Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 > บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017 >
.
บทที่ 3 วันที่ 8 - 14 กรกฎาคม 2017
.
บทที่  3         อำนาจของพระกิตติคุณที่จะยึดผู้เชื่อให้เป็นหนึ่ง
                     THE POWER 0F THE GOSPEL TO  UNITE BELIEVERS                              
                     

 บ่ายวันสะบาโต


อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:  กาลาเทีย 2:1-14; 1, 1โครินธ์ 1:10-13; ปฐมกาล 17:1-21; ยอห์น 8:31-36; โคโลสี 3:11


 ข้อควรจำ              “ก็ขอให้ท่านทำให้ความยินดีของข้าพเจ้าเต็มเปี่ยมด้วยการมีความคิดอย่างเดียวกัน มีความรัก         
                                อย่างเดียวกัน มีใจรู้สึกและคิดพร้อมเพรียงกัน”  (ฟีลิปปี 2:2)  



        ยอห์น คาล์วิน หนึ่งในกลุ่มผู้ปฏิรูปคริสตจักร ผู้ปรับปรุง ทำงานเพื่อทำให้สิ่งต่างๆดีขึ้น คาล์วินเชื่อว่าพญามารใช้ “อาวธุ” (weapons) สองประเภทเพื่อโจมตีคริสตจักร: (1) ให้มีความเห็นขัดแย้งกัน และ (2)  การแบ่งแยก หรือแยกตัวออกจากคริสตจักรเดิมไป ตั้งคริสตจักรใหม่  คาล์วินกล่าวเตือนว่า คริสเตียนควรหลีกเลี่ยงสิ่งใดก็ตามที่ทำให้คริสตจักรแบ่งแยกออกจากกัน   แต่การรักษาคริสตจักรไว้ด้วยกันนั้นสำคัญมากกว่าความจริงหรือ?  จงคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับท่านมาร์ติน ลูเธอร์ ท่านเป็นผู้หนึ่งที่อยากปรับปรุงคริสตจักรให้ดีขึ้นเช่นกัน ท่านลูเธอร์ถูกนำตัวไปรับการสอบสวนที่ “ไดเอทแห่งวอร์มส์” เพื่อให้การว่าเราได้รับความรอดโดยความเชื่อเพียงสิ่งเดียวหรือ

       “แต่สมมติท่านลูเธอร์เลือกที่จะเลิกล้มความเชื่อของท่านตอนถูกเรียกไปสอบสวน เพื่อไม่ให้คริสตจักรต้องแยกตัวออกมา ถ้าเป็น เช่นนั้นซาตานและผู้ติดตามก็จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ แต่ท่านลูเธอร์ยืนหยัดมั่นคงเพื่อความจริงจนสามารถนำคริสตจักรแยก ออกมาสู่อิสระภาพได้ นับเป็นการเริ่มต้นใหม่ และเป็นช่วงเวลาที่ดีกว่าสำหรับคริสตจักร”  (เอลเลน จี.ไว้ท์, สงครามแห่งประวัติ ศาสตร์, หน้า 166)

        ในพระธรรมกาลาเทีย 2:1-14 เราพบท่านเปาโลทำทุกสิ่งเท่าที่ท่านสามารถจะทำได้ ทั้งนี้เพื่อปกป้องคริสตจักรจากการแบ่งแยกออก สำหรับท่านเปาโลแล้ว การรักษาคริสตจักรไว้เป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ท่านก็ปฏิเสธที่จะปล่อยให้ความจริงแห่งพระกิตติคุณ  ถูกทำให้อ่อนกำลังลง เพื่อที่จะบรรลุความสอดคล้องกลมเกลียว  ที่จริงมีพื้นที่สำหรับแนวคิดเห็นต่างในคริสตจักร แต่ข่าวพระกิตติคุณไม่ควรถูกทำให้อ่อนค่าลงเพื่อจะรักษาคริสตจักรไว้ด้วยกัน


 วันอาทิตย์    ความสำคัญของการเห็นพร้อง (1 โครินธ์ 1:10-13)                       
                     THE IMPORTANCE OF AGREEMENT
 
         อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 1:10-13 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอก อะไรเราเกี่ยวกับสิ่งที่ท่านเปาโลเชื่อว่า “การเห็นพร้องกัน” มีความสำคัญเพียงใดสำหรับคริสตจักร
 
         ในพระธรรม กาลาเทีย 2:1, 2   ท่านเปาโลหันมาให้ความสนใจการโจมตีอีกระลอกหนึ่งต่อความเชื่อของท่าน ครูสอนเทียมเท็จซึ่งแฝงอยู่ในคริสตจักรกาลาเทียกล่าวว่า พระกิตติคุณของท่านเปาโลไม่ สอดคล้องกับสิ่งที่อัครฑูตเปโตร และอัครฑูตคนอื่นๆ สอน อัครฑูตเป็นชื่อเรียกสาวกสิบสองคนที่พระเยซูทรงเลือกเพื่อส่งออกไปประกาศพระกิตติคุณ พวกเขารับใช้พันธกิจด้วยการเป็นผู้นำ และเป็นครูสอนในคริสตจักร เหล่าครูสอนเทียมเท็จกล่าวว่า ท่านเปาโลสอนสิ่งที่แตกต่างไป พวกเขาจึงกล่าวหาท่านเปาโลว่าเป็นคนหนึ่งที่เป็นสาเหตุ  เท่ากับเป็นการต่อต้านคำสอนของเหล่าอัครทูต พวกเขากล่าวหาท่านเปาโลว่า เป็นคนหนึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดความยุ่งยากและไม่สามารถจะควบคุมได้
 
       ท่านเปาโลตอบโต้การโจมนี้ครั้งนี้ด้วยการเล่าเรื่องที่ท่านเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 14 ปีภายหลังที่ท่านกลายเป็นผู้ เชื่อคนหนึ่ง  เราไม่ทราบวันเดือนปีว่าการเดินทางของท่านเปาโลเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ที่เราทราบคือ การเดินทางไกลสมัยพระคัมภีร์ไม่ใช่ เรื่องง่าย ระยะทาง 300 ไมล ์(480 กิโลเมตร) จากเมืองอันทิโอกถึงกรุงเยรูซาเล็ม  ดังนั้นการเดินทางต้องใช้อย่างน้อยสามสัปดาห์ ท่านเปาโลอาจเผชิญอันตรายหลายอย่างตามเส้นทาง แต่ท่านเปาโลออกเดินทางมุ่งไปไม่ลังเล ท่านไม่ได้ไปยังกรุงเยรูซาเล็มเพราะเหล่าอัครทูตขอให้ท่านไป ท่านได้เดินทางไปเพราะพระวิญญาณบอกให้ท่าน ไป และท่านไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม และนำเสนอพระกิตติคุณที่ท่านประกาศต่อหน้าเหล่าอัครทูต  เหตุใดอัครทูตเปาโลทำสิ่งนี้ ไม่ใช่เพราะท่านมีความสงสัยใดๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ท่านเทศนาสั่งสอน ท่านไม่จำเป็นต้องได้รับการยินยอม หรือการรับรองในข่าวสารที่ท่านประกาศ  เพราะจะว่าท่านได้ออกไปเทศนาข่าวประเสริฐนั้นแล้วถึง 14 ปี ความจริงมีว่าอัครทูตเปาโลปรารถนาการสนับสนุน และการหนุนใจจากเพื่อนผู้ร่วมรับใช้พระคริสต์ด้วยกัน    ดังนั้น คำโกหกของเหล่าครูสอนเทียมเท็จที่โจมตีท่านเปาโลว่า สอนแตกต่างจากอัครฑูตคนอื่นๆ ไม่ได้เป็นการโจมตีท่านเปาโลเท่านั้น แต่รวมไปถึงอัครสาวกอื่นๆ และรวมทั้งคริสตจักรดว้ย  เหตุนี้ความเห็นพร้องของเหล่าอัครทูตจึงสำคัญมาก

      ความเห็นที่แตกต่างกันในแนวคิดระหว่างคริสตจักรรวมไปถึงพันธกิจของท่านเปาโลจะเป็นสิ่งเลวร้ายมาก เพราะจะนำมาซึ่งรอยร้าวระหว่างคริสเตียนชาวยิวและคริสเตียนชาวต่างชาติ การแยกตัวออกจากกันเช่นนั้นจะเป็นเหมือน “การแบ่งแยกคริสตจักรของพระคริสต์ และพันธกิจที่ท่านเปาโลได้บากับ่นทำมา ในการเผยแผ่พระกิตติคุณไปยังชาวต่างชาติ ในโลกก็จะล้มเหลว” (F.F. Bruce, The Letter to the กาลาเทีย, หน้า 111)
 
         มีปัญหาอะไรไหมในคริสตจักรในปัจจุบันซึ่งอาจทำให้คริสตจักรอ่อนแอหรือแบ่งแยกกัน เราจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างไร?  


 วันจันทร์   คำสอนเทียมเท็จและพี่น้องเทียมเท็จ  (กาลาเทีย 2:3-5)           
                  FALSE TEACHINGS AND FALSE BROTHERS

         ท่านเปาโลและคริสเตียนชาวยิวบางคนขัดแย้งกันในเรื่อง “รับพิธีสุหนัต” พิธีสุหนัตคือธรรมเนียมการตัดหนังหุ้มปลายองคชาต ของผู้ชายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ออกไป  อ่านพระธรรม ปฐมกาล 17:1-22; กาลาเทีย 2:3-5; กาลาเทีย 5:2, 6 และ กิจการฯ 15:1, 5  เป็นการง่ายที่จะมองจากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ว่า เหตุใดคริสเตียนชาวยิวบางคนคิดว่า ผู้เชื่อชาวต่างชาติจำเป็นต้องรับพิธีสุหนัต เหตุใดพวกเขาจึงคิดในทำนองน้ั้น

        พิธีสุหนัตเป็นเครื่องหมายพิเศษแห่งความสัมพันธ์ที่พระเจ้าทรงทำขึ้นกับท่านอับราฮัม ท่านอับราอัมเป็นบิดาของชนชาติยิว
 
        ผู้ชายทุกคนในพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมต้องเข้าสู่พิธีสุหนัตตั้งแต่เป็นเด็กทารกหรือเด็กชาย แต่ผู้ใหญ่ที่เป็นชายทุกคนได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมในความสัมพันธ์พิเศษนี้กับพระเจ้า พระเจ้าทรงประทานเครื่องหมายแห่งสุหนัตให้กับท่านอับราฮัม  ในพระธรรม ปฐมกาล บทที่ 17 สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นภายหลังท่านอับราฮัมพยายามที่จะเป็นบิดาของเด็กชายจากภรรยาทาส (นางฮาร์กา ซึ่งซารายกให้เป็นภรรยาอีกคน) ความเป็นมาคือ นางซาราไม่มีบุตร นางราซาและอับราฮัมต้องการช่วยพระเจ้า จึงทำให้พระสัญญาที่พระเจ้าทรงตรัสไว้ว่า จะให้ ท่านอับราฮัมมีบุตรชาย..ได้สำเร็จสมจริง

         จะว่าไปพิธีสุหนัตเป็นเครื่องหมายที่เหมาะสำหรับพันธสัญญา ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างพระเจ้าและประชากรของพระองค์ พิธี สุหนัตได้เตือนชาวยิวว่า “การวางแผนยอดเยี่ยมของมนุษย์ไม่เคยทำให้พระสัญญาของพระเจ้าสำเร็จ” พิธีสุหนัตเป็นสัญลักษณ์แห่งงานช่วยดวงวิญญาณของคนบาปให้รอด” (อ่าน เฉลยธรรมบัญญัติ 10:16; เฉลยธรรมบญัญัติ 30:6; เยเรมีย ์4:4; โรม 2:29)   อนึ่งพิธีสุหนัตยังเตือนใจประชากรของพระเจ้าให้ละทิ้งการไว้วางใจในตัวพวกเขาเอง และหันไปพึ่งวางใจในพระเจ้าอย่างหมดใจแทน

        แต่ในสมัยของท่านเปาโล พิธีสุหนัตเป็นสัญลักษณ์ที่มีความหมายมากของการเป็นคนยิวประมาณ 150 ปีก่อนพระเยซูทรงเสด็จ มาบังเกิด มีชาวยิวที่มีอิทธิพลบางคนได้บังคับชาวยิวทุกคน และแม้คนที่ไม่ใช่ชาวยิว (แต่ศรัทธาหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของชาวยิว) ในประเทศปาเลสไตน์ให้รับพิธีสุหนัต ชาวยิวบางคนแม้แต่เชื่อว่าพิธีสุหนัตเป็น “หนังสือเดินทาง” (passport) สู่ความรอด    ความเชื่อนี้ สามารถพบได้ในบันทึกในเอกสารโบราณที่เขียนไว้ว่า “ชายที่ได้เข้าสู่พิธีสุหนัตแล้วจะไม่ตกนรก” (Gehenna (hell)

         ถ้าคิดอย่างคนทั่วไป การที่ท่านเปาโลต่อต้านพิธีสุหนัตจะเป็นข้อผิดพลาด แต่สิ่งที่ท่านเปาโลต่อต้านคือคำสอนจากครูเทียมเท็จผู้กล่าวว่า ในพระธรรมกิจการฯ 15:1 ชาวต่างชาติ “ถ้าไม่เข้าสุหนัต ตามจารีตของโมเสสจะรอดไม่ได้”  ดังนั้นปัญหาจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่กับการรับสุหนัต แต่เกี่ยวกับความรอด ท่านเปาโลสอนว่า ความรอดมาจากการมีความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น แต่ครูสอนเทียมเท็จกล่าวว่า ความรอดมาจากการเชื่อฟังพระบัญญัติ

         อาจเป็นได้ว่าปัจจุบันเราไม่ได้โต้แย้งกันจากเรื่องความจำเป็นต้องเข้าพิธีสุหนัตเพื่อที่จะได้รับความรอด แต่เราจะโต้แย้งกันเรื่องอะไรแทน

 วันอังคาร   การเห็นพร้องแม้ว่าจะมีความแตกต่าง (กาลาเทีย 2:1-10)         
                   AGREEMENT IN SPITE OF DIFFERENT

         ในคริสตจักรกาลาเทีย ท่านเปาโลกล่าวว่า “บางคนได้ลอบเข้ามา พวกเขาแสร้งทำเป็นผู้เชื่อ “เพื่อจะสอดแนมดูเสรีภาพ ซึ่งเรามีเพราะพระเยซูคริสต์ พวกเขาหวังจะเอาเราไปเป็นทาสอีกครั้งหนึ่ง” (กาลาเทีย 2:4) เพื่อจะสังเกตว่า คริสเตียนเป็นอิสระจากอะไร สำหรับคำตอบหาได้ในพระธรรม ยอห์น 8:31-36; โรม 6:6, 7; โรม 8:2, 3กาลาเทีย  3:23-25; กาลาเทีย 4:7, 8; ฮีบรู 2:14, 15   เรามีประสบการณ์ ในเสรีภาพสำหรับตัวเราเองอย่างไร

         เสรีภาพ คือแนวคิดสำคัญสำหรับท่านเปาโล เพราะพรรณนาให้เห็นประสบการณ์คริสเตียน ท่านใช้คำว่า “เสรีภาพ” บ่อยครั้งกว่า ผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ท่านอื่น และในจดหมายฝากที่ท่านเขียนถึงชาวกาลาเทีย ท่านใช้คำว่า “อิสระ” และ คำว่า “เสรีภาพ” หลายครั้ง
 
        คำว่า  “เสรีภาพ”  เป็นแนวคิดสำคัญสำหรับคริสเตียน  เสรีภาพสำหรับคริสเตียนหมายถึง การที่จะเป็นคนมีอิสระในพระคริสต์เป็น โอกาสที่จะดำเนินชีวิตในความสัตย์ซื่อในความรักและความจงรักภักดีต่อพระเจ้า โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ในการที่จะทำเช่นนั้น กับชีวิตใหม่นี้ รวมไปถึงเสรีภาพจากสามสิ่ง: (1) จากการเป็นทาสของความบาป (2) จากการรู้สึกผิดจากการละเมิดพระบัญญัติ(3) และ จากอำนาจของความตาย
 
        เหล่าอัครทูตยอมรับความจริงที่ว่า พระเจ้าทรงประทานพันธกิจพิเศษให้ท่านเปาโลดำเนินการ  ในถ้อยคำของท่านเปาโล ท่านกล่าวว่า คนเหล่าน้ัน...ไม่ได้เพิ่มเติมสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้แก่ข้าพเจ้าเลย “แต่ตรงกันข้าม เมื่อเขาเห็นว่าข้าพเจ้าได้รับมอบให้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนเหล่านั้นที่ไม่ถือพิธีสุหนัต เช่นเดียวกับท่านเปโตรได้รับมอบให้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนที่ถือพิธีสุหนัต” (กาลาเทีย 2:7)  
 
       อัครทูตทั้งหลายเชื่อว่า พระเจ้าทรงประทานให้ท่านเปาโลเทศนาพระกิตติคุณแก่คนต่างชาติ ในทำนองเดียวกับที่พระเจ้าทรงเลือกท่านเปโตรให้ประกาศแก่ชาวยิว ผู้รับใช้ทั้งสองเทศนาสั่งสอนพระกิตติคุณเดียวกัน แต่วิธีการประกาศของท่านทั้งสองขึ้นอยู่กับผู้คนที่พวกท่านพยายามเข้าถึง “พระกิตติคุณจะนำผู้เชื่อทั้งปวงเข้ารวมกลุ่มเป็นหนึ่ง แม้จะมีความแตกต่างในพื้นฐานของพวกเขา ความเป็นหนึ่ง หรือ “การเป็นหนึ่ง” นี้หมายถึงการที่คริสเตียนทั้งปวงมีความเห็นพร้องต้องกัน” (D. G. Dunn, The Epistle to the กาลาเทีย, หน้า 106)

        เราจะเปิดใจให้กับ “รูปแบบใหม่ในการแบ่งปันพระกิตติคุณ” อย่างไร การเป็นพยานแบบไหนที่ทำให้คุณรู้สึกเป็นกังวลใจ และ เพราะเหตุใด เราจะทราบได้อย่างไรว่าวิธีการใหม่นั้นดี  

วันพุธ      ความขัดแย้งในเมืองอันทิโอก   (กาลาเทีย 2:11-13)      
                CLASH IN ANTIOCH
   
                ท่านเปโตรเดินทางไปเยี่ยมเมืองอันทิโอก และที่เมืองอันทิโอก คริสตจักรสำหรับชาวต่างชาติได้ตั้งขึ้นเป็นแห่งแรก ท่านเปาโลได้ตั้งศูนยป์ระกาศ (headquarter) ขึ้นในเมืองนี้ เพื่อท่านจะเอื้อมไปถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ตามเมืองต่างๆ ณ เมืองอันทิโอก ท่านเปโตรรับประทานกับผู้เชื่อชาวต่างชาติ แต่ครั้นมีคริสเตียนยิวบางคนเดินทางมาถึง ท่านเปโตรรู้สึกกลัวว่าชาวยิวคริสเตียนจะรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับตัวท่าน  ดังนั้นจึงหยุดการกระทำของท่าน

         อ่านพระธรรม กาลาเทีย 2:11-13  และ กิจการฯ 10:28  เหตุใด ท่านเปโตรจึงทราบว่าเป็นการผิดที่ท่านได้หยุดจากการกระทำที่ท่านกำลังกระทำอยู่ การกระทำนี้บอกเราเกี่ยวกับอำนาจของธรรมเนียม และความเชื่อต่างๆ ที่ถ่ายทอดจากอดีต อาจมีอยู่เหนือชีวิตของเราได้ อย่างไร

        บางคนคิดว่าท่านเปโตร และชาวยิวคนอื่นที่อยู่กับท่านหยุดการติดตามอาหารตามบัญญัติชาวยิวซึ่งมีในพระคัมภีร์เดิม แต่แนวคิดนี้ไม่จริง สมมติพวกเขาได้หยุด เช่นนั้นก็จะมีบันทึก ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่ไม่มีเลย และการเลือกเช่นนั้นจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดการโกลาหลขึ้นในคริสตจักร ดังนั้นดูเหมือนปัญหาตรงนี้เป็นการรับประทานอาหารจริงๆ เกี่ยวกับการรับประทานกับชาวต่างชาติ ชาวยิวหลายคนมองเห็นชาวต่างชาติเป็นคนที่ไม่บริสุทธิ์ ดังนั้นพวกเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะสมาคมกับชาวต่างชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้    ท่านเปโตรครั้งหนึ่งรู้สึกเช่นนี้เกี่ยวกับชาวต่างชาติด้วย แต่พระเจ้าทรงประทานนิมิตให้พวกเขา ภายหลังต่อมาท่านเปโตรได้ไปยัง บ้านของนายร้อยกองทหารโรมันชื่อโครเนลิอัส ท่านเปโตรพูดกับเขาว่า  “แต่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า ไม่ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าเป็นที่ห้ามหรือมลทิน” (กิจการฯ10:28) ดังนั้น พระคัมภีร์ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าท่านเปโตรทราบดี แต่ท่านรู้สึกกลัวว่าท่านจะ ทำให้พี่น้องร่วมชาติของท่านรู้สึกผิดหวัง ดังนั้นท่านจึงย้อนกลับไปเส้นทางเดิม จึงเห็นว่าความโน้มถ่วงจากการดึงของวัฒนธรรม และ ความเชื่อที่สืบทอดมาแต่อดีตมีพลังเหนือชีวิตของท่านเปโตรอย่างไร  แต่ท่านเปาโลช่วยทำให้ท่านเปโตรเดินไปบนเส้นตรง ในกาลาเทีย 2:13 ท่านเปาโลกล่าวว่า การกระทำของท่านเปโตรไม่ “ซื่อสัตย์” (honest) แปลจากฉบับ “นิวคิงเจมส์ เวอร์ชัน” และจากต้นฉบับคำเดียวกันแปลได้อีกความหมายว่า “การเสแสร้ง” (hypocrisy)  คำว่า “การเสแสร้ง” มีความหมายว่าทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนหนึ่งเชื่อหรือพูด ซึ่งหมายถึงการมี “สองหน้า” ท่านเปาโลกล่าวว่า “แม้แต่ท่านบารนาบัสก็หลงแสร้งทำตามคนเหล่านั้นไปด้วย” จากการกระทำที่ไม่จริงใจของท่านเปโตร พระเจ้าทรงใช้ผู้รับใช้อีกคนหนึ่งให้กล่าวเตือนท่านเปโตรด้วยถ้อยคำ “แรง และตรง”
 
         เหตุใดจึงเป็นการง่ายที่จะเป็นคน “เสแสร้ง” คือคนที่พูดอย่างหนึ่ง และทำไปอีกอย่างหนึ่ง (อย่างเช่นเราตาบอดมองไม่เห็นความผิดของเราเอง แต่มองเห็นความผิดของคนอื่น) ในทางใดที่การไม่ซื่อสัตย์ในชีวิตของเรา และเราสามารถเรียนรู้ที่จะมองเห็น “การเสแสร้ง” นี้ในชีวิตของเราและขจัดมันออกไปได้อย่างไร


 วันพฤหัสบดี    สาเหตุความกังวลของท่านเปาโล  (กาลาเทีย  2:14)                     
                         PAUL’S CAUSE FOR WORRY                                          
 
       สถานการณ์ในคริสตจักรอันทิโอกแน่นอนว่ามีความตรึงเครียด ท่านเปาโลและท่านเปโตรต่างก็เป็นผู้นำของคริสตจักร และปรากฏว่าทั้งสองมีความขัดแย้งกัน ท่านเปาโลไม่ได้กลั้นไว้เมื่อเห็นท่านเปโตรประพฤติตนไม่ถูกต้อง ท่านเปาโลได้ต่อว่าท่านเปโตรตรงๆ

         อ่านพระธรรม กาลาเทีย 2:11-14  มีเหตุผลใดที่ท่านเปาโลได้ต่อว่าท่านเปโตรต่อหน้าคนอื่นๆ

        ในความเห็นของท่านเปาโล ปัญหาไม่ใช่เพราะท่านเปโตรเลือกรับประทานกับพวกยิวที่เดินทางมาจากกรุงเยรูซาเล็ม กฏของการมีอัธยาศัยไมตรีในการต้อนรับแขกทำให้ท่านเปโตรทำเช่นนั้น แต่การปฏิบัติตนเช่นนี้จะทำให้พระกิตติคุณอ่อนพลังอำนาจในตัวเองลง   อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:28 และ โคโลสี 3:11  ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองนี้ช่วยเราให้เข้าใจถ้อยคำแรงๆ ของท่านเปาโลที่ใช้ในการต่อว่าท่านเปโตรอย่างไร

         เราอ่านว่าท่านเปาโลพบกับท่านเปโตรในกรุงเยรูซาเล็มอย่างไร ทั้งสองเห็นพร้องต่อกันว่าชาวต่างชาติสามารถชื่นชมในพระพรต่างๆ ผ่านทางพระคริสต์โดยไม่ต้องเข้าพิธีสุหนัต แต่พฤติกรรมของท่านเปโตรในตอนนี้ทำให้ข้อตกลงครั้งนั้นอยู่ในสภาวะอันตราย ก่อนหน้านี้ ทั้งคริสเตียนชาวยิวและคริสเตียนชาวต่างชาติในคริสตจักรอันทิโอกจับมือกันร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของคริสตจักรอย่างเปิดเผย แต่ตอนนี้พี่น้องในคริสตจักรกำลังตกอยู่ในภาวะแบ่งแยก และการแบ่งแยกครั้งนี้และอาจเป็นสาเหตุทำให้คริสตจักรทั้งหลายแตกตัวออกเป็นสองในอนาคต     ในความเห็นของท่านเปาโล พฤติกรรมของท่านเปโตรเป็นการส่งข่าวด้านลบต่อคริสเตียนชาวต่างชาติ  การกระทำของท่านเปโตรทำให้เป็นเหมือนว่า คริสเตียนชาวต่างชาติมีศักดิ์ศรีไม่เท่าผู้เชื่อที่เป็นชาวยิว ท่านเปาโลเชื่อว่าการกระทำของท่านเปโตรจะเป็นเหตุทำให้ ชาวต่างชาติรู้สึกว่าพวกเขาจำเป็นต้องเข้าพิธีสุหนัตเพื่อจะเข้าถึงประสบการณ์การมีความสัมพันธ์เต็มในคริสตจักร ดังนั้น ท่านเปาโลกล่าวกับท่านเปโตรว่า  “ถ้าท่านเองซึ่งเป็นพวกยิว ประพฤติตามอย่างคนต่างชาติ ไม่ใช่ตามอย่างพวกยิว เหตุไฉนท่านจึงบังคับคนต่างชาติ ให้ประพฤติตามอย่างพวกยิวเล่า” (กาลาเทีย 2:14) ประโยคที่ว่า “ให้ประพฤติตามอย่างพวกยิว” สามารถแปลได้ว่า “ปฏิบัติตามอย่างผู้ถือศาสนายิว” คำๆ นี้หมายความถึงการรับเอาวิถีของชาวยิวมาดำเนินชีวิต ซึ่งหมายถึงการให้ชาวต่างชาติมาปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมของชาวยิว ศัตรูของท่านเปาโลในกาลาเทียบ่อยครั้งเรียกชาวยิวว่า “ยูไดเซ่อร์” (Judaizer)
 
         การกระทำของท่านเปโตรถือว่าเสียหายมาก แต่ท่านบารนาบัส พลอยทำตามไปด้วย ผู้นำทั้งสองทราบดีเกินกว่าจะทำสิ่งดังกล่าวลงไป นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนในอิทธิพลของเพื่อนใกล้ชิด (peer pressure) คำกล่าวนี้หมายความว่า คนหนึ่งรู้สึกว่าจะต้องทำในสิ่งเดียวกันที่เพื่อนทำเพื่อจะให้เป็นที่ชอบ หรือการยอมรับ หรือการนับถือ เราสามารถจะปกป้องตัวเราเองจากการถูกนำไปในทิศทางผิดจากผู้ที่อยู่แวดล้อมเราได้อย่างไร
 

 วันศุกร์       ศึกษาเพิ่มเติม: 

         ที่จะเรียนรู้มากขึ้นในหัวข้อ “การรวมเป็นหนึ่งในคริสตจักร” แม้จะมีความแตกต่าง ให้อ่าน (เอลเลน จี. ไว้ท์, Investigation of New Life, หน้า 45, 47, In Counsels to Writers and Editors)

         “แม้คนดีที่สุดอาจทำความผิดร้ายแรงได้ ถ้าพวกเขาไม่ได้รับการทรงนำจากพระเจ้า บุคคลผู้มีในอำนาจมากย่อมมีโอกาสมากกว่าที่จะหันเหคนอื่นๆไปจากสิ่งที่ดี และก็เป็นจริงดังนั้น เขาสามารถทำความเสียหายให้กับดวงจิตและดวงใจของผู้คนได้มาก ดังนั้นเขาต้องระมัดระวังที่จะติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เมืองอันทิโอก ท่านเปโตรล้มเหลวที่จะทำในสิ่งที่ชัดเจนและซื่อสัตย์ ท่านเปาโลจึงต้องยืนขึ้นและ “ว่ากล่าว”  ซึ่งๆ หน้ากับท่านเปโตรที่ท่านทำตัวอย่างไม่เหมาะสม ความขัดแย้งนี้ถูกบันทึกในพระคัมภีร์เพื่อให้คนอื่นๆ ได้เรียนรู้จากเรื่องนี้  เป็นการเตือนผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ไม่ให้พวกเขาพลาดพลั้งในเรื่องความชัดเจนและความซื่อสัตย์ เป็นบทเรียนของการยืนหยัดในความจริงต่อพระบัญญัติของพระเจ้า” (Bible Commentary, เล่ม 6, หน้า 1108) 
 

คำถามเพื่อการอภปิราย:

1.  มีน้อยคนที่ชอบการเผชิญหน้าท้าทายกับบุคคลอื่น ซี่งบางครั้งก็มีความจำเป็น เช่นเมื่อคริสตจักรตัดสินลงโทษสมาชิกที่ได้ทำผิดแล้วศิษยาภิบาล หรือผู้ปกครองไปแจ้งให้สมาชิกผู้นั้นว่า เขาจะถูกลงโทษอย่างไร  บางครั้งผู้ปกครองต้องเตือนสมาชิกที่ทำผิดเพื่อให้เขา/หรือเธอทำการแก้ไขอย่างไร
  
2.  ยิ่งคริสตจักรเติบโตขึ้นมากเท่าไร ก็จะเป็นที่รวมตัวของผู้คนหลากหลายและมีความแตกต่างกันมากขึ้น  คริสตจักรจะมีแนวปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้แน่ใจได้ว่า ความเป็นหนึ่งจะไม่ถูกทำให้อ่อนพลังลง หรือสูญเสียการ “มองเห็น” อันเนื่องมาจากการอยู่ท่ามกลาง ความแตกต่างเช่นนั้น” เราสามารถเรียนรู้ที่จะยอมรับ และแม้แต่รู้สึกชื่นชมยินดีในวิถีชีวิตที่แตกต่างธรรมเนียมประเพณีท่ามกลางพวก เราและสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ยังคงสามารถเรียกได้ว่า “เราเป็นหนึ่ง” ได้อย่างไร

3.  มีอะไรไม่ควรเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพระกิตติคุณ เมื่อทำการแบ่งปันกับผู้คนหลากหลายวัฒนธรรมที่มีวิถีชีวิตแตกต่างจากเรา ในเวลาเดียวกัน มีอะไรที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ เราสามารถเรียนรู้ที่จะบอกถึงความแตกต่างระหว่างท้้งสองอย่างไร   
   
ใจความสรุป
 
          
             คริสเตียนชาวยิวบางคน ยังยืนกรานให้คริสเตียนชาวต่างชาติว่า จะต้องรับพิธีสุหนัตเพื่อกลายเป็นผู้ติดตามแท้ของพระคริสต์  ความเชื่อนี้เกือบทำให้คริสตจักรสมัยพระคัมภีร์ใหม่แยกออกเป็นสองฝ่าย แต่เหล่าอัครทูตทำงานร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้การคุกคามนี้เกิดขึ้น พวกเขาเอาความแตกต่าง “วางไว้” ต่างหาก  และจากน้ันพวกเขาสามารถช่วยให้ “ร่างกายของพระคริสต์” ยังรวมกันเป็นหนึ่งได้ในความสัตย์ซื่อและความจริงแห่งพระกิตติคุณ
 
 
                          ****************************   
สารบัญ
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272