Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 > บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 3 วันที่ 8 - 14 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 4 ว > >
.
บทที่ 6 วันที่ 29 กรกฎาคม - 4 สิงหาคม 2017
.
 
 บทที่ 6           ส่วนสำคัญที่สุดของพระสัญญา
                      THE MOST IMPORTANT PART OF THE PROMISE
    
               

 บ่ายวันสะบาโต      อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้: กาลาเทีย 3:15-20; ปฐมกาล 9:11-17; มัทธิว 5:17-20อพยพ 16:22- 26; ปฐมกาล 15:1-6

 ข้อควรจำ              “เพราะว่าถ้าได้รับมรดกโดยธรรมบัญญัติก็ไม่ใช่ได้โดยพระสัญญาอีกต่อไป แต่พระเจ้าทรงโปรดประทานมรดก   น้ันให้แก่อับราฮัมโดยพระสัญญา”  (กาลาเทีย 3:18)
   

        หัวหน้าคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีถูกถามว่า: “ท่านประธานาธิบดีรักษาคำสัญญาทั้งหมดที่ได้กล่าวไว้ตอนหาเสียงไหม?”  หัวหน้าคณะที่ปรึกษาตอบว่า “ท่านประธานาธิบดีจะรักษาคำสัญญาทุกข้อที่ท่านตั้งใจไว้ว่าจะรักษา” 

        ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ใครเล่าไม่ละเมิดคำสัญญา และใครเล่าไม่ทำให้คำสัญญาที่ให้ไว้ล้มเหลวไป   บางครั้งผู้คนทำข้อสัญญา และพวกเขาตั้งใจจะถือรักษาไว้ แต่ต่อมาพวกเขาหักคำสัญญานั้น ส่วนคนอื่นกล่าวคำสัญญาอย่างมั่นเหมาะทั้งๆไม่มีความตั้งใจจะถือรักษาคำสัญญานั้นซึ่งถ้าจะว่าไป “ทั้งหมดเป็นการโกหก”

        แต่เราได้รับพระพรมาก เพราะพระสัญญาทั้งหลายของพระเจ้านั้นแตกต่างจากที่กล่าวมานี้ พระคัมภีร์เป็นความจริง เพราะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเราจึงสามารถไว้วางใจพระเจ้าว่า พระองค์จะทรงทำในสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้  ซึ่งทรงตรัสไว้ว่า “เออ เราพูดแล้ว และเราจะให้เป็นไป เรามุ่งแล้ว และเราจะกระทำ” (อิสยาห์ 46:11

        ในบทเรียนของสัปดาห์นี้ ท่านเปาโลชี้ให้เราสนใจเรื่อง “ความสัมพันธ์พิเศษ” เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระสัญญาของพระเจ้าที่ทำไว้กับท่านอับราฮัม และทรงประทานพระบัญญัติให้ชนอิสราเอล 430 ปีหลังจากนั้น มีความสัมพันธ์อะไรระหว่างพระสัญญาของพระเจ้า และพระบัญญัติ และความสัมพันธ์นั้นมีความหมายอะไรกับการ ที่พระกิตติคุณถูกเทศนาสั่งสอนออกไปอย่างไร


วันอาทิตย์           พระบัญญัติและความเชื่อ  (กาลาเทีย 3:15-18)
                           LAW AND FAITH

         พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติแก่ชนอิสราเอลสี่ร้อยปีภายหลังอับราฮัม แต่การประทานพระบัญญัติทำให้พระสัญญาของพระ เจ้าซึ่งทรงได้ประทานแก่ท่านอับราฮัมสูญเสียคุณค่าไปไหม

         ใน พระธรรม กาลาเทีย 3:15-18 ท่านเปาโลอธิบายความหมาย พันธสัญญาของพระเจ้า พันธสัญญาคือข้อตกลงฉบับหนึ่ง ดังน้ัน ท่านเปาโลใช้ การวาดภาพของพนิัยกรรมฉบับสุดท้ายของบุคคลเพื่อ อธิบายว่าพันธสัญญาคือสิ่งที่พินัยกรรม ซึ่งเป็นเอกสารตามกฎ หมาย มีข้อความบ่งบอกว่าใครจะได้รับมรดกหลังจากเจ้าของมรดกได้ตายไป  เหตุใดท่านเปาโลใช้การเปรียบเทียบนี้เพื่ออธิบาย “พันธสัญญา” ของพระเจ้าท่านต้องการสื่อสารในจุดไหน

        สำหรับส่วนสำคัญที่สุดของ “พันธสัญญา” และ “พินัยกรรม” มีความแตกต่างกันมาก สำหรับพันธสัญญาบ่อยครั้งถูกเรียกว่า “ข้อตกลง” (Contract) หรือ “สนธิสัญญา” (Treaty) แต่ “พินัยกรรม” (A will) เป็นเจตนาของบุคคลหนึ่ง พระคัมภีร์เดิมฉบับแปลเป็นภาษา กรีกที่เรียกว่า “เซพทูอะจินท์” (Septuagint) ไม่เคยใช้คำภาษากรีกว่า “ข้อตกลง”(Contract) เมื่อหมายถึง “พันธสัญญา” ของพระเจ้าที่ทรงทำไว้กับท่านอับราฮัม แทนที่จะใช้คำดังกล่าว พระคัมภีร์เดิมฉบับแปลเป็นภาษากรีก (เซพทูอะจินท) ใช้คำว่า “ได้อะเธเค” สำหรับคำว่า “พินัยกรรม” ทั้งนี้เพราะว่าเหล่าผู้ทำการแปล (ประมาณ 70 คน) เข้าใจพันธสัญญาของพระเจ้าที่ทำกับท่านอับราฮัมว่าเป็น “พันธสัญญา” ไม่ใช่ “สนธิสัญญา” คำว่า “สนธิสัญญา” หมายถึงทั้งสองฝ่ายทำข้อสัญญาตกลงกัน และกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายถือรักษาไว้ แต่พันธสัญญาของพระเจ้าไม่ทรงตั้งเงื่อนไขให้ท่านอับราฮัมต้องปฏิบัติอะไร และท่านอับราฮัมรับไว้ทุกคำตรัสตามพระดำรัสของพระองค์
 
         ท่านเปาโลรู้ว่า “พินัยกรรม” อาจถูกใช้ในความหมายของ “พันธสัญญา”  ท่านใช้ความหมาย “สองชั้น” เพื่ออธิบายความหมายในส่วนของ “ข้อตกลง” ระหว่างพระเจ้าและท่านอับราฮัม ตัวอย่าง เช่นทั้งพินัยกรรม และพระสัญญาของพระเจ้าเป็นสิ่งทำไว้กับใครคนหนึ่ง  ในกรณีนี้คือ ท่านอับราฮัม และเชื้อสายของท่าน (ปฐมกาล 12:1-5; กาลาเทีย 3:16) ส่วนพินัยกรรม ก็จะเอ่ยชื่อผู้ที่จะได้รับสิ่งของหรือเงินทองเป็นมรดก (ปฐมกาล 13:15; ปฐมกาล 17:8;โรม 4:13; กาลาเทีย 3:29)  ส่วนสำคัญที่สุดสำหรับท่านเปาโลคือข้อเท็จจริงที่ว่าพระสัญญาของพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง ในทำนองเดียวกัน “พินัยกรรม” ของบุคคลจะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อพินัยกรรมฉบับนั้นมีผลบังคับแล้ว  ความจริงข้อนี้ช่วยอธิบายว่า พระบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานแก่ท่านโมเสสไม่ได้ทำ “ข้อตกลง” ที่ทำไว้ก่อนหน้านี้กับท่านอับราฮัมสิ้นสุดลง เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้รักษาคำมั่นสัญญานั้น  (อิสยาห์ 46:11)
 
         นำเอาคำว่า “พันธสัญญา” ออกและใส่คำว่า “พระสัญญา” เข้าไว้แทนที่ในพระธรรม ปฐมกาล 9:11-17; ปฐมกาล 15:18 และ ปฐมกาล 17:1-21 พันธสัญญา แต่ข้อรวมไปถึงอะไร พันธสัญญาของพระเจ้าคือพระสัญญา แนวคิดที่เสนอนี้จะทำให้ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวชัดเจนขึ้นไหมและการใส่คำใหม่แทนที่คำเดิม ช่วยทำให้เราเข้าใจคำว่า “พันธสัญญา” ได้ดีขึ้นไหม พันธสัญญาสอนอะไรเราเกี่ยวกับว่า  พระเจ้าคือใคร และเหตุใดเราสามารถไว้วางใจในพระองค์ได้  


วันจันทร์         ความเชื่อ และ พระบัญญัติ  (โรม 3:31)
                       FAITH AND LAW
 

         ท่านเปาโลกล่าวสนับสนุนอย่างแข็งขันสำหรับความสำคัญของความเชื่อที่บุคคลหนึ่งมีต่อพระเจ้า ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่คนหนึ่งจะต้องรักษาพระบัญญัติเพื่อที่จะได้รับความรอด ท่านเปาโลชัดเจน ในจุดนี้ พระวจนะข้อหนึ่งกล่าวว่า “เพราะว่าโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัตินั้น ไม่มีมนุษย์คนใดเป็นคนชอบธรรมได้เลย” (กาลาเทีย 2:16)  ผลงานของพระบัญญัติไม่ได้แสดงชัดเจนว่าใครคือผู้เชื่อ  ขณะที่คำว่า “ความเชื่อ”แสดงให้เห็นชัดเจนว่าใครเชื่อ แต่เราจะต้องถามว่า ในความเชื่อนั้นหมายความว่า “พระบัญญัติไร้คุณค่าไปแล้วหรือ  หรือว่าพระเจ้าทรงลบล้างพระบัญญัติหรือไร? ”
 
        ความรอดเป็นมาโดยความเชื่อ ไม่ใช่การปฏิบัติตามพระบัญญัติใช่ไหม ท่านเปาโลกล่าวว่า ความเชื่อทำลายพระบัญญัติหรือข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ช่วยตอบคำถามดังกล่าว: โรม 3:31; โรม 7:7, 12; โรม 8:3; มัทธิว 5:17-20

        ท่านเปาโลกล่าวโต้แย้งในพระธรรม โรมบทที่ 3 ซึ่งเป็นอย่างเดียวกับที่ท่านเปาโลเขียนเกี่ยวกับความเชื่อ และพระบัญญัติในพระ ธรรมกาลาเทีย ท่านเปาโลทราบว่าถ้อยคำของท่านอาจทำให้บางคนคิดว่า “ความเชื่ออยู่เหนือพระบัญญัติ” ดังนั้นท่านเปาโลได้ตั้งคำถามขึ้นว่า: “ความเชื่อทำให้พระบัญญัติไม่มีประโยชน์” หรือ (โรม 3:31) คำที่ใช้ว่า “ไม่มีประโยชน์” หรือ “ใช้การไม่ได้” (โรม 3:31) คือ “คาทาร์เกโอ” (katargeo) ท่านเปาโลใช้นี้บ่อย ซึ่งอาจแปลได้ว่า “ที่จะยกเลิก” “ที่จะนำสู่จุดสิ้นสุด” (เอเฟซัส 2:15)  “ถูกทำลายให้สิ้น” (โรม 6:6) หรือ แม้แต่ “ทำลาย” (1โครินธ์  6:13)  สมมติท่านเปาโล ต้องการที่จะสนับสนุนแนวคิดว่า พระบัญญัติถูกเพิกถอนที่ไม้กางเขน ซึ่งบางคนกล่าวหาว่าท่านเปาโลทำในสิ่งดังกล่าวโดยแท้  แต่ท่านเปาโลกล่าวว่าพระบัญญัติไม่ได้ถูก “เพิกถอน” แต่อย่างใด ตรงกันข้ามท่านกล่าวว่า พระกิตติคุณของท่านกลับให้การ “สนับสนุน” พระบัญญัติต่างหาก (โรม 3:31)     “ในแผนการช่วยให้รอดโดยความเชื่อแสดงให้เห็นความรักของพระเจ้า   สำหรับพระบัญญัติของพระองค์   พระบัญญัติของพระองค์ได้กำหนดและจัดหาเครื่องบูชาถวายสำหรับไถ่บาป  สมมติว่า “การทำให้ชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าทำให้พระบัญญัติต้องถูกล้มเลิกไป”  ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่มีความจำเป็นที่พระคริสต์จะต้องสิ้นพระชนม์เพื่อปลดปล่อยมนุษยใ์หเ้ป็นอิสระจากความบาป และให้เรา กลับมีสันติสุขกับพระเจ้า

        “เช่นเดียวกัน ความเชื่อแท้หมายถึงการดำเนินตามพระเจ้าอย่างใกล้ชิด และถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์  ความเชื่อแท้เริ่มต้นด้วยการรักพระเจ้าเต็มทุกห้องหัวใจของคนหนึ่ง   ความเชื่อเช่นนั้นสามารถนำไปสู่การเชื่อฟัง” (The Bible Commentary, เล่ม 6, หน้า 510)

                สมมติว่าความเชื่อทำให้พระบัญญัติถูกล้มเลิกไป นั่นหมายความว่า การลักขโมย การฆาตรกรรม หรือมีเพศสัมพันธ์นอกการสมรสจะไม่เป็นความบาปอีกต่อไปใช่ไหม  คิดถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าโศกความเจ็บปวด และความทุกข์ลำบากทั้งปวงที่คุณอาจหลีกเลี่ยงได้ถ้าคุณเชื่อพระบัญญัติของพระเจ้า  คุณได้ผ่านความยากลำบากอะไรบ้าง ไหมอันเป็นผลจากการละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า   

      
 วันอังคาร       วัตถุประสงค์ของพระบัญญัติ   (กาลาเทีย 3:6
                       THE PURPOSE OF THE LAW

         ในพระธรรม กาลาเทีย 3:19-29 ท่านเปาโลกล่าวถึง “พระ บัญญัติ” หลายคร้ัง พระบัญญัติข้อไหน หรือชุดไหนที่ท่านเปาโล หมายถึงบางคนคิดคำว่า “จนกว่า” (until) ในพระธรรม กาลาเทีย 3:19 หมายถึงพระบัญญัตินี้จะไม่ยั่งยืนตลอดไป ดังนั้นพวกเขาเชื่อว่าข้อ พระคัมภีร์เหล่านี้จะต้องกำลังพูดถึง “บัญญัติเกี่ยวกับพิธีเครื่องถวายบูชา”  บัญญัติว่าด้วยพิธี และเครื่องถวายบูชา จะควบคุมเรื่องสัตว์ที่นำมาเป็นเครื่องเผาถวายบูชา และเครื่องถวายบูชาอื่นๆ ที่ดำเนินไปในพระวิหาร ความต้องการของบัญญัติดังกล่าวมาถึงจุดสิ้นสุดเมื่อพระเยซู (ซึ่งเป็นลูกแกะตัวจริงของพระเจ้า) ได้เสด็จมาสิ้นพระชนม์ ไถ่บาปบนไม้กางเขน แต่ตรงนี้ท่านเปาโลกำลังเสนอจุดที่แตกต่างกันออกไป เป็นความจริงที่ว่า “ความบาป” ทำให้บัญญัติสองหมวดมีความจำเป็นตรงนี้: คือ (1) บัญญัติว่าด้วยพิธี และเครื่องถวายบูชา (2) พระบัญญัติว่าด้วยศีลธรรม (moral law) คือพระบัญญัติสิบประการ ให้เรามาศึกษาดูว่า เหตุใดเราจึงว่าท่านเปาโลมี “พระบัญญัติว่าด้วยศีลธรรม” เป็นส่วนให้ญ่ในจิตใจของท่าน 
      
        อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:19 และ โรม 5:13, 20 เหตุใดท่านเปาโลกล่าวว่า “พระบัญญัติ” ถูกเพิ่มเข้าและพระบัญญัติอะไรที่ถูกเพิ่มเข้ามา

         ท่านเปาโลไม่ได้พูดว่า พระบัญญัติถูกเพิ่มเข้ากับ “พันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทำไว้กับท่านอับราฮัม” ในลักษณะเดียวเงื่อนไขข้อใหม่ที่เพิ่มเข้าไปในพินัยกรรม บัญญัตินั้นมีมาก่อนที่ทรงประทานให้ที่ภูเขาซีนาย ดังนั้นพระบัญญัติถูกประทานให้ชนอิสราเอลเพื่อพระประสงค์แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง กล่าวคือทรงประทานให้เพื่อนำผู้คนให้กลับมาหาพระเจ้าและพระคุณของพระองค์  พระคุณคือของประทานแห่งพระเมตตาที่ทรงประทานให้เราเปล่าๆ เพื่อจะกำจัดความบาปของเราออกไป  พระเจ้าทรงเสนอพระคุณนี้ แก่คนทั้งปวงผู้มาหาพระองค์โดยความเชื่อ  พระบัญญัติชี้ให้เราเห็นว่าเราเป็นคนบาปหนักเพียงใด ขณะเดียวกันแสดงให้เราเห็นว่าเราต้องการพระคุณ   พระบัญญัติไม่ได้เป็นวิธีที่จะได้ความรอด (earning)  แต่ท่านเปาโล กล่าวว่า ที่พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติให้เพื่อจะได้เห็นความบาปมากขึ้น แต่พระคัมภีร์ข้อเดียวกันนี้ตอนจบกล่าวว่า “แต่ที่ใดมีความบาปปรากฏมากขึ้น ที่นั่นพระคุณก็จะไพบูลย์ยิ่งขึ้น” (โรม 5:20)  ถ้อยคำเหล่านี้หมายถึงอะไร ซึ่งก็หมายถึงพระเจ้าทรงประทาน พระบัญญัติให ้เพื่อแสดงให้เรามองเห็นความบาปของตัวเราเองได้ ชัดเจนขึ้น (โรม 7:13)  และขณะเดียวกันมองเห็นทางแห่งความรอดโดยความเชื่อชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย

         บัญญัติว่าด้วย “พิธีและขั้นตอนถวายบูชา” (ceremonial law) ชี้เราไปยังพระเยซู ทั้งแสดงให้เราเห็นว่า เราต้องการความบริสุทธิ์และพระผู้ช่วยให้รอด แต่บัญญัติว่าด้วยศีลธรรม (moral law) ซึ่งมีข้อห้ามว่า “อย่า...” ต่างๆ ได้แสดงให้เ้ห็นถึงความบาปว่า เป็นส่วนหนึ่งในชีวติของเรา และความบาปคือการละเมิดบัญญัติของพระเจ้า (โรม 3:20;โรม 5:13, 20; โรม 7:7, 8, 13) เหตุนี้ท่านเปาโล  จึงกล่าวว่า “แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติ ที่นั้นก็ไม่มีการละเมิดธรรมบัญญัติ” (โรม 4:15) พระบัญญัติทำงานเหมือนแว่นขยาย แว่นขยายไม่ได้เพิ่มจำนวนจุดสกปรกบนผืนผ้า แต่แว่นขยาย ขยายจุดสกปรกให้มองเห็นเด่นชัดขึ้นมากกว่าสายตาเปล่าของเราจะมองเห็นได้” (William Hendriksen, New Commentary, Exposition, of กาลาเทีย, หน้า 141)


 วันพุธ        พระบัญญัติจะคงอยู่นานเพียงใด  (กาลาเทีย 3:16-19)
                  HOW LONG THE LAW LASTS

         อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 9:5, 6; ปฐมกาล 18:19; ปฐมกาล 26:5; ปฐมกาล 39:7-10 และ อพยพ 16:22-26 ท่านเปาโลกล่าวว่า พระบัญญัติถูกนำมาเพิ่มให้ที่ภูเขาซีนาย นั่นหมายความว่าไม่มีบัญญัติก่อนหน้าเวลานี้หรือ  ถ้ามีอะไรเป็นสิ่งแตกต่างเกี่ยวกับพระบัญญัติก่อนหน้านี้ และหลังจากภูเขาซีนาย  
 
        พระเจ้าไม่จำเป็นต้องสำแดงพระบัญญัติของพระองค์แก่ท่านอับราฮัมด้วยเสียงฟ้าร้อง ฟ้าแลบ และลงโทษด้วยความตาย (อพยพ 19:10-23) แต่เหตุใดพระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติแก่ชนอิสราเอลด้วยการสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์เช่นนั้น ทั้งนี้เป็นเพราะชนอิสราเอลลืมไปว่า พระเจ้าและพระบัญญัติของพระองค์ยิ่งใหญ่เพียงใด ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องได้รับการเตือนว่าพวกเขาเต็มไปด้วยความบาปยิ่งนักและพระบัญญัติของพระเจ้าเป็นสิ่งบริสุทธิ์เพียงใด

         อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:16-19 ท่านเปาโลคาดคะเนว่า พระบัญญัติจะควบคุมเรา “จนกว่าพงศ์พันธุ์ที่ได้รับพระสัญญานั้นจะมาถึง” (ข้อ 19) ท่านเปาโลหมายความถึงอะไร เมื่อเอ่ยพระคัมภีร์ข้อนี้

         คนจำนวนมากเชื่อว่าพระคัมภีร์ข้อนี้หมายถึงพระบัญญัติทรงประทานให้ที่ภูเขาซีนาย ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเวลาที่กำหนด ดังนั้นพวก เขากล่าวว่า พระบัญญัติมา 430 ปีภายหลังท่านอับราฮัม และสิ้นสุด ลงเมื่อพระคริสต์เสด็จมา แต่แนวคิดนี้ต่อต้านสิ่งที่ท่านเปาโล  กล่าวเกี่ยวกับพระบัญญัติในพระธรรมโรม และที่พระเยซูกล่าวในพระธรรมมัทธิว 5:17-19    ผู้ที่อ่านพระธรรม กาลาเทีย 3:16-19 อย่างเข้าใจผิดพากันคิดคำว่า “จนกระทั่ง” จะหมายถึงจำนวนของเวลาเสมอ  แต่แนวคิดนี้ไม่เป็นความจริง ยกตัวอย่างเช่น พระธรรมเพลงสดุดี 112:8  ซึ่งพูดถึงชายคนหนึ่งผู้ติดตามพระเจ้าว่า “ใจของเขามีที่พึ่ง เขาจะไม่กลัว จนกว่าจะเห็นคู่อริของเขาพ่ายแพ้” (ฉบับแปลล่าสุด)  และพระเยซูทรงตรัสว่า “จงยึดไว้ให้มั่นจนกว่าเราจะมา” (วิวรณ์ 2:25) นั่นหมาย ความว่า เมื่อพระองค์ทรงเสด็จมาแล้ว เราไม่จำเป็นต้องสัตย์ซื่อใช่ไหม ไม่ใช่่แน่นอน

        ความสำคัญของพระบัญญัติไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการเสด็จมาของพระคริสต์พระองคคือ “พงศ์พันธุ์” ที่ท่านเปาโลพูดถึง พระบัญญัติชี้ให้มองเห็นความบาปเสมอ  ดังนั้นท่านเปาโลกำลังกล่าวว่าการเสด็จมาของพระคริสต ์“เป็นเครื่องหมายของจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ (Turning  point) ในประวัติศาสตร์ พระคริสต์ทรงสามารถทำในสิ่งที่ พระบัญญัติไม่สามารถทำได้   พระองค์ทรง “รักษาให้หาย” (Cure) โรคแห่งความบาป  พระองค์สามารถชำระคนบาปให้ชอบธรรม เฉพาะพระพักตร์ของพระเจ้าผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ พระองค์สามารถรักษาพระบัญญัติผ่านพวกเขา (โรม 8:3, 4)

          คิดถึงเครื่องหมายแห่งฤทธานุภาพของพระเจ้าที่ชนอิสเราเอลได้ประจักษ์ที่ภูเขาซีนาย แต่พวกเขายังคงกระทำสิ่งใด ความบาปของพวกเขาบอกเราเกี่ยวกับ “อะไรคือความเชื่อแท้ และเราจะรักษาพระบัญญัติน้ันได้อย่างไร” อ่าน โคโลสี 2:6  เพื่อหาเบาะแส
 

วันพฤหัสบดี        พระสัญญาของพระเจ้าน้ันยิ่งให้ญ่เพยีงใด (กิจการฯ 7:38)
                            HOW VERY GREAT GOD’ S PROMISE IS          
                               
         ใน พระธรรมกาลาเทีย 3:19, 20 ท่านเปาโล กล่าวต่อเกี่ยวกับว่า พระบัญญัติว่า   พระบัญญัติไม่ได้ทำลายข้อตกลงครั้งแรกที่ได้ทำระหว่างพระเจ้า และประชากรของพระองค์ จุดนี้สำคัญ เพราะเหตุใด สมมติว่าเหล่าผู้โจมตีท่านเปาโลเป็นฝ่ายถูก ดังนั้นพระบัญญัติจะทำลายพันธสัญญา แต่ให้เรานำผลลัพธ์นี้ให้ถลาไกลออกไปอีกก้าวหนึ่ง ทีนี้สมมติว่าข้อตกลงถูกทำลาย ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็จำเป็นต้องรักษาพระบัญญัติเพื่อจะได้รับความรอด เช่นนั้นเราจะปราศจากความหวังอย่างแน่นอน

        จุดพื้นฐานของท่านเปาโลใน กาลาเทีย 3:19, 20 นั้นจัดเจน พระบัญญัติมีส่วนสำคัญเป็นที่สองรองจากพระสัญญาแห่งพระคุณ พระบัญญัติถูกประทานแก่ชนอิสราเอลผ่านทูตสวรรค์และท่านโมเสส  ทูตสวรรค์ไม่ได้รับการเอ่ยถึงในความเชื่อมโยงขณะทรงประทาน พระบัญญัติในพระธรรมอพยพ  แต่ในอีกหลายแห่งที่ พระคมัภีร์ กล่าวถึงทูตสวรรค์เชื่อมโยงกับการประทานพระบัญญัติ (เฉลยธรรม บัญญัติ 33:2; กิจการฯ 7:53; ฮีบรู 2:2) ใน 1ทิโมธี 2:5 ท่านเปาโลใช้คำ  “ยืนอยู่ระหว่าง” ท่านใช้คำนี้หมายถึงพระคริสต์ สิ่งที่ท่านเปาโลกล่าวตรงนี้โน้มนำนักศึกษาพระคัมภีร์ให้เชื่อว่า ท่านเปาโลมี เฉลยธรรมบัญญัติ 5:5 อยู่ใจจิตใจของท่าน ในพระคัมภีร์ข้อนี้ ท่านโมเสสกล่าวว่า “ครั้งนั้นข้าพเจ้ายืนอยู่ระหว่างพระเจ้ากับท่านทั้งหลาย เพื่อจะประกาศพระวจนะของพระเจ้าแก่ท่านทั้งหลาย” (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:5)

         ถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นเมื่อพระบัญญัติถูกประทานให้ด้วยฤทธานุภาพ แวดล้อมด้วยทูตสวรรค์จำนวนมาก พระเจ้าทรงประทานพระ บัญญัติแก่ประชาชนผ่านท่านโมเสส แต่พระเจ้าทรงตรัสพระสัญญา แก่ท่านอับราฮัม (และผู้เชื่อทั้งหลาย) ปราศจากผู้ที่ “ยืนอยู่” ระหว่างพระเจ้า และผู้เชื่อ ก็ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใด ในที่สุดแล้วพระบัญญัติไม่สามารถแทนที่พระสัญญาของพระเจ้า เพราะเราทั้งหลายรอดโดย พระคุณผ่านความเชื่อ และพระบัญญัติช่วยเราให้เข้าใจดีขึ้นว่าพระสัญญาของพระเจ้าช่างมหัศจรรยจ์ริงๆ

         อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 15:1-6; ปฐมกาล 18:1-33 และ ปฐมกาล 22:1-18 มีการพบกันประเภทไหนเกิดขึ้นในการ “พบกัน”
ระหว่างท่านอับราฮัมและพระเจ้า มีผลประโยชน์อะไร ท่านอับราฮัมได้รับในการได้ “พบ” กับพระเจ้า

        คิดเกี่ยวกับการ “พบกัน” ในคร้ังอื่นๆ ระหว่างพระเจ้ากับบุคคลในพระคัมภีร์  ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าพบกับอาดัม และเอวาในสวนเอเดน (ปฐมกาลบทที่ 3) และ เกี่ยวกับบันไดของยาโคบ (ปฐมกาลบทที่ 28) หรือท่านเปาโลบนถนนไปเมืองดามัสกัส (กิจการฯ บทที่ 9) คุณอาจไม่เคยมีประสบการณ์ที่ตื่นเต้น แต่ในทางใดบ้างที่พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์ต่อคุณเอง  มีสิ่งใดในชีวิตของคุณที่อาจยึดคุณไว้จากการมีประสบการณ์กับพระเจ้าอย่างที่ท่านอับราฮัมประสบ มีขั้นตอนอะไรที่คุณอาจเปลี่ยนแปลง  


 วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม:

       
     “ประชากรอิสราเอลได้สูญเสียความรู้เรื่องพระเจ้าไปมาก ทั้ง “พันธสัญญา” ระหว่างการตกเป็นทาสของพวกเขาในประเทศอียิปต์ แต่พระเจ้าทรงปลดปล่อยพวกเขาเป็นอิสระ พระองค์ประสงค์จะสำแดงฤทธานุภาพ และพระเมตตาของพระองค์เพื่อพวกเขาจะรัก และไว้วางใจในพระองค์พระเจ้าทรงนำพวกเขาไปถึงทะเลแดง ตรงจุดนี้ทหารอียิปต์ไล่ตามพวกเขามาติดๆ การหลบหนีดูเหมือน เป็นไปไม่ได้ พระเจ้าทรงประสงค์ให้พวกเขาตระหนักในความสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง และพวกเขาต้องการให้พระองค์ช่วยมากเพียงใด และพระองค์ทรงช่วยพวกเขา ดวงใจของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความรัก และการรู้สึกขอบคุณพระเจ้า พวกเขาไว้วางใจในฤทธานุภาพของพระองค์ที่พร้อมจะให้การช่วยเหลือพวกเขา พระองค์ทรงผูกพันกับพวกเขาในฐานะเป็นพระเจ้าผู้ทรงปลดปล่อยพวกเขาจากการเป็นทาสบนแผ่นดินโลก

        “แต่ยังคงมีความจริงยิ่งให้ญ่กว่า ผู้คนจำเป็นต้องเรียนรู้ว่า พวกเขาอาศัยอยู่ท่ามกลางผู้นมัสการรูปเคารพ และมีพฤติกรรมการทำ บาป ประชากรของพระเจ้าไม่มีแนวคิดแจ่มแจ้งว่า  พระเจ้าทรงบริสุทธิ์ยิ่งนัก และดวงใจของพวกเขาเต็มไปด้วยความบาปเพียงใด พวกเขาไม่ตระหนักว่าพวกเขาไม่มีอำนาจที่จะเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าด้วยลำพังพวกเขาเองได้  พวกเขาไม่ทราบว่าพวกเขา ต้องการพระผู้ช่วยให้รอดเพียงใด”  (เอลเลน จี.ไว้ท์, บรรพชนและ ผู้เผยพระวจนะ, หน้า 371)   “พระบัญญัติของพระเจ้าถูกตรัสออกมาด้วยความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่จากภูเขาซีนาย  พระบัญญัติชี้ไปยังจิตสำนึกของคนบาป กล่าวคือพระบัญญัติชี้ให้คนบาปมองเห็นความบาปของพวกตน แต่พระบัญญัติเองไม่มีอำนาจให้อภัยความบาป ทั้งไม่มีอำนาจช่วยคนบาปให้ได้รับความรอดเช่นกัน” (เอลเลน จี.ไว้ท์ Bible Commentarry, เล่ม 6, หน้า 1094)  


 คำถามเพื่อการอภปิราย:

1.   ครุ่นคิดเกี่ยวกับหัวข้อแห่งพระสัญญา คุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับ บุคคลผู้ทำให้คำสัญญาที่ให้ไว้กับคุณล้มเหลว มีความแตกต่างกัน ไหมกับ เมื่อบางคนกล่าวสัญญาไว้กับคุณทั้งที่เขาหรือเธอทราบว่าไม่อาจปฏิบัติตามได้ คุณจะสามารถวางใจพวกเขาได้อีกต่อไปไหมมีความหมายอะไรสำหรับคุณ  เมื่อคุณได้ทราบว่าคุณสามารถไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้าได้ คุณสามารถเรียนรู้ที่จะวางใจในพระสัญญาของพระเจ้าได้อย่างไรเป็นอันดับแรก

2.  มีทางใดบ้างไหม สิ่งทั้งหลายที่อยู่รอบตัวเราสามารถเป็นเหตุให้เราสูญเสียการมองเห็นในความสำคัญแห่งความจริงที่พระเจ้าได้ทรงประทานแก่เราได้ เราจะปกป้องตัวเราเองจากอันตรายนี้ได้อย่างไร
 

 ใจความสรุป 

        การที่พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติให้บนภูเขาซีนายไม่ได้ลบล้างพระสัญญาที่พระเจ้าทรงได้ทำไว้กับท่านอับราฮัม และพระ บัญญัติแห่งซีนายไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆในพระสัญญานั้น ที่พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติให้เพื่อผู้คนจะได้มองเห็นความ บาปของพวกเขาว่าหนักหนาเพียงใด พวกเขามีตัวตนเป็นอย่างไร และพวกเขาต้องการพระสัญญาที่พระเจ้าทรงได้ทำกับท่านอับราฮัมและบุตรหลานของท่านอับราฮัม (ทั้งฝ่ายสายเลือด และฝ่ายจิตวิญญาณ) มากเพียงใด
 
 
                    ********************************

กลับไปสารบัญ
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272