Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 > บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 3 วันที่ 8 - 14 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 4 ว > > > >
.
บทที่ 8 วันที่ 12 - 18 สิงหาคม 2017
.
บทที่ 8      จากการเป็นทาสกลายเป็นทายาทของพระเจ้า 
                     FROM BEING SLAVES TO BECOMING GOD’S CHILDREN                                           
​                     

บ่ายวันสะบาโต


อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:  กาลาเทีย 3:26-4:20โรม 6:1-11ฮีบรู 2:14-18ฮีบรู 4:14, 15โรม 9:4, 5
 
ข้อควรจำ      “เหตุฉะนั้นโดยพระเจ้า ท่านจึงไม่ใช่ทาสอีกต่อไป แต่เป็นบุตร และถ้าเป็นบุตรแล้วท่านก็เป็นทายาท” (กาลาเทีย 4:7)
 

         อัครทูตเปาโลบอกชาวกาลาเทียว่า พวกเขาไม่ใช่ทาส แต่เป็นบุตรชาย บุตรหญิงของพระเจ้า ดังนั้น พวกเขาควรจะดำเนินชีวิตของพวกเขาด้วยความจริงข้อนี้ในจิตใจ ท่านมาร์ติน ลูเธอร์ต้องการได้ยินความจริงข้อนี้เมื่อท่านยังเป็นชายหนุ่ม ต่อมาเมื่อท่านเป็นบาทหลวง บาทหลวงเป็นนักศาสนา ผู้ดำเนินชีวิต และทำงานกับนักศาสนาคนอื่นๆ  ลูเธอร์เชื่อว่าตัวท่านเป็นคนผิดบาป ท่านพยายามทำการดีด้วยตนเองเพื่อจะได้รับการอภัยบาป และมีสันติสุข ท่านอดอาหาร หรืออยู่อย่างปราศจากอาหาร และท่านใช้แซ่เฆี่ยนร่างกายของท่านเอง เพื่อจะขจัดความบาปของท่านออกไป แต่ชีวิตนักบวชของท่านไม่ได้นำสันติสุขมาให้ท่าน ไม่มีสิ่งใดที่ท่านทำสามารถชำระจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์ เพื่อท่านจะพร้อมยืนอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ท่านปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ทุกข้อ แต่ท่านยังไม่พบสันติสุขในดวงจิตของท่าน ท่านพูดว่า “สมมติจะมีบาทหลวงสักคนสามารถไปสวรรค์ได้โดยการกระทำดี” บาดหลวงคนนั้นจะต้องเป็น “ตัวฉันเอง”  ฉันควรได้รับสวรรค์เป็นสิ่งแลกเปลี่ยนจากการทำความดี และการเสียสละที่ตัวฉันได้ทำ ” แต่ไม่มีสิ่งใดที่ท่านมาร์ติน ลูเธอร์ได้ทำไปบังเกิดผลตามที่ท่านหวังไว้

         แต่ต่อมาเมื่อท่านมาร์ติน ลูเธอร์อ่านพระธรรมกาลาเทีย ท่านเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับความรอดในพระคริสต์ จากนั้นเป็นต้นมาท่านลูเธอร์เริ่มมีเสรีภาพด้านจิตวิญญาณ ท่านได้พบความหวังสำหรับดวงวิญญาณของท่าน ท่านลูเธอร์หวังที่จะเปลี่ยนโลก และโลกก็ไม่ได้เป็นอย่างที่ผ่านมาอีกต่อไป               


วันอาทิตย์       การจะอยู่ในพระคริสต์หมายถึงอะไร  (กาลาเทีย 3:26-28)
                       WHAT IT MEANS TO BE IN CHRIST
 
         อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:25 เก็บข้อพระคัมภีร์นี้ไว้ในจิตใจ ขณะที่คุณอ่าน กาลาเทีย 3:26 กาลาเทีย 3:26 ช่วยเราให้เข้าใจถึงความสัมพนัธ์ของเราที่มีต่อพระบัญญัติอย่างไร ซึ่งเวลานี้ราได้รับความรอดแล้วโดยพระเยซู  
 
        เราได้เรียนรู้มาแล้วว่าในสมัยพระคัมภีร์ใหม่ “บุตรชาย” ของเจ้านายอยู่ภายใต้การควบคุมของครู การควบคุมนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อบุตรชายเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ในทำนองเดียวกัน ท่านเปาโลกล่าวว่าผู้มาสู่พระคริสต์ด้วยความเชื่อไม่ใช่แค่เป็นบุตรของเจ้านาย หากความสัมพันธ์ของพวกเขาเปลี่ยนไป เพราะเหตุใด เพราะตอนนี้พวกเขาเป็น “บุตรชาย” ที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ของพระเจ้า  ใน กาลาเทีย 3:26   ถ้อยคำนี้แปลว่าดุจเป็น “บุตรชาย” ในพระคัมภีร์ฉบับคิงเจมส์ ซึ่งแปลมาจากคำในภาษากรีกว่า “ไฮอิอ๊อส” (hyios) ส่วนพระคัมภีร์ฉบับแปลอื่นๆ แปลคำนี้ว่า “เด็กๆ” (children) ที่ท่านเปาโล แปลคำนี้ว่า “บุตรชาย” แทนที่จะเป็น “เด็กๆ” ท่านเปาโลกำลังคิดเกี่ยวกับ “ทรัพย์สมบัติของครอบครัว” ซึ่งจะได้รับการถ่ายทอดแก่บุตรชายคนแรก อีกอย่างท่านเปาโลมีอีกคำหนึ่งอยู่ในใจคือ “บุตรชาย” ของพระเจ้า ชื่อนี้ถูกใช้สำหรับชนอิสราเอลในพระคัมภีร์เดิม (โฮเชยา 11:1)  แต่ผู้คนที่ไม่ใช่ชาวยิวสามารถชื่นชมในความ สัมพันธ์พิเศษนี้กับพระเจ้าได้เช่นกัน ซึ่งเดิมทีชนอิสราเอลเท่าที่ได้ชื่นชมและไม่ใช่เฉพาะเพศชาย ท่านเปาโลได้ผนวกเพศหญิงเข้าด้วยในความสัมพันธ์พิเศษนี้อย่างชัดเจน (กาลาเทีย 3:28)
 
        อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 3:27, 28โรม 6:1-11 และ 1 เปโตร 3:21 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวว่า พิธีบัพติศมามีความหมายพิเศษเพียงใด
 
         ในพระธรรม โรมบทที่ 6 ท่านเปาโลกล่าวว่าการรับบัพติศมาแสดงให้เห็นว่าเราต้องการเข้าร่วมชีวิตในการสิ้นพระชนม์ และการฟื้นพระชนม์ของพระเยซู แต่ใน กาลาเทีย 3:27 ท่านเปาโลกล่าวว่า บัพติศมาหมายถึงการ “สวมใส่ด้วยพระคริสต์” ในพระคัมภีร์เดิม ท่านอิสยาห์กล่าวว่า“จิตใจของข้าพเจ้าลิงโลดในพระเจ้า ของข้าพเจ้า เพราะพระองค์ได้ทรงสวมข้าพเจ้าด้วยเสื้อผ้าแห่งความรอด” (อิสยาห์ 61:10) ท่านเปาโลมอง เห็นการรับบัพติศมาเป็นดุจแวลา เมื่อพระคริสต์สวมใส่ให้เหล่าผู้เชื่อด้วยความบริสุทธิ์ ท่านเปาโลไม่พูด ว่า “ความบริสุทธิ์” โดยทั่วไป แต่ท่านเปาโลหมายถึงความ “ความบริสุทธิ์” ที่พระเจ้าทรงประทานให้กับ เหล่าผู้เชื่อทั้งหลาย

         สิ่งที่เป็นความจริงสำหรับพระคริสต์ ย่อมเป็นความจริงสำหรับเรา พระคริสต์ทรงเป็น “พงศ์พันธุ์” ของ ท่านอับราฮัม เราเป็น“ทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์” (
โรม 8:17)  ข้อเท็จจริงคือเรา ทุกคนต่างเป็นทายาทแห่งพระสัญญาทั้งปวงที่พระเจ้าทรงได้ทำกับท่านอับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่าน
 
 
        ครุ่นคิดเกี่ยวกับแนวคิดนี้: สิ่งใดทเี่ป็นจริงสำหรับพระคริสต์ ย่อมเป็นจริงสำหรับเราเช่นกัน ความจริงอันมหัศจรรย์นี้มีผลต่อทุกส่วนในชีวิตของเราอย่างไร
 

วันจันทร์         การเป็นทาสของกฎเกณฑ์เก่า   (กาลาเทีย 4:1-3)
                      “BEING SLAVES TO OLD RULES” 
 
        ท่านเปาโลเพิ่งแสดงเราให้เราเห็นความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า เราเป็นเหมือน “บุตรชาย” (ทั้งหลาย) และ เป็น “ทายาท” (ทั้งหลาย) ท่านเปาโลกล่าวถึงแนวคิดนี้เพิ่มเติมใน กาลาเทีย 4:1-3 ท่านพูดเกี่ยวกับเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ เมื่อเจ้าของตาย เขาทิ้งทุกอย่างให้กับบุตรคนโต แต่บุตรคนนั้นอายุยังน้อย ดังนั้นทรัพย์สมบัติจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ “กลุ่มผู้จัดการ” จนกว่าเด็กชายจะบรรลุนิติภาวะ  การเปรียบเทียบของท่านเปาโลเตือนเราให้คิดถึงตัวอย่างของครูผู้เข้มงวดใน กาลาเทีย 3:4 แต่กาลาเทีย 4:1-3 เผยให้เห็นอำนาจของกลุ่มผู้จัดการซึ่งยิ่งใหญ่กว่ามาก พวกเขามีความรับผิดชอบดูแลเลี้ยงดูบุตรของเจ้านาย และพวกเขารับผิดชอบงานด้านธุรกิจทั้งหมด จนกระทั่งบุตรชายของเจ้านายโตพร้อมที่จะควบคุมดูแลทุกสิ่งด้วยตัวของเขาเอง
 
        อ่าน กาลาเทีย 4:1-3 ท่านเปาโลพูดอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ที่ควรช่วยเราให้เข้าใจในความสำคัญว่าพระบัญญัติอยู่ในชีวิตของเราเดี๋ยวนี้ เพราะเราอยู่ในพระคริสต์อย่างไร
 
        ผู้คนไม่เห็นด้วยกับความหมายของถ้อยคำท่านเปาโลพูดว่า “อำนาจพื้นฐานฝ่ายวิญญาณแห่งสากลจักรวาล” (กาลาเทีย 4:3) คำว่า “อำนาจ” ที่นี่มาจากภาษากรีก “สโตอิคเฮีย” (stoicheia) หมายถึง “เอลลิเมินท์” (elements) ซึ่งหมายถึงธาตุต่างๆซึ่งอยู่ในดิน รวมถึง ดิน น้ำ ลม ไฟ และสภาพของอากาศ บางคนคนคิดว่า ท่านเปาโลกำลังพูดเกี่ยวกับธาตุต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของจักรวาล (2 เปโตร 3:10,12) คนอื่นๆ คิดว่าท่านเปาโลหมายถึงเทพผู้ครอง และศักดิ์เทพผู้ควบคุมยุคชั่วร้ายนี้ (โคโลสี 2:15) ภาพพจน์จากถ้อยคำของท่านเปาโล บอกว่า “ผู้เชื่อเป็นดุจเด็กๆ” (กาลาเทีย 4:1-3) แสดงให้เห็นว่า ท่านเปาโลหมายถึงกฏพื้นฐาน หรือ “เอ.บี.ซี.” แห่งชีวิตด้านศาสนา พระคัมภีร์เดิมมีกฎเกณฑ์ต่างๆเช่นนั้นอยู่มาก แต่ทั้งหมดเป็นเสมือนเงาของสิ่งที่จะมาถึงกฎเกณฑ์เหล่านั้นไม่เคยหมายถึงสิ่งมาแทนที่พระคริสต์    ดังนั้นคริสเตียนทั้งหลายต้องไม่ดำรงชีวิตโดยอาศัยกฎเกณฑ์เหล่านี้ที่จะทำเช่นนั้นเท่ากับการเดินถอยหลัง การเดินถอยหลังเป็นเหมือนที่ชาวกาลาเทียกำลังทำอยู่ เมื่อพวกเขาตอ้งการกลับไปยังกฎเกณฑ์เหล่านั้น หลังจากที่พระคริสต์ได้เสด็จมาแล้ว ลองจินตนาการถ้าบุตรชาย ในกาลาเทีย 4:1-3 ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แต่เขาต้องการกลับไปเป็นเด็กอีกหรือ
 
        เหมือนความเชื่อของเด็กซึ่งอาจเป็นไปในด้านบวก (มัทธิว 18:3) แต่เป็นอย่างเดียวกับการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในการดำเนินฝ่ายวิญญาณจิตของคุณไหม  สมมติคุณเติบโตมากในการดำเนินฝ่ายจิตวิญญาณ นั่นหมายความว่าความเชื่อของคุณจะเป็นเหมือนเด็กมากขึ้นหรือเปล่า ความเชื่อของคุณเหมือนเด็ก คือไร้เดียงสา และมีความไว้วางใจคือความเชื่อของคุณหรือไม่
 

วันอังคาร       “พระเจ้าทรงส่งพระบุตร”  (กาลาเทีย 4:4)   
                      “GOD SENT HIS SON”
 
        ใน กาลาเทีย 4:4 ท่านเปาโลใช้คำว่า “กำหนด” แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงกำหนดเวลาในส่วนของพระองค์ในแผนการเพื่อช่วยให้เรารอด พระเยซูไม่ได้เสด็จมาในเวลาใดก็ได้  แต่ทรงเสด็จมาตามเวลาที่ทรงเลือกไว้เป็นช่วงเวลาดีที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งเรียกว่า “แพ็คโรมานา” (Pax Romana)  คำนี้หมายถึงช่วง เวลาแห่งสันติสุขของอาณาจักรโรมัน ช่วงนี้ของเวลาเกิดขึ้นนานสองร้อยปี เป็นช่วงเวลาที่ประชาชนรู้สึกปลอดภัยในสถานการณ์มั่นคงตลอดทั้งอาณาจักรโรมัน ตอนนั้นโรมมันได้ชัยชนะดินแดนเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด ชัยชนะนี้นำมาซึ่งสันติสุข และทำให้การเดินทางไปมาง่ายขึ้น ผู้คนพูดภาษาเดียว และแบ่งปันรูปแบบชีวิตคล้ายกัน สิ่งเหล่านี้ช่วยทำให้การเผยแพร่พระกิตติคุณเป็นไปอย่างรวดเร็ว พระเจ้าทรงกำหนดเวลานี้สำหรับการเสด็จมาบังเกิดของพระบุตรของพระองค์ (อ่าน ดาเนียล 9:24-27
 
       อ่าน พระธรรม ยอห์น 1:14กาลาเทีย 4:4, 5โรม 8:3, 42 โครินธ์  5:21ฟีลปิปี 2:5-8ฮีบรู 2:14 -18 และ ฮีบรู 4:14, 15 สอดคล้องกับข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เหตุใดพระเยซูจึงจำเป็นต้องมากลายเป็นมนุษย์เพื่อที่จะช่วยเราให้ได้รับความรอด
 
         กาลาเทีย 4:4, 5 เป็นคำพรรณนาเรื่องพระกิตติคุณสั้นที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เพราะบอกว่าพระเยซูทรงได้เสด็จมาสู่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ การเสด็จมานี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระเจ้าทรงดำเนินการ “ก้าวแรก” ในแผนการช่วยเราให้รอด คำว่า “พระเจ้าทรงส่งพระบุตรของพระองค์” เป็นการแสดงให้ผู้เชื่อเห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า (ยอห์น 1:1-318ฟีลิปปี 2:5-9;โคโลสี 1:15-17)  พระเจ้าไม่ได้ส่งผู้สื่อข่าวแห่งสวรรค์มายังเรา แต่ทรงส่งพระบุตรของพระองค์ลงมาเพราะว่ามีเพียงผู้มีศักดิ์เท่าเทียมกับพระเจ้าจึงสามารถช่วยเราให้รอดได ้  พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์สถิตอยู่กับพระบิดาตั้งแต่ในปฐมกาล “พระองค์ทรงเสด็จมาเกิดในครรภ์ของสตรีคนหนึ่ง” พระคัมภีร์ข้อนี้บอกเราว่าพระเยซูได้กลายเป็นบุตรของมนุษย์จริงๆ   คำว่า “ทรงถือกำเนิดใต้ธรรมบัญญัติ” ชี้ไปยังข้อมูลความจริงที่ว่า พระเยซูทรงบังเกิดเพื่อจะสิ้นพระชนม์สำหรับความบาปของเรา       พระคริสต์จำเป็นต้องกลายเป็นมนุษย์ เพราะเหตุใด เพราะเราไม่อาจช่วยเราเองให้รอดได้ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า แต่พระองค์มารับสภาพร่างกายของมนุษย์ผู้ล้มลงในความบาป โดยการทำเช่นนั้น พระองค์ได้กลายเป็นตัวแทนเราตามกฏหมายเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นมหาปุโรหิต พระองค์ทรงเป็นอาดัม “คนที่สอง” พระองค์เสด็จมาเพื่อเอาชนะและนำสรรพสิ่งที่อาดัมคนแรกได้สูญเสียไปจากการไม่เชื่อฟังคืนกลับมา (โรม 5:12-21) พระคริสต์ทรงเชื่อฟังตามข้อกำหนดของพระบัญญัติ พระองค์ทรงเอาชนะการทดลอง ขณะที่อาดัมคนแรกพ่ายแพ้ การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนกางเขนตอบสนองข้อกำหนดความยตุิธรรมของพระบัญญัติ เพราะพระบัญญัติกำหนดให้มนุษย์ที่ทำบาปต้องตาย และพระคริสต์ทรงรับแบกบาปของเราไป และทรงสิ้นพระชนม์แทนที่เรา และความตายของพระองค์ทำให้พระองค ์“ได้สิทธิ์” ที่จะช่วยพวกเราทั้งปวงผู้มาหาพระองค์ในความเชื่อแท้ และมอบถวายชีวิตให้กับพระองค์
 

วันพุธ               พระพรพิเศษของการได้รับเป็นบุตร  (กาลาเทีย 4:5-7)                   
                        THE SPECIAL BLESSINGS OF BEING ADOPTED 
 
        พระธรรมกาลาเทีย 4:5 ท่านเปาโลกล่าวว่า “เพื่อจะทรงไถ่คนเหล่านั้นที่อย่ใูต้พระบัญญัติ” คำว่า “ทรงไถ่” ก็คือ “การซื้อกลับคืนมา” ซึ่งหมายถึงพระคริสต์ทรงจ่ายราคาเพื่อซื้อ “เสรีภาพ” ของเหล่าผู้อยู่ในฐานะ “ตัวประกัน” หรือ “เป็นทาส” ถ้อยคำนี้เอ่ยถึงบางสิ่งในด้านลบเกี่ยวความรอด เป็นการแสดงว่าเราเป็นทาส และ มีความจำเป็นต้องการได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ    แต่เป็นอิสระจากอะไร พระคัมภีร์ใหม่ใส่รายชื่อหัวข้อหลักสี่ประการ: (1) พญามาร และเล่ห์กลของพญามาร (ฮีบรู 2:14, 15) (2) ความตาย (1โครินธ์ 15:56, 57) (3) อำนาจของความบาปทำให้เราตกเป็นทาส (โรม 6:22) และ (4) ความผดิบาปจากการละเมิดพระบัญญัติ (โรม 3:19-24); กาลาเทีย 3:13 และ กาลาเทีย 4:5)
 
        อ่าน กาลาเทีย 4:5-7เอเฟซัส 1:5โรม 8:15, 16, 23 และ โรม 9:4, 5  พระพรพเิศษอะไรหลัง่มายังเราอันเป็นผลลัพธ์ของการที่เราได้รับความรอดในพระคริสต์
 
        เรามักพรรณนาถึงสิ่งต่างๆ ที่พระคริสต์ได้ทำเพื่อเราซึ่งมาในรูปของ “ความรอด” แต่คำนี้ไม่ใกล้กับคำที่ท่านเปาโลใช้ คือคำว่า “การรับไว้เป็นบุตร” ท่านเปาโลเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่คนเดียวที่ใช้คำนี้ การรับไว้เป็นบุตร เป็นพระเพณีที่รู้จักกันดีของโลกสมัย กรีก-โรมัน จักรพรรดิหลายองค์ในสมัยของท่านเปาโลไม่มีบุตรชาย ดังนั้นพวกเขารับเอาบุคคลเป็นบุตรบุญธรรม ผู้จะสืบทอดการปกครองของพวกเขา การรับบุตรบุญธรรมมาพร้อมผลประโยชน์บางประการ: (1) บุตรชายที่ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรม..มีสิทธิ์ตามกฏหมายเท่ากับบุตรโดยสายเลือด เขาจะได้รับสิทธิ์ หรือมรดกของบุคคลที่รับเขาเป็นบุตรบุญธรรม (2) ผู้ที่รับบุตรบุญธรรมตกลงที่จะเลี้ยงดูเด็กคนนั้น ให้ความรัก การเอาใจใส่ ให้เสื้อผ้า อาหารและการศึกษา (3) เมื่อรับใครแล้วไม่อาจบอกปฏิเสธว่า ไม่ใช่บุตรบุญธรรมในภายหลังได้ (4) ไม่อาจทำให้บุตรบุญธรรมเป็นทาสได้ (5) พ่อ-แม่ผู้ให้กำเนิดไม่อาจเรียกบุตรกลับได้ (6) บุตรบุญธรรมได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้รับมรดก (เดเรก อาร์. มัวร์ คริสพิน, The Evangelical on Quartery, เล่ม LXI/No. 3, หน้า 216)   สิทธิทั้งหมดของบุตรบุญธรรมถูกทำขึ้นอย่างมั่นคงมีกฎหมายรองรับ ให้เราทั้งหลายจินตนาดู การที่เราได้กลายเป็นบุตรบุญธรรมของพระเจ้า เราได้สิทธิ์มากมายเพียงใด 
 
        พระธรรมกาลาเทีย 4:6   คำว่า “อับบา” (Abba) ในภาษาฮีบรู เป็นคำที่เด็กๆ เรียกผู้เป็น “บิดา” ของพวกเขา พระเยซูทรงใช้ในการอธิษฐาน (มาระโก 14:36) ซึ่งเหมือนชาวตะวนัตกเรียกพ่อว่า “แดดดี” หรือ บางชาติใช้ คำว่า “ปาปา” ในปัจจุบัน เราได้สิทธิ์ผ่านทางพระเยซูที่จะเรียกพระเจ้าว่า “พระบิดา” คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อได้เรียกชื่อพระเจ้าว่า “พระบิดา” “พระบิดาเจ้า” “พระบิดาแห่งข้าพระองค์ทั้งหลาย”
 

วันพฤหัสบดี      เหตุใดจึงหวนกลับไปเป็นทาส  (กาลาเทีย 4:8-20)     
                         WHY TURN BACK TO BEING SLAVES    
                                  
         อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 4:8-20 ท่านเปาโลพูดอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ให้คุณเขียนคำตอบลงบนเส้น “จุดๆ” ที่ได้เตรียมไว้ข้างล่าง มีคำสอน และการปฏิบัติเทียมเท็จหลายอย่างท่ามกลางชาวกาลาเทีย ท่านเปาโลถือว่านี่เป็นการคุกคามที่ร้ายแรงเพียงใด 
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 
        ท่านเปาโลไม่กล่าวตรงๆ ว่ามีการปฏิบัติผิดในความเชื่อทางศาสนาอะไรบ้างของชาวกาลาเทีย แต่ท่านเขียนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับระบบเทียมเท็จที่ใช้ในการนมัสการ การนมัสการเทียมเท็จนี้ยังผลให้ผู้เชื่อหวนกลับไปเป็นทาสฝ่ายจิตวิญญาณ ท่านเปาโลคิดว่าระบบดังกล่าวนี้เป็นสิ่งอันตรายมาก และเป็นการบ่อนทำลายซึ่งเป็นเหตุให้ท่านเขียนจดหมายฝากกล่าวเตือนอย่างเอาจริงเอาจังต่อชาวกาลาเทีย ท่านเปาโลเตือนพวกเขาว่า สิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่เป็นการหันหนีจากการเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งจะทำให้พวกเขาหวนกลับไปเป็นทาสอีกครั้งหนึ่ง
 
        อ่านพระธรรม กาลาเทีย 4:9-11 ท่านเปาโลไม่ได้กล่าวเจาะจงว่าชาวกาลาเทียกำลังทำอะไรอยู่ แต่มีอะไรที่ ชาวกาลาเทียกำลังทำที่ท่านเปาโลพบว่าเป็นการทำผิดมหันต์  
 
        ใน กาลาเทีย 4:10 ท่านเปาโลกล่าวว่า “ท่านถือวัน เดือน ฤดู และปี” หลายคนคิดว่าถ้อยคำนี้ ท่านเปาโล หมายถึง ท่านเปาโลต่อต้านทั้ง “วันสะบาโต” และ “บัญญัติว่าด้วยพิธีถวายบูชา” ในพระคัมภีร์เดิม แต่แนวคิดนี้ผิด เพราะเหตุใด ประการแรก สมมติว่าท่านเปาโลต่อต้านการถือรักษาวันสะบาโต และข้อปฏิบัติอื่นๆของชาวยิว ท่านคงจะได้เอ่ยถึงตรงๆ ประการที่สอง ท่านเปาโลกล่าวชัดเจนในสิ่งที่ชาวกาลาเทียกำลังทำซึ่งจะนำ พวกเขาหลุดจากสถานะเป็นไทสู่ความเป็นทาส “สมมติว่าพวกเขาถือรักษาวันสะบาโตวันที่เจ็ดเป็นวันบริสุทธิ์ทำให้ผู้คนกลับไปเป็นทาส อย่างนั้นจะหมายความว่า พระผู้สร้างคือพระเจ้าเองได้กลายเป็นทาสเมื่อพระองค์ถือรักษาวันสะบาโตแรกหลังจากที่พระองคท์รงสร้างโลกเสร็จ” (The SDA Bible Commentary, เล่ม 6, หน้า 967) และสมมติว่าการถือรักษาวันสะบาโตเป็นนำเอาเสรีภาพออกไป และทำให้ผู้ถือรักษาเป็นทาส อย่างนั้นเหตุใดพระเยซูทรงถือรักษาวันสะบาโต และสอนให้คนอื่นๆ ถือรักษาไว้ด้วยเล่า
 
        มีสิ่งใดทเี่ราชาวแอ๊ดเวนตีสทำ ซึ่งจะนำเอาเสรีภาพที่เรามีในพระคริสต์ออกไป ถ้ามี สิ่งน้ันหรือสิ่งเหล่าน้ันคืออะไร สมมติการทำสิ่งน้ันไม่ใช่ปัญญหาจริงจังอะไร ปัญหาจริงๆ คือสิ่งที่เรารู้สึก และคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ความคิด หรือความรู้สึกนำเราไปสู่การเป็นทาสชนิดหนึ่งได้อย่างไร ซึ่งท่านเปาโลกล่าวเตือนต่อชาว กาลาเทียในเรื่องนี้
 

วันศุกร์         ศึกษาเพิ่มเติม 
        

        “พระเจ้าทรงวางแผนในสวรรค์ว่าจะช่วยคนบาป พระคริสต์จะต้องเป็นผู้รับโทษแทนมนุษย์ ทั้งนี้เพื่อจะ ช่วยมนุษย์จากความตาย เหล่าผู้เชื่อในพระองค์จะได้กลายเป็นบุตรชาย หญิงของพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์ แผนนี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์ที่สุด พระเจ้าทรงปรารถนาให้มนุษย์ทั้งมวลได้รับความรอด สิ่งทั้งปวง ที่จะช่วยมวลมนุษย์ให้รอดได้ถูกทำเสร็จแล้ว พระเจ้าทรงประทานพระบุตรเพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างความบาปแทนที่เรา เหล่าผู้ไม่ได้รับชีวิตนิรันดร์จะตายไปเพราะว่าพวกเขาปฏิเสธที่จะถูกรับเป็นบุตรชาย หญิงของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์  ความหยิ่ง ความถือดีได้ปกป้องมนุษย์ไว้จากการรับเอาของประทานแห่งความรอดไม่ มีการกระทำดีใดๆ จะเพียงพอให้รับรางวลัแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์ สิ่งเดียวเราจะทำใหเ้ป็นที่ชอบพระทัยของพระเจ้าคือ “พระคุณ” พระคุณเป็นของประทานแห่งพระเมตตา และการอภัยบาป พระองค์ทรงประทานให้เราเปล่าๆ เพื่อจะขจัดความบาปของเราออกไป เราได้รับพระคุณนี้โดยความเชื่อที่เรามีในพระคริสต์ เราไม่อาจพึ่งในการทำดีของเรา หรือรู้สึกดีเมื่อเราทำความดี นั่นไม่ใช่เป็นข้อพิสูจน์ว่าเราจะได้รับความรอด เราถูกเลือกไว้ผ่านทางพระคริสต์องค์เดียวเท่านั้น” (เอลเลน จี. ไว้ท์, Chosen in Christ, Signs of the Time, 2 มกราคม 1893)


ใจความสรุป

        ในพระคริสต์  เราได้ถูกรับเป็นบุตรบุญธรรมในครอบครัวของพระเจ้า  บัดนี้เราได้เป็นบุตรชายและบุตรหญิงของพระเจ้าแล้ว   เราเป็นทายาทของพระองค์  เราได้สิทธิ์เข้าถึงพระพรทั้งปวงที่มายังเราผ่านความสัมพันธ์พิเศษนี้ที่เรามีกับพระเจ้า    สมมติเราประสงค์จะนมัสการพระเจ้า  ด้วยความสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นนี้  ด้วยกฏเกณฑ์และพระบัญญัติต่างๆ เท่านั้น    การนมัสการลักษณะเช่นนี้เป็นความโง่เขลา! เพราะจะเป็นเหมือนบุตรชายหญิงที่ต้องการยกเลิกการเป็นทายาทเพื่อพวกเขาสามารถจะกลับไปเป็นทาสอีก


                                                                                            *********************** 

กลับไปสารบัญ

 

 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272