพยากรณ์ที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นอีก จะเป็นการดีถ้าท่านทั้งหลายจะถือตามคำนั้น” (2 เปโตร 1:19) ท่านเปโตรต้องการสร้างความชัดเจนให้กับผู้อ่านของท่านเกี่ยวกับผู้เผยพระวจนะอีกครั้งตรงนี้ ความเชื่อของพวกเขาต้องวางรากฐานในพระคัมภีร์ ไม่มีสิ่งใดในพระคัมภีร์ใหม่ให้การสนับสนุนแนวคิดว่า “พระคัมภีร์เดิมไม่มีความสำคัญอีกต่อไป” นั่นเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความจริง เพราะพระคัมภีร์เดิมช่วยสถาปนาความจริงของพระคัมภีร์ใหม่ และท่านเปโตรได้อ้างเรื่องพระเยซูจากพระคัมภีร์เดิมเช่นกัน        
       แต่ยิ่งกว่านั้น ต่อมาท่านเปโตรแสดงสิทธิอำนาจของท่านเองโดยเชื่อมโยงกับสิทธิอำนาจของผู้เผยพระวจนะแห่งพระคัมภีร์เดิม จะว่าไปแล้ว ท่านเองเป็นหนึ่งในกลุ่มอัครทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอด ดังนั้นท่านเปโตรกล่าวชัดเจนว่าท่านได้รับการทรงเรียกจากพระเยซู จึงไม่สงสัยเลยว่าท่านพูดด้วยพลังอำนาจ และความเชื่อเช่นนั้น ทั้งนี้ก็เพราะท่านเปโตรทราบว่าข่าวสารของท่านมาจากพระเจ้า
 
       เหตุใดเราจึงไม่ใช้วัฒนธรรม หรือการพิจารณาตัดสินใจ หรือเหตุผลของเราเองเป็นสิทธิอำนาจสุดท้ายในชีวิตของเรา แทนที่จะทำเช่นนั้น เราต้องให้พระคัมภีร์เป็นสิทธิอำนาจสุดท้าย

วันจันทร์
   เหล่าผู้เยาะเย้ยความจริง  (2 เปโตร 3:3,4)
                    THE ONES WHO LAUGH AT THE TRUTH

       ท่านเปโตรบอกผู้อ่านของท่านให้ “จดจำถ้อยคำทั้งหลาย ที่พวกผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ได้กล่าวไว้เมื่อก่อน  และพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า และพระผู้ช่วยให้รอดโดยบรรดาอัครทูต” (2 เปโตร 3:2) จากนั้นท่านเปโตรได้กล่าวเตือนเป็นพิเศษเกี่ยวกับคำสอนเทียมเท็จอีกหนึ่งอย่าง ท่านเปโตรทราบว่าคำสอนนี้จะเป็นอันตรายมากเพียงใด อาจเป็นได้ที่ท่านเปโตรต้องการบอกให้ทราบถึงสิทธิอำนาจเต็มของท่านในฐานะอัครทูตคนหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อผู้อ่านของท่านจะตระหนัก และเฝ้าระวังต่อคำสอนเทียมเท็จดังกล่าว

      อ่านพระธรรม 2 เปโตร 3:3, 4 เหล่าผู้มีความสงสัยในการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ จะพากันเยาะเย้ยความจริง เหมือนเป็นเรื่องขบขัน มีข้อโต้แย้งอะไรที่พวกเขาใช้เป็นวิธีหันเหจากความจริง
      
       ท่านเปโตรชี้ให้เห็นว่าผู้ที่กล่าวสัญญาเสรีภาพเทียมเท็จในพระคริสต์ มีลักษณะเหมือนกันมากกับพวกที่กล่าวเยาะเย้ย และสงสัยเรื่องการกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู กลุ่มแรกติดตามความปรารถนาที่มาจากการมอบตัวเองอยู่ภายใต้อำนาจของความบาป (2 เปโตร 2:10) ในเวลาเดียวกัน เหล่าผู้เยาะเย้ยเรื่องการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ต่าง “ประพฤติตามใจปรารถนาของตน” (2 เปโตร 3:3)
       ท่านเปโตรเตือนเหล่าผู้สงสัยที่ถามว่า “คำที่ทรงสัญญาไว้ว่า พระองค์จะเสด็จมานั้นอยู่ที่ไหน เพราะว่าตั้งแต่บรรพบุรุษหลับล่วงไปแล้ว สิ่งทั้งปวงก็เป็นอยู่ตั้งแต่เดิมทรงสร้างโลก” (2 เปโตร 3:4) ในการตั้งคำถามเช่นนั้น พวกเขามีความสงสัย และกล่าวเยาะเย้ย ความเชื่อที่เป็นหลักมั่นคงของคริสเตียนทั้งหลาย ที่เชื่อในพระสัญญาว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาในไม่ช้า เหล่าผู้สงสัยจะนำประเด็นข้อเท็จจริงที่เห็นจริงด้วยสายตา โดยการกล่าวว่าคริสเตียนที่เชื่อในพระสัญญาได้ล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ และพวกเขายังชี้ไปยังข้อเท็จจริงที่ว่า สิ่งต่างๆ คงดำเนินไปอย่างที่เป็นอยู่อย่างต่อเนื่องดังที่เคยเป็นมาและจะเป็นไป      
       ในอีกทัศนะหนึ่ง คำถามของพวกเขาดูเหมือนสมเหตุผล เอลเลน จี. ไว้ท เขียนเกี่ยวกับท่านเอโนคผู้บริสุทธิ์ว่า ท่านเอโนคได้เห็นคนชอบธรรม และคนอธรรม ต่างกลับไปสู่ผงคลีดินเหมือนกัน และความตายจะเป็นจุดสิ้นแห่งชีวิตของคนทั้งสองพวก” (เอลเลน จี. ไว้ท บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ, หน้า 85) ท่าน  เอโนครู้สึกยุ่งยากใจเกี่ยวกับความจริงข้อนี้ ท่านมีชีวิตอยู่ก่อนน้ำท่วมโลก ถ้าท่านต่อสู้ดิ้นรนในคำถามนี้ แล้วคนที่มีอายุหลังท่านเอโนคและในยุคต่อๆ มาจนช่วงวันสุดท้าย คนเหล่านั้นจะไม่สงสัยต่อสู้กับความเชื่อในเรื่องนี้มากขึ้นหรือ
       แล้วเกี่ยวกับเราในปัจจุบัน ในฐานะเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ความหมายในชื่อของเราชี้ไปยังความหวังในการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง แต่ถึงบัดนี้พระองค์ยังไม่เสด็จกลับมา กระนั้นเรายังพบเหล่าผู้กล่าวเยาะเย้ยในความเชื่อเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู เหมือนกับที่ท่านเปโตรได้กล่าวทำนายไว้ว่าจะเกิดขึ้น
       ในประสบการณ์ความเชื่อของคุณ คุณจะตอบคำถามเกี่ยวกับข้อมูลที่ว่า เหตุใดพระเยซูยังไม่ทรงเสด็จกลับมาครั้งที่สองจนบัดนี้
 
วันอังคาร   หนึ่งพันปีเหมือนกับวันเดียว  (2 เปโตร 3:8-10)         
                                 A THOUSAND YEARS IS LIKE A DAY


       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 3:8-10 ท่านเปโตรตอบโต้ต่อเหตุผลของเหล่าผู้เยาะเย้ยอย่างไร ถ้อยคำที่ท่านเปโตรกล่าวสามารถจะช่วยเราให้เข้าใจว่า เหตุใดพระคริสต์ยังไม่เสด็จกลับมาไหม

       คนจำนวนมากหัวเราะเยาะกับความเชื่อเรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซู พวกเขาอ้างว่าทุกสิ่งในโลกเป็นไปอย่างที่มันเคยเป็นมาอย่างต่อเนื่องเสมอ แต่ท่านเปโตรกล่าวเตือนผู้อ่านของท่านว่า การให้เหตุผลเช่นนี้เป็นการโต้แย้งที่เป็นเท็จ ที่ว่าโลกนี้ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แรกสร้างโลกนั้นไม่จริง เพราะมีครั้งหนึ่ง ท่านเตือนเขาถึงเหตุการณ์ที่อ่านพบในพระธรรมปฐมกาล (สังเกตว่าท่านกลับไปยังแหล่งแห่งสิทธิอำนาจคือพระคัมภีร์) พระธรรมปฐมกาลบอกเราว่า มีครั้งหนึ่งที่มนุษย์มีความชั่วร้ายมาก และพระเจ้าได้ส่งน้ำมาท่วมเพื่อทำลายโลก (2 เปโตร 3:6) น้ำท่วมโลกได้นำการเปลี่ยนแปลงยิ่งใหญ่มาสู่แผ่นดินโลก การเปลี่ยนแปลงยังคงหลักฐานให้ประจักษ์กระทั่งปัจจุบัน จากนั้นเปโตรกล่าวว่าโลกนี้จะถูกทำลายล้างเป็นครั้งสุดท้าย “และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ” (2 เปโตร 3:10) ไม่ใช่น้ำท่วมโลกเหมือนครั้งก่อน
       ท่านเปโตรเขียนด้วยว่า “แต่ดูก่อนพวกที่รัก อย่าลืมความจริงข้อนี้เสีย คือวันเดียวของพระเจ้าเหมือนกับพันปี และพันปีก็เหมือนกับวันเดียว” (2 เปโตร 3:8) โดยการประกาศความจริงในเรื่องนี้ ท่าน เปโตรอาจกำลังคิดถึงข้อพระคัมภีร์ในพระธรรม เพลงสดุดี 94:4 ซึ่งกล่าวว่า “เพราะพันปีในสายพระเนตรของพระองค์ เป็นวานนี้ซึ่งผ่านไปแล้ว หรือเหมือนยามเดียวในกลางคืน” หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า การนับเวลาของเราไม่เหมือนกับที่พระเจ้าทรงนับ เหตุนี้เราต้องถี่ถ้วนในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่องเวลา
       ในความคิดเห็นของมนุษย์ ดูประหนึ่งพระเจ้าทรงล่าช้าในการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ แต่เรามองเรื่องนี้เฉพาะสิ่งที่ปรากฎผ่านสายตามนุษย์ แต่จากทัศนะของพระเจ้า ไม่มีคำว่า “ล่าช้า” ที่จริงท่านเปโตร กล่าวว่าในพระเมตตาของพระเจ้า พระองค์ทรงประทานเวลาให้คนบาปมากขึ้น “เพราะไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่” (2 เปโตร 3:9)
       แต่ท่านเปโตรเตือนว่า การทรงอดกลั้นพระทัยของพระเจ้าไม่ควรนำมาเป็นข้ออ้างที่คนหนึ่งจะ “ผลัดวันประกันพรุ่ง” ที่จะถวายชีวิตให้แก่พระเยซู เพราะวันขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะมาถึงโดยปราศจากการเตือนล่วงหน้า แต่จะมาเหมือนกับขโมยย่องเข้ามายามวิกาล และแน่นอนหลังจากนั้นขโมยจะเล็ดลอดออกไปโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น ท่านเปโตรกล่าวว่า “และในวันนั้น ท้องฟ้าจะล่วงเสียไปด้วยเสียงที่ดังกึกก้อง และโลกธาตุจะสลายไปด้วยไฟ และแผ่นดินโลก กับสิ่งที่มีอยู่ในโลกนั้นต้องไหม้เสียสิ้น” (2 เปโตร 3:10) ในลักษณะนี้ ข่าวสารของท่านเปโตรเหมือนกับข่าวของท่านเปาโลที่กล่าวว่า “ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า นี่แน่ะ บัดนี้เป็นเวลาอันชอบ แน่ะบัดนี้เป็นวันแห่งความรอด” (2 โครินธ์ 6:2)

  วันพุธ     เพราะฉะนั้น (เราควรจะเป็นคนเช่นใด) (2 เปโตร 3:11-13)   
                         SO WHAT?          


       ชายหนุ่มคนหนึ่งพยายามเป็นพยานให้กับคุณแม่ของเขา เขาบอกเธอเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะเสด็จกลับมาอีก เขาคิดว่าเขาทำได้ดีทีเดียว จากการนำเอาความคิดแปลออกมาเป็นคำพูด เขาจบเรื่องเทศน์ขนาดมินิเกี่ยวกับเรื่องพระเยซู และการเสด็จกลับมาของพระองค์ แล้วนั่งรอดูปฏิกิริยาจากคุณแม่ของเขา สักครู่ผู้เป็นแม่มองหน้าลูกชายแล้วพูดว่า “เพราะฉะนั้นมีอะไรเกี่ยวข้องกับแม่ในตอนนี้ล่ะ”

       อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 3:11-13 ท่านเปโตรตอบคำถามอย่างไร “เพราะฉะนั้นมีอะไรเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าในตอนนี้ล่ะ”  (อ่าน มัทธิว 24:43-51)                         

       เหมือนที่เราได้พูดไปแล้วเกี่ยวกับชื่อคริสตจักรของเรา “เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส” ชี้ไปยังความเชื่อของเรา คือการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน ความเชื่อของเราวางบนพื้นฐานนี้ หากปราศจากสิ่งนี้ ความเชื่อของเราจะไร้ซึ่งความหมาย การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ และพระสัญญาทั้งปวงดลใจให้ความเชื่อของเรามีชีวิตชีวา
       แต่เราต้องไม่ตกในอันตรายของการเป็นเหมือนผู้รับใช้ที่ชั่วร้ายใน พระธรรม มัทธิว 24:43-51 เราอาจไม่ได้ทำความชั่วประเภทเดียวกับที่แสดงให้เห็นในเรื่องนี้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ขอให้เรื่องนี้เตือนใจว่า อย่าปล่อยให้มาตรฐานของเราต่ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติต่อผู้อื่น เราอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นคนไม่มีความกรุณา หรือหยาบคาย และเราอาจเสี่ยงต่อการมีความเชื่อลดน้อยลง ในเรื่องการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า
       อันตรายที่เผชิญหน้าเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสไม่ใช่การกำหนดวันล่วงหน้าสำหรับการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ แต่อันตรายยิ่งเข้ามากฉันใด เราก็จะคงยังอยู่บนโลกนี้นานขึ้นฉันนั้น แต่ละปีที่เคลื่อนคล้อยจากไปทำให้พระสัญญาเรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองดูเหมือนจะอยู่ห่างออกไป และเรื่องการเสด็จกลับมาของพระองค์จะกลายเป็นส่วนที่เล็กลงในความนึกคิดของเรา
       ถูกแล้วเรายิ่งอยู่ในโลกนี้นานเท่าใด เรายิ่งอยู่ใกล้วันที่พระองค์จะเสด็จกลับมามากขึ้น แต่เรายิ่งอยู่ในโลกนานขึ้นเท่าใด ยิ่งเป็นการง่ายขึ้นที่เราจะจินตนาการว่า การเสด็จกลับมาของพระคริสต์ช่างอยู่ไกลออกไป เราเริ่มรู้สึก และกระทำตัวเสมือนหนึ่ง ความเชื่อในเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา พระคัมภีร์กล่าวต่อต้านความพึงพอใจประเภทนี้ซึ่งเรามองเห็น และเป็นอยู่ ดังที่ท่านเปโตรกล่าวว่า พระเยซูจะเสด็จกลับมา และเราจะเผชิญกับการพิพากษา ดังนั้นในฐานะเป็นคริสเตียน เราควรจะดำเนินชีวิต “เป็นคนเช่นใดในชีวิตที่บริสุทธิ์ และดีงาม” (2 เปโตร 3:11) เราไม่ทราบว่าการเสด็จกลับมาครั้งที่สองจะมาถึงเมื่อไร แต่นั่นควรเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของเราในเวลานี้
     
       เรื่องการเสด็จกลับมาของพระเยซูมีผลต่อวิถีชีวิตประจำวัน และความนึกคิดของคุณอย่างไร คำตอบของคุณจะพูดกับคุณเกี่ยวชีวิต และความเชื่อของคุณอะไรบ้าง
 
วันพฤหัสบดี    คำขอร้องสุดท้าย  (2 เปโตร 3:14-18)                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       
                            A FINAL REQUEST

 
      ท่านเปโตรจบจดหมายของท่านด้วยหัวข้อที่ได้ทยอยเติมลงตั้งแต่เริ่มต้น เราต้องดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ ท่านเปโตรเตือนว่า “ระวังให้ดี ท่านอาจหลงไปกระทำผิดตามการผิดของคนชั่วเหล่านั้น และท่านจะสูญเสียความหนักแน่นมั่นคงของท่าน” (2 เปโตร 3:17)

       อ่าน 2 เปโตร 3:14-18 ท่านเปโตรขอร้องใคร และท่านเตือนอะไรเกี่ยวกับการขอร้องของท่าน


       เป็นที่น่าสนใจ ท่านเปโตรจบจดหมายของท่านด้วยการขอร้องผู้อ่านของท่าน ให้จดจำข้อเขียนของท่านเปาโลซึ่ง “ได้เขียนจดหมายถึงท่านทั้งหลาย ตามสติปัญญาซึ่งพระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่เขานั้น” (2 เปโตร 3:15) ท่านเปาโลได้เขียนถึงความจำเป็น ที่ต้องดำรงชีวิตอยู่อย่างสันติ ดังนั้นเราควรต้องทำเช่นนั้น ขณะที่เรารอการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู เราต้องใช้เวลาในการพัฒนาชีวิตของเราให้บริสุทธิ์ (อ่านโรม 2:4; โรม 12:18; ฟีลิปปี 2:12)
       ให้สังเกตวิธีที่ท่านเปโตรชี้ไปยังข้อเขียนของท่านเปาโล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจดหมายของท่านเปาโล ทรงคุณค่ามากในยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์คริสเตียน เราไม่ทราบว่าท่านเปโตรหมายถึงจดหมายฝากทั้งหมดของท่านเปาโลตรงนี้หรือเพียงบางส่วน แต่ถ้อยคำของท่านเปโตรแสดงให้เห็นว่า ท่านมองเห็นคุณค่าอย่างยิ่งในจดหมายฝากของท่านเปาโล
       ในที่สุดท่านเปโตรกล่าวว่า ข้อเขียนของท่านเปาโลสามารถเข้าใจได้ คำในภาษากรีก “งานเขียน” คือ grapha แต่สำหรับพระคัมภีร์ข้อนี้หมายถึง “งานเขียนศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งอาจหมายถึงหนังสือของท่านโมเสส และของผู้เผยพระวจนะอื่นก็ได้ ตรงนี้มีหลักฐานชัดเจนว่างานเขียนของท่านเปาโล และของท่านเปโตรต่างมีสิทธิอำนาจเช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะที่เขียนพระคัมภีร์เดิมในภาษาฮีบรู
       อนึ่งจำไว้ด้วยว่า เราได้อ่านก่อนหน้านี้แล้วเกี่ยวกับครูสอนเทียมเท็จ พวกเขากล่าวสัญญาว่าผู้ปฏิบัติตามพวกเขาจะได้รับเสรีภาพในพระคริสต์ ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่า พวกเขาใช้งานเขียนของท่านเปาโลเกี่ยวกับ “เสรีภาพ” “ความเมตตากรุณา” และ “การให้อภัยบาป” เป็นข้อแก้ตัวที่จะทำบาป ยิ่งกว่านั้น ท่านเปาโลเทศนาอย่างแข็งขันในแนวคิดว่า “ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฎนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 เปโตร 3:21, 22) แต่ไม่มีตอนไหนในงานเขียนของท่านเปาโล ที่กล่าวว่า “ให้ผู้คนมีเสรีภาพจากความบาป” (อ่าน โรม 6:1-14) ตัวท่านเปาโลเองจะต้องจัดการกับความผิดพลาดนี้ แม้แต่ในสมัยของท่าน ผู้คนได้บิดเบือนสิ่งที่ท่านเปาโลเทศนา และสอนเกี่ยวกับการทำตัวให้เป็นคนบริสุทธิ์โดยความเชื่อ แต่ท่านเปโตรเตือนว่าเหล่าคนที่บิดเบือนความหมายจากงานเขียนของท่านเปาโล พวกเขา “จะถูกทำลาย” (2 เปโตร 3:16)
 
       เราถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตประเภทไหน จึงจะเป็นการดำเนินตามอย่างของพระเยซูคริสต์ คุณจะต้องทำการเลือกอะไรเดี๋ยวนี้ เพื่อจะช่วยคุณดำเนินชีวิตแบบนั้น

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
      ดูเหมือนการเสด็จกลับมาครั้งที่สองอยู่ห่างออกไปมากในอนาคต พระเยซูทรงเตือนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้าเราไม่ระมัดระวังในช่วงเวลานี้ ยกตัวอย่างพระเยซูทรงเล่าเรื่องทาสสองคนใน พระธรรม มัทธิว 24:45-51 ในเรื่องนี้ ทาสทั้งสองต่างคาดหวังว่าเจ้านายของพวกเขาจะเดินทางกลับมา ทาสคนหนึ่งตัดสินใจว่าเขาจะต้องเตรียมความพร้อม เพราะเจ้านายจะมาถึงเวลาใดก็ได้ ทาสอีกคนพูดกับตัวเองว่า เจ้านายของเราจะมาช้าเป็นแน่ ทาสคนนั้นจึงถือโอกาส “ช่วงเวลาที่มาช้า” ทำในสิ่งชั่วร้าย
       พระเยซูทรงตรัสว่า “บ่าวซึ่งนายมาพบกำลังคอยเฝ้าอยู่ก็เป็นสุข เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า นายนั้นจะคาดเอวไว้ และให้บ่าวเอนกายลง และท่านจะมาปรนนิบัติ” (ลูกา 12:37) เหล่าผู้รอคอยการเสด็จกลับมาของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ใช่รอแบบนั่ง นอนอยู่ไม่ทำการงานอะไร เหล่าผู้เชื่อว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมาอีก จะนำผู้คนมานมัสการ และเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า พวกเขาจะถวายความยำเกรง และยอมรับการพิพากษาเรื่องความบาป ผู้ที่เชื่อในเรื่องการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ จะปลุกพวกเขาให้มองเห็นความบาป ที่พวกเขาได้ปฏิเสธพระเมตตาคุณของพระองค์ และเหล่าผู้กำลังรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า จะทำให้ดวงวิญญาณของพวกเขาบริสุทธิ์โดยการเชื่อฟังความจริง” (เอลเลน จี.ไว้ท์  ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน, หน้า 634)

คำถามเพื่อการอภิปราย:

   1.  มีวิธีใดบ้าง ซึ่งเราจะจัดการกับข้อมูลความจริงที่ว่า พระเยซูยังไม่ทรงเสด็จกลับมา เราสามารถเรียนรู้คำตอบ จากซึ่งกันและกันได้อย่างไร

  2.  คำสอนอะไร วิธีปฏิบัติแบบไหน และความเชื่อที่เรามีในฐานะเป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส มาจากพระพระคัมภีร์เท่านั้น (คำสอน แนวปฏิบัติ และความเชื่อไม่ได้มาจากวัฒนธรรม เหตุผล หรือธรรมเนียมประเพณี)
 
 
3.  อย่างที่เราได้มองเห็นระหว่างสัปดาห์นี้ ท่านเปโตรเชื่อมโยงความปรารถนา และความต้องการเร่าร้อน  (passion) กับความเชื่อเทียมเท็จ ทั้งสองเชื่อมต่อกันอย่างไร

 4. อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เสนอแนวคิดที่ว่า “เวลาไม่เหมือนกันสำหรับทุกคน” แต่เป็นว่า เวลาขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ที่ไหน และคุณเคลื่อนไหวเร็วเพียงใด ดังนั้นประสบการณ์ของคุณในเรื่องเวลาจะแตกต่างจากคนอื่นซึ่งอยู่ในสถานที่แตกต่างกัน และกำลังเคลื่อนที่ในความเร็วที่ต่างกัน ช่างน่าทึ่ง เวลาเป็นความลึกลับ มันทำหน้าที่ในวิธีที่เราไม่เข้าใจได้เต็มๆ แนวคิดนี้อาจช่วยเราให้ตระหนักว่า เวลาในโลกไม่เป็นอย่างเดียวกับเวลาของพระเจ้าโดยเฉพาะสำหรับเรา และแนวคิดนี้อาจช่วยเราเข้าใจได้ดีขึ้นว่า เหตุใดพระคริสต์ยังคงจะไม่เสด็จกลับมา



                *********************
Index Page
 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272