Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 > บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 3 วันที่ 8 - 14 กรกฎาคม 2017 >
.
บทที่ 4 วันที่ 15 - 21 กรกฎาคม 2017
.

บทที่ 4         รอดโดยความเชื่อเท่านั้น  
                    SAVED BY FAITH ALONE      
                    
 
บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้: กาลาเทีย 2:15-21; เอเฟซัส 2:12; ฟีลิปปี 3:9; โรม 3:10-20; ปฐมกาล 15:5, 6
 

ข้อควรจำ     ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์์ต่างหาก
                      ที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่
                      โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เพื่อข้าพเจ้า”  (กาลาเทีย 2:20)

 

         เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราอ่านเกี่ยวกับอัครทูตเปาโลได้ยืนขึ้นเผชิญหน้าอัครทูตเปโตรในเมืองอันทิโอก ท่านเปาโลต่อว่าท่านเปโตร สำหรับการที่ท่านได้พูดอย่างหนึ่ง และหันไปทำอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือท่านเปโตรนั่งร่วมรับประทำนอาหารกับคริสเตียนชาวต่างชาติ แต่เมื่อคริสเตียนชาวยิวจากกรุงเยรูซาเล็มเดินทำงมาถึงเมืองอันทโอก ท่านเปโตรได้หยุดการรับประทำนอาหารร่วมกับชาวต่างชาติ การกระทำดังกล่าวเป็นการบอกเป็นนัยว่า คริสเตียนชาวต่างชาติไม่สำคัญเท่าคริสเตียนชาวยิว และสิ่งที่ท่านเปโตรได้ทำประหนึ่งว่า ผู้เชื่อชาวต่างชาติ ต้องเข้าสู่พิธีสุหนัตก่อน การรับพิธีสุหนัตคือการตัดปลายหนังองคชาตของเด็กชาย หรือผู้ให้ญ่ที่เป็นชาย ออก จากนั้นชาวต่างชาติจะได้รับเข้าสู้ครอบครัวของพระเจ้าด้วยความชื่นชมยินดี และร่วมในความสัมพันธ์และได้รับพระพรอย่างเต็มๆ

         อัครทูตเปาโลใช้คำพูดตรงๆ กับอัครทูตเปโตรอะไรบ้าง  สัปดาห์นี้เราจะมองดูว่ามีอะไรที่น่าจะเกิดขึ้นมากที่สุด ถ้อยคำในจดหมายฝากของท่านเปาโลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เต็มไปด้วยข้อมูลเต็มในจำนวนถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะประกอบกันขึ้นด้วยกลุ่มของถ้อยคำเป็นครั้งแรกที่ คำเหล่านี้ช่วยให้้เราเข้าใจพระกิตติคุณในส่วนที่เหลือของจดหมายฝากที่ท่านเปาโลเขียนถึงผู้เชื่อชาวกาลาเทีย ถ้อยคำเหล่านี้รวมไปถึง: งานของบัญญัติ ความศรัทธา ความเชื่อ และความเชื่อในพระเยซู

​        ท่านเปาโลหมายความอย่างไรจากการที่ท่านกล่าวถ้อยคำเหล่านี้ออกมา และถ้อยคำดังกล่าวสอนอะไรเราเกี่ยวกับแผนการแห่งความรอด


วันอาทิตย์     คำถามที่ว่าเราได้รับความรอดอย่างไร  (กาลาเทีย 2:15, 16)  
                     THE QUESTION OF HOW WE ARE SAVED  
 
        ในพระธรรม กาลาเทีย 2:15 ท่านเปาโลเขียนว่า “เราผู้มีสัญชาติเป็นยิว ไม่ใช่คนต่างชาติที่มีบาป” มีความหมายว่าอะไร

        ความหมายของพระคัมภีร์ข้อนี้ สามารถพบได้ในการศึกขอ้พระคัมภีร์ขอ้อื่นๆที่อยู่แวดล้อม โดยให้้ตั้งความคิดไว้ก่อนว่า ท่านเปาโลต้องการเอาชนะคริสเตียนชาวยิวเข้ามาในความคิดของท่าน  ดังนั้นท่านเริ่มต้นด้วยจุดที่พวกเขาทั้งหลายจะเห็นพร้อง และจุดนั้นคือการแบ่งแยกซึ่งได้เกิดขึ้นระหว่างชนชาติเป็นเวลาหลายร้อยปีระหว่างชาวยิว และชาวต่างชาติ  ชาวยิวเป็นประชาชนที่พระเจ้าทรงเลือกไว้เป็นประชากรของ พระองคพระเจ้าทรงประทำนพระพรให้้พวกเขา และชาวยวิไดช้ื่นชมในพระพรที่พระเจ้ทรงประทำนให้้ จากการที่มีความสัมพันธ์กับพระองค์ แต่ชาวต่างชาติอยู่นอกพันธสัญญาของพระเจ้า (เอเฟซัส 2:12; โรม  2:14) และ พันธสัญญาคือ ความสัมพันธ์พิเศษกับประชากรของพระองค์ ประชากรของพระองคร์ับใช้และ เชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์ และพระเจ้าทรงอำนวยพรให้้พวกเขา ตอนนี้เป็นความจริงที่ว่า ชนต่างชาติทั้งหลายเป็นคนบาป แต่ในกาลาเทีย 2:16 ท่านเปาโลเตือนคริสเตียนชาวยิวว่า การเป็นชาวยิวไม่หมายความว่าพวกเขาเป็นที่ยอมรับในสายพระเนตรของพระเจ้ามากกว่า เพราะเหตุใด เพราะว่าไม่มีใครเป็นคนชอบธรรม จากการถือรักษาพระบัญญัติ

       ท่านเปาโลใช้คำว่า “เป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้า” ถึง 4 คร้ั้ง หรือจะกล่าวได้อีกอย่างว่า “จะเป็นผู้ชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้า” หรือ “ได้รับการชำระให้้เป็นคนชอบธรรม” ท่านเปาโลหมายความว่าอะไร เมื่อท่านใช้คำว่า “ทำให้้เป็นคนชอบธรรมต่อพระเจ้า” ให้้อ่านพระธรรม อพยพ 23:7 และ เฉลยธรรมบัญญัติ 25:1
 

        คำกริยา “จะทำให้้บริสุทธิ์” (to justify) เมื่อเป็นคำนาม “การทำให้้เป็นผู้บริสุทธิ์” (justification) หรือ การทำ ให้้เป็นผู้ชอบธรรม “การกระทำ ” ของการ “ได้รับการอภัยบาป” และ “จึงถูกทำให้้เป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า” คำว่า “การชำระให้้บริสุทธิ์” ถูกนำมาใช้ในศาลซึ่งใช้พระบัญญัติเป็นกฏหมาย ในการตัดสิน เป็นขั้นตอนของการทำให้้คนหนึ่งได้รับการชำระจากความผิดบาปทั้งมวล  เหตุนี้การชำระให้้บริสุทธิ์จึงเป็นคำที่อยู่ตรงกันข้ามของการพูดว่า “คนหนึ่งมีความผิดบาป” บุคคลที่ได้รับการชำระให้้ บริสุทธิ์ เขาหรือเธอจะกลายเป็นผู้ชอบธรรม
          สำหรับผู้เชื่อชาวยิว การทำให้้เป็นคนชอบธรรมมีศูนย์กลางอยู่รอบความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า และพันธสัญญาของพระองค์สำหรับพวกเขาที่ “จะทำให้้บริสุทธิ์” หมายความว่า บุคคลนั้นต้องเป็นสมาชิกที่สัตย์ซื่อในครอบครัวของท่านอับราฮัม  
         อ่านพระธรรม กาลาเทีย 2:15-17  ท่านเปาโลพูดอะไรกับคุณตรงนี้ คุณจะดำเนินชีวิตในความจริงตาม ที่ได้กล่าวไว้ในตรงนี้ในประสบการณ์คริสเตียนของคุณได้อย่างไร  
 

วันจันทร์       การเชื่อฟังธรรมบัญญัติ  (กาลาเทีย  2:16, 17)
                     OBEYING THE LAW
 
        ท่านเปาโลกล่าวถ้อยคำซ้ำสามคร้ังใน พระธรรม กาลาเทีย 2:16 ซึ่งบอกชัดเจนว่า เราไม่ได้ถูกทำให้้เป็นผู้ชอบธรรม หรือบริสุทธิ์ต่อพระพักตร์ของพระเจ้าได้ โดย “การเชื่อฟังพระบัญญัติ” อ่าน กาลาเทีย 2:16, 17; กาลาเทีย 3:2, 5, 10 และ โรม 3:20, 28 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ช่วยอธิบายความหมายของท่านเปาโลอย่างไรที่จะให้้เข้าใจว่าท่านเปาโลหมายความว่าอย่างไร เมื่อท่านพูดว่า “โดยการเชื่อฟังธรรมบัญญัติ”  ประการ แรกเราจำเป็นต้องเข้าใจ ที่ท่านเปาโลหมายถึง “ธรรมบัญญัติ” คำว่า  “ธรรมบัญญัติ” หรือ “บัญญัติ” มาจาก ภาษากรีกว่า “โนมอส” “nomos” ซึ่งพบถูกใช้ 121 ครั้งในจดหมายฝากทั้งหลายของท่านเปาโล ซึ่งอาจหมาย ถึงหลายสิ่ง ยกตัวอย่างเช่น “บัญญัติ” สามารถหมายถึง “แผนการของพระเจ้า” สำหรับประชากรของพระองค์ หรืออาจหมายถึงหนงัสือ 5 เล่มแรกของท่านโมเสส หรือ พระคัมภีร์เดิมทั้งเล่ม และยงัสามารถหมายถึง “กฏเกณฑ์” ในจดหมายฝากเมื่อท่านเปาโลใช้คำว่า “บัญญัติ” หรือ “ธรรมบัญญัติ” อาจหมายถึงพระบัญญัติ ทั้งปวงที่พระเจ้าทรงประทำนให้้กับประชากรของพระองค์ผ่านท่านโมเสส

         ส่วนถ้อยคำที่กล่าวว่า “การเชื่อฟังพระบัญญัติ” อนุมานได้ว่า รวมไปถึงพระบัญญัติของพระเจ้าที่ทรง ประทำนผ่านท่านโมเสส เราควรพยายามอย่างที่สุดเท่าที่จะทำ ได้ถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์จุดเน้นของท่านเปาโลคือ การเชื่อฟังของเราจะไปไม่ถึงขั้นดีเพียงพอที่จะช่วยเราให้้รอดได้ เราจะไม่มีวันไปถึงขั้นดี รอบคอบจนทำให้้เราเป็นผู้ชอบธรรมต่อพระพักตร์ของพระเจ้าได้

        ในพระคัมภีร์คำว่า “การเชื่อฟังพระบัญญัติ” ถูกแปลว่า “งานของพระบัญญัติ” ถ้อยคำที่ว่า “งานของพระบัญญัติ” ไม่ปรากฏให้เห็นในพระคัมภีร์เดิม ในพระคัมภีร์ให้ม่ จะพบได้เฉพาะในจดหมายฝากของท่านเปาโล แต่การค้นพบม้วนหนังสือในถ้าใกล้ทะเลตาย (Dead Sea Scrolls) ในปี ค.ศ. 1947 ช่วยแสดงให้้เราเห็นว่าท่านเปาโลหมายความว่าอย่างไร หนังสือม้วนในถ้ำใกล้ทะเลตาย เป็นการรวบรวมงานเขียนโดยกลุ่มชาวยิวเรียกว่ากลุ่ม “เอสเซนส์” (Essenes) คนกลุ่มนี้มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกับพระเยซู หนึ่งในม้วนหนังสือทะเลตาย บรรจุถ้อยคำว่า “การเชื่อฟังธรรมบัญญัติ” หนังสือม้วนนี้มีชื่อว่า “มิกเซ็ท มา แอส ฮา โธราห์” (Migsat Ma’as Ha-Torah) ชื่อนี้อาจแปลได้ว่า “ความสำคัญในการงานของธรรมบัญญัติ” หนงัสืออภิปรายหัวขอ้สำคัญหลายข้อเกี่ยวกับพระบัญญัติ ยกตัวอย่างเช่น จะถือรักษาสิ่งบริสุทธิ์ไว้ให้ปราศจากมลทินได้อย่างไร หนังสือแนะนำว่า “ชาวยิวจะต้องแยกตัวออกจากชาวต่างชาติ” และตอนสุดท้ายของหนังเล่มนี้ กลุ่ม “เอสเซนส์”  กล่าวว่า “งานของธรรมบัญญัติ” จะทำให้้คนหนึ่งกลายเป็นผู้บริสุทธิ์เฉพาะพระพักตร์พระเจ้า ผู้เขียนกลุ่มนี้ และ ท่านเปาโลมีความเห็นต่างจากกัน ท่านเปาโลกล่าวว่าความบริสุทธิ์ หรือความชอบธรรมเป็นมาได้จาก “ความเชื่อ” เท่านั้น
 
        คุณเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าเคร่งครัดเพียงใด คุณรู้สึกว่าคุณรักษาพระบัญญัติไว้อย่างดี และการ เชื่อฟังของคุณทำให้้คุณชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าไหม (อ่าน พระธรรมโรม 3:10-20)   ถ้าไม่  คำตอบของคุณช่วยให้้คุณเข้าใจจุดเน้นของท่านเปาโลที่ว่า “งานของพระบัญญัติ” ไม่ได้ช่วยเราให้้รอดได้


 วันอังคำร      พื้นฐานหนึ่งเดียวสำหรับความรอดของเรา   (ฟีลิปปี 3:9)
                      THE ONLY FOUNDATION FOR OUR BEING SAVED
 
        อย่าให้้เราคิดว่า ชาวยิวคริสเตียนไม่รู้สึกว่าความเชื่อในพระคริสต์์ไม่สำคัญ เพราะที่จริงพวกเชื่อในพระเยซู พวกเขามีความเชื่อในพระองค์ แต่พฤติกรรมของพวกเขาแสดงให้้เห็นว่า ความเชื่อเพียงอย่างเดียวไม่เพียง พอที่จะทำให้บุคคลหนึ่งกลายเป็นผู้ชอบธรรมได ้ ความคิดของพวกเขาคือ “ความเชื่อมีความตอ้งการการเชื่อฟัง” ดังนั้นพวกเขายืนยันว่า การที่จะชอบธรรมต่อพระเนตรของพระเจ้ามาจากทั้งสองสิ่งคือ “ความเชื่อ” และ “งานของพระบัญญัติ” ท่านเปาโลต่อต้านแนวคิดนี้ ท่านกล่าวว่า “ความเชื่อ” และ “ความเชื่อเพียงอย่างเดียว” ทำให้้บุคคลเป็นชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า

         สำหรับท่านเปาโล ความเชื่อไม่เป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น เพราะเป็นการเชื่อมต่อกับพระเยซู ถ้อยคำนี้แปล ออกมาได้ว่า “โดยความศรัทธาในพระเยซูคริสต์์” พระธรรม กาลาเทีย 2:16 ไม่อาจเขียนออกมาได้อย่างสม บูรณ์แบบ  เพราะรุ่มรวยในความหมายจริงๆ ในภาษากรีก “ความเชื่อในพระคริสต์์” ถูกแปลว่า “ความเชื่อ” หรือ “ความสัตยซ์ื่อ” แห่งพระเยซู การแปลเช่นนี้แสดงให้้เห็นความแตกต่างระหว่าง “งานของธรรมบัญญัติ” ที่เราทำ  และงานของพระคริสต์ที่ได้ทรงทำเพื่อเรา

         เป็นสิ่งสำคัญที่จะระลึกว่า ความเชื่อโดยตัวมันเองไม่ไม่ “เพิ่ม” เข้ากับการความาพยายามของเราที่จะทำ ให้้เกิดความชอบธรรมสำหรับพระเจ้าเลย แต่เป็นว่า ความเชื่อเป็นวิธีซึ่งเรายึดเอาสิ่งพระองค์ทรงเสนอให้้นั่น คืองานที่ทรงได้ทำในนามของเรา  เราไม่ได้ถูกชำระให้้เป็นผู้ชอบธรรมต่อพระเนตรของพระเจ้า แต่ความชอบธรรมขึ้นอยู่กับความเชื่อของเรา เราถูกทำให้้ชอบธรรมสำหรับพระเจ้า เพราะว่าความสัตย์ซื่อของพระคริสต์์ ซึ่งทรงไดท้รงจดัไวใ้ห้เรา และเราพึ่งวางใจในความสัตย์ซื่อที่ทรงมีเพื่อเราผ่านทำงความเชื่อ

        พระคริสต์์ได้ทรงทำในสิ่งที่ทุกคนได้ล้มเหลวที่จะทำ พระองค์ผู้เดียวทรงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าในทุกสิ่งที่ ทรงกระทำ ความหวังของเราอยู่ที่ความสัตย์ซื่อของพระจ้า ไม่ใช่ตัวของเราเอง ความจริงยิ่งให้ญ่นี้ช่วยจุด ประกายให้เกิด “การปฏิรูปของโปรเตสแตนท์”  การเคลื่อนไหวทำงศาสนานี้เริ่มต้นในศตวรรษที่ 16 โดยท่านมาร์ติน ลูเธอร์ เป้าหมายของการเคลื่อนไหวคือการกลับไปสู่คริสเตียนดังเดิมที่วางพื้นฐานบนพระคัมภีร์ ซึ่ง เป็นความจริง ซึ่งกล่าวว่าคนๆ หนึ่งได้รับการชำระให้้ชอบธรรมโดยความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญต่อเราในปัจจุบัน พอๆกับสมัยท่านมาร์ตินลูเธอร์ ในอดีตเมื่อก่อนโน้น วัตถุประสงค์หลักของท่านมาร์ติน ลูเธอร์ คือการให้คริสเตียนทั้งมวลกลับไปยึดพระคัมภีร์เป็นราฐานของความจริง โดยเชื่อว่าเราทั้งหลายได้รับการชำระให้้บริสุทธิ์ โดยความเชื่อ ซึ่งเรื่องนี้มีความสำคัญสำหรับท่านมาร์ติน ลูเธอร์ ตลอดมาหลายร้อยปีจนทุกวันนี้

         พระธรรม กาลาเทีย 2:16  ที่แปลเป็นภาษาซีเรียช่วยเราให้้มองเห็นความหมายของท่านเปาโล ซึ่งมีข้อ ความว่า “ไม่มีมนุษย์คนใดจะเป็นผู้ชอบธรรมได้ โดยการประพฤติตามพระบัญญัติแต่โดยศรัทธาในพระเยซูคริสต์์เท่านั้น  ถึงเราเองก็ได้ศรัทธาในพระคริสต์์ และไม่ใช่การประพฤติตามพระบัญญัติเพราะว่าโดยการ ประพฤติตามพระบัญญัตินั้นไม่มีนุษย์สักคนเดียวที่อยู่ในเนื้อหนังจะเป็นคนชอบธรรมได้”  
 
        อ่าน พระธรรมโรม  3:22, 26; กาลาเทีย 3:22; เอเฟซัส 3:12 และ ฟีลิปปี 3:9 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ช่วย เราให้้เข้าใจ ความรอดของเราถูกวางบนรากฐานความสัตย์ซื่อ และการเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์ของพระคริสต์์ เท่าน้ัน


วันพุธ       การเชื่อฟังแห่งความเชื่อ  (ยอห์น  8:32, 36)   
                THE OBEDIENCE OF FAITH
 
        ท่านเปาโลกล่าวชัดเจนว่า “ความเชื่อทำให้้ชีวิตคริสเตียนเป็นไปได ้ความเชื่อทำให้ยึดเอาพระสัญญาของ พระคริสต์์เป็น “สรณะ” (ที่พึ่ง) แต่ความเชื่อแท้หน้าตาเป็นอย่างไร และอะไรอื่นรวมอยู่ในความเชื่อ
 
        อ่านพระธรรมปฐมกาล 15:5, 6; ยอห์น 3:14-16; 2 โครินธ์ 5:14, 15; กาลาเทีย 5:6 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนว่าความเชื่อเริ่มต้นอย่างไร  
 

        ความเชื่อตามที่พระคัมภีร์สอนจะนำไปสู่คำตอบเสมอ ความเชื่อไม่ใช่ความรู้สึกที่บุคคลหนึ่งตัดสินใจที่จะมี  เพราะพระเจ้าทรงกำหนดไว้  แทนที่จะเป็นอย่างนั้น ความเชื่อเริ่มต้นในดวงใจที่เติมเต็มด้วยการ ขอบพระคุณ และความรักที่มีต่อความคุณความดีของพระเจ้า ความเชื่อมักจะมาจากผลลัพธ์ของการย่างเท้า ติดตามพระเจ้าไป ยกตัวอย่างเช่น ท่านอับราฮัมมีความเชื่อในพระสัญญาที่พระเจ้าได้ทรงทรงทำกับท่าน (ปฐมกาล 15:5, 6) ในตอนสุดท้ายของจดหมายฝาก ท่านเปาโลกล่าวว่าความเชื่อเติบโตขึ้นอันเนื่องจากความเข้าใจในสิ่งที่พระคริสต์์ทรงได้ทำเพื่อเราบนไม้กางเขน
 
        ความเชื่อแท้ เป็นคำตอบของเราที่ให้กับความรักของพระเจ้า ดังน้ั้นคำตอบของเราควรจะประกอบด้วยอะไร      อ่านพระธรรม ยอห์น 8:32, 36; กิจการฯ 10:43; โรม 1:5, 8; โรม 6:17; ฮีบรู 11:6; ยากอบ 2:19     ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้พูดอะไรเกี่ยวกับความเชื่อบ้าง  หลายคนได้กล่าวว่า “ความเชื่อ” (faith) คือ “ศรัทธา” (belief) แต่ความหมายนี้อาจสร้างปัญหา เพราะเหตุ ใด ภาษากรีกใช้ “ความเชื่อ” (faith) เป็นคำนาม ที่เปลี่ยนรูปมาจากคำกริยาคือ “ที่จะเชื่อ”  “to believe” เท่านั้น เหตุนี้การจะใช้คำกริยาอธิบายคำนามก็เหมือนกับการพูดว่า “ความเชื่อคือการมีความเชื่อ” (faith is to have faith) คำอธิบายเช่นนี้ไม่ได้บอกจะไรเพิ่มเติมแก่เราเลย         จากการศึกษาพระคัมภีร์อย่างถี่ถ้วน พระคัมภีร์แสดงให้้เราเห็นว่า ความเชื่อรวมไปถึงความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า และยังรวมถึงการรับเอาความรู้นั้นเข้าสู่จิตใจของแต่ละคน นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งการมีภาพจริงของพระเจ้า จึงสำคัญมาก การมีแนวคิดผิดเกี่ยวกับพระเจ้าจะทำให้ยากขึ้นที่จะมีความเชื่อ แต่การเชื่อในพระกิตติคุณว่า “จริง” ยังไม่เพียงพอ เพราะ“ท่านเชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่งนั่นก็ดีอย่แูล้ว แม้พวกปีศาจกเ็ชื่อ และกลัวจนตัวสั่น” (ยากอบ 2:19) แต่ความเชื่อแท้จะเปลี่ยนวถิีการดา เนินชีวติของคนหนึ่ง ในพระธรรม โรม 1:5 ท่านเปาโล เขียนเกี่ยวกับความต้องการที่จะ “เชื่อฟังพระเจ้า” ท่านเปาโลไม่ได้พูดว่า “การเชื่อฟัง” ไม่ใช่อย่างเดียวกับ “ความเชื่อ” ท่านหมายความว่า ความเชื่อมีผลกระทบกับทั้งชีวิต ไม่เพียงแต่จิตใจ แต่รวมไปถึงการติดตาม พระเยซู ซึ่งไม่เพียงปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ชุดหนึ่ง ความเชื่อไม่เพียงสิ่งที่เราเชื่อ แต่หมายถึงสิ่งที่เราทำด้วย  อันรวมไปถึงเราดำเนินชีวิตอย่างไร และเราไว้วางใจใคร


วันพฤหัสบดี      ความเชื่อ (อย่างเดียวอาจ) เป็นมูลเหตุให้้ทำบาปหรือ   (กาลาเทีย 2:17, 18)
                          DOES FAITH CAUSE SIN                                         
 
        หนึ่งในการโจมตีหลักต่อคำสอนของอัครทูตเปาโลคือ พระกิตติคุณที่ท่านเปาโลสอนหนุนใจให้้ผู้คนทำบาป เพราะท่านเปาโลสอนว่าเราทั้งหลายได้รับความรอดโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สงสัย เลยพวกผู้กล่าวคิดว่าเมื่อผู้คนได้ยินกิตติคุณของท่านเปาโลจะพากันคิดว่าธรรมบัญญัติไม่สำคัญ พวกเขาเกรงว่าผู้คนจะไม่ใส่ใจดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์  ซึ่งจะว่าไปท่านมาร์ติน ลูเธอร์ก็เผชิญกับการโจมตีในประเด็นเดียวกันในช่วงปี  1600-1609
 
        อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 2:17, 18 กลุ่มผู้กล่าวหาวิจารณ์คำสอนของท่านเปาโลที่ว่า ผู้คนได้รับความรอดโดยความเชื่อเท่านั้น เป็นการหนุนใจให้้ผู้คนทำบาป ท่านเปาโลตอบการโจมตีนี้อย่างไร
 
        ท่านเปาโลตอบโต้เหล่าผู้กล่าวหาของท่านด้วยถ้อยคำรุนแรงที่สุดเท่าที่จะทำได้: “ไม่แน่นอน” เป็นความ จริงที่บุคคลหนึ่งอาจล้มลงในความบาปหลังจากที่เขาได้มาหาพระคริสต์์แล้ว แต่พระคริสต์์ไม่ใช่สาเหตุ ตอนนี้สมมติเราได้ละเมิดพระบัญญัติ เราเป็นผู้ละเมิดเอง-พระคริสต์์ไม่เคยเป็นสาเหตุ พระองค์จะไม่เคยนำเราเข้าสู่ความบาป
 
        อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 2:19-21 ท่านเปาโลพรรณนาการรวมเป็นหนึ่ง หรือร่วมเป็นหนึ่งกับพระคริสต์์ ในทางใดที่คำตอบของท่านพิสูจน์ว่า “ผู้กล่าวหาของท่านเป็นฝ่ายผิด”  
 
       ท่านเปาโลพบว่า ความคิดของผู้กล่าวหาของท่านเป็นเรื่องไร้สาระ พระเจ้าจะไม่ทำให้บุคคลหนึ่งเป็นผู้ ชอบธรรมสำหรับพระองค์โดยที่ไม่เปลี่ยนวิถีชีวิตของบุคคลนั้น  การรับเชื่อในพระคริสต์์โดยความเชื่อ  รวมไปถึงการร่วมดำเนินไปกับพระองค์ ซึ่งหมายความว่า “การร่วมเป็นหนึ่ง” “หรือร่วมกับพระองค์” รวมไปถึง การตายในตนเอง และฟื้นสู่ชีวิตใหม่กับพระองค์ ท่านเปาโลใช้ “ถ้อยคำที่ทำให้้มองเห็นภาพ” ของการทำให้้เราตายกับพระคริสต์์บนไม้กางเขน เพื่ออธิบายว่า “การร่วมกับพระองค์หมายถึงอะไร” วิถีชีวิตรูปแบบเดิมของ เราได้ตายไปแล้ว (โรม 6:5 -14) เราแตกหักจากอดีตของเรา และเราถูกสร้างขึ้นให้ม่ (2 โครินธ์ 5:17)  เราถูก “ปลุก” ให้ลุกขึ้น และเข้าสู่ชีวิตให้ม่ในพระคริสต์์ พระคริสต์์ผู้ฟื้นพระชนม์ได้อาศัยภายในเรา ในแต่ละวันพระองค์ทรงสร้างเราให้้มีความละม้ายพระองค์มากขึ้น

         ดังนั้น ความเชื่อในพระคริสต์์ไม่ใช่ข้อแก้ตัวสำหรับทำบาป แทนที่จะเป็นเช่นนั้น แต่เป็นการเรียกสู่ชีวิตใหม่ที่ลึกซึ้งกว่า มีความสัมพันธ์ลุ่มลึกกว่ากับพระองค์ ความสัมพันธ์ที่ลึกล้ำนี้ไม่อาจจะเกิดขึ้นในศาสนา  ที่สอนว่าเรารอดได้โดยถือรักษาธรรมบัญญัติ
 
         คุณรู้สึกอย่างไรกับคำสอนที่ว่าเราได้รับความรอดโดยความเชื่อเท่านั้น คุณคิดว่าคำสอนนี้เป็นข้อแก้ตัว สำหรับที่จะทำบาป หรือ การเติมความยนิดีให้กับคุณ คำตอบที่คุณตอบจะบอกให้้ทราบเกี่ยวกับความเข้าใจ ในเรื่อง “ความรอด” ของคุณอะไรบ้าง
 

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม:         

  “มีอันตรายเกิดกับพี่น้องแห่งความเชื่อของเรา ที่มาจากแนวคิดผิดเกี่ยวกับ “ได้ร้บความรอดโดยความเชื่อเท่านั้น”  ข้าพเจ้า (เอลเลน จี.ไวท้์) ได้เห็นซาตานทำให้จิตใจของผู้เชื่อเกิดความสับสนในจุดนี้ พระบัญญัติของ พระเจ้าได้ถูกเทศนาสั่งสอนให้้กับประชากรของเรา ในลักษณะที่ปราศจากความรู้แท้แห่งพระคริสต์์ หรือ ความเชื่อมโยงของพระคริสต์์กับพระบัญญัติ การเทศนาสั่งสอนในลักษณะนี้แสดงให้้เห็นว่ายังมีความเข้าใจผิดในเรื่องพระบัญญัติ เหมือนกับที่คำอินถวายเครื่องบูชาแด่พระเจ้าเพื่อเป็นแสดงให้้เห็นเท่านั้น แต่ไม่ได้ทำด้วยความจริงใจ หลายคนไม่ได้กลับใจเป็นผู้เชื่อเพราะว่าเกิดสับสนกับแนวคิดนี้ และยังมีศิษยาภิบาลหลายคนทำงานเพื่อเข้าถึงจิตใจผู้คนในวธีการผิดๆ”  

  “เป็นเวลาหลายปีที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า เราจำเป็นต้องใช้เวลามากขึ้นในหัวข้อ ความเชื่อในพระคริสต์์เท่านั้นที่ทำให้้เรารอด  หัวข้อนี้มีความจำเป็นมากกว่าหัวข้ออื่นๆที่ต้องทำให้้ชัดเจนในจิตใจของผู้คนทั้งปวง เป็นไปได้สำหรับมนุษย์ผู้ล้มลงจะคิดว่า มนุษย์จะได้รับผลตอบแทนจากการงาน หรือการกระทำดีของเรา  แต่แม้ผลงานดีที่สุดก็ไม่อาจช่วยเราให้้รอดได้ การได้รับความรอดเป็นสิ่งที่ได้รับผ่านมาทำงความเชื่อในพระเยซูคริสต์์เท่านั้น” (เอลเลน จี. ไว้ท์, Faith and Works, หน้า 18, 19)

         “พระบัญญัติกำหนดให้้มนุษย์ต้องเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์ และคนบาปทั้งหลายต้องตอบสนองด้วยการ เชื่อฟังพระบัญญัตินั้น แต่เราไม่มีพลังอ านาจที่จะเชื่อฟังวิธีเดียวที่เราจะเป็นคนบริสุทธิ์ได้ก็โดยความเชื่อ และ เราสามารถจะนำ  “การเชื่อฟังอย่างสมบูรณ์” ของพระคริสต์ไ์ปถึงพระเจ้าได้และองค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทำน “ความเชื่อถือ” (credit) จากการเชื่อฟังแห่งพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าจะทรงยอมรับความสัตย์ ซื่อ และการเชื่อฟังของพระคริสต์ ์แทนที่ความลม้เหลวของเรา พระเจ้าทรงยอมรับ และทรงยกบาปให้เ้รา ผู้มีดวงวิญญาณที่เศร้าโศก และดวงวิญญาณแห่งความเชื่อ พระเจ้าจะทรงปฏิบัติต่อดวงวิญญาณนี้ เสมือนว่าดวงวิญญาณของเขาหรือของเธอบริสุทธิ์ และพระเจ้าทรงรักเขา หรือเธอเสมือนหนึ่งทรงรักพระบุตรของพระองค์” (เอลเลน จี. ไว้ท์, Selected Messages, เล่ม 1, หน้า 367)
 

คำถามเพื่อการอภปิราย:
 
1.   ในข้ออ้างอิงอันแรก เอลเลน จี. ไว้ท์  กล่าวว่า หัวข้อของ “การได้รับความรอดโดยความเชื่อ” มีความจำ
       เป็นมากกว่าหัวข้ออื่นๆ ที่เราต้องทำให้้ชัดเจนในจิตใจของผู้คนทั้งปวง สิ่งนี้เป็นความจริงสำหรับเราใน
       ปัจจุบันเหมือนเมื่อ เอลเลน จี. ไว้ท์ กล่าวไว้เมื่อมากกว่า 100 ปีก่อน ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใด  
 
2.   อัครทูตเปาโล และท่านมาร์ติน ลูเธอร์ มีชีวิตอยู่ในเวลา และสถานที่แตกต่างกัน แต่เหตุใดความจริงที่
      ท่านเปาโลประกาศเทศนาเกี่ยวกับ คนทั้งหลายรอดโดยความเชื่อ มีความสำคัญเช่นเดียวกับสิ่งที่ลูเธอร์
      ได้ประกาศเพื่อปลดปล่อยดวงวิญญาณของผู้คนให้้เป็นอิสระจากการตกเป็นทำสฝ่ายวิญญาณจิตของ  
      โรมในช่วงเวลาน้ัน
 

ใจความสรุป 

          พฤติกรรมของอัครทูตเปโตรในเมืองอันทิโอกดูเหมือนจะกล่าวว่า “ผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวต้องเข้าพิธีรับสุหนัต” ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นคริสเตียนแท้ ท่านเปาโลชี้ให้้เห็นว่า ถ้าท่านเปโตรกล่าวเช่นน้ันก็เป็นการ กล่าวผิดความจริงไปมากทีเดียว ขณะที่อัครทูตเปาโลกล่าวเน้นว่า เราต้องยอมรับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงทำเพื่อเราในพระคริสต์์ โดยประการนี้เท่านั้น ที่คนบาปสามารถถูกทำให้้ชอบธรรมต่อพระเนตรของพระเจ้าได้




**********************************************************************************
กลับไป สารบัญ


 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272