Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 3Q2017 > Credit > Introduction to Galatians > บทที่ 1: วันที่ 24 - 30 มิถุนายน 2017 > บทที่ 2 วันที่ 1 - 7 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 3 วันที่ 8 - 14 กรกฎาคม 2017 > บทที่ 4 ว > > > > > > >
.
บทที่ 11 วันที่ 2 - 8 กันยายน 2017
.

  บทที่ 11        ปลดปล่อยสู่เสรีภาพในพระคริสต์
                           SET FREE IN CHRIST    
                           


บ่ายวันสะบาโต


อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:
กาลาเทีย 5:1-15;  1โครินธ์ 6:20; โรม 8:1;  ฮีบรู 2:14, 15;  โรม 8:4; โรม 13:8
 
ข้อควรจำ   “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ที่ทรงเรียกท่านก็เพื่อให้มีเสรีภาพ  อย่าเอาเสรีภาพของท่านเป็นช่องทางจะปล่อยตัวไปตามเนื้อ                         หนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด”  (กาลาเทีย 5:13)

 
        พระธรรม กาลาเทีย บทที่ 2:4    ท่านเปาโลใช้เวลาสั้นๆพูดเกี่ยวกับความสำคัญของการปกป้อง   “เสรีภาพ”   ที่เรามีในพระเยซู คริสต์  ท่านเปาโลพูดเกี่ยวกับเสรีภาพบ่อยๆ แต่ท่านหมายถึงอะไร เมื่อพูดถึง “เสรีภาพ” และเสรีภาพนี้รวมไปถึงอะไร และเสรีภาพนี้ ทอดออกไปไกลแค่ไหน เสรีภาพมีขีดจำกันหรือไม่ และอะไรเป็นสิ่งเชื่อมโยงระหว่างเสรีภาพกับพระคริสต์และพระบัญญัติ

         ท่านเปาโลตอบคำถามเหล่านี้ด้วยการเตือนชาวกาลาเทียถึงอันตรายสองประการ (1) อันตรายแรก คือความพยายามจะได้การ ยอมรับและความรักจากพระเจ้าผ่านการเชื่อฟังพระบัญญัติ กลุ่มผู้ต่อต้านท่านเปาโลในเมืองกาลาเทียมุ่งหาการยอมรับจากพระเจ้า อย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น พวกเขาลืมไปว่าพวกเขาได้รับความรอดเรียบร้อยแล้วในพระคริสต์   และพวกเขาก็ลืมไปอีกว่าพระคริสต์ทรง ปลดปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระแล้ว  (2) อันตรายที่สอง ท่านเปาโลเตือนชาวกาลาเทียว่าอย่าได้ตกสู่ความบาป  การตกสู่ความบาปอีกจะเป็นการสบประมาทเสรีภาพที่พระคริสต์ได้ทรงซื้อไว้ด้วยพระโลหิต อันล้ำค่าของพระองค์ บางคนเชื่อว่าการได้รับความรอดเท่ากับพวกเขาเป็นอิสระจากตกลงสู่ความบาปอีก พวกเขาเชื่อว่าการเป็นอิสระแท้ฝ่ายิวญญาณจิต และพระบัญญัติต่างต่อต้านซึ่งกันและกัน แต่พวกเขาเข้าใจผิดอย่างมาก  อันตรายสองประการที่ท่านเปาโลได้กล่าวเตือนไว้เป็นอันตราย แท้จริงสำหรับคริสเตียนสมัยปัจจุบันด้วย  อันตรายที่ว่าทำให้พวกเขาตกเป็นทาสอีกครั้งหนึ่ง ท่านเปาโลขอร้องชาวกาลาเทียให้ยืนหยัดเข้มแข็งในเสรีภาพแท้ ที่ได้รับจากพระคริสต์ เพราะว่าเสรีภาพนี้เป็นของขวัญจากพระคริสต์เพื่อพวกเขา 


 วันอาทิตย์       พระคริสต์ทรงปลดปล่อยเราเป็นไท (กาลาเทีย 5:1)
                             CHRIST SETS US FREE
 
         ท่านเปาโลบัญชาชาวกาลาเทียว่า  อย่ายอมสละเสรีภาพในพระคริสต์ของพวกเขา ท่านสั่งพวกเขาเหมือนผู้บังคับบัญชาสั่งกองทหารที่มีความสงสัยอำนาจแห่งถ้อยคำของท่านเปาโล ดูเหมือนจะทำให้คำสั่งนั้นกระโดดออกมาจากหน้ากระดาษ พลังอำนาจของคำสั่งเผยถึงความต้องการของท่าน ใน กาลาเทีย 5:1 โดดเด่นเหมือนป้ายโฆษณาหรือป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดมหึมา “การได้รับความเป็นไท” คือหัวข้อทั้งหมด  ท่านเปาโลกล่าวอ้างเหตุผลและเตือนด้วยว่าชาวกาลาเทียกำลังอยู่ในอันตรายของการละทิ้งเสรีภาพนั้นไป
       
         อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 1:3, 4; กาลาเทีย 2:16 และกาลาเทีย 3:13  ท่านเปาโลใช้ถ้อยคำแสดงให้เห็นภาพอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้และภาพพจน์เหล่านี้อธิบายว่าพระคริสต์ได้ทรงทำอะไรเพื่อเรา 

         สังเกตถ้อยคำของท่านเปาโลใน กาลาเทีย 5:1 “เพื่อเสรีภาพนั่นเอง พระคริสต์จึงได้ทรงโปรดให้เราเป็นไท เหตุฉะนั้นจงตั้งมั่น และอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย”   ถ้อยคำเหล่านี้ดูเหมือนให้เบาะแสภาพพจน์ในจิตใจของท่าน ถ้อยคำของพระคัมภีร์ข้อนี้ ละม้ายกันมากกับถ้อยคำที่ใช้ในสมัยพระคัมภีร์ตอนที่จะปล่อยทาสให้เป็นไท ทาสทั้งหลายไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย  เขาเชื่อกันว่า “เทพองค์หนึ่ง” (a god) อาจซื้ออิสรภาพของพวกเขาได้   จากนั้นทาสก็จะได้รับอิสรภาพ  แต่ความจริงก็คือว่าทาสเหล่านั้นจะเป็นของเทพองค์ใดองค์หนึ่งผู้ซื้อตัวทาสเหล่านั้นไป   แต่ในโลกของความเป็นจริงสิ่งต่างๆ อาจไม่เป็นตามรูปแบบนี้เสมอไป  แต่เป็นว่าพวกทาสจ่ายเงินให้วิหารเพื่ออิสรภาพของพวกเขา  ให้มองดูข้อความในหลักฐานบัญชีการซื้อขายทาสคนหนึ่งที่พบในวิหารเทพอะปอลโล (Apollo) ช่วงเวลาระหว่าง 201 ปีก่อน ค.ศ. - ถึง ค.ศ. 100 :  “อะพอลโลเทพแห่งดวงอาทิตย์ได้ซื้อทาสหญิงจากเมืองโซซิบัสแห่ง แอมฟิซซา ชื่อของหล่อนคือ นิเซีย....แต่นิเซียได้ ซื้อความเป็นไทของหล่อนจากอะพอลโล” ( Adapted— จาก เบน วิธ เธอร์ริงตัน III, Grace in กาลาเทีย, page 340)

        ในบางลักษณะหลักฐานการขายนี้ใช้ถ้อยคำอย่างเดียวกับท่านเปาโลใน กาลาเทีย 5:1 แต่หลักการสำคัญอย่างเดียวที่แตกต่างคือ ในเรื่องตัวอย่างทาสต้องจ่ายเงินซื้อความเป็นไทให้ตัวเอง ขณะที่เราซึ่งเป็นทาสของความบาป พระเจ้าทรงเป็นผู้ซื้อความเป็นไทให้กับเราโดยที่เราไม่ต้องจ่ายอะไรเพื่อซื้อเราเอง  (1 โครินธ์ 6:20; 1โครินธ์ 7:23)  อนึ่งราคาที่พระเจ้าทรงซื้ออิสรภาพให้เรานั้นแสนแพงเกินกว่าเราจะจ่ายไหว ดังนั้นพระเยซูทรงยื่นพระหัตถ์เข้ามาเป็นผู้จ่ายแทน นั่นคือทรงปล่อยเราให้เป็นอิสระจากการถูกลงโทษที่มาพร้อมกับการเป็นหนี้แห่งความบาปของเรา
 
         คุณเคยคิดบ้างไหมว่า คุณสามารถช่วยตัวคุณเองให้รอดได้ คำตอบที่คุณให้จะบอกคุณว่า คุณจะขอบพระคุณพระเจ้ามากเพียงใดสำหรับสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้เราผ่านองค์พระเยซู

 
 วันจันทร์        การเป็นไทในพระคริสต์หมายถึงอะไร  (กาลาเทีย 6:14, 18)      
                            WHAT IT MEANS TO BE FREE IN CHRIST 

        ท่านเปาโลบัญชาชาวกาลาเทียให้ยืนหยัดเข้มแข็งในความเป็นไทของพวกเขา ท่านทำให้เป็นที่ประจักษ์ในความสำคัญของข้อเท็จจริงก่อนจะออกคำสั่งในเรื่องนี้ ท่านกล่าวว่า “พระเจ้าทรงปลดปล่อยเราเป็นอิสระแล้ว” คริสเตียนจะไม่ยืนหยัดในเสรีภาพของพวกเขาหรือ  เพราะพระคริสต์ทรงปลดปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระแล้ว   ดังนั้น ความจริงนี้หมายความว่าเสรีภาพของเราเป็นผลลัพธ์มาจากสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำแล้วเพื่อเรา    ท่านเปาโลจะแถลงข้อเท็จจริงเสมอ จากนั้นท่านทวนข้อเท็จจริงนั้นพร้อมกับคำขอร้องให้ผู้อ่านของท่านปฏิบัติบางสิ่ง ท่านเปาโลใช้รูปแบบเดียวกันนี้หลายครั้ง  (1โครินธ์ 6:20; 1โครินธ์ 10:13, 14; โคโลสี 2:6)  ยกตัวอย่าง มองไปที่ โรม บทที่ 6 ในบทนี้ ท่านเปาโลแถลงความจริงสองสามครั้งเกี่ยวกับว่า  “การอยู่ในพระคริสต์หมายความถึงอะไร” ท่านกล่าวว่า “สิ่งที่เราเคยเป็นถูกตรึงกับพระองค์แล้วที่กางเขน” (โรม 6:6) จากนั้นท่านเปาโลใช้ข้อเท็จจริงนี้เป็นเหตุผล ขอให้ผู้เชื่อชาวโรมัน ปกป้องพวกเขาเองจากความบาป: โดยสั่งว่า “เหตุฉะนั้นอย่าให้บาปครอบงำกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ต้องเชื่อฟังตัณหาของกายนั้น” (โรม 6:12) พระกิตติคุณไม่ใช่การกระทำดีเพื่อให้กลายเป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้า แต่เป็นว่าเราทำดีเพราะว่า  เราได้เป็นบุตรชายหญิงของพระเจ้าเรียบร้อยแล้ว 

         อ่านพระธรรม โรม 6:14, 18; โรม 8:1; กาลาเทีย 4:3, 8;  กาลาเทีย 5:1; ฮีบรู 2:14, 15 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ กล่าวว่าพระคริสต์ทรงปลดปล่อยเราเป็นอิสระจากอะไร  

        ท่านเปาโลใช้คำว่า “เสรีภาพ” พรรณนาถึงชีวิตคริสเตียน ท่านใช้ถ้อยคำนี้ในทำนองนี้มากกว่าผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่ท่านอื่นๆ   คำว่า “เสรีภาพ”   และคำในรูปแบบอื่นเกิดขึ้น 28 ครั้งในจดหมายฝากของท่านเปาโล  ขณะถ้อยคำนี้ถูกพบได้เพียง 13 ครั้งในที่อื่นๆ ของพระคัมภีร์ใหม่   ท่านเปาโลหมายความถึงอะไรจากการใช้คำว่า “เสรีภาพ” เปล่าเลย นี่ไม่ใช่เสรีภาพที่ใครคนหนึ่งจะดำเนินชีวิตอย่างไรก็ได้ตามที่เราต้องการ แต่ “เสรีภาพ” นี้เริ่มต้นจากความสัมพันธ์ของเราที่มีกับพระคริสต์ ซึ่งรวมไปถึงมีเสรีภาพจากความบาป จากความตายนิรันดร์ และจากพญามาร   “นอกเหนือจากพระเยซู ชีวิตของเราจะตกอยู่ในความเป็นทาส เราทั้งหลายเป็นทาสต่อพระบัญญัติ   เราเป็นทาสของความชั่วร้ายที่ควบคุมโลกไว ้เราเป็นทาสของความบาป เราเป็นทาสของวิญญาณที่ล้มลงและของพญามาร พระเจ้าทรงส่งพระบุตรเข้ามาในโลกเพื่อหักอำนาจทั้งหลายที่ยึดครองมนุษย์ไว้ให้เป็นทาส” (ทิโมธี จอร์จ, กาลาเทีย, หน้า 354)
 
         มีอะไรบ้างคุณรู้สึกว่า คุณตกเป็นทาสของสิ่งนั้นในชีวิตของคุณ จงท่องจำกาลาเทีย 5:1 แล้วทูลขอพระบิดาทรงทำให้ “เสรีภาพ” คุณมีในพระคริสต์กลายเป็นจริงขึ้นมาในชีวิตของคุณ

 
 วันอังคาร      อันตรายของความรอดผ่านการกระทำ   (กาลาเทีย 5:2-12)        
                          THE DANGERS OF SALVATION THROUGH WORKS  
 
        วิธีที่ท่านเปาโลใชถ้อยคำเริ่มต้นในพระธรรม กาลาเทีย 5:2-12 แสดงให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่ท่านกำลังจะพูดด้วยการกล่าวว่า “นี่แน่ะ” ซึ่งในข้อต่อๆ มาท่านใช้คำว่า “ดูก่อน”  “เพราะว่า” ซึ่งเป็นคำเร้าใจให้ผู้อ่านเกิดความสนใจในถ้อยคำของท่าน” ยกตัวอย่างเช่น “นี่แน่ะ ข้าพเจ้าเปาโล ขอบอกท่านว่า ...” (กาลาเทีย 5:2) พระคัมภีร์ฉบับแปลข้อนี้เป็นภาษาไทย หรือภาษาต่างๆ ล้วนแสดงให้เห็นสิ่งที่ท่านเปาโลกล่าว ในฉบับภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งใช้ว่า “Look” การใช้ถ้อยคำขึ้นต้นในลักษณะนี้ นอกจากจะ “เร้า” ความสนใจแล้ว ถ้อยคำดังกล่าวยัง “มีพลัง” เหมือนท่านเปาโลกล่าวคำบัญชาให้ผู้อ่านสนใจเต็มพิกัด ในถ้อยคำที่ท่านจะกล่าวต่อไป กล่าวคือท่านเปาโลต้องการให้ผู้อ่านของท่านต้องเข้าใจว่าเป็นอันตรายเพียงใด ที่จะบอกผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวว่า “พวกเขาต้องเข้าพิธีสุหนัต” การประกอบพิธีสุหนัต คือการตัดหนังปลายองค์ชาตของเด็กชายหรือผู้ชายออกไป การที่ผู้เชื่อชาวยิวบอกกับผู้เชื่อที่ไม่ใช่ชาวยิวว่าพวกเจ้าต้องรับพิธีสุหนัตก่อนจึงจะรอดได้  ท่านเปาโลต้องการเน้นให้ชาวกาลาเทียได้ตระหนักว่า  ความคิดเช่นนี้เป็นอันตรายเพียงใด
 
         อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 5:2-12  ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ท่านเปาโลกำลังพูดถึงการใช้ความพยายามที่จะได้รับ  “การยอมรับจาก พระเจ้า” โดยการเข้าสู่พิธีสุหนัต  ท่านเปาโลกล่าวต่อต้านเรื่องนี้อย่างไร 

         สมมติว่ามีใครคนหนึ่งพยายามจะได้รับความรอดโดยเข้าพิธีสุหนัตจะมีอันตรายอะไรเกิดขึ้น?
       
         อันตรายแรก  คือ บุคคลผู้นั้นจะต้องถือรักษาพระบัญญัติทั้งหมด
 
         อันตรายที่สอง บุคคลผู้นั้นจะ “ถูกตัดขาด” จากพระคริสต์  สมมติบุคคลหนึ่งเลือกที่รับความรอดด้วยการกระทำเท่ากับบุคคล นั้นเลือกที่จะปฏิเสธพระคริสต์ “คุณไม่อาจได้รับความรอดโดยการปฏิบัติและโดยทางพระคริสต์  ในเวลาเดียวกันการรับพระคริสต์ หมายถึงคุณต้องตระหนักว่าคุณไม่สามารถรอดได้ด้วยตัวคุณเอง แต่สมมติว่า ท่านเข้ารับพิธีสุหนัตหลังจากท่านรับพระคริสต์แล้ว  
นั่นก็เหมือนกับท่านคิดว่า ท่านจะรอดได้ด้วยตัวเองเหมือนกัน” (ยอห์น อาร์. ดับเบิ้ลยู. สท็อท, The Message of กาลาเทีย, หน้า 133)

         อันตรายที่สามของการเข้าพิธีสุหนัต คือการถูกปกป้องไว้จากการเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
 
         และประการสุดท้าย  การเข้าสู่พิธีสุหนัตเป็นการสวนทางกับข่าวสารของไม้กางเขนโดยแท้  การเข้ารับสู่พิธีสุหนัตแสดงว่า   คุณคิดว่าคุณสามารถช่วยตัวเองให้รอดได้   แต่ไม้กางเขนแสดงให้เราเห็นว่า เราต้องพึ่งพิงในพระคริสต์อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อจะรอดได้

          ท่านเปาโลรู้สึกโกรธมากที่ชาวกาลาเทียกล่าวว่า   ผู้เข้ามาเชื่อใหม่จะต้องเข้าพิธีสุหนัตเพื่อจะรอดได้   ที่จริงแล้วท่านเปาโลโกรธ ากจนท่านได้พูดไปว่า  ท่านอยากให้มีดคมๆใช้ประกอบพิธีสุหนัตพลาดไปตัดอวัยวะทางเพศขาดไป  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านอารมณ์เสียเพียงใด ถ้อยคำอันเข็งแรงของท่านเปาโลแสดงให้เห็นว่า  สิ่งที่ท่านห่วงใยเป็นปัญหาร้ายแรงเพียงใด

 
 วันพุธ             ปลดปล่อยเป็นอิสระจากความบาป (กาลาเทีย 5:13)                    
                        SET FREE FROM SIN        

         พระธรรม กาลาเทีย 5:13 เป็นจุดกลับที่สำคัญในพระธรรมกาลาเทีย จนกระทั่งตอนนี้ท่านเปาโลได้แสดงความห่วงใยกับเหล่าผู้เชื่อในกาลาเทีย เพื่อให้พวกเขาเข้าใจพระกิตติคุณให้ถูกต้อง แต่ตอนนี้ท่านหันมาพูดว่า เหล่าคริสเตียนควรประพฤติตัวอย่างไร
 
        อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 5:13 ท่านเปาโลต้องการความมั่นใจว่า ชาวกาลาเทียจะไม่ใช้เสรีภาพของพวกเขาไปในทางผิด ท่านเปาโลไม่ต้องการให้ชาวกาลาเทียทำอะไร   คำสอนของท่านเปาโลรวมถึงเสรีภาพ และพระคุณที่เรามีในพระคริสต์  (โรม 3:8; โรม 6:1, 2) “พระคุณ” คือของประทาน และ พระเมตตาของพระเจ้าซึ่งทรงประทานให้เราเปล่าๆ ซึ่งมีผลทำให้ความบาปของเราถูกขจัดออกไป ท่านเปาโลทราบว่าเป็นการง่ายเพียงใดที่ข่าวสารของท่านจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดไป แต่ปัญหาไม่ได้มาจากพระกิตติคุณที่ท่านเปาโลประกาศ ปัญหาเกิดจากความเห็นแก่ตัวของผู้คน  ถ้าปราศจากพระเจ้ามนุษย์จะหมกมุ่นอยู่กับ “การตามใจตัวเอง” (self-indulgent) การตามใจตัวเอง คือการที่ผู้คนปล่อยพวกเขาเองให้ทำหรือที่จะมีบางสิ่งมากจนเกินไป หรือใช้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกินต้องการ ดังนั้นท่านเปาโลขอให้ผู้ติดตามพระเยซูหลีกเลี่ยงการยอมแพ้แก่ความบาป และหลีกห่างจากกับดักนี้ แทนที่จะคิดถึงแต่ตนเองท่านเปาโลจึงได้กำชับพวกเขาว่า “จงรับใช้กันและกันด้วย ความรักเถิด” (กาลาเทีย 5:13)    เสรีภาพในพระคริสต์ของเรามีความหมายมากกว่าการได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสของโลกนี้ แต่ยังหมายถึง “โอกาสที่จะรักเพื่อนบ้านโดยไม่ปล่อยให้มีอะไรมาขวางกั้นเส้นทางแห่งความรัก และการรับใช้ การรับใช้นี้รวมไปถึงการสร้างฐานชุมชนด้วยพลังของการให ้แทนที่จะเป็นการรับ” (แซม.เค. วิลเลี่ยม, กาลาเทีย, หน้า 145)    

        ภาษากรีกแสดงให้เราเห็นว่า ความรักเป็นเหตุให้เรารับใช้คนอื่นซึ่งไม่ใช่วิถีความรักของมนุษย์  ท่านเปาโลใช้คำว่า “เดอะ” (the) ก่อนคำว่า “ความรัก” ในภาษากรีก ถ้อยคำนี้แสดงว่าท่านเปาโลหมายถึง “ความรักของพระเจ้า” ซึ่งเราได้รับผ่านพระวิญญาณบริสุทธิ์ (โรม 5: 5)  ที่น่าประหลาดใจคือที่ได้เรียนรู้ว่าถ้อยคำที่แปลว่า “รับใช้” นั้น มาจากภาษากรีกว่า “ที่จะทำให้เป็นทาส” ดังนั้นถ้อยคำนี้แสดงให้ เห็นว่าเสรีภาพของเราไม่ได้ประทานใหเ้พื่อที่เราจะใช ้ “ทำตามอำเภอใจตนเอง” แทนที่จะทำเช่นนั้นให้เรา “ทำตัวเป็นทาส” ในการรับใช้ซึ่งกันและกัน และการรับใช้นี้วางบนพื้นฐานความรักของพระเจ้า
 
        คุณเคยคิดไหมว่าคุณสามารถใช้เสรีภาพของคุณที่มีในพระคริสต์ทำบาปเล็กน้อยตรงนี้นิดและตรงนั้นหน่อย เหตุใดการคิด ประเภทนี้จึงเป็นการผิดมากทีเดียว  


วันพฤหัสบดี      การเชื่อฟังพระบัญญัติท้ั้งหมด  (กาลาเทีย 5:13-15)                
                          OBEYING THE WHOLE LAW                                         
 
       ในจดหมายฝากท่านเปาโลเขียนต่อต้าน “การผูกมัดให้ประพฤติตามธรรมบัญญัติทั้งสิ้น” (กาลาเทีย 5:3)  หลังจากน้ันเล็กน้อยในบทเดียวกัน ท่านกล่าวว่า “เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียวคือว่า  “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (กาลาเทีย 5:14)   สิ่งที่ท่านเปาโลกล่าวในข้อ 14  ขัดแย้งกับสิ่งที่ท่านกล่าวในข้อ 3 หรือไม่  ถ้าไม่  ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองเห็นพร้องซึ่งกันและกันอย่างไร
 
        ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองข้อสอดคล้องกัน ท่านเปาโลให้ถ้อยคำของแต่ละข้อเพื่อแสดงใหเ้ห็นสองแนวความคิดที่แตกต่างกันของคน เวลานั้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของค์ริสเตียนมีต่อพระบัญญัติ ยกตัวอย่างเช่น  ท่านเปาโลกล่าวในด้านบวกเกี่ยวกับคริสเตียนผู้เชื่อฟัง พระบัญญัติ  แต่ท่านไม่เคยกล่าวว่า เป็นการถือตามพระบัญญัติ ท่านใช้ถ้อยคำนั้นกล่าวพรรณนาถึงเหล่าผู้พยายามจะได้รับความชอบ จากพระเจ้าโดยการปฏิบัติตามสิ่งที่พระบัญญัติบัญชาไว้ทุกประการ    ตอนนี้ท่านเปาโลไม่ได้กล่าวว่าเหล่าผู้ได้รับความรอดในพระ คริสต์ไม่ต้องเชื่อฟังพระบัญญัติ ความจริงก็คือ ท่านเปาโลกล่าวว่า คริสเตียนต้อง “ทำให้พระบัญญัติสมบูรณ์”  (fulfill)   ท่านกล่าวว่า คริสเตียนแท้ต้องดำเนินชีวิตมากกว่าเพียงว่า “การทำตาม” พระบัญญัติ  ท่านเปาโลใช้คำว่าการทำให ้“พระบัญญัติสมบูรณ์” คำกล่าวนี้เป็นการทำเกินกว่าเพียงการทำตาม การเชื่อฟัง ประเภทนี้เริ่มในพระเยซูเมื่อพระองค์์ทรงตรัสว่า “อย่าคิดว่าเราเลิกล้างธรรมบัญญัติ และคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ” (มัทธิว 5:17) ซึ่งไม่หมายถึงการโยนพระบัญญัติออกไป หรือลดความหมายของพระบัญญัติให้เหลือเพียง “ความรัก” เท่านั้น แต่ว่า การเชื่อฟังเป็นเส้นทางแห่งประสบการณ์ของผู้เชื่อตามความหมาย และวัตถุประสงค์ของพระบัญญัติทั้งสิ้น 

         อ่าน พระธรรมโรม 13:9  สอดคล้องกับท่านเปาโล ความหมายเต็มของพระบัญญัติจะพบได้ที่ไหน  (อ่านพระธรรม เลวีนิติ 19:18; มาระโก 12:31, 33; มัทธิว 19:19; ยากอบ 2:8)
 
        ท่านเปาโลอ้างจาก เลวีนิติ 19:18; กาลาเทีย 5:13-15 ถ้อยคำของท่านวางบนพื้นฐานที่พระเยซูทรงนำมาจาก เลวีนิติ 19:18 แต่พระเยซู ไม่ใช่ครูของชาวยิวคนเดียวที่อ้างถึง เลวีนิติ 19:18  ซึ่งสรุปพระบัญญัติทั้งสิ้นในไม่กี่ถ้อยคำ  ยกตัวอย่างเช่น รับบีฮิลเลล (Hillel) กล่าวว่า “สมมติมีบางสิ่งที่คุณเกลียดชัง ถ้าอย่างนั้นก็อย่าทำสิ่งนั้นกับเพื่อนบ้านของคุณ นั่นแหละคือพระบัญญัติทั้งสิ้น” แต่ในความคิดของพระเยซูมีความแตกต่าง พระองค์ทรงตรัสว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน นั่นคือธรรมบัญญัติและคำสอนของบรรดาผู้เผยพระวจนะ” (มัทธิว 7:12) กฏทองที่พระเยซูทรงประทานให้มีแนวปฏิบัติในเชิงบวกมากกว่า ทั้งแสดงให้เราเห็นว่า “พระบัญญัติ” และ “ความรัก” ไม่ใช่สิ่งตรงกันข้ามกันซึ่งปราศจากความรัก” พระบัญญัติจะว่างเปล่าและเยือกเย็น ปราศจากพระบัญญัติ ความรักไม่มีอะไรเป็นสิ่งชี้นำ
 
          สิ่งไหนจะง่ายกว่ากัน และเพราะเหตุใด ที่จะรักคนอื่นหรือที่จะเชื่อฟังพระบัญญัติสิบประการ นำคำตอบของคุณไปแบ่งปันในชั้นโรงเรียนวันสะบาโต

 
 วันศุกร์    ศึกษาเพิ่มเติม:          

         “ความเชื่อแท้แสดงออกด้วยความรักเสมอ...ความเชื่อนี้จะทำให้ดวงวิญญาณของคุณบริสุทธิ์ปราศจากความเห็นแก่ตัว เราต้องยึดมั่นในพระคริสต์โดยความเชื่อ แล้วงานของเราจะเริ่มขึ้น ทุกคนมีความชั่วร้ายและนิสัยไม่ดีบางประการ สิ่งเหล่านี้จะเอาชนะได้โดยการทำสงครามขั้นแตกหักกับมัน  ดวงวิญญาณทุกดวงต้องต่อสู้ด้วยความเชื่อ ผู้ติดตามพระคริสต์ไม่สามารถคดโกงในธุรกิจของเขา  เขาไม่อาจเป็นคนใจดำใจแข็งกระด้าง ไร้ความรู้สึก ใจเย็นชา ไร้ความเมตตา กรุณาต่อคนอื่น เขาไม่อาจเป็นคนหยาบคาย และใช้ถ้อยคำเชือดเฉือนในการสนทนาปราศัย เขาไม่อาจเต็มไปด้วยความหยิ่งถือตัว และรักแต่ตนเอง เขาไม่อาจตั้งตัวเป็นเจ้านายเหนือผู้คน และเขาไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ดูหมิ่นเหยียดหยามคนอื่นเสมอ   “งานของความรักมาจากการงานของความเชื่อ ศาสนาของพระ คัมภีร์ไม่เคยหยุดทำงานเพื่อพระเจ้า หรือประกอบการดีเพื่อคนอื่นๆ “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่านผู้ทรงอยู่ในสวรรค์” (มัทธิว 5:16) “ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์ประพฤติ เพื่อให้ได้ความรอดด้วยความเกรงกลัว และตัวสั่นฉันนั้น....เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ภายในท่าน ให้ท่านมีใจปรารถนา ทั้งให้ประพฤติตามชอบพระทัยของพระองค์” (ฟีลิปปี 2:12, 13)   “เป็นความจริงที่การกระทำดีของเราจะไม่ทำให้เราได้รับความรอด แต่เป็นความจริงเช่นกันว่า ความเชื่อจะเป็นสาเหตุให้ดวงวิญญาณของเราเชื่อมต่อกับพระคริสต์ และที่จะทำงานเพื่อพระองค์์”  (เอลเลน จี.ไว้ท์, The SDA Bible Commentary, เล่ม 6, หน้า 1111) 
 
 
คำถามเพื่อการอภิปราย: 

1.  ในฐานะเป็นชั้นเรียน ทบทวนคำตอบของคุณให้กับคำถามสุดท้าย ในหัวข้อศึกษาวันพฤหัสบดี การเลือกอย่างไหนผู้คนพบว่าง่ายกว่า เพราะเหตุใด ความจริงอะไรคือคำตอบของคุณให้กับคุณเกี่ยวกับอะไรคือความหมายที่ว่า “เพื่อจะทำให้พระบัญญัติสมบูรณ์”    2.  ท่านเปาโลกล่าวว่าความเชื่อ “ทำงาน” ผ่านความรัก คำกล่าวนี้หมายความถึงอะไร 
 3.  เหตุใดจึงเป็นการง่ายมากที่จะใช้เสรีภาพในพระคริสต์ของคุณไปยอมทำบาป สมมติบางคนคิดว่าสิ่งดังกล่าว “ไม่เป็นไร” (okay) ถ้าอย่างนี้เท่ากับเขาหรือหล่อนหลงไปติด “กับ” อะไรเข้าแล้วซิ!  


ใจความสรุป        

         สำหรับท่านเปาโล เสรีภาพรวมไปถึงสิ่งที่พระคริสต์ได้ทรงทำเพื่อเรา และสิ่งที่พระองค์ทรงทำในตัวเราโดยการทรงสร้างเราขึ้น เป็นบุคคลใหม่ เราจะต้องระมัดระวังเสรีภาพของเรา อย่าให้เราคิดว่าเรามีอิสระทำความบาป หรือเราสามารถจะช่วยตัวเราเองให้รอดได้ พระคริสต์ไม่ได้ปลดปล่อยเราให้มีเสรีภาพเพื่อเราจะช่วยตัวเราเอง พระองค์ประทานเสรีภาพให้เราเพื่อเราอาจมอบถวายชีวิตของเราในงานรับใช้เหล่าผู้ต้องการ 
 
 
                          ************************ 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272