Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 > บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 3 วันที่ 8 - 14 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 4 ว >
.
บทที่ 5 วันที่ 22 - 28 กรกฎาคม 2017
.
บทที่ 5        ความเชื่อในพระคัมภีร์เดิม   
                   OLD TESTAMENT FAITH      
                                                
                   
 
บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:   กาลาเทีย 3:1-14; โรม 1:2; โรม 4:3; ปฐมกาล 15:6; ปฐมกาล 12:1-3; เลวีนิติ 17:11; 2 โครินธ์ 5:21
 
ข้อควรจำ   “พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติ โดยการทพี่ระองค์ทรงยอมถูกแช่งสาปเพื่อเรา  (เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้้ว่า ทุกคนที่ต้องถูกแขวนไว้้บนต้นไม้ต้องถูกสาปแช่ง)”  (กาลาเทีย 3:13)
 

        “เด็กชายตัวเล็กคนหนึ่ง สร้างเรือของเล่นขึ้นลำหนึ่ง เสร็จแล้วทำสีเรือลำน้ันอย่างสวยงาม  อยู่มาวันหนึ่งเรือของเขาถูกขโมยไป เด็กชายรู้สึกเสียใจ และเสียดายมาก เวลาผ่านไป วันหนึ่งเขาบังเอิญเดิน ผ่านร้านขายของมือสอง เขามองเข้าผ่านกระจกเข้าไป เขามองเห็นเรือเด็กเล่นลำหนึ่ง  เขาจ้องนั่นเป็นเรือของเขาแน่นอน เขาดีใจรู้สึกตื่นเต้นเขารีบถลำเข้าไปในร้านและพูดกับเจ้าของร้านว่า “เรือลำเล็กที่อยู่บนชั้นในตู้โชว์นั่นเป็นของผม เจ้าของร้านพูดว่า “มันเป็นของผมซิ ผมซื้อมันมา “ใช่แล้ว” เด็กชายพูด “แต่มันเป็นของผม เพราะผมสร้างมันมากับมือ” เจ้าของร้านตอบอย่างใจดีว่า “ฉันจะขายเรือใหเ้ธอเพียงสองดอลล่าร์เท่านั้น” เงินสองดอลล่าร์เป็นเงินมิใช่น้อยสำหรับเด็กชาย ซึ่งตอนนั้นไม่มีเงินแม้เพนนีเดียวในกระเป๋ากางเกง  แต่เด็กชายต้องการเรือของเขาเหลือเกิน เขาขอให้เจ้าของร้านทำเครื่องหมาย “ขายแล้ว” ติดไว้้ที่เรือ เขาจะกลับบ้าน และหาเงินมาซื้อเรือลำนั้นในสิบวันนั้นเด็กชายรับจ้างตัดหญ้า และรับจ้างทางานอื่นๆ จิปาถะ เพียงเจ็ดวันเขารวบรวมจำนวนที่ต้องการได้พอ  “เด็กชายวิ่งไปที่ร้านขายของ และซื้อเรือลำนั้น เขายกเรือของเขาไว้้ด้วยมือทั้งสองข้าง เขากอดมันและ จูบมันเบาๆ เด็กชายพูดออกมาว่า “เรือลำเล็กที่น่ารักเอ๋ย ฉันรักเจ้านะ เพราะเจ้าเป็นของฉัน เจ้าเป็นของฉัน สองครั้ง ครั้งแรกฉันสร้างเจ้าขึ้นมา และตอนนี้ฉันซื้อเจ้ากลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง”   “สิ่งนี้เป็นจริงกับเราทั้งหลาย ในลักษณะหนึ่งเราเป็นของพระผู้เป็นเจ้าสองครั้ง ครั้งแรกพระองค์ทรงสร้างเรา แต่เราเดินไปสะดุดล้มลงในร้านขายของมือสองของพญามาร และแล้วพระเยซู พระบุตรของพระเจ้าทรงไถ่ออกมาในราคาสูงค่ายิ่ง พระองค์ไม่ได้จ่ายค่าตัวของเราด้วยเงิน หรือทอง แต่ด้วยพระโลหิตอันประเสริฐของพระองค์ เราเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าสองครั้ง เพราะว่าครั้งแรกพระองค์ทรงสร้างเราขึ้นมา และต่อมาพระองค์ทรงช่วยเราให้รอด” (วิลเลี่ยม โมเสส ทิดเวลล์, Pointed Illustrations, หน้า 97)
 

วันอาทิตย์      ชาวกาลาเทียคนเขลา  (กาลาเทีย 3:1-5)
                      THE FOOLISH
กาลาเทีย 
 
        อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:1-5 ตรงนี้ท่านเปาโลกล่าวกับชาวกาลาเทียว่าอย่างไร พวกเขาเริ่มต้นถูกต้อง พวกเขาเชื่อว่า พวกเขาได้รับความรอดโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาพวกเขาได้ทำผิดพลาดจากการ เชื่อว่าพวกเขาได้รับความรอดโดยการกระทำ ของพวกเขา (การถือรักษาธรรมบัญญัติ) ในทางใดบ้างที่เราอาจตกอยู่ในอันตรายของการล้มลงสู่กับดักฝ่ายจิตวิญญาณอย่างเดียวกัน
 
       ในข้อที่ 1 ท่านเปาโลเรียกชาวกาลาเทียว่า “คนเขลา” พระคัมภีร์ฉบับแปลทันสมัยได้พยายามใส่คำพูดตรงๆ ตามที่เปาโลเรียกชาวกาลาเทียว่า “คนเขลา” ท่านหมายความว่าอย่างไร คำของท่านเปาโลใช้ในภาษากรีกคือ “อะโนอีทอย” (anoetoi) นับเป็นคำที่มีความหมายหนักหน่วงกว่าคำว่า “คนเขลา” (foolish) เพราะคำนี้มาจากคำภาษากรีกว่า “จิตใจ” (mind) หมายความว่า “ไม่ได้ใช้จิตใจคิดอย่างทะลุปรุโปร่งก่อนตัดสินใจเชื่อ ดังนั้นท่านเปาโลกล่าวว่าชาวกาลาเทียไม่ใช้ความคิด แต่ท่านเปาโลไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้ ท่านอัศจรรย์ใจหากมีนักมายากล (magician) บางคนท่องคำคาถาสะกด (cast a spell) ดวงจิตพวกเขา  คำว่า “สะกด” เป็นคำเดียว หรือ หลายคำ เชื่อว่ามีอำนาจลึกลับ การเลือกใช้คำของท่านเปาโลตรงนี้ “เป็นเบาะแส” ชี้ให้คิดว่าเป็นไปได้ที่ซาตานเป็นต้นเหตุให้ชาวกาลาเทียเกิด “ความเขลา”

         สิ่งที่ทำให้ท่านเปาโลรู้สึกสับสนเกี่ยวกับ “การล้มลงสู่ความเชื่อผิด” ของชาวกาลาเทียทั้งๆพวกเขารู้จัก ความจริงมาก่อน พวกเขาทราบว่าคนทั้งหลายรอดโดยความเชื่อในพระเยซูไม้กางเขนเป็นศูนย์กลางแห่ง ความเชื่อของความจริงข้อนี้ ไม่มีทางใดเลยที่ชาวกาลาเทียจะพลำดจากจุดนี้ พระธรรม กาลาเทีย 3:1   คำที่ใช้ คือ  (portrayed) หมายถึง “ระบายสีภาพ” ในภาษากรีกยังหมายถึง “ที่จะตั้งเครื่องหมาย (หรือข้อความ) ไว้้ในที่สาธารณะเพื่อให้ผู้คนได้เห็น” ในสมัยพระคัมภีร์คำนี้ยังใช้เพื่อพรรณนา “การประกาศในที่สาธารณะ” ดังนั้นสิ่งท่านเปาโลกำลังพูดว่า ชาวกาลาเทียไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับการหลงทางไปจากความจริงแห่งพระกิตติ คุณ ซึ่งท่านเปาโลใช้เป็นแกนหลักในคำเทศนาสั่งสอน ท่านได้ “ระบายสีภาพ” ของพระคริสต์บนกางเขนไว้้ในจิตใจของพวกเขาอย่างชัดเจน (1 โครินธ์ 1:23; 1 โครินธ์ 2:2) แต่บัดนี้พวกเขาหันเหออกไป
 
       จากนั้นท่านเปาโลถามชาวกาลาเทียหลายข้อว่าในครั้งแรกพวกเขาได้กลายเป็นคริสเตียนอย่างไร และ เหตุใดพระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณให้พวกเขา เป็นเพราะพวกเขาได้ทำสิ่งใดที่ควรค่าแก่การได้รับใช่ ไหม..ไม่แน่นอน แต่เป็นว่า พระเจ้าทรงประทานให้พวกเขาเพราะว่า พวกเขาเชื่อในสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงได้ทำเพื่อพวกเขา  ดังนั้นเหตุใดตอนนี้พวกเขาจึงคิดว่าพวกเขาจะได้รับความรอดโดยการเชื่อฟังพระบัญญัติ

        คุณเคยพบตัวคุณเองกำลังคิดว่า “ฉันเป็นคริสเตียนที่ดี ฉันไม่ได้ทำบาปนี้หรือบาปน้ั้น” และจากนั้นคุณพบว่าตัวคุณเองกำลังคิดว่าคุณเป็นคนดีเพียงพอที่จะได้รับความรอด มีอะไรผิดกับแนวคิดเช่นนี้  
 

วันจันทร์        วางรากฐานในพระคัมภีร์   (กาลาเทีย  3:6-8)
                      GROUNDED IN THE BIBLE

 
        ถึงตอนนี้ในจดหมายที่ท่านเปาโลเขียนถึงชาวกาลาเทีย ท่านเปาโลกล่าวต่อต้านอย่างแข็งขันต่อผู้โจมตี พระกิตติคุณของท่าน ท่านชี้ไปยังจุดที่เหล่าอัครทูตเห็นพร้องในกรุงเยรูซาเล็ม (กาลาเทีย 2:1-10) อัครทูตทั้งหลายเป็นผู้นำของคริสต์จักร และอัครทูตเปาโลชี้ไปยังประสบการณ์ที่ชาวกาลาเทียมีในความจริง (กาลาเทีย 3:1-5) ตรงนี้ใน กาลาเทีย 3:6 ท่านเปาโลย้อนกลับไปยังพระคัมภีร์เดิม เพื่อเป็นข้อพิสูจน์สุดท้ายในสิ่งที่ท่านพูด
 
               อ่าน กาลาเทีย 3:6-8  ท่านเปาโลใช้คำว่า “พระคัมภีร์” (Scripture) คำว่า “สคริพเชอะ” เป็นอีกคำหนึ่ง สำหรับ “พระคัมภีร์” (Bible) ดังน้ันส่วนไหนของพระคัมภีร์ท่านเปาโลหมายถึงด้วยการใช้คำ “สคริพเชอะ”(อ่าน พระธรรม โรม 1:2; โรม  4:3; โรม 9:17)
 
        ในเวลาเมื่อท่านเปาโลเขียนจดหมายฝาก ท่านไม่อ้างถึงพระคัมภีร์ใหม่ ดังนั้นพระคัมภีร์เดิมจึงมีความสำคัญมากสำหรับคำสอนของท่าน อัครฑูตเปาโลยกข้อพระคัมภีร์เดิมมาอ้างบ่อยๆ ท่านไม่คิดว่าพระคัมภีร์ เดิมเป็น “งานเขียนที่ตายแลว้” แทนที่จะคิดเช่นนั้น ท่านใช้ข้อพระคัมภีร์เดิมดุจเป็นพระวจนะที่มีชีวิตของพระเจ้าใน 2 ทิโมธี 3:16   ท่านเปาโลเขียนว่า “พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า” คำว่า “การดลใจ” (inspiration) ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษบางฉบับใช้คำว่า “ระบายลมปราณ” (God has breathed) แต่ใน ภาษาไทยยังแปลทั้งสองคำว่า “การดลใจ” เช่นกัน” อย่างไรก็ดีคำว่า (God has breathed)  มาจากภาษากรีกว่า “theopneustos” อักษรสี่ตัวแรก “theo” หมายถึงพระเจ้า (God)  ส่วนที่สอง “pneustos” หมายถึง “ระบายลมปราณ” ดังนั้นพระคัมภีร์ข้อนี้บอกว่า พระคัมภีร์ได้รับ “การดลใจ” หรือได้ร้บ “การระบายลมปราณ” จากพระเจ้า ท่านเปาโลใช้พระคัมภีร์เพื่อสอน และขณะเดียวกันใช้เพื่อพิสูจน์ว่าท่านสอนความจริงจากพระวจนะของพระเจ้า
 
        เป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่าท่านเปาโลอ้างอิงจากพระคัมภีร์เดิมกี่ครั้ง  แต่การอ้างพระคัมภีร์จะพบได้ทุกหนทุกแห่งในจดหมายฝากของท่าน ยกเว้นจดหมายสั้นที่สุดสองฉบับที่อัครทูตเปาโลเขียนถึงทิตัสและฟีเลโมน
 
        อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:6-14  พระคัมภีร์ข้อไหนทที่่านเปาโลอ้างอิงจากพระคัมภีร์เดิม สิ่งนี้บอกเราเกี่ยวกับว่า พระคัมภีร์เดิมมีพลังอำนาจในการนำทางชีวิตมากเพยีงใด ................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................
 
        บางเวลาคุณคิดไหมว่า ส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ ได้รับ “การดลใจ” หรือ “ได้รับการระบายลมปราณ” จากพระเจ้ามากกว่าส่วนอื่นๆ  อ่านงานเขียนของท่านเปาโลใน 2 ทิโมธี 3:16 พระคัมภีร์ข้อนี้สอนอะไรเรา เกี่ยวกับอันตรายของการคิดในทำนองนี้  
 

วันอังคาร    ปล่อยให้เป็นอิสระจากความบาป และทำให้บริสุทธิ์  (กาลาเทีย 3:6)
                   SET FREE FROM SIN AND MADE HOLY
 
        อ่านพระธรรม กาลาเทีย 3:6  ท่านเปาโลพิสูจน์พระกิตติคุณของท่านด้วยการหันไปเล่าเรื่องของท่านอับราฮัม เหตุใดท่านจึงทำเช่นนั้น  
 
       ท่านอับราฮัมมีความสำคัญมากสำหรับชาวยิว ท่านเป็นบิดาของชนชาติยิว ชาวยิวในสมัยของท่านเปาโล มองไปยังท่านอับราฮัมเป็นตัวอย่างว่า “ชาวยิวแท้ควรมีลักษณะเช่นใด” ชาวยิวจำนวนมากเชื่อว่าท่านอับราฮัม เป็นผู้ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า เพราะท่านอับราฮัม และครอบครัวเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งกว่านั้นท่านอับราฮัม และครอบครัวได้ดินทางออกจากบ้านเกิด และญาติพี่น้องของท่าน และท่านได้รับพิธีสุหนัต  ตามที่พระเจ้าทรงบญัชา การรับพิธีสุหนัตคือการตดัเอาหนังส่วนปลำยองคชาตของผชู้าย หรือของ เด็กชายออก สำหรับท่านอับราฮัม ท่านยอมเชื่อฟังจนถึงขั้นจะฆ่าบุตรชายของท่านถวายเป็นเครื่องบูชาตามที่พระเจ้าทรงตรัสสั่ง นั่นคือการเชื่อฟัง
 
         ศัตรูของท่านเปาโลชี้ไปยังท่านอับราฮัม ในเหตุผลว่าทุกคนต้องเข้าพิธีสุหนัต โดยถือว่านี่เป็นสิ่งต้องทำเพื่อจะได้รับความรอด ในจดหมายฝากของท่านเปาโล ท่านชี้ไปยังท่านอับราฮัมเช่นกัน แต่ท่านเปาโล ยกท่านอับราฮัมขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างในเหตุ ผลที่ว่า “เหตุใดเราจึงได้รับความรอดโดยความเชื่อเท่านั้น”  
 
       ใน พระธรรม กาลาเทีย 3:6 ท่านเปาโลอ้างอิงจาก ปฐมกาล 15:6 ข้อพระคัมภีร์นี้หมายถึงอะไร เมื่อข้อพระคัมภีร์พูดถึงความเชื่อของอับราฮัมว่า “อับราฮัมเชื่อในพระเจ้า และความเชื่อนั่นเอง พระเจ้าทรงถือว่า ท่านเป็นคนชอบธรรม” (โรม 4:3) (อ่าน โรม 4:3-6;
8-11, 22-24 ด้วย)   
 
        คำว่า “credited” (เชื่อถือ, น่าไว้้วางใจ) พระคัมภีร์ภาษาไทยใช้คำ  “ทรงถือว่า” เป็นคำมาจากแนวคิดในโลกธุรกิจ ซึ่งสามารถหมายความถึง “ใส่บางสิ่งไว้้กับบัญชีของอีกคนหนึ่ง” ท่านเปาโลบอกเราว่า อะไรที่ถูกใส่ไว้้ในบัญชีของเรา นั่นคือความบริสุทธิ์ของพระเจ้า” ผลลัพธ์คือ เราได้รับการปลดปล่อยจากความรู้สึกผิด และความบาป แต่สิ่งใดคือเหตุผลที่พระองค์ “ทรงถือว่า” หรือ “สิ่งทรงใส่ในบัญชีของเรา” คือชีวิตที่บริสุทธิ์ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะการเชื่อฟัง เพราะแม้แต่การเชื่อฟังของท่านอับราฮัมยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ท่านเป็นคนชอบธรรม พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าทรงถือว่าท่านอับราฮัมเป็นคนชอบธรรมก็เพราะความเชื่อของท่าน

         พระคัมภีร์กล่าวชัดเจน ท่านอับราฮัมไม่ได้ถูกทำเป็นคนชอบธรรมเพราะว่าท่านเชื่อฟังพระบัญญัติ แต่การเชื่อฟังของท่านอับราฮัมเป็นผลลัพธ์จากการที่ท่านถูกทำให้ชอบธรรมกับพระเจ้า ท่านอับราฮัมไม่ได้ทำสิ่งใดที่ท่านได้ทำเพื่อให้ท่านเป็นคนชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้า ท่านได้ทำสิ่งต่างๆ เพราะว่าท่าน ได้ป็นที่ชอบพระทยัของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว การทำให้เป็นคนชอบธรรมกับพระเจ้านำไปสู่การเชื่อฟัง ไม่ใช่การเชื่อฟังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อน แล้วตามมาด้วยความชอบธรรม
 
       คุณไม่ได้ถูกทำให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าโดยการกระทำ สิ่งใดๆที่คุณทำ คุณถูกทำให้เป็นที่ชอบพระทัยโดยสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำเพื่อคุณเท่านั้น เหตุใดจึงกล่าวว่า “ความจริงเช่นน้ันเป็นข่าวดี” คุณสามารถเรียนรู้ที่จะเชื่อในความจริงน้ัน ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม  
 

วันพุธ    พระกิตติคุณในพระคัมภีร์เดิม  (ปฐมกาล  12:1-3)
              THE GOSPEL IN THE OLD TESTAMENT
 
        ใน พระธรรม กาลาเทีย 3:8  ท่านเปากล่าวว่า พระกิตติคุณถูกเทศน์ให้กับท่านอับราอัม และพระเจ้าทรง เป็นผู้เทศน์เอง แต่เป็นเมื่อไรที่พระเจ้าทรงเทศน์พระกิตติคุณแก่อับราฮัม ที่จะตอบคำถามนี้ ท่านเปาโลอ้าง พระธรรม ปฐมกาล 12:3  พระคัมภีร์ข้อนี้พูดเกี่ยวกับ ข้อตกลงที่พระเจ้าทรงทำกับท่านอับราฮัมใน ปฐมกาล 12:1-3

        อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 12:1-3 ข้อพระคัมภีร์เหล่านีี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับข้อตกลง ที่พระเจ้าได้ทรงทำไว้้กับท่านอับราฮัม
 
       ข้อตกลงพิเศษของพระเจ้าถูกเรียกว่า “พันธสัญญา” พระสัญญาหลายข้อของพระเจ้าอยู่ตรงกลางพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับท่านอับราฮัม พระเจ้าทรงตรัสกับท่านอับราฮัมห้าครั้ง ทรงตรัสว่า “เราจะ” พระสัญญาของพระเจ้าที่ให้กับท่านอับราฮัมเป็นสิ่งน่าพิศวง เพราะเหตุใด เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ทำตามข้อสัญญาทั้งหมด แต่ท่านอับราฮัมไม่กล่าวสัญญาอะไร คนส่วนมากไม่คิดว่าพระเจ้าผู้ร่างข้อสัญญา จะเป็นผู้ปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่นเมื่อเรากล่าวสัญญากับพระเจ้า ปกติเราจะสัญญาว่า เราจะรับใช้พระองค์ และ เพื่อเป็นการตอบแทน เราจะทูลขอพระองค์ให้ทำบางสิ่งเพื่อเรา แต่นั่นเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของความยา ยามจะไดรับความรอดด้วยการทำดีของคุณเอง พระเจ้าไม่ทรงขอให้ท่านอับราฮัมทำสิ่งใด พระองค์ทรงขอ ท่านอับราฮัมเพียงรับเอาพระสัญญาของพระองค์โดยความเชื่อ แน่นอนนั่นไม่ใช่สิ่งง่ายที่จะปฏิบัติ เพราะเหตุ ใด เพราะว่าท่านอับราฮัมต้องเรียนรู้ที่จะไว้้วางใจอย่างสิ้นเชิงในพระเจ้า และไม่ใช่ตัวเขาเอง (อ่าน ปฐมกาล บทที่  22) เรื่องของท่านอับราฮัมแสดงให้เราเห็นว่าพระกิตติคุณนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรอดโดยความเชื่อ

        บางคนคิดว่าพระคัมภีร์สอนเราสองแนวทางแห่งความรอด พวกเขาอ้างพระคัมภีร์เดิมสอนว่าผู้คนได้รับ ความรอดโดยการเชื่อฟังพระบัญญัติ แต่ความรอดโดยวิธีนั้นเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นพระเจ้าทรงกำจัดพระบัญญัติ ออกไป จากนั้นทรงสร้างเส้นทางใหม่สู่ความรอด เส้นทางแห่งความรอดให้คือโดยความเชื่อ แต่แนวคิดนี้เป็น สิ่งเท็จในทุกทาง อัครทูตเปาโลกล่าวว่า ตัวท่านเองใน พระธรรม กาลาเทีย มีข้อความว่า “ความจริงข่าว ประเสริฐอื่นไม่มี  แต่ว่ามีบางคนที่ทำ ให้ท่านย่งุยาก และปรารถนาที่จะบิดเบือนข่าวประเสรฐของพระคริสต์” (กาลาเทีย 1:7) สรุปแล้วมีพระกิตติคุณเพียงหนึ่งเดียว  
 
        คุณสามารถพบตัวอย่างอะไรในพระคัมภีร์เดิม ที่แสดงให้เห็นว่า เราได้รับความรอดโดยความเชื่อ (ตัวอย่างเช่น อ่านในพระธรรม เลวีนิติ 17:11; เพลงสดุดี 32:1-5; 1 ซามูเอล 12:1-13 และเศคำริยาห์ 3:1-4)  
 
        ผู้คนมักจะพูดกันเรื่อง  “พระคุณราคาถูก” พระคุณคือของประทานแห่งการอภัยบาป และพระเมตตาของพระเจ้า ที่ทรงประทานแก่เราเปล่าๆ เพื่อชำระบาปของเราออกไป พระคุณ “ราคาไม่ถูกเลย” เราจะทำพระคุณ ให้เสื่อมเสียไป เมื่อ (1)  เราคิดว่าเราสามารถเพิ่มถ้อยคำของเราในการอธิบาย “พระคุณ” (2) เมื่อเราใช้พระคุณ เป็นข้อแก้ตัวเพื่อทำบาป เราจะหลีกเลี่ยง “กับดัก” ท้ังสองนี้ได้อย่างไร
 

วันพฤหัสบดี      ซื้อกลับมาจากคำสาปแช่งโดยพระเจ้า (กาลาเทีย 3:9-14)
                           BOUGHT BACK BY GOD FROM A CURSE                                         
 
        เหล่าผู้โจมตีท่านเปาโล ไม่สงสัยเลย พวกเขารู้สึกชอกช้ำจากถ้อยคำรุนแรงของท่านใน กาลาเทีย 3:10  ผู้ที่ต่อต้านท่านเปาโล พวกเขาไม่ได้คิดว่าพวกเขาเองอยู่ภายใต้การแช่งสาป พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะได้รับพระพร สำหรับการเชื่อฟังพระบัญญัติ แต่ท่านเปาโลไม่ปล่อยให้มีช่องว่างสำหรับความสงสัย ท่านกล่าวว่า “เพราะว่า คนทั้งหลายซึ่งพึ่งการประพฤติตามธรรมบัญญัติก็ถูกแช่งสาป เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้้ว่า  ทุกคนที่มิได้ประพฤติตามข้อความทุกข้อที่เขียนไว้้ในหนังสือธรรมบัญญัติกถ็กูแช่งสาป” (กาลาเทีย  3:10)

        ท่านเปาโลแสดงให้เห็น “การไม่เห็นพร้องกัน” ระหว่างแนวคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง: (1) ได้รับความรอดโดยความเชื่อ (2) ได้รับความรอดโดยการกระทำ (ถือรักษาพระบัญญัติ) พระพรพิเศษ และการแช่งสาปที่ บันทึกใน เฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 27 และ 28 นั้นชัดเจน เหล่าผู้เชื่อฟังจะได้รับพระพร เหล่าผู้ไม่เชื่อฟังจะ ได้รับการแช่งสาป ดังนั้น ยกตัวอย่าง สมมติว่ามีบุคคลหนึ่งต้องการจะได้รับความรอดโดยการถือรักษาพระ บัญญัติคนนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องถือรักษาพระบัญญัติทั้งหมดทุกข้อ เราไม่มีเสรีภาพที่จะเลือกถือรักษา พระบัญญัติชุดไหน และเราไม่คิดว่าพระเจ้าจะทรงมองข้ามข้อผิดพลาดเล็กน้อย ที่นั่นที่นี่ การที่จะรอดโดย การถือรักษาพระบัญญัติ จะต้องถือรักษาพระบัญญัติทั้งหมด หรือไม่ก็ไม่ถือรักษาเลย

         การที่จะไดรับความรอดด้วยวิธีนี้เป็นข่าวร้ายสำหรับทุกคน เพราะเหตุใด เพราะว่า “เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (โรม 3:23) เราสามารถใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจะเป็นคนดี  แต่พระบัญญัติแสดงให้เห็นว่าเราเป็นผู้ละเมิดพระบัญญัติ
  
         อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:13 และ 2 โครินธ์ 5:21 พระคริสต์ทรงปลดปล่อยเราให้เป็นอสิระจากการแช่งสาปของพระบัญญัติอย่างไร

          คำว่า “ปลดปล่อยเราเป็นอิสระ”  (กาลาเทีย 3:13) ถูกแปลว่า  “การไถ่กลับคืน” (redeemed) คำว่า “การไถ่คืน” หมายความถึง “การซื้อคืน” คำนี้ถูกใช้เพื่อหมายถึง “ราคาที่ได้จ่ายไปเพื่อให้เป็นอิสระ” หรือ “เป็นอิสระ จากการเป็นทาส” ซึ่งก็คือพระเยซูทรงจ่ายราคาเพื่อปล่อยให้เราเป็นอิสระจากการเช่งสาปของพระบัญญัติ  การแช่งสาปของพระบัญญัติคือความตาย ความบาปทำให้พระเจ้าทรงจ่ายค่าไถ่ด้วยพระชนม์ชีพของพระบุตร  (ยอห์น 3:16)  พระเยซูทรงแบกรับความบาปของเราไว้ด้วยพระองค์เอง (1 โครินธ์ 6:20) พระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานในราคาเต็ม เพื่อรับเอาการแช่งสาปแห่งความบาปแทนเรา (2 โครินธ์ 5:21)   ท่านเปาโลชี้ไปยัง
เฉลยธรรมบัญญัติ 21:23 เป็นข้อพิสูจน์ ชาวยิวเชื่อว่าคนหนึ่งผู้ซึ่งตายแล้วร่างกายถูกแขวนไว้บนต้นไม้ เป็นผู้อยู่ภายใต้การแช่งสาปของพระเจ้า ความตายของพระคริสต์บนไม้กางเขนได้ถูกมอง เหมือนเป็นตัวอย่างของการแช่งสาปนี้  (กิจการฯ 5:30; 1 เปโตร 2:24)    ดังนั้นไม่ประหลาดใจที่ไม้กางเขนเป็นเหตุให้ชายยิวสะดุดในความเชื่อของพวกเขา พวกเขาไม่เข้าใจว่า พระผู้ช่วยให้รอดทรงรับการแช่งสาปโดยพระเจ้าได้อย่างไร แต่พระผู้ช่วยให้รอดได้รับการแช่งสาปเป็นไปตามแผนการของพระเจ้าทุกอย่าง ถูกแล้วพระเมสสิยาห์ทรงรับเอาการแช่งสาปด้วยพระองค์เอง แต่นั่นไม่ใช่ ความบาปของพระองค ์หากทรงรับเอาความบาปของเราไป     
 

วันศุกร์       ศึกษาเพิ่มเติม: 

          “พระคริสต์ทรงเป็นผู้รับแบกความบาปแทนเรา ความบาปทั้งมวลของเราถูกวางบนบ่าของพระองค์ พระองค์ทรงถูกนับเข้ากับพวกคนบาป เพื่อที่จะทรงไถ่เราให้พ้นการสาปแช่งแห่งพระบญัญัติ ความผิดบาป ของมนุษย์ทั้งโลกกดทับลงดวงหทัยของพระองค์ พระพิโรธต่อความบาปของพระบิดาเติมลงจนเต็มดวง วิญญาณของพระบุตร จนทำให้พระบุตรเกิดความกลัว และความหวาดวิตก ชีวิตทั้งชีวิตของพระคริสต์ที่ได้บอกข่าวดีแก่โลกที่ล้มลงให้ประจักษ์ในความรัก พระเมตตา และการให้อภัยแห่งพระบิดา เป็นหัวข้อหลัก ในเรื่องเทศนาสั่งสอนของพระคริสต์ แต่น้ำหนักอันน่ากลัวได้ปกป้องพระองค์ไม่ให้มองเห็นพระพักตร์แห่ง การให้อภัยของพระบิดา และดวงหทัยของพระผู้ช่วยให้รอดถูกแทงทะลุด้วยความเศร้าหมองจนทำให้มนุษย์ ไม่อาจเข้าใจได้อย่างเต็มที่ ความเจ็บปวดรวดร้าวสาหัสสากรรจ์จนทำให้พระคริสต์แทบจะไม่รู้สึกในความเจ็บปวดรวดร้าวฝ่ายร่างกายของพระองค์” (เอลเลน จี. ไว้ท์, ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน, หน้า  753)

         “ท่านมาร์ติน ลูเธอร์เป็นผู้ปฏิรูปคริสต์จักร นักปฏิรูปคือผู้ทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ท่านลูเธอร์มุ่งมั่นทำงานด้วยความกล้าหาญ ท่านยืนหยัดแข็งแกร่งในความจริง ท่านเตือนประชาชนเกี่ยวกับพระเจ้า ทรงพระพิโรธในความบาปมากเพียงใด ท่านลูเธอร์สอนผู้มีความศรัทธาว่า เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์โดยผลงาน ของพวกเขาจะไถ่ความผิดบาปของมนุษย์ หรือมนุษย์จะหลีกลี้จากการลงโทษอันเนื่องมาจากความบาปได้ ไม่มีอะไรอื่นนอกจาก “ความเศร้าเสียใจในความบาป และความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น จึงสามารถจะช่วยคน บาปให้รอดได้ การให้อภัย และความเมตตาของพระคริสต์ไม่อาจจะซื้อหาได้ มันเป็นของประทานพิเศษ แบบให้เปล่า ท่านลูเธอร์บอกประชาชนว่า “อย่าได้ซื้อใบล้างบาปจากเหล่าบาดหลวง แต่ให้พวกเขามองหาด้วย ความเชื่อในพระผู้ช่วยให้รอดผู้ทรงเป็นขึ้นจากความตายเท่านั้น” (เอลเลน จี. ไว้้ท์, สงครามแห่งประวตัิศาสตร์ , หน้า 129)
 

คำถามเพื่อการอภิปราย:

1.   แม้ปัจจุบันในคริสต์จักรของเราเอง บางคนยังพบว่าเป็นการยากจะเชื่อว่าพวกเขาได้รับความรอดโดยความเชื่อเพียงอย่างเดียว”  เหตุใดคุณคิดว่า พวกเขาจึงพบความยากลำบากที่จะเชื่อ
 
2.   ท่านเปาโลพูดต่อต้านด้วยถ้อยคำรุนแรง ต่อแนวคิดเทียมเท็จที่สอนว่า “พวกเขาได้รับความรอดโดยผลแห่งการกระทำดี (การถือรักษาพระบัญญัติ) ท่านเปาโลปกป้องความจริงด้วยการสอนเราเกี่ยวกัความสำคัญในสิ่งที่เราเชื่ออย่างไร เหตุใดเราต้องยืนหยัดต่อต้านคำสอนเทียมเท็จที่อาจมีบางคนนำมาปฏิบัติในคริสต์จักรของเรา      


ใจความสรุป     
   
            จากจุดเริ่มต้นแห่งชีวิตคริสเตียนของเรา จนกระทั่งวันสุดท้าย เราได้รับความรอดโดยความเชื่อของเราเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือความเชื่อที่พระเจ้าทรงกล่าวพระสัญญากับท่านอับรับฮาม ว่าท่านเป็นคน ชอบธรรมโดยความเชื่อ และที่พระเจ้าทรงนับว่าท่านเป็นคนชอบธรรม ของประทานอย่างเดียวกันนี้ที่พระเจ้าทรงทำกับท่านอับราฮัม พระเจ้าได้ทรงเสนอให้เราทุกคนวันนี้ ผู้มีความเชื่อของท่านอับราฮัม เหตุผลเดียวเราไม่ได้รับการลงโทษจากความผิดพลาด และความบาปของเราเพราะว่า พระเยซูทรงได้จ่ายความบาปของเราแล้วบนไม้กางเขน

กลับไปสารบัญ

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272