Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 > บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 3 วันที่ 8 - 14 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 4 ว > > > > > >
.
บทที่ 10 22สิงหาคม-1 กันยายน
.
 บทที่ 10     หนังสือสัญญาสองฉบับ
                        THE TWO CONTRACTS (Covenants)                          


บ่ายวันสะบาโต    


อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
:   กาลาเทีย 4:21-31; ปฐมกาล 1:28; ปฐมกาล 2:2-3; ปฐมกาล 3:15;
                                                                      ปฐมกาล 15:1- 6; อพยพ 6:2-8; อพยพ 19:3-6 

 ข้อควรจำ           “แต่ว่าเยรูซาเล็มซึ่งอยู่เบื้องบนนั้นเป็นไทย เป็นมารดาของเราทั้งหลาย” (กาลาเทีย 4:26)

 
         คริสเตียนบางคนปฏิเสธอำนาจของพระคัมภีร์เดิม พวกเขาไม่อนุญาตให้คำกล่าวใดมีผลต่อชีวิตของพวกเขา พวกเขารู้สึกว่าการ ที่พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติที่ภูเขาซีนายไม่สอดคล้องกับพระกิตติคุณ ดังนั้นพวกเขาคิดว่า พระสัญญาทรงประทานให้บนภูเขาซี นายพ้นสมัยแล้ว  พวกเขาเชื่อว่าพระสัญญาดังกล่าวใช้สำหรับช่วงสมัยเมื่อความรอดยังวางบนพื้นฐานการเชื่อฟังพระบัญญัติ แต่ผู้คน ในสมัยนั้นล้มเหลวที่จะถือรักษาพระบัญญัติ ดังนั้นคริสเตียน กล่าวว่าพระเจ้าทรงสร้างพระสัญญาใหม่ พระสัญญาใหม่วางพื้นฐานบนพระกรุณาธิคุณของพระเยซู แต่พระสัญญาฉบับเดิมวางพื้นฐานโดยการถือรักษาพระบัญญัติ

        แต่ข้อคิดเห็นนี้ผิด ความรอดไม่เคยมาจากการเชื่อฟังพระบัญญัติ นับจากจุดเริ่มต้นศาสนาของชนชาติยิว ความรอดเป็นมาจาก พระเมตตาคุณ และการอภัยบาปเสมอ ในพระธรรมกาลาเทีย อัครทูตเปาโลต่อสู้กับคำสอนที่ว่า “การเชื่อว่าความรอดได้มาจากการ กระทำ ” ความเชื่อเทียมเท็จนี้หันเหผู้คนจากความจริง และจากพระคัมภีร์เดิม พระสัญญาสองฉบับไม่ใช่สัญลักษณ์ของช่วงเวลาซึ่งพระสัญญาทรงประทานให้  แต่เป็นการแสดงให้เห็นสองเส้นทางแตกต่างกันที่มนุษย์แสวงหาความรอดสองเส้นทางนี้ย้อนกลับไปยังสมัยของคำอิน และอาแบล พระสัญญาเดิมเป็นสัญลักษณ์ของเหล่าผู้ไว้วางใจในผลงานของพวกเขาเองที่พยายามให้เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า เห็นได้จากคำอินไว้วางใจในความดีของเขาเอง แต่พระสัญญาใหม่แสดงให้เห็นประสบการณ์ของเหล่าผู้ไว้วางใจในพระเจ้าว่าจะทรงทำตามพระสัญญาของพระองค์์ทั้งหมด ในทำนองเดียวกัน อาแบลพึ่งวางใจในพระเจ้าว่าจะทรงประทานอภัยบาปของเขา 


 วันอาทิตย์        เอบีซี แห่งหนังสือสัญญาฉบับแรก  (ปฐมกาล 2:2, 3, 15-17)
                            THE ABC’S OF THE FIRST CONTRACTS 

         ใน พระธรรม กาลาเทีย 4:21-31 ท่านเปาโลเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ของชนชาติอิสราเอล หลายคนรู้สึกว่าส่วนนี้ในจดหมายฝาก ของท่านเปาโล “ยากที่สุด” จะเข้าใจ  ขั้นแรกที่จะเข้าใจถ้อยคำของท่านเปาโลจะต้องทราบว่าท่านหมายถึงอะไรจากการใช้คำว่า “พันธสัญญา” พันธสัญญาคือข้อสัญญาหรือข้อเห็นพร้องระหว่างพระเจ้า และประชากรของพระองค์์

        คำว่า “พันธสัญญา” ในภาษาฮีบรู คือ “เบริท” (berit) คำว่า “เบริท” เป็นข้อสัญญาทางกฎหมาย  พันธสัญญานี้ได้ถูกใช้มาเป็นเวลาหลายพันปีตลอดอาณาบริเวณตะวันออกใกล้ในสมัยพระคัมภีร์ พันธสัญญาช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และประชาชาติ   ส่วนหนึ่งของการทำพันธสัญญาในครั้งกระโน้นได้มีการฆ่าสัตว์ด้วยซึ่งแสดงให้เห็นว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับผู้ละเมิดพันธสัญญานั้น

       “พระเจ้าทรงใช้พันธสัญญาเพื่อแสดงให้เห็นแผนการของพระองค์์สำหรับครอบครัวมนุษย์ พระองค์์ทรงทำสิ่งนี้จากสมัยของอาดัม จนถึงสมัยของพระเยซู   คำสัญญาแห่งพันธสัญญานี้ชี้ไปยังการเสด็จมาของพระผู้ช่วยให้รอด และเหล่าข้อสัญญาเดียวกันนี้ ได้มาถึงจุดสูงสุดในพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงทำไว้กับกษัตริย์ดาวิด (อ่าน ปฐมกาล 12:2, 3; 2 ซามูเอล 7:12-17; อิสยาห์ บทที่ 11) ชาติอิสราเอลตกเป็นทาสในบาบิโลน ช่วงเวลานั้น พระเจ้าทรงประทานพระสัญญาที่ดีกว่าพระสัญญานี้คือ “พันธสัญญาใหม่” (เยเรมีย ์31:31-34)    พันธสัญญาบอกเกี่ยวกับการเสด็จมาพระเมสสิยาห์  (เอเสเคียล 36:26-28; เอเสเคียล 37:22-28) พระเมสสิยาห์ (Messiah) “พระองค์ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร” พระเมสสิยาห์จะทรงช่วยประชากรของพระเจ้าจากความบาปของพวกเขา พระเจ้าทรงสัญญาว่า พระเมสสิยาห์จะเสด็จผ่านพงศ์พันธุ์กษัตริย์ดาวิด” (ฮนัส์ เค. ลารอนเดลเล, พระผู้สร้างเป็น พระผู้ไถ่ของเรา (พระผู้ช่วยให้รอด), หน้า 4)   
 
        อ่าน ปฐมกาล 1:28; ปฐมกาล 2:2, 3, 15-17 พระเจ้าทรงทำพันธสัญญากับอาดัมในสวนเอเดนก่อนที่ความบาปจะเข้ามา  พันธสัญญานี้วางบนพื้นฐานอะไร?
 

         พันธสัญญาวางบนพื้นฐานพระบัญชาของพระเจ้าที่ว่า  “อย่ากิน หรือถูกต้อง” ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว พระบัญชานี้ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ที่จะถือรักษาไว้  มนุษย์ถูกสร้างมาให้เ้ชื่อฟัง  แต่อาดัมและเอวาเลือกที่จะไม่เชื่อฟัง พวกเขาได้ “ละเมิด” พันธสัญญาที่ทรงประทานให้พวกเขาในตอนสร้างโลกเสร็จใหม่ๆ   และคราวนี้ความบาปได้ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์ผู้มีความบาปจะเชื่อฟัง แต่พระเจ้าจะทรงเยียวยาพันธสัญญาที่อาดัมและเอวาได้ทำให้ขาดสะบั้นไป พระเจ้าทรงสร้างความสัมพันธ์นี้ขึ้นใหม่ด้วยพระสัญญาของพระผู้ช่วยให้รอดพระสัญญานี้ได้กลายเป็น “พันธสัญญาใหม่” แห่งพระเมตตากรุณา
 
         อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 3:15 พระคัมภีร์ข้อนี้บรรจุพระกิตติ คุณแห่งพระสัญญาข้อแรกในพระคัมภีร์ พระคัมภีร์ข้อนี้แสดงให้เห็น ความหวังที่เรามีในพระคริสต์อย่างไร?  


 วันจันทร์   พระสัญญาของพระเจ้ากับท่านอับราม  (ปฐมกาล 12:1-5)
                    GOD’S CONTRACT WITH ABRAM      

        พระสัญญาอะไรที่พระเจ้าทรงทำกับท่านอับรามใน ปฐมกาล 12:1-5 ท่านอับรามตอบอะไร?
 
        พระสัญญาข้อแรกที่พระเจ้าทรงทำกับท่านอับรามเป็นหนึ่งของข้อพระคัมภีร์ที่ทรงพลังที่สุดในพระคัมภีร์เดิม  ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ทุกข้อเกี่ยวกับพระเมตตาของพระเจ้าทั้งนั้น  พระเจ้าทรงตรัสสัญญา ไม่ใช่ท่านอับรามร่วมสัญญา ท่านอับรามไม่ต้องทำอะไรเลย เพื่อให้พระเจ้ายอมรับ และไม่มีอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ที่แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าและท่านอับราม “ทำการหารือ” จนบรรลุความเห็นพร้องกัน พระเจ้าทรงสัญญาทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านอับรามได้รับการขอเพียงให้ท่านมีความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าเท่านั้น ความเชื่อนี้ไม่ใช่ความเชื่อแบบอ่อนแอ แต่ท่านอับรามได้แสดงให้เห็นความเชื่อแท้ของท่าน โดยการเดินทางจากบ้านเรือน และญาติพี่น้องเพื่อมุ่งไปดินแดนแห่งพระสัญญาซึ่งพระเจ้าตรัสสั่งให้ไป แม้ในตอนนั้นท่านอับรามจะมีอายุได้ 75 ปีแล้ว

         อ่าน พระธรรม ปฐมกาล 15:1-6  พระเจ้าทรงสัญญากับท่านอับรามว่า ท่านจะมีบุตรชาย ท่านอับรามรอถึง 10 ปีเพื่อให้บุตรชายมาเกิด มีคำถามอะไรที่ท่านอับรามทูลถามพระเจ้าเกี่ยวกับพระสัญญาของพระองค์์ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้?
 
         เป็นการง่ายที่จะคิดว่าท่านอับรามเป็นชายแห่งความเชื่อ ผู้ไม่เคยมีคำถามหรือข้อสงสัยใดๆ แต่พระคัมภีร์บอกเราในอีกแง่หนึ่ง ถูกแล้วท่านอับรามเชื่อ แต่ท่านก็มีคำถามควบคู่กันไป แต่ความเชื่อของท่านอับรามเติบโต ในบางลักษณะท่านอับรามเหมือนกับบิดาที่กล่าวใน มาระโก 9:24 (“บิดาของเด็กทูลว่าข้าพเจ้าเชื่อ ที่ข้าพเจ้าขาดความเชื่อนั้น ขอโปรดให้เชื่อเถิด”) จริงๆ แล้วท่านอับรามทูลพระเจ้าด้วยความสงสัยเช่นกันว่า “อับรามทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์์จะรู้ ได้อย่างไรว่า จะได้ดินแดนนี้เป็นกรรมสิทธิ์” (ปฐมกาล 15:8)
        พระเจ้าทรงบอกท่านอับรามว่า พระสัญญาของพระองค์์แน่นอน และเป็นความจริง พระเจ้าทำสัญญากับท่านอับรามอย่างถูกต้องตามกฎหมาย (legal contract) เพื่อเป็นการแสดงให้ท่านอับรามเห็นว่า ท่านสามารถวางใจในพระองค์์ได้แน่นอน ข้อตกลงนี้ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ และมีความเป็นพิเศษ แต่มันไม่ใช่เรื่องน่าทึ่งที่พระเจ้าทรงทำสัญญากับท่านอับราม สิ่งที่น่าประหลาดใจคือพระเจ้าจะทรงผ่อนผันได้มากเพียงใด และพระองค์จะทำอะไร  ในสมัยของท่านอับรามผู้ปกครองจะไม่ทำสัญญาซึ่งมีข้อผูกพันตามกฏหมายกับผู้รับใช้ของพวกเขา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าได้ทำกับท่านอับราม และพระเจ้าไม่ทรงหยุดแค่นั้น จากนั้นพระองค์์ทรงได้ทำบางสิ่งน่าอัศจรรย์มาก พระองค์์ทรงดำเนินผ่านซากสัตว์หลายตัวที่ถูกฆ่า การกระทำนี้เป็นเครื่องหมายแสดงให้ท่านอับรามเห็นว่า พระเจ้าทรงเต็มพระทัยที่จะประทานชีวิตของพระองค์์เพื่อรักษาพระสัญญา และนี่คือสิ่งได้เกิดขึ้นจริงบนไม้กางเขน พระเยซูทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์์บนเขาคำล์วารี การสิ้นพระชนม์ของพระองค์์ทำให้พระสัญญาของพระองค์เป็นจริง 
 
        ในส่วนไหนของชีวิตคุณ ที่คุณต้องการจะเอื้อมออกไปโดยความเชื่อที่จะเชื่อในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ คุณสามารถจะยึดความเชื่อไว้มั่นคงไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร 


 วันอังคำร   “ท่านอับราฮัม นางซาราห์และนางฮาการ์” (กาลาเทีย 4:21-31)
                      “ABRAHAM, SARAH, AND HAGAR’ 

         อ่าน กาลาเทีย 4:21-31 และ ปฐมกาล บทที่ 16 เหตุใดท่านเปาโล ใน กาลาเทีย 4:21-31 ไม่ได้คิดดีๆ ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางฮาการ์ มีจุดสำคัญเกี่ยวกับความรอดอะไรที่ท่านเปาโลนำเรื่องในพระคัมภีร์เดิมมาใช้ตรงนี้

…………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………… ……………………………………………………………………… 

         นางฮาการ์เป็นชาวอียิปต์ เป็นทาสในบ้านของท่านอับราม เรื่องของนางฮาการ์ในพระธรรมปฐมกาลเป็นเรื่องเชื่อมโยงกับความล้มเหลวของท่านอับรามที่ไม่เชื่อในพระสัญญาของพระเจ้า   ท่านอับรามและนางซารายผู้เป็นภรรยา ทั้งสองได้รอคอยเป็นเวลาสิบปีที่จะให้บุตรชายมาเกิด พวกเขาตัดสินใจว่า พระเจ้าทร ต้องการให้พวกเขาช่วย   นางซารายจึงได้ย้กนางฮาการ์ให้เป็นอนุภรรยา (concubine) ของท่านอับราม คำว่าอนุภรรยาตรงนี้มีศักดิ์น้อยกว่าอนุภรรยาทั่วไป ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันแผนของนางซารายจะเห็นเป็นเรื่องแปลก แต่ในสมัยของนางเป็นแผนค่อนข้างชาญฉลาด ในสมัยก่อนโน้นทาสหญิงสามารถเป็นมารดาแทนนายหญิงที่ไม่มีบุตรของตัวเองได้  ดังนั้นนางซารายสามารถรับเอาเด็กที่เกิดมาจากสามีของนางกับนางฮาการ์มาเป็นเหมือนบุตรของนางได้ แผนการได้ผล แต่เด็กที่เกิดมาไม่ใช่เด็กที่มาจากพระสัญญาของพระเจ้า

          เรื่องนี้เป็นตัวอย่างอันทรงพลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามีความเชื่อหย่อนยานลงในช่วงเวลาหนึ่ง ใน
ปฐมกาล 17:18, 19 ท่านอับราฮัมทูลขอพระเจ้าให้รับ “อิชมาเอล” บุตร ของท่าน ที่เกิดจากครรภ์ของนางฮาการ์เป็นทายาทของท่าน แต่พระเจ้าทรงปฏิเสธคำขอร้อง ไม่มีอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่เป็นเรื่องแสนจะธรรมดาเกี่ยวการมาเกิดของอิชมาเอล  ยกเว้นความจริงที่ว่านางซาราห์เต็มใจที่จะแบ่งปันสามีกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง อิชมาเอลเป็นเด็กชายที่ถือกำเนิดมา “ในวิธีธรรมดา” (กาลาเทีย 4:29) สมมติท่านอับราฮัมได้ไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้า แทนที่จะปล่อยให้ตัวท่านเองเกิดความสงสัย สถานการณ์ยุ่งยากกับนางฮาการ์ก็จะไม่เกิดขึ้น และความเศร้าเสียใจเป็นอันมากของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็จะหลีกเลี่ยงได้
 
         อ่านพระธรรม ปฐมกาล 17:15-19; ปฐมกาล 18:10-13; ฮีบรู 11:11, 12 อ่านข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ที่พูดเกี่ยวกับการมาเกิดของ อิสอัคมีอะไรเกิดขึ้นซึ่งท่านอับราฮัม และนางซาราห์ต้องการความเชื่ออย่างมาก เพราะเหตุใด
 
         ในทางใดบ้าง การที่คุณขาดความเชื่อในพระสัญญาของพระเจ้าทำให้คุณได้รับความเจ็บปวด คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากข้อผิด พลาดเหล่านี้  จากการที่ไม่ได้ยึดถือคำของพระเจ้าไว้ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น  มีการเลือกอะไรบ้างที่คุณต้องทำเพื่อจะช่วยคุณให้ไว้วางใจในพระสัญญาของพระเจ้ามากขึ้น


 วันพุธ    นางฮาการ์และภูเขาซีนาย  (กาลาเทีย 4:21-31)  
                 HAGAR AND MOUNT SINAI  
         
         อ่าน พระธรรม อพยพ 6:2-8; อพยพ 19:3-6 และ เฉลยธรรมบัญญัติ 32:10-12 พระเจ้าทรงพระสงค์จะตั้งความสัมพันธ์ประเภท ใดระหว่างพระองค์์กับประชากรของพระองค์์ที่ภูเขาซีนาย สิ่งนี้มีความคล้ายกันกับพระสัญญาที่พระเจ้าทรงให้กับท่านอับราฮัมอย่างไร

        พระเจ้าทรงประสงค์จะแบ่งปันความสัมพันธ์อย่างเดียวกันกับพลไพร่อิสราเอลเหมือนกับที่ทรงแบ่งปันกับท่านอับราฮัม หลายสิ่ง เกี่ยวกับพระดำรัสของพระเจ้าที่กล่าวกับท่านอับราฮัมใน ปฐมกาล 12:1-3 เป็นอย่างเดียวกับถ้อยคำของพระองค์์ที่ตรัสกับท่านโมเสสใน อพยพ บทที่ 19 ในพันธสัญญาทั้งสอง พระเจ้าทรงประกาศว่า พระองค์์จะทรงทำเพื่อประชากรของพระองค์์ พระองค์์ไม่ทรงขอชน อิสราเอลให้กล่าวสัญญาที่จะทำสิ่งใดๆ เพื่อจะได้รับพระพรของพระองค์์ สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องทำในการตอบแทนพระพรคือให้พวก เขาเชื่อฟังคำในภาษาฮีบรูที่แปลว่า “ที่จะเชี่อฟัง” ใน อพยพ 19:5 หมายถึง “ที่จะฟัง” พระดำรัสของพระเจ้า นี่ไม่ได้หมายความว่าเรา จะได้รับความรอดโดยการกระทำของเรา สิ่งที่ตรงกันข้ามคือความจริง  พระเจ้าทรงประสงค์ให้ชนอิสราเอลมีความเชื่ออย่างเดียวกับ ท่านอับราฮัมมี  ที่ท่านได้ตอบสนองต่อพระสัญญาของพระเจ้าที่ได้ทรงทำไว้กับเขา (อย่างน้อยก็เกือบตลอดเวลา!)

        พระประสงค์ของพันธสัญญาที่ภูเขาซีนายได้ชี้ให้เห็นว่า  พระ เมตตาของพระเจ้าคือวิธีการแก้ปัญหาของความบาปอย่างไร ปัญหาของพันธสัญญาที่ซีนายไม่อยู่ในส่วนของพระเจ้า   ปัญหาอยู่ที่คำสัญญาของประชากร (ฮีบรู 8:6) ชาวอิสราเอลไม่ได้ตอบพระสัญญาที่ให้กับพระเจ้าด้วยความเชื่อ  แต่จากดวงใจว่างเปล่าแห่งความลำพองใจ พวกเขาตอบไปด้วยการไว้วางใจในพวกเขาเอง “ประชาชนก็ตอบพร้อมกันว่า สิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าตรัสนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจะทำตาม” (อพยพ 19:8) ชนอิสราเอลได้อาศัยในประเทศอียิปต์ในฐานะเป็นทาสกว่า 400 ปี ดังนั้นพวกเขาไม่มีแนวคิดถึงความจริงและพระสิริยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ทั้งพวกเขาไม่ทราบว่าพวกเขาตกอยู่ในห้วงของความบาปลึกเพียงใด ชนอิสราเอลพยายามตอบสนองพระสัญญาแห่งพระเมตตา และการอภัยของพระองค์์ด้วย  “ข้อสัญญาแห่งการงาน”  ข้อผิดพลาดนี้เป็นอย่างเดียวกับท่านอับราฮัม และนางซาราห์ได้ทำผิดกล่าวคือพวกเขาพยายามทำให้พระสัญญาพระเจ้าสำเร็จสมจริง นางฮาการ์เป็นสัญลักษณ์ในความผิดของชนอิสราเอลที่ภูเขาซีนาย  ตัวอย่างของเธอแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ไม่สามารถได้รับความรอดโดยการใช้ความอุตสาหะของพวกเขาเอง

        ท่านเปาโลไม่ได้หมายความถึงพระบัญญัติที่พระเจ้าทรงประทานให้ที่ภูเขาซีนายเป็นสิ่งชั่วร้ายหรือถูกทำลาย แต่เป็นว่าท่านรู้สึกกังวลที่ชาวกาลาเทียเข้าใจผิดในพระบัญญัติ “พระบัญญัติควรได้สำแดงให้ชาวกาลาเทียทราบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะดำเนินชีวิตให้เป็นที่พอพระทัยพระองค์โดยการถือรักษาพระบัญญัติ แต่พระบัญญัติเป็นเหตุทำให้พวกเขาต้องพึ่งในความพยายามของพวกเขาเอง เพื่อให้เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ดังนั้นพระบัญญัติไม่ได้ช่วยนำพวกครูสอนชาวยิวมาหาพระคริสต์ แต่พระบัญญัติกลับเป็นสิ่งปิดกั้นพวกเขาจากการเข้าถึงพระคริสต์” (พาลเ์มอร์ โรเบอร์สัน, The Christ of the Covenants, หน้า 181)  

 
วันพฤหัสบดี    อิชมาเอล และ อิสอัคในวันนี้  (กาลาเทีย 4:28-31)
                         ISHMAEL AND ISAAC TODAY  
 
             การเล่าถึงประวัติศาสตร์ชาติอิสเราเอลอย่างสั้นๆของท่านเปาโล หมายจะพลิกกลับการโต้แย้งของเหล่าผู้โจมตี แต่พวกเขาอ้างว่า พวกเขาเป็นบุตรชายแท้ของท่านอับราฮัม และพวกเขากล่าวว่าเยรูซาเล็มเป็นมารดาของพวกเขา พวกเขาพูดด้วยว่าชาวต่างชาติหรือที่ไม่ใช่ชนชาติยิวไม่ใช่บุตรแท้ และพวกเขาพูดด้วยว่าชาวต่างชาติทั้งหมดต้องรับพิธีสุหนัต การรับพิธีสุหนัตหมายถึงการตัดหนังปลายองคชาตของเด็กชายหรือผู้ใหญ่ชายออกไป     ด้วยการเข้าสู่พิธีดังกล่าวเท่านั้นชาวต่างชาติจึงจะได้ชื่อเป็นบุตรชายแท้ของอับราฮัมและเป็นผู้ติดตามพระคริสต์แท้จริง   ท่านเปาโลกล่าวว่าการกระทำตามคำสอนของเหล่าผู้โจมตี เป็นการทำในสิ่งตรงกันข้ามกับความจริง ท่านเปาโลเน้นว่าเหล่าผู้โจมตี ท่านไม่ใช่บุตรชายแท้จริงของท่านอับราฮัม พวกเขาเป็นเหมือนกับ “อิชมาเอล” (บุตรชายของนางฮาการ์) เหล่าผู้โจมตีท่านเปาโลพึ่งวางใจในพิธีสุหนัต พวกเขาวางใจในการกระทำของพวกเขาเอง ความผิดพลาดนี้เป็นอย่างเดียวกับนางซาราห์ร่วมมือกับนางฮาการ์ และชนอิสราเอลทำกับพระบัญญัติของพระเจ้าที่ภูเขาซีนาย ขณะผู้เชื่อชาวต่างชาติเป็นบุตรของท่านอับราฮัมผ่านทางความเชื่อ  พวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่านอับราฮัมโดยทางสายเลือดหรือถือกำเนิดในพงศ์พันธุ์ของท่านอับราฮัม แต่พวกเขาเป็นบุตรของอับราฮัมเหมือนกับที่อิสอัคเป็น พวกเขาเป็นบุตรโดยการอัศจรรย์ของพระเจ้า “พระเจ้า ทรงตรัสสัญญากับท่านอับราฮัมว่าจะมีผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวจำนวนมากที่จะมีความเชื่อในตัวท่าน ในทำนองเดียวกันกับที่พระเจ้าทรงได้สัญญาอิสอัคกับท่านอับราฮัม พระเจ้าจะทรงปลดปล่อยชาวต่างชาติเป็นอิสระจากความบาปผ่านการบังเกิดใหม่ การบังเกิดนี้นำไปสู่ความเป็นไทเหมือนการบังเกิดของอิสอัค ทั้งสองกรณีเป็นการอัศจรรย์แห่งพระเมตตาคุณของพระเจ้า” (เจมส์ ดี.จี. ดนัน์, The Epistle to the กาลาเทีย, หน้า 266) 

         อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 4:28-31 บุตรแท้ของท่านอับราฮัมต้องเผชิญกับอะไรในโลกนี้

         ใน ปฐมกาล 21:8-10 แสดงให้เห็นว่าอิสอัคได้รับเกียรติ และดูเหมือนอิชมาเอลมีท่าทีล้อเลียนอิสอัค ความหมายของคำในภาษาฮีบรูใน ปฐมกาล 21:9   สิ่งที่อิชมาเอลทำ คือ “หัวเราะ” การหัวเราะของอิชมาเอลทำให้นางซาราห์เสียอารมณ์ และโกรธที่เห็นอิชมาเอลหัวเราะใส่หน้าอิสอัค การหัวเราะล้อเลียนของอิชมาเอลอาจไม่ใช่สิ่งผิดอะไรนักในปัจจุบัน แต่เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวข้องระหว่างภรรยาหลวงและอนุภรรยาซึ่งหมายถึงการแบ่งแยกครอบครัว และการที่บุตรชายคนหนึ่งจะได้เป็นทายาทแท้ ผู้รับมรดก

        เราไม่ใช่ชาวอิสราเอลแท้โดยสายโลหิต แต่เราเป็นบุตรชายบุตรหญิงฝ่ายวิญญาณจิตของอิสอัค  ดังนั้นเราไม่ควรรู้สึกประหลาดใจเมื่อเราต้องพบกับความยากลำบากในชีวิต และโดนการโจมตีแม้แต่จากสมาชิกของคริสตจักรเอง
 
        ในทางใดบ้างที่คุณเคยถูกโจมตีสำหรับความเชื่อของคุณโดยเหล่าผู้อยู่ใกล้ชิดคุณ หรือที่เลวร้ายกว่าคุณอาจถูกมองว่าเป็นฝ่ายผิดที่ไปจมตีคนอื่นสำหรับความเชื่อ (ผิด) ของพวกเขา

 
 วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม

        อ่านหนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์  ในบทชื่อ “พระบัญญัติและพันธสัญญา” หน้า 363-373 ในหนังสือชื่อ “บรรพชนและผู้เผยพระ วจนะ”
 
         “พันธสัญญาของพระเจ้าที่ทรงทำกับท่านอับราฮัม บรรจุพระสัญญาแห่งความรอด แต่เหตุใดจึงมีการทำพันธสัญญาขึ้นอีกที่ภูเขาซีนาย.... เพราะชนอิสราเอลได้สูญเสียความรู้เรื่องของพระเจ้าไปอย่างมากในช่วงเวลาที่ชนอิสราเอลตกเป็นทาสอยู่ในประเทศอียิปต์ พวกเขาไม่ตระหนักในความสำคัญของพันธสัญญาพระเจ้าได้ทรงทำไว้ กับท่านอับราฮัมอีกต่อไป....

       “พระเจ้าทรงนำชนอิสราเอลมายังภูเขาซีนายแล้วพระองค์ทรงแสดงฤทธานุภาพของพระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์  พระองค์์ทรงประทานพระบัญญัติของพระองค์์ให้พวกเขา พร้อมทรงสัญญาจะประทานพระพรยิ่งใหญ่ให้พวกเขา ถ้าพวกเขาเชื่อฟัง อพยพ 19:5, 6 แต่ชนอิสราเอลไม่ตระหนักว่า ดวงใจของพวกเขามีความบาปมากเพียงใด พวกเขาไม่เข้าใจว่า เป็นไปไม่ได้สำหรับพวกเขาที่จะถือ รักษาพระบัญญัติของพระเจ้าโดยปราศจากพระคริสต์ พวกเขาตอบตกลงทำ  “พันธสัญญา” กับพระเจ้า แต่หลังจากเพียงไม่กี่สัปดาห์พวกเขาก็ได้หักพันธสัญญานั้นเสียอย่างรวดเร็ว พวกเขากราบไหว้รูปเคารพจึงจะหวังให้เป็นที่ยอมรับของพระเจ้ากับข้อตกลงที่ล้มเหลวไม่ได้ ตอนนี้พวกเขามองเห็นความบาปของพวกเขา และรู้สึกความต้องการอภัยในความบาปและพระผู้ช่วยให้รอด............ถึงตอนนี้ โดยความเชื่อและความรักพวกเขาผูกพันกับพระเจ้าในฐานะพระผู้ปลดปล่อยจากความบาป และพวกเขาสามารถมองเห็นคุณค่าในพระพรแห่งพันธสัญญาใหม่” (เอลเลน จี.ไว้ท์, บรรพชนและผู้เผยพระวจนะ, หน้า 371, 372)  


คำถามเพื่อการอภปิราย:
 

 1. การดำเนินกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของคุณเป็นการดำเนินตาม “พันธสัญญาเก่า” หรือเป็นการดำเนินตาม  “พันธสัญญาใหม่” มากกว่า   คุณสามารถบอกในความแตกต่างได้อย่างไร?

2.  มีปัญหาอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความยากลำบากในโบสถ์ท้องถิ่นของคุณ ปัญหาเหล่านั้นได้รับการแก้ไขอย่างไร คุณสามารถแน่ใจได้ไหมว่าคุณไม่เป็นสาเหตุทำให้เกิดความยากลำบากเหล่านั้น (อ่าน มัทธิว 18:15-17) ด้วย
 
3. คุณเคยได้สัญญาอะไรกับพระเจ้าบ้างไหม แล้วต่อมาก็ละเมิดคำสัญญานั้น ความจริงที่น่าเศร้านี้ช่วยให้คุณเข้าใจว่า พระเมตตาของ พระเจ้าจริงๆ แล้วหมายถึงอะไร?  


ใจความสรุป        

        เรื่องของนางฮาการ์ อิชมาเอล และพลไพร่อิสราเอลที่ภูเขาซีนาย แสดงให้เห็นความโง่เขลาที่จะไว้วางใจในความพยายามของเราเพื่อทำให้คำสัญญาของพระเจ้าเป็นจริง พันธสัญญาใหม่แห่งพระเมตตาและการให้อภัยที่พระเจ้าทรงทำกับอาดัมและเอวาหลัง
ความบาปและพระเจ้าทรงทำขึ้นใหม่กับท่านอับราฮัมและในที่สุดได้สำเร็จสมจริงในพระเยซู  

                              ********************** 
กลับไปสารบัญ
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272