Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 >
.
บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017
.
 บทที่ 2    ข่าวของอัครทูตเปาโล และสิทธิของท่านที่จะนำคริสตจักร
               
Paul’s Message and His Right to Lead the Church              
               


 บ่ายวันสะบาโต     
 

 
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:   2 เปโตร 3:15, 16; กาลาเทีย บทที่ 1; ฟีลิปปี 1:1; กาลาเทีย 5:12  

 ข้อควรจำ   “บัดนี้ข้าพเจ้ากำลังพูดเอาใจมนุษย์หรือ ข้าพเจ้าทำให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้ามิใช่หรือ ข้าพเจ้าอุส่าห์ประจบประแจง มนุษย์หรือ ถ้าข้าพเจ้ากำลังประจบประแจงมนุษย์อยู่ ข้าพเจ้าก็ไม่ใช่ผู้รับใช้ของพระคริสต์” (กาลาเทีย 1:10)  
          

          พวกันกศึกษาสร้างศูนย์ขึ้นแห่งหนึ่งในบริเวณมหาวิทยาลัยของพวกเขา  สถานที่ซึ่งทุกคนได้รับการต้อนรับให้เข้าไปใช ้ ลองจินตนาการดูว่า  หลายปีต่อมากลุ่มนักศึกษาผู้มีส่วนในการสร้างและเคยใช้ศูนย์นักศึกษาได้สำเร็จการศึกษาออกไป วันหนึ่งกลุ่มนักศึกษาดังกล่าว ซึ่งตอนนี้เป็นศิษย์เก่าได้ทยอยกันมาเยี่ยมศูนย์นักศึกษา พวกเขาได้พบนักศึกษารุ่นน้องได้เปลี่ยนแปลงศูนย์ นักศึกษาไป ไม่เหลือห้องขนาดใหญ่สำหรับให้ศึกษาได้ใช้เวลากับเพื่อนๆ ห้องใหญ่ที่ว่าถูกซอยออกเป็นห้องขนาดเล็กหลายห้อง แต่ละห้องมีกฏเกณฑ์เขียนไว้หน้าห้องว่า ใครสามารถเข้าห้องนั้นได้ ใครไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า บางห้องอนุญาตเฉพาะบางเชื้อชาติ หรือ บางเพศจึงจะเข้าได้ กลุ่มนักศึกษาผเู้ปลี่ยนแบบแผนศูนย์นักศึกษากล่าวว่าพวกเขามีอำนาจที่จะทำเช่นนั้นได้   พวกเขายืนยันว่าการแยกกลุ่มบุคคลที่แตกต่างออกจากกันเป็นสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเสมอในอดีต

         อัครฑูตเปาโลพบกับสถานการณ์จริงในทำนองเดียวกับศูนย์นัก ศึกษา เราอาจจินตนาการได้จากข้อความในจดหมายฝากที่ท่านเขียนถึงพี่น้องคริสเตียนที่กาลาเทีย ท่านบอกให้พวกเขาทราบถึงแผนการของท่านสำหรับชาวต่างชาติ  คนใดที่ไม่ใช่ชาวยิว ชาวยิวถือว่าเป็น ชาวต่างชาติ (gentiles) และอัครทูตเปาโลกล่าวยืนยันว่าชาวต่างชาติที่รับเชื่อในพระเยซู ความเชื่อเพียงอย่างเดียวทำให้พวกเขาได้รับการยอมรับจากพระเจ้า  แต่เหล่าครูสอนเทียมเท็จสอนขัดแย้งกับท่านเปาโล พวกเขายืนยันว่า ชาวต่างชาติที่รับเชื่อในพระเยซูแล้ว เพื่อจะให้สมบูรณ์แบบ พวกเขาจะต้องรับสุหนัตด้วยจากัน้นพวกเขาจึงจะถูกรับเขามาร่วมในคริสตจักร   ท่านเปาโลมองเห็นว่า คำสอนเช่นนั้นเป็นการโจมตีดวงใจของพระกิตติคุณโดยตรง พระกิตติคุณสอนว่าเราทั้งหลายรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูเพียงอย่างเดียว  ดังนั้นท่านเปาโลจึงกล่าว และ เขียนต่อต้านความเชื่อที่ผิดไปนี้ ซึ่งเราจะอ่านพบได้ในจดหมายฝากที่ท่านเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อในเมืองกาลาทียนี้  


วันอาทิตย์     อัครทูตเปาโล ผู้เขียนจดหมายฝาก  ( 2 เปโตร 3:15, 16)
                     PAUL , THE LETTER WRITER  

         อ่าน พระธรรม 2 เปโตร 3:15, 16  พระคัมภีร์ใหม่คิดว่า  จดหมายฝากของท่านเปาโลเป็นอย่างไร ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนเราเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้นำคนของพระเจ้าให้เขียนพระคัมภีร์อย่างไร

         ท่านเปาโลไม่ได้พยายามให้งานเขียนของท่าน “เป็นงานศิลป์ด้านอักษร” เมื่อท่านเขียนจดหมายฝากถึงเหล่าผู้เชื่อในเมืองกาลาเทีย แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจท่านเปาโลให้เขียนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่ท่าน และเหล่าผู้เชื่อในคริสตจักรเมืองกาลาเทียมีส่วนร่วมด้วย

       จดหมายฝากทั้งหลายมีส่วนอย่างสำคัญในงานของท่านเปาโลทำเพื่อพระเจ้า ท่านเปาโลและทีมงานได้สถาปนาคริสตจักรขึ้นหลายแห่งรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังจากก่อตั้งคริสตจักรแล้ว ท่านเปาโลและทีมงานจะเดินทางไปเยี่ยมคริสตจักรต่างๆ บ่อยๆ เท่าที่สามารถทำได้ แต่ท่านไม่อาจหยุด ณ คริสตจักรหนึ่งได้นานนัก ดังนั้น ท่านเปาโลจึงเขียนจดหมายฝากเพื่อให้คำแนะนำพวกเขาขณะที่ท่านไม่อยู่  เวลาผ่านไปนาน จดหมายฝากของท่านเปาโลถูกคัดลอก (copies) และแบ่งปันกันไปให้กับคริสตจักรอื่นๆ (โคโลสี 4:16)  จดหมายบางฉบับของท่านเปาโลได้หายไป แต่อย่างน้อยสิ่งที่ท่านเปาโลได้รับการดลใจให้เขียนขึ้นยังคงอยู่ 13 ฉบับ ซึ่งได้กลายเป็นพระธรรม 13  เล่มของพระคัมภีร์ใหม่ ข้อพระคัมภีร์จากจดหมายฝากของท่านเปโตรแสดงบางจุดให้เราเห็นว่า  งานเขียนของท่านเปาโลได้รับการยกย่องเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ การให้เกียรติแก่งานเขียนของท่านเปาโลแสดงว่าผู้คนให้การคารวะต่องานเขียนของท่านเปาโลมากเพียงใด  นับตั้งแต่สมัยแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ของคริสตจักรเป็นต้นมา

         มีช่วงเวลาหนึ่งบางคนเชื่อว่า รูปแบบที่ท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากซึ่งได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ใหม่ เป็นรูปแบบที่หายากและมีความพิเศษในตัว   พวกเขาคิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจให้ผู้เขียนข่าวสารของพระเจ้าเพื่อส่งข่าวของพระองค์ในรูปแบบเฉพาะ แต่แนวความคิดนี้ได้ถูกเปลี่ยนไปเมื่อชายสองคนจากมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดได้ค้นพบหลักฐานสาคัญในประเทศอียิปต์ผู้ที่ค้นพบข้อเท็จจริงครั้งนั้นคนหนึ่งชื่อ “เบอร์นาร์ด เกร็นเฟลล ์และ อาร์เธอร์ ฮันท์ พวกเขาได้พบเอกสารเก่าแก่โบราณประมาณ 500,000 ชิ้นเขียนบนประดาษจากต้นปาไปรัส ต้นปาไปรัสเป็นต้นพืชเหมือนหญ้าสูงขึ้นตามหนองบึง ผู้คนสมัยพระคัมภีร์นำเอาลำต้นมาลอกออกเป็นแผ่นเพื่อใช้เขียนหนังสือ สิ่งที่ชายทั้งสองค้นพบเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ใหม่ซึ่งเก่าแก่กว่าพันปี พร้อมกันนี้ พวกเขาได้พบสำเนาใบเรียกเก็บเงิน บันทึกการเสียภาษี ใบเสร็จรับเงินและจดหมายส่วนของใครคนหนึ่งด้วย

        การค้นพบของพวกเขาเป็นการพิสูจน์ว่า จดหมายของท่านเปาโล ถูกเขียนขึ้นตามรูปแบบการเขียนจดหมายยาวในสมัยของท่านเปาโลเอง  จดหมายดังกล่าวแบ่งออกเป็นสี่ส่วน: (1)  คำทักทายซึ่งมีชื่อผู้เขียนจดหมายและชื่อผู้รับ  (2)  การกล่าวขอบคุณ  (3)  เนื้อหาหลักของจดหมาย  (4) แนวคิดตอนปิดจดหมาย
 
        สรุปแล้ว ท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากในลักษณะเดียวที่ผู้เขียนอื่นใช้ในสมัยของท่าน ที่จริงท่านได้เกริ่นไว้แต่แรกว่าท่านเขียน ข่าวสารในรูปแบบให้เข้าใจง่าย เพื่อพวกผู้อ่านจะตระหนักรู้ได้ว่าใครเขียน
 
        สมมุติว่าพระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นในปัจจุบัน คุณคิดว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะดลใจให้ผู้เขียนใช้รูปแบบไหนในการเขียน เพื่อให้ ข่าวสารของพระผู้เป็นเจ้าเข้าถึงพวกเราในวันวันนี้
 
 
วันจันทร์     อัครทูตเปาโล ได้รับการเลือกโดยพระเจ้า  (กาลาเทีย 1:1)
                   PAUL, CHOSEN BY GOD
 
        ท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากของท่านในรูปแบบของจดหมายที่ผู้เขียนใช้กันในสมัยของพระคัมภีร์ใหม่ แต่พระธรรมกาลาเทียมี ความพิเศษบางประการในตัวเอง ซึ่งไม่พบในจดหมายของคนอื่นๆ ซึ่งเราทราบว่า สิ่งดังกล่าวช่วยเราให้เข้าใจดีขึ้นในสถานการณ์ที่ท่านเปาโลได้เผชิญ

        ท่านเปาโลเปิดหน้าจดหมายของท่านด้วยการทักทาย ให้มองดูการทักทายที่ท่านใช้ในพระธรรมกาลาเทีย 1:1, 2 
จากน้ันอ่านในพระ ธรรม เอเฟซัส 1:1; ฟีลิปปี 1:1; และ 2 เธสะโลนิกา1:1    ในทางไหนที่การทักทายที่ท่านเปาโลใช้ในพระธรรมกาลาเทียเป็นอย่างเดียวกันกับที่ท่านใช้ในจดหมายฝาก (พระธรรม) เล่มอื่นๆ และในทางไหนที่มีความแตกต่างกันและต่างกันอย่างไร


         การทักทายในพระธรรมกาลาเทียมีความยาวกว่าเล่ม (ฉบับ) อื่นๆ อนึ่งท่านบอกแหล่งที่มาแห่งพลังอำนาจของท่านด้วย ท่าน เปาโลเป็นอัครทูตคนหนึ่ง คำว่าอัครทูต (apostle) หมายความว่า “คนหนึ่งที่ถูกส่งออกไป” หรือ “ผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง”  ในพระคัมภีร์ใหม่ หมายถึงเหล่าผู้ติดตามทั้งสิบสองคนของพระเยซูซึ่งถูกเรียกโดยพระเยซู ได้ใช้ชีวิตยู่ใกล้ชิด ได้สังเกตการณ์ ได้รับการสอน และรับ การฝึกในพันธกิจโดยตรงจากพระเยซู และยังหมายถึงบุคคลอื่นๆ ที่พระเยซูได้ทรงส่งออกไปบอกคนอื่นเกี่ยวกับพระองค์ด้วย (กาลาเทีย 1:19; 1 โครินธ์ 15:7) ท่านเปาโลกล่าวว่าท่านเป็นคนหนึ่งในกลุ่มพิเศษนี้ที่ถูกส่งออกไปเป็นพยานเพื่อพระองค์

​         ท่านเปาโลกล่าวชัดเจนว่าสิทธิของท่านที่จะนำผู้คนมาหาพระเยซู และตั้งคริสตจักรไม่ได้จากมนุษย์ผู้หนึ่งผู้ใด การปกป้องของ ท่านดูเหมือนชี้ให้ผู้ต่อต้านที่อยู่คริสตจักรเหล่านั้นรับรู้ว่า พวกเขาพยายามทำให้สิทธิอำนาจของท่านอ่อนกำลังลง  เหตุใดพวกเขาทำ เช่นนั้น เราได้มองเห็นว่าบางคนในคริสตจักรไม่มีความยินดีกับข่าวสารที่ท่านเปาโลประกาศ ท่านบอกคนทั้งหลายว่า พวกเขารอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่จากการเชื่อฟังพระบัญญัติแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นบางคนรู้สึกว่าท่านเปาโล
ทำให้พระบัญญัติมีความสำคัญน้อยลง เรื่องนี้สร้างความยุ่งยากลำบากใจให้กับท่านเปาโลเป็นอันมาก พวกเขาโจมตีท่านเปาโลด้วยการใช้เล่ห์เพทุบาย เพราะพวกเขาทราบว่าข่าวกิตติคุณของท่านเปาโลได้บ่งบอกถึงสิทธิ์ในการนำของท่าน ดังนั้นพวกเขาโจมตีโดยตรงยังสิทธิอำนาจของท่านเปาโล
 
          พวกเขาไม่ได้โจมตีว่าท่านเปาโลไม่ใช่อัครทูต แต่พวกเขาไพล่ไปต่อต้านว่าการที่ท่านเปาโลอ้างในสิ่งที่ท่านเป็นไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริงๆ พวกเขากล่าวว่าท่านเปาโลเป็นเพียงผู้สื่อข่าวคนหนึ่ง ไม่มีอะไรพิเศษมากกว่านั้น พวกเขากล่าวว่ากิตติคุณของท่านเปาโล เป็นเพียงแนวคิดหรือความเข้าใจตามลำพังของท่านเปาโลเองคนเดียว ไม่ใช่สิ่งที่มาจากพระเจ้า

         ท่านเปาโลเข้าใจว่าแนวคิดของพวกต่อต้านช่างอันตรายเพียงใด ดังนั้น ทันทีทันใด ท่านกล่าวอย่างชัดเจนตั้งแต่ตอนต้นจดหมายฝากของท่านว่า พระเจ้าทรงเลือกท่านเป็นอัครทูตคนหนึ่ง 

          มีทางใดบ้างที่พระคัมภีร์ก็ถูกตั้งข้อสงสัยในปัจจุบันภายในคริสตจักร  หากมีคำถามดังกล่าวเกี่ยวกับพระคัมภีร์จะมีมาในรูปแบบไหน มีทางใดบ้างไหมที่คำถามดังกล่าวจะมีผลต่อความคิดของคุณเองเกี่ยวกับอำนาจของพระคัมภีร์ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ?


 วันอังคาร     ข่าวสารของอัครทูตเปาโล  (กาลาเทีย 1:3-5)
                      PAUL’ S MESSAGE
 
         ในการเปิดจดหมายฝากของท่านเปาโลที่เขียนไปถึงเหล่าผู้เชื่อ ในเมืองกาลาเทีย ท่านเปาโลกล่าวชัดเจนว่าท่านได้รับอำนาจการเป็นอัครทูตมาจากไหน มีสิ่งใดอีกที่ท่านทำให้เป็นรู้จักจากการทักทายของท่าน พระธรรมกาลาเทีย 1:3-5 เช่นเดียวกับ เอเฟซัส 1:2; ฟีลิปปี 1:2 และ โคโลสี 1:2  ทั้งสี่มีความแตกต่างกันอย่างไร

         ความพิเศษอย่างหนึ่งในจดหมายฝากของท่านเปาโลคือ วิธีที่ท่านเชื่อมคำว่า “พระคุณ” และ “สันติสุข” (grace and peace) เข้าด้วยกันในการทักทายของท่าน นักเขียนชาวกรีกในสมัยเดียวกับท่านเปาโลจะเริ่มต้นจดหมายด้วย “การทักทาย” (chairein)  แต่ท่านเปาโลใช้คำว่า “พระคุณ” (grace)   แทน   (กาลาเทีย 1:3)    ในภาษากรีกคำว่า “พระคุณ” (charis)  สีเสียงคล้ายกันมากกับคำว่า   “การทักทาย” (charein)   แต่ทั้งสองคำแตกต่างกัน   อนึ่งท่านเปาโลจะเพิ่มคำว่า “ต้อนรับ (ด้วยความยินดี)” (welcome) เข้ากับการทักทายกับชาวยิว ด้วยคำว่า “สันติสุข” 
 
          ท่านเปาโลใช้คำว่า “พระคุณ” และ “สันติสุข” ในการทักทายของท่านไม่เพียงจากการมีมารยาทที่ดีเท่านั้น หรือแสดงว่าตัวท่านเป็นคนสุภาพอ่อนโยน แต่สองคำนี้พรรณนาถึงข่าวสารพระกิตติคุณของท่าน (ที่จริงท่านเปาโลใช้สองคำนี้มากกว่าผู้เขียนพระคัมภีร์ท่านอื่นๆ)  ความจริงพระคุณและสันติสุขไม่ได้มาจากท่านเปาโล แต่มาจากพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์
         
                        มีส่วนไหนของพระกิตติคุณที่ท่านเปาโลรวมเข้าไปในพระธรรม กาลาเทีย 1:1-6 

         ท่านเปาโลไม่มีพื้นที่มากนักในการเปิดฉากทักทายของท่านที่จะพูดเกี่ยวกับว่า “พระกิตติคุณคืออะไร” แต่ท่านพรรณนาถึงหัวใจของพระกิตติคุณในเพียงไม่กี่ข้อสั้นๆ อะไรคือหลักการสำคัญของความจริงที่พระกิตติคุณตั้งอยู่ ท่านเปาโลกล่าวว่าพระกิตติคุณไม่ได้วางรากฐานบนการเชื่อฟังพระบัญญัติ แต่ “พระกิตติคุณวางอยู่บนสิ่งที่พระเยซูได้ทรงทำเพื่อเราผ่านการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนและการฟื้นสู่ชีวิต นี่คือบางสิ่งที่ได้ทรงทำเพื่อเราซึ่งเราไม่สามารถทำด้วยตัวเราเองได้  การถวายบูชาของพระคริสตได้ “หักแอก” (broke) อำนาจของความบาปและความตาย ขณะเดียวกับปลดปล่อยผู้ติดตามพระองค์จากอำนาจแห่งความชั่วร้าย อำนาจของความชั่วร้ายได้เกาะกุมใจคนเป็นอันมากให้รู้สึกกลัว   มันได้ควบคุมผู้คนเป็นอันมากไว้เป็นทาส   ท่านเปาโลคิดอย่างระมัดระวังเกี่ยวกับพระคุณและสันติสุข ที่พระเจ้าทรงสร้างเพื่อเราในพระคริสต์ข่าวอันอัศจรรย์นี้  เป็นเหตุให้เราเปิดปากถวายพระสิริแด่พระองค์ตลอดไปในพระธรรม กาลาเทีย 1:5

         เขียนความเข้าใจของคุณ “พระคุณคืออะไร” ลงบนแผ่นกระดาษ พยายามใช้คำไม่ให้มากกว่าที่ท่านเปาโลใช้ในพระธรรม กาลาเทีย 1:1-5 นำสิ่งที่คุณเขียนลงกระดาษไปแบ่งปันในชั้นเรียนสะบาโต


 วันพุธ      ไม่มีพระกิตติคุณอื่น   (กาลาเทีย 1:6)
                 NO OTHER GOSPEL

         มองไปยังการเริ่มต้นจดหมายฝากบางฉบับของท่านเปาโล ในพระธรรม โรม  1:8; 1 โครินธ์ 1:4; ฟีลปิปี 1:3 และ 1 เธสะโลนิกา 1:2   อะไรมักจะมาถึงบ่อยๆ หลังจากการเปิดฉากทักทาย และ พระธรรมกาลาเทีย 1:6   มีความแตกต่างออกไปอย่างไร?

         ท่านเปาโลเขียนเกี่ยวกับปัญหาทุกประเภทที่คริสตจักรเผชิญ แต่ก่อนอื่นท่านเริ่มต้นจดหมายของท่านด้วยการกล่าวทักทาย   จากนั้น ท่านเขียนคำอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความเชื่อของผู้อ่านของท่าน ท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากของท่านถึงชาวโครินธ์ในลักษณะนี้ เพราะผู้เชื่อในพระคริสต์ที่เมืองโครินธ์ต้องต่อสู้ดิ้นรนกับความบาปเรื่องการผิดประเวณีของชายคนหนึ่ง ซึ่งแม้ในชาวต่างประเทศก็ไม่ปรากฏ (อ่าน1 โครินธ์ 1:4 และ 1 โครินธ์ 5:1)  และสถานการณ์ในคริสตจักรกาลาเทียทำให้ท่านเปาโลว้าวุ่นใจ ท่านจึงข้ามถ้อยคำ  “การขอบพระคุณพระเจ้า” ไป  ซึ่งตามปกติท่านจะเขียนในส่วนนี้

         อ่านพระธรรม กาลาเทีย 1:6-9; และ ในกาลาเทีย 5:12 ท่านเปาโลใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า “ข้าพเจ้าอยากให้คนเหล่าน้ันที่ทำให้ท่านยุ่งยากตอนตนเองเสีย”  นี่คือสิ่งที่แสดงถึงความกังวลใจที่ท่านมีเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในคริสตจักรกาลาเทีย  

         ท่านเปาโลไม่ยับยั้งถ้อยคำใดๆ ในจดหมายของท่านที่เขียนถึงผู้เชื่อในเมืองกาลาเทีย ท่านกล่าวหาพวกเขาว่าพากันหันหลังให้กับความเชื่อในฐานะเป็นคริสเตียนของพวกเขา ที่จริงคำว่า “กลับหันไปหา” (กาลาเทีย 1:6)  บ่อยครั้งถูกใช้พรรณนาถึงเหล่าทหารที่หันไปต่อต้านประเทศของพวกเขา โดยการหลบหนีจากกองทัพ ดังนั้นท่านเปาโลกล่าวในทำนองเดียวกัน  ผู้เชื่อในเมืองกาลาเทียกำลังหันหนีไปจากพระเจ้า

       ชาวกาลาเทียหันหน้าหนีไปจากพระเจ้าอย่างไร    ท่านเปาโลกล่าวว่า “พวกเขาหันไปเชื่อพระกิตติคุณที่แตกต่างออกไป” กับที่ ท่านได้ไปประกาศ และพวกเขาได้รับไว้แล้ว ท่านเปาโลไม่ได้หมายความว่ามีมากกว่าหนึ่งพระกิตติคุณ แต่หมายความว่ามีครูสอนเทียมเท็จในคริสตจักร พวกเขาสอนว่าความเชื่ออย่างเดียวไม่เพียงพอที่ช่วยให้คนหนึ่งรอดจากความบาป (กิจการฯ 15:1-5) ท่านเปาโลรู้สึกเป็นกังวลใจกับคำสอนเทียมเท็จมาก ท่านหวังว่าเหล่าคนที่เทศนาสั่งสอนพระกิตติคุณเช่นนั้น  จะตกอยู่ภายใต้คำแช่งสาปของพระเจ้า   (กาลาเทีย 1:8) ท่านแม้แต่กล่าวเน้นประโยคนี้ถึงสองครั้ง (กาลาเทีย 1:9) เพื่อแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นทุกข์ใจในเรื่องนี้มากเพียงใด

         แม้คริสตจักรในยุคปัจจุบัน ดูเหมือนเราจะสอนกันว่า “สิ่งทเี่ราทำมีความสำคัญมากกว่าสิ่งที่เราเชื่อ” บางคนกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความสัมพันธ์หรือประสบการณ์ของเราที่มีกับพระเจ้า เป็นความจริงที่ว่า ประสบการณ์น้ันสำคัญ แต่สิ่งที่ท่านเปาโลกำลังกล่าวถึงตรงนี้ ในพระธรรมกาลาเทีย  สอนเราเกี่ยวกับว่า  เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งด้วยที่ความเชื่อของเรา ต้องถูกต้องเช่นกัน
 


วันพฤหัสบดี      แหล่งแห่งพระกิตติคุณของอัครทูตเปาโล  (กาลาเทีย 1:6-9, 11-24)
                         THE SOURCE OF PAUL’S GOSPEL                                         
 
        อ่านกาลาเทีย 1:6-911-24  ผู้สร้างความยุ่งยากในเมืองกาลาเทียกล่าวหาว่าท่านเปาโลเขียนพระกิตติคุณของท่านเพื่อให้คนทั่วไปยกย่องท่าน  สมมติท่านเปาโลต้องให้คนอื่นคิดแต่สิ่งดีๆ เกี่ยวกับตัวท่าน จดหมายฝากของท่านคงจะมีข้อความแตกต่างจากที่เห็นอยู่  ถ้าท่านต้องการการยกย่องสรรเสริญจากคนอื่น  

        เหตุใดท่านเปาโลจึงสอนว่า ผู้เชื่อชาวต่างชาติไม่ต้องรับสุหนัต ศัตรูของท่านเปาโลกล่าวว่า เพราะท่านเปาโลต้องการคนจำนวนมากเข้ามาสู่คริสตจักรเท่าที่จะเป็นไปได้   พวกเขากล่าวหาท่านเปาโลว่า ท่านเอาใจใส่เกี่ยวกับสมาชิกในคริสตจักรมากกว่าความจริง ท่านเปาโลทราบว่าชาวต่างชาติอาจไม่ต้องการรับสุหนัตนัก  ดังนั้นศัตรูของท่านเปาโลอาจได้คิดว่า นี่เป็นเหตุผลที่ท่านเปาโลไม่กำหนดให้ชาวต่างชาติต้องรับสุหนัต ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ท่านเปาโลถูกกล่าวหา เป็น “ผู้เอาใจคน”  ท่านเปาโลตอบพวกเขาโดยชี้ไปยังหัวข้อการต่อต้าน  การโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรงที่ท่านเขียนในพระธรรม กาลาเทีย 1:8, 9  ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองนี้แสดงให้เห็นชัดว่า จุดประสงค์ของท่านเปาโลไม่ใช่ทำให้ผู้คนคิดดีๆ เกี่ยวกับตัวท่าน ถ้าท่านเปาโลต้องการเช่นนั้น ท่านคงได้ตอบพวกเขาในลักษณะที่แตกต่างออกไป

         เหตุใดท่านเปาโลจึงกล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะติดตามพระคริสต์ และพยายามจะเอาอกเอาใจผู้คนในเวลาเดียวกัน

        ใน พระธรรมกาลาเทีย 1:11, 12 ท่านเปาโลกล่าวว่า ท่านได้รับพระกิตติคุณ และอำนาจที่จะเทศนา และการทรงนำจากพระเจ้า ถ้อยคำของท่านเปาโล ในพระธรรม กาลาเทีย 1:23 และ 24  สนองจุดที่่ท่านเชื่อถืออย่างไร  

        พระธรรม กาลาเทีย 1:13-14 เล่าเรื่องของท่านเปาโล (ในชื่อเซาโล) ก่อนที่ท่านกลายเป็นคริสเตียน (กาลาเทีย 1:13, 14) ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเช่นกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับท่าน เมื่อท่านกลายเป็นคริสเตียน (กาลาเทีย 1:15, 16) และภายหลังที่ท่านได้กลายเป็นคริสเตียนแล้ว (กาลาเทีย 1:16-24) ท่านเปาโลอ้างเหตุผลว่า สถานการณ์แวดล้อมแต่ละช่วงเวลาในชีวิตของท่าน แสดงให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่าท่านได้รับพระกิตติคุณจากใครนอกจากพระเจ้า ท่านเปาโลปฏิเสธที่จะปล่อยให้ใครเกิดความสงสัย และกล่าวดูหมิ่นข่าวสารของท่านว่ามาจากไหน ท่านทราบว่ามีอะไรได้เกิดขึ้นกับท่าน ท่านทราบว่าท่านถูกเรียกมาให้ทำการเทศนาสั่งสอนและท่านกำลังจะทำสิ่งนั้นแม้ว่าเป็นสิ่งยากยิ่งที่จะทำ
       
        คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า พระคริสต์ทรงเรียกคุณให้รับใช้พระองค์  คุณจะทราบแน่ได้อย่างไรว่าพระเจ้าได้ทรงเรียกคุณให้ทำการ สมมติว่าคุณทราบแน่ชัดว่า เหตุใดคุณยังต้องเรียนรู้ที่จะฟังคำแนะนำที่ฉลาดของคนอื่น


 วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

             “ในเกือบทุกคริสตจักรมีผู้เป็นยิวโดยกำเนิด เหล่าครูสอนชาวยิว ทำงานผ่านสมาชิกเหล่านี้เพื่อจะได้รับอำนาจ ไม่มีใครสามารถใช้ข้อพระคัมภีร์เพื่อทำให้คำสอนของท่านเปาโลอ่อนค่าลง  ดังนั้นแทนที่ จะใช้พระวจนะเป็นหลัก พวกเขาใช้คำมุสาที่ไม่ซื่อสัตย์เพื่อทำให้อำนาจของท่านเปาโลอ่อนกำลังลง มีบางคนอ้างว่า ท่านเปาโลไม่ใช่สาวกกลุ่มแรกของพระเยซู คำว่า “สาวก” หมายถึงผู้ติดตามพระเยซู และมีบ้างที่กล่าวว่าท่านเปาโลไม่ได้รับพระบัญชาของพระเยซูให้เทศนาสั่งสอน แต่พวกเขากล่าวอ้างว่าท่านเปาโลตัดสินใจที่จะเทศนาสั่งสอนในสิ่งที่ขัดแย้งกับอัครทูตคนอื่นๆ........

        “ท่านเปาโลมองเห็นความชั่วร้ายกำลังคุกคามทำลายคริสตจักรอย่างรวดเร็ว ท่านจึงเขียนทันทีและส่งไปยังคริสตจักรกาลาเทีย เพื่อเปิดเผยให้เห็นคำสอนเทียมเท็จด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน ท่านเปาโลต่อว่า เหล่าผู้ได้หันออกไปจากความจริง”  (เอลเลน จี. ไว้ท์, Sketches (Stories) from Life of Paul, หน้า 188, 189)  


คำถามเพื่อการอภิปราย:

 1.  อ่าน “คำทักทาย” ของท่านเปาโลทเี่ขียนถึงชาวกาลาเทียอีกรอบหนึ่งในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้  ท่านกล่าวว่า
การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเกิดขึ้นสำหรับเหตุผลที่สำคัญยิ่ง อะไรคือเหตุผลนั้น และมีความหมายอะไร สำหรับเราในปัจจุบัน
 
 2.  ใน กาลาเทีย 1:14 ท่านเปาโลกล่าวว่า ครั้งหนึ่งท่านมีหัวรุนแรงได้ลุกขึ้นปกป้อง “ขนบธรรมเนียม” ของบรรพบุรุษ ผู้มีชีวิตก่อนหน้าท่าน โดย “ขนบธรรมเนียม” ท่านเปาโลอาจหมายถึงคำสอนของชาวฟาริสี  ชาวฟาริสีซึ่งเป็นกลุ่มผู้ถือหลักคำสอนทางศาสนาอย่างเคร่งครัด  พวกเขาถือรักษาบัญญัติอย่างจริงจัง มีส่วนไหนของขนบธรรมเนียมที่อยู่ในความเชื่อของเรา มีคำเตือนอะไรจากประสบการณ์ของท่านเปาโลมีไว้สำหรับเราเกี่ยวกับการให้ “ขนบธรรมเนียม” อยู่หน้าความจริงของพระคัมภีร์  

 3.  เหตุใดท่านเปาโล “ดูเหมือน” ไม่ปล่อยผู้ไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านพูดและปฏิบัติให้หลงหายไป อ่านอีกครั้งจากสิ่งที่ท่านได้เขียนเกี่ยวกับเหล่าผู้มีแนวคิดแตกต่างในเรื่องพระกิตติคุณ (ที่ท่านประกาศ) อาจมีบางคนเห็นด้วยกับแนวคิดเข้มแข็งในสิ่งต่างๆ อย่างท่านเปาโล ที่คริสตจักรของเรายุคปัจจุบันควรจะถูกมองอย่างไร      
 

ใจความสรุป           

        เหล่าครูสอนเทียมเท็จในกาลาเทีย ทำงานต่อต้านท่านเปาโล พวกเขาพูดว่าพระเจ้าไม่ได้เลือกท่านเปาโล  ให้เป็นอัครทูต หรือประทานข่าวสารให้ท่าน ท่านเปาโลจัดการกับเหล่าผู้โจมตีท่านในตอนเปิดฉาก จุดที่ท่านเขียนถึงชาวกาลาเทีย ท่านกล่าวอย่างกล้าหาญว่ามี ทางแห่งความรอดเพียงสายเดียวเท่านั้น และท่านเล่าว่าท่านได้กลายเป็นผู้ติดตามพระคริสต์อย่างไร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านถูกเรียกให้มาเป็นผู้ประกาศพระกิตติคุณให้กับชาวต่างชาติ ซึ่งการเรียกดังกล่าวมาจากพระเจ้าเท่าน้ัน  
                            ****************************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272