Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 4Qr2017 Credit > Thai SSL 4Qr2017 Index > คำนำ >
.
บทที่ 1 วันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2017
.
  
 บทที่ 1        อัครทูตเปาโลในกรุงโรม
                     
Paul in Rome                            


บ่ายวันสะบาโต      


อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้: โรม 15:20-27; กิจการฯ 28:17-31; ฟีลิปปี 1:12; รม 1:7;อเฟซัส บทที่ 1; โรม 15:14  

ข้อควรจำ   “ก่อนอื่น ขอขอบพระคุณพระเจ้าของข้าพเจ้าสำหรับพวกท่านทุกคนโดยทางพระเยซูคริสต์ เพราะว่าความเชื่อของท่านเลื่องลือไปทั่วโลก” (โรม  1:8)  


              เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักศึกษาพระธรรมโรมจะเข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์สมัยท่านเปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้ของท่าน อย่างเช่น มีปัญหาอะไรที่คริสตจักรกำลังเผชิญ และมีอะไรเกิดขึ้นในรัฐบาลของอาณาจักรโรมในช่วงเวลานั้น คำตอบให้กับคำถามในลักษณะนี้มีความสำคัญ เพราะจะช่วยให้เราเข้าใจพระคัมภีร์ดีขึ้น ดังนั้น ให้เริ่มค้นหาคำตอบจากพระธรรมโรมเองเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสมัยท่านเปาโล   ในพระธรรมโรมบทที่ 1 เราได้พบว่าท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากถึงคริสเตียนชาวโรมันในช่วงเวลาเจาะจง และด้วยเหตุผลที่ชัดเจนมาก  การเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะช่วยในการศึกษาของเรา

              การจะเรียนรู้ เราต้องนึกย้อนกลับไปถึงเวลานั้น ด้วยการจินตนาการถึงคริสตจักรในศตวรรษที่หนึ่งสมมติว่า คุณเป็นสมาชิกคนหน่ึ่งของค์ริสตจักร  จากนั้นมุ่งความสนใจไปยังข่าวพระกิตติคุณที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทานให้ท่านเปาโล เพื่อให้ท่านแบ่งปันกับคริสตจักร  ช่างน่าอัศจรรย์ใจในอำนาจของข่าวสารจริง!

               ขณะที่เราจะค้นพบว่า ท่านเปาโลกล่าวถึงคนกลุ่มหนึ่งในสถานที่และห้วงเวลาเจาะจงในประวัติศาสตร์  ถูกแล้ว ท่านเปาโลมีปัญหาบางประการในดวงจิตของท่านเมื่อท่านลงมือเขียนจดหมาย   นับเป็นเวลาหลายร้อยปีย้อนกลับไปเมื่อท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากโรม เพื่อตอบคำถามที่ว่า “คนหนึ่งจะได้รับความรอดอย่างไร” ซึ่งเราอาจต้องการถามเช่นกันว่า ถ้อยคำของท่านเปาโลมีความหมายอะไรสำหรับเราในปัจจุบัน ซึ่งแน่นอน มีมากมาย ซึ่งเราจะได้ประจักษ์ต่อไป เช่นเดียวกับ ท่านมาร์ติน ลูเธอร์ซึ่งมีชีวิตหลังจากท่านเปาโลหลายร้อยปี หลังจากที่ท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากฉบับแรกส่งถึงชาวโรม 


วันอาทิตย์      จดหมายฝากของท่านเปาโล  (กิจการฯ  18:23)
                   
PAUL ’S  LETTER 
 
           ท่านเปาโลพำนักอยู่ที่เมืองไหน เมื่อท่านเขียนจดหมายฝากถึงคริสเตียนในกรุงโรม คำถามนี้สำคัญยิ่งเพราะจะช่วยเราคำนวนได้ว่า ท่านเปาโลเขียนจดหมายฉบับนี้เมื่อไร เนื่องจากท่านเปาโลเดินทางอยู่เกือบตลอดเวลา  ดังนั้นหากเราทราบสถานที่และเวลาเจาะจงก็จะได้เบาะแสเกี่ยวกับวันเดือนปีที่ท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากของท่านได้

           พระธรรมโรม 16:1, 2  แสดงให้เราทราบว่าท่านเปาโลอาจเขียนจดหมายฝากของท่านในเมือง “เคนเครีย” เมืองเคนเครีย เป็นเมืองของชาวกรีก อยู่ไม่ห่างจากเมืองโครินธ์ซึ่งท่านเปาโลกล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ชื่อ “เฟเบ” ผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในเมืองโครินธ์ การที่ท่านเปาโลกล่าวถึงเฟเบอย่างใกล้ชิดในโรม 16:1 จึงอาจเป็นได้ว่าท่านเปาโลเขียนจดหมายฝากถึงคริสเตียนชาวโรมจากเมืองโครินธ์

         ท่านเปาโลก่อตั้งคริสตจักรเมืองโครินธ์ในช่วงการเดินทางไป ประกาศพระกิตติคุณของพระเยซูเที่ยวที่สอง การเดินทางเที่ยวนี้เริ่มจาก ค.ศ. 49 ถึง 52 (อ่าน กิจการฯ 18:1-18) ส่วนการเดินทางเที่ยวที่สามนั้น ท่านเปาโลใช้เวลานานกว่าคือจาก ค.ศ. 53 ถึง 58 และในเที่ยวที่สามนี้ ท่านเปาโลได้ไปเยี่ยมประเทศกรีซ (Greece) อีกครั้งหนึ่ง (กิจการฯ 20:2, 3) ท่านเปาโลรับเงินบริจาคสำหรับเหล่าผู้เชื่อในกรุงเยรูซาเล็มในตอนใกล้จบการเดินทางของท่าน (โรม 15:25, 26)   ดังนั้นพระธรรมโรมอาจถูกเขียนขึ้นในช่วงต้นปีของค์.ศ. 58 

       ตามที่ได้ทราบใน กิจการฯ 18:23 ว่ามีคริสตจักรใดอีกบ้างที่่ท่าน เปาโลเยี่ยมเยียนในช่วงการเดินทางไปประกาศข่าวดีเทียวที่สามของท่าน 
 
        ท่านเปาโลได้เยี่ยมคริสตจักรกาลาเทียในระหว่างการเดินทางเที่ยวที่สามของท่าน ที่คริสตจักรกาลาเทียนี้ท่านเปาโลได้ทราบว่าครูสอนเทียมเท็จได้หลอกชาวกาลาเทียให้เชื่อในสิ่งผิด ท่านเปาโลเกรงว่าครูสอนเหล่านี้อาจเดินทางไปแพร่ความเชื่อเทียมเท็จของพวกเขาที่โรม ดังนั้นท่านเปาโลจึงเขียนจดหมายฝากและส่งไปยังกรุงโรมเพื่อหยุดยั้ง ไม่ให้สิ่งเดียวกันเกิดขึ้นที่กรุงโรม

        “ท่านเปาโลแจกแจงความจริงยิ่งใหญ่ของพระกิตติคุณในจดหมายฝากของท่านให้ผู้เชื่อในกรุงโรมท่านเอ่ยถึงความหวัง และพระสัญญาหลายข้อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของชาวยิว  แต่บัดนี้พระพรเหล่านั้นได้ถูกเสนอให้กับชาวต่างชาติ” (เอลเลน จี. ไว้ท กิจการของอัครทูต, หน้า 373)

        จำไว้ว่า เป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาหนังสือเล่มใดก็ดีของพระคัมภีร์ที่จะทราบว่าเหตุใดพระธรรมเล่มนั้นจึงถูกเขียนขึ้น ดังนั้นจึงสำคัญ สำหรับเราในการศึกษาพระธรรมโรมเพื่อจะทราบถึงปัญหาต่างๆ ซึ่งเป็นมูลเหตุให้เกิดความยุ่งยากท่ามกลางผู้เชื่อชาวยิว และชาวต่างชาติในคริสตจักร สัปดาห์หน้าเราจะมองไปยังปัญหาเหล่านั้น 
 
        มีปัญหาประเภทใดเป็นต้นเหตุให้เกิดความยุ่งยากในโบสถ์ของค์ุณในปัจจุบัน และคุณกำลังทำอะไรเพื่อช่วยแก้ปัญหาเหล่านั้น 


วันจันทร์     อัครทูตเปาโลหวังจะไปเยี่ยมกรุงโรม  (โรม 15:20-27)
                 
PAUL’S WISH TO VISIT ROME 
 
        ไม่สงสัยเลยว่าวิธีจะสื่อสารได้ผลที่สุดเกือบตลอดเวลาคือบุคคล เราอาจใช้โทรศัพท์ ส่งข้อความในไลน์หรือแม้การใช้ “สไกพ์” (skype) ได้เห็นหน้าตาขณะพูดคุยกัน แต่วิธีดีที่สุดของการสื่อสารยังเป็น “การพบปะสนทนากันซึ่งๆหน้า” นั่นคือสิ่งที่ท่านเปาโลประกาศในจดหมายของท่านว่า ท่านจะเดินทางไปเยี่ยมพวกเขาด้วยตัวท่านเอง ท่านเปาโลต้องการให้เหล่าผู้เชื่อชาวโรมทราบว่าท่านจะเดินทางไปเยี่ยม และเพราะเหตุใด 
 
        มีเหตุผลอะไรที่ท่านเปาโลได้ให้ไว้ใน โรม 15:20-27 สำหรับการที่ท่านไม่ไปเยี่ยมกรุงโรมก่อนหน้านี้  แล้วคราวนี้มีอะไรทำให้ท่านตัดสินใจเดินทางไปโรม  การรับใช้พระเจ้าสำคัญอย่างไรสำหรับท่านเปาโล และ การรับใช้พระเจ้าสำคัญอย่างไรตามเหตุผลการไปเยี่ยมกรุงโรมของท่านเปาโล  เราสามารถเรียนรู้อะไรจากท่านเปาโลเกี่ยวกับการรับใช้พระเจ้า และแบ่งปันข่าวดีกับคนอื่นๆ  มีความจริงสำคัญอะไรที่ท่านเปาโลแบ่งปันในโรม 15:27 เกี่ยวกับชาวยิวและชาวต่างชาติ 
 
        พระเจ้าทรงเลือกท่านเปาโลให้เป็นมิชชันนารีของพระองค์์  มิชชันนารีคือบุคคลผู้ประกาศเผยแผ่ข่าวดีเกี่ยวกับพระเยซูในพื้นที่ใหม่ ท่านเปาโลเป็นมิชชันนารีสำหรับชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติคือผู้คนทุกเชื้อชาติที่ไม่ใช่ชาวยิว ท่านเปาโลมีความปรารถนาแข็งกล้าที่จะนำพระกิตติคุณไปยังพื้นที่ใหม่ ท่านปล่อยให้คนอื่นทำการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณในพื้นที่ที่มีการเทศนาสั่งสอนมาก่อนแล้ว ช่วงเวลานั้นศาสนาคริสเตียนยังเป็นศาสนาใหม่ ซึ่งยังมีมิชชันนารี และครูสอนศาสนาที่ช่วยในการประกาศความจริงเพียงไม่กี่คน ท่านเปาโลคิดว่าเป็นการเสียเวลา สำหรับท่านที่จะทำงานในสถานที่ที่มีการประกาศเทศนาข่าวดีไปก่อน หน้าท่านแล้ว ท่านเปาโลกล่าวว่า “ข้าพเจ้าได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะประกาศข่าวประเสริฐในที่ซึ่งไม่เคยมีใครออกพระนามของพระคริสต์มาก่อน เพื่อข้าพเจ้าจะไม่ได้ก่อขึ้นบนรากฐานที่คนอื่นได้วางไว้ก่อนแล้ว” (โรม 15:20)  แผนของท่านเปาโลคือที่จะประกาศเผยแพร่ข่าวสารแก่ผู้คนในพื้นที่ที่ยังไม่เคยได้ยินพระกิตติคุณ  ดังท่านเปาโลได้กล่าวถึงเหตุผลว่า “คนที่ไม่เคยได้ข่าวเรื่องพระองค์์ก็จะได้เห็น และคนที่ไม่เคยได้ฟังจะได้เข้าใจ” (โรม 15:21)

        ท่านเปาโลไม่มีแผนจะอยู่ที่กรุงโรมเป็นเวลานาน กล่าวคือท่าน ต้องการเดินทางไปประกาศพระกิตติคุณในประเทศสเปน ท่านหวังที่จะได้ร้ับการสนับสนุนจากคริสเตียนในกรุงโรมสำหรับการเดินทางไปประกาศที่ประเทศสเปนของท่าน 
 
        มีบทเรียนสำคัญอะไรที่เราอาจเรียนรู้จากแผนของท่านเปาโลเกี่ยวกับการขอคริสตจักรให้ช่วยเหลือในการเผยแผ่ข่าวดีของพระเจ้าในพื้นที่ใหม่ 
 
        อ่านพระธรรม โรม 15:20-27  อีกครั้งหนึ่ง สังเกตข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ ท่านเปาโลต้องการทำงานเพื่อพระเจ้า และรับใช้ผู้อื่นมากเพียงใด คุณมีเหตุผลใดในการทำงานเพื่อพระเจ้า ดวงใจของค์ุณเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะรับใช้ผู้อื่นมากเพยีงใด 


 วันอังคาร     อัครทูตเปาโลในกรุงโรม   (กิจการฯ 28:17- 31)
                   
PAUL IN ROME 
 
        เมื่อท่านเปาโลได้ไปกรุงโรม ท่านไปในฐานะผู้ต้องหาที่ได้ถวายฎีกาถึงซีซ่าร์ พระคัมภีร์บันทึกว่า “เมื่อเรามาถึงกรุงโรม เปาโลได้รับอนุญาต ให้พักอาศัยตามลำพังโดยมีทหารคนหนึ่งคุมไว้” (กิจการฯ 28:16) มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อในที่สุดท่านเปาโลมายังกรุงโรม บ่อยครั้งมีหลายอย่างเกิดขึ้นกับเราที่เราไม่ต้องการ หรือคาดหวัง ข้อพระคัมภีร์ข้างบนสอนเราให้เผชิญกับบางสิ่งที่บ่อยครั้งเข้ามายังทางเดินชีวิตของเราโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า 
 
        ท่านเปาโลเดินทางถึงกรุงโรมในฐานะผู้ต้องหา  การที่ท่านมาถึงพร้อมกับผู้คุมสอนเราว่าแม้แต่แผนการดีที่สุดของเราก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราต้องการ หรือคาดหวังเสมอไป

        ก่อนหน้าที่ท่านเปาโลจะถูกควบคุมตัว ท่านพึ่งเดินทางกลับจากการเดินทางมิชชันนารีเที่ยวที่สามมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม ท่านเดินทางมาถึงพร้อมกับเงินบริจาคสำหรับคนยากจน ท่านเปาโลรวบรวมเงินบริจาคจากคริสตจักรต่างๆในทวีปยุโรป และเอเซียน้อย (Asia Minor) แต่สิ่งไม่คาดหวังอันไม่พึงประสงค์รอท่านเปาโลอยู่  ท่านถูกควบคุมตัว และถูกล่ามโซ่ และถูกควบคุมตัวที่เมืองซีซารียาสองปี ท่านเปาโลได้ถวายฎีกาถึงซีซาร์เวลาผ่านไปสามปีหลังท่านถูกควบคุมตัว ในที่สุดท่านถูกนำตัวมาถึงกรุงโรม นี่ไม่ใช่แผนแรกของท่านเปาโลเลยเมื่อท่านเขียนจดหมายฝากไปยังผู้เชื่อในกรุงโรมว่าท่านจะเดินทางไปเยี่ยมพวกเขา 
 
        พระธรรม กิจการฯ 28:17-31 บอกให้เราทราบเกี่ยวกับช่วงเวลาของท่านเปาโลในกรุงโรมอะไรบ้าง และมีบทเรียนสำคัญอะไรที่เราสามารถเรียนรู้จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้

        “ไม่ใช่คำเทศนาสั่งสอนของท่านเปาโลที่จับความสนใจเหล่าผู้ทำงานและอาศัยอยู่ในพระราชวังของซีซาร์ แต่เป็นโซ่ที่ล่ามท่านเปาโลไว้ ท่านเปาโลได้หักโซ่ตรวนที่ผูกมัดดวงวิญญาณของผู้คนจำนวนมากที่ตกเป็นทาสของค์วามบาป ท่านเปาโลไม่ได้ทำงานเมื่อท่านตกเป็นผู้ต้องหา แต่ท่านก็ได้ทำมากกว่าการปลดปล่อยดวงวิญญาณให้เป็นอิสระ ท่านประกาศว่า “พี่น้องส่วนมากก็เกิดความมั่นใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าจากการที่ข้าพเจ้าถูกคุมขัง และพวกเขามีความกล้ามากขึ้นที่จะกล่าวพระวจนะ โดยปราศจากความกลัว” (ฟีลิปปี 1:14) (เอลเลน จี. ไว้ท์ กิจการ ของอัครทูต, หน้า 464) 
 
       คุณเคยมีประสบการณ์บางสิ่งที่คุณไม่คาดหวัง หรือต้องการให้เกิดขึ้นบ้างไหม   ให้เราจินตนาการว่าประสบการณ์เหล่านั้นได้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีในตอนจบ (อ่าน ฟีลิปปี 1:12) ความเชื่อของคุณได้เข้มแข็งขึ้นจากประสบการณ์เช่นนั้น  สิ่งที่ไม่คาดหวังได้หมุนกลับในชีวิต เช่นนั้นได้สอนคุณให้วางใจในพระเจ้ามากขึ้นในช่วงที่พบกับความยากลำบากในอนาคตอย่างไร 


 วันพุธ      ธรรมิกชน (ผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า) ในกรุงโรม  (โรม 1:7)
               
THE HOLY ONES IN ROME  
 
       ท่านเปาโลกล่าวทักทายคริสตจักรในกรุงโรม  “เรียนทุกท่านที่อยู่ในกรุงโรม ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรัก และทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชน” (โรม 1:7) พระคัมภีร์ข้อนี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับความจริง ความเชื่อ และพระเจ้า 
 
       “ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงรัก” เป็นความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงรักโลก แต่ในวิธีพิเศษพระเจ้าทรงรักผู้ได้เลือกพระองค์์เพราะพวกเขารับเอาความรักของพระองค์์ เราพบกฏแห่งชีวิตเดียวกันนี้ควบคุมโลกรอบตัวเรา ยกตัวอย่าง เรารักบุคคลที่รักเรา เป็นกรณีพิเศษ และปรากฎเป็นความรักเท่าเทียมกันระหว่างเราและพวกเขา ความรักจำเป็นต้องมีการแสดงออก เรามักจะได้รับความรักตอบแทนความรักที่เราให้ไป แต่จะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าคนหนึ่งไม่ได้ตอบสนองค์วามรักที่คนหนี่งให้ไป ความรักอาจมาถึงข้อจำกัดในการแสดงออกด้วยตัวของมันเอง

         “ได้รับการเลือกให้เป็นธรรมิกชน (ผู้บริสุทธิ์)ของพระเจ้า” คำ ว่า “ผู้บริสุทธิ์” มาจากภาษากรีก “hagioi” ซึ่งหมายถึง “ผู้บริสุทธิ์” หรือ “ธรรมิกชน” (ในคริสตจักรคาทอลิก หมายถึง “นักบุญ” หรือใช้เป็นคำนำหน้า “นักบุญ”) แต่โดยทั่วไปหมายถึง “ผู้บริสุทธิ์” ซึ่งหมายถึงการได้รับตั้งไว้เพื่อวัตถุประสงค์พิเศษ ดังนั้นบุคคลบริสุทธิ์ หรือผู้บริสุทธิ์คือผู้ “ได้ถูกแยกไว้” โดยพระเจ้า บุคคลผู้นี้อาจยังห่างไกลจากการ “เป็นคนดีพร้อม” (perfect) ซึ่งยังมีพื้นที่ให้เติบโตด้านจิตวิญญาณไม่น้อย แต่เขา หรือหล่อนได้เลือกเอาพระคริสต์ เป็นองค์พระผู้ป็นเจ้า (Lord) และการเลือกนี้คือสิ่งที่พระคัมภีร์หมายถึงบุคคลที่ “บริสุทธิ์” หรือ “ธรรมิกชน”
 
         ท่านเปาโลกล่าวในพระธรรมโรมว่าพวกเขา “ถูกเลือกสรรโดยพระเจ้า” (โรม 1:7) ท่านเปาโลหมายถึง มีบางคนไม่ได้รับการเลือก หรือ พระธรรมเอเฟซัส 1:4 ช่วยให้เราเข้าใจความหมายของท่านเปาโลอย่างไร
 
         ข่าวสารยิ่งใหญ่คือ พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคนทั้งมวล  กล่าวได้ว่าทุกคนได้รับเลือกโดยพระเจ้า “ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ของพระองค์์” (โรม 1:7) ก่อนที่โลกนี้ถูกสร้างขึ้น พระเจ้าทรงวางแผนให้คนทั้งมวล ได้รับการช่วยให้รอด ไฟและบึงไฟกำมะถันเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับมารร้าย และบริวารเท่านั้น (มัทธิว 25:41) บางคนจะไม่ยอมรับของประทานจากพระเจ้า แต่การปฏิเสธของประทานจากพระเจัาที่เสนอให้ไม่ได้ทำให้ของประทานนั้นด้อยค่าความสำคัญลงแต่อย่างใด 
 
        พระเจ้าทรงเลือกจะมอบของประทานคือ ความรอดแก่คุณ พระเจ้าทรงวางแผนไว้ก่อนโลกนี้ถูกเนรมิตขึ้น ดังนั้นเหตุใดคุณจะปล่อยให้มีอะไรมาหน่วงเหนี่ยวคุณไว้จากการรับของประทานจากพระเจ้า  


 วันพฤหัสบดี       เหล่าผู้เชื่อในกรุงโรม   (กิจการฯ  1:8)
                         
THE BELIEVERS IN ROME    
                            
         ไม่มีใครทราบแน่นอนว่าคริสตจักรในกรุงโรมเริ่มต้นอย่างไร เรื่องถ่ายทอดกันมาจากยุคแรกเริ่ม เล่ากันว่าอัครทูตเปโตร หรืออัครทูตเปาโลเป็นผู้สถาปนาคริสตจักรขึ้น แต่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์แน่ชัดว่า เรื่องที่เล่ากันมาเป็นความจริง อาจเป็นได้ว่าคริสตจักรเริ่มต้นขึ้นจากผู้ที่รับเอาข่าวพระกิตติคุณในวันเทศกาลเพ็นเตคอสต์ (กิจการฯ บทที่ 2)   วันเทศกาลเพ็นเตคอสต์คือเหตุการณ์ที่เหล่าอัครทูตและสาวกทั้งหลายของพระเยซูไดร้ับพระพรพิเศษ ซึ่งพระเยซูได้ทรงหลั่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาสวมทับพวกเขา ตามที่พระองค์์ได้ทรงสัญญาไว้ หรืออาจเป็นได้เช่นกันว่า หลังจากวันเทศกาลยิ่งใหญ่ดังกล่าว คนบางกลุ่มที่ได้ถวายชีวิตของพวกเขาแด่พระคริสต์และได้อพยพไปตั้งรกรากในกรุงโรม ซึ่งเวลานั้นเป็นเมืองหลวงของโลก พวกเขาได้เป็นพยานเกี่ยวกับความเชื่อนั้น และเมื่อมีผู้รับเชื่อในพระเยซู พวกเขาจึงได้เริ่มก่อตั้งคริสตจักรขึ้น

       สามสิบปีหรือราวๆนั้น หลังจากเทศกาลเพ็นเตคอสต์ ตลอดช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีบันทึกว่ามีอัครทูตท่านใดเดินทางไปเยี่ยมเหล่าผู้เชื่อในกรุงโรม ทั้งๆที่พระเยซูทรงเลือกและตั้งเหล่าอัครทูตให้เป็นผู้นำในคริสตจักร หากข้อสันนิษฐานว่าคริสตจักรในกรุงโรมไม่ได้ถูกก่อตั้งโดยอัครทูตเปโตร แต่ได้รับการก่อตั้งโดยเหล่าผู้เชื่อ  ที่น่าทึ่งคือตลอดสามสิบปี คริสตจักรในกรุงโรมเป็นที่รู้จักดีกันดี ก่อนที่อัครทูตท่านหนึ่งท่านใดจะเดินทางไปเยี่ยมเป็นครั้งแรก

       คำว่า “ความเชื่อ” ใน โรม 1:8 อาจรวมไปถึงแนวคิดในวงกว้างของความหมายที่ว่า “ความจงรักภักดีต่อพระเจ้า ดังที่ท่านเปาโล กล่าวว่า สมาชิกของค์ริสตจักรในกรุงโรมเป็นผู้ภักดีต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ที่พวกเขาได้ค้นพบในพระคริสต์ 
 
        อ่าน พระธรรม โรม 15:14  ตามที่แสดงให้เห็นในพระคัมภีร์ข้อนี้ ท่านเปาโลพรรณนาถึงคริสตจักรในกรุงโรมให้เราเห็นอย่างไร
 
         ตรงนี้มีสามสิ่งที่ท่านเปาโลให้การยกย่องเกี่ยวกับประสบการณ์ คริสเตียนของค์ริสตจักรโรม:

        1.  พวกเขา  “บริบูรณ์ด้วยความดี” (โรม 15:14)  ผู้คนสามารถพูดอย่างเดียวกันเกี่ยวกับเราไหม

        2.  พวกเขา “พร้อมด้วยความรู้ทุกอย่าง” (โรม 15:14) ครั้งแล้วครั้งเล่า พระคัมภีร์พูดเกี่ยวกับสติปัญญา ความเข้าใจ และความรู้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ  ดังนั้นคริสเตียนได้รับการบอกให้ศึกษาพระคัมภีร์ของพวกเขาเพื่อจะมีสติปัญญา และความเข้าใจ  “ใน เอเสเคียล 36:26  พระเจ้าทรงบอกประชากรของพระองค์์ว่า  “เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้า”  พระเจ้าทรงหมายความอย่างไรในการตรัสถ้อยคำเหล่านี้ พระองค์์ทรงหมายความว่า “เราจะให้ดวงจิตใหม่แก่เจ้า” ดวงใจที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงใหม่มักจะมาพร้อมกับความเข้าใจแจ่มแจ้งในหน้าที่และความจริงเสมอ”  (เอลเลน จี.ไว้ท์, My Life Today, หน้า24)

       3. คริสเตียนในกรุงโรม “สามารถจะเตือนสติกันและกันได้”  (โรม 15:14) พระคัมภีร์ข้อนี้บอกเบาะแสในความจริงว่า เราไม่ควรแยกตัวเราเองจากผู้เชื่อคนอื่นๆ   เราล้มเหลวที่จะเติบโตในฝ่ายจิตวิญญาณของเรา ถ้าเราทำเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้เราจำเป็นต้องสามารถหนุนใจคนอื่นๆ และในเวลาเดียวกัน เราต้องการให้คนอื่นหนุนใจเราด้วย

 
 วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม:    

      “พระประสงคข์องพระเจา้ที่จะช่วยเราให้รอด  ไม่ได้มาจากแผนการบกพร่องที่พระองค์์ทรงโยนส่วนประกอบต่างๆเข้าด้วยกันใน นาทีสุดท้ายหลังจากมนุษย์คู่แรกทำบาป เปล่าเลย พระเจ้าทรงวางแผนอย่างรอบคอบที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดก่อนที่โลกของเราจะถูกสร้างขึ้น (1 โครินธ์ 2:7; เอเฟซัส 1:3, 1: 13; 2 เธสะโลนิกา 2:13, 14) แผนการของพระเจ้าที่จะช่วยมวลมนุษย์มาจากความรักที่เป็นอยู่ชั่วนิรันดร์ของพระองค์์สำหรับเรา (เยเรมีย์ 31:3)

       “แผนการแห่งความรอดนี้ครอบคลุม อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ยกตัวอย่าง เช่น รวมไปถึง (1) พระพรแห่งการถูกเลือกให้เป็นประชากรผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า และการถูกสร้างใหม่โดยความเชื่อในพระคริสต์ (2) อันรวมไปถึงการไดร้ับความรอด และการไดร้ับการอภัยบาป (3) รวมไปถึงความเป็นหนึ่งของสรรพสิ่งในพระคริสต์ (4) รวมไปถึงการประทับตรา ซึ่งเป็นงานพิเศษของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อทำให้ประชากรของพระเจ้าบริสุทธิ์ และเตรียมความพร้อมที่จะดำรงชีวิตกับพระเจ้าในสวรรค์(5) แผนการของพระเจ้าเพื่อช่วยเราให้รอด รวมไปถึงการที่เราได้รับรางวัลแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์ เมื่อพระคริสต์เสด็จมาครั้งที่สอง (6) และยังรวมไปถึงของประทานแห่งร่างกายใหม่ และวิญญาณจิตที่ไม่รู้จักตาย  ณ ใจกลางของแผนการแห่งความรอด คือเจ็บปวดรวดร้าว และ การสิ้นพระชนม์ของพระเยซู การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูไม่ใช่เหตุการณ์บังเอิญในประวัติศาสตร์ และไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการเลือกของมนุษย์ แต่เป็นแผนการของพระเจ้าเพื่อช่วยเราให้รอด (กิจการฯ 4:27, 28) พระเยซูทรงเป็นความจริง “เป็นพระเมษโปดก (ลูกแกะ) ของพระเจ้าผู้ถูกปลงพระชนม์ตั้งแด่แรกสร้างโลก” (วิวรณ์ 13:8) (The Handbook of Seventh-day Adventist Theology, หน้า 275, 276) 

 คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.   โลกของเราจะแตกต่างจากที่เป็นอยู่ในเวลานี้อย่างไรหากปราศจากการปฏิรูปของโปรเตสแตนต์   การปฏิรูปของโปรเตสแตนต์ เป็นการตื่นตัวครั้งใหญ่ด้านศาสนา  การปฏิรูปเริ่มในปีต้นๆ หลัง ค.ศ. 1500    เป้าหมายหลักที่จะเปลี่ยนแปลงคริสตจักรคาธอลิกให้ดีขึ้น   ต่อมาการเปลี่ยนแปลงนำไปสู่การเริ่มต้นคริสตจักรโปรเตสแตนต์
     
 2.   ให้เราใคร่ครวญในแนวคิดที่ว่า พระเจ้าทรงเลือกเราให้ได้รับความรอดก่อนโลกใบนี้จะถูกสร้างขึ้น (อ่าน ทิตัส 1:1, 2; 2 ทิโมธี 1:8, 9)    เหตุใดเราควรพบว่าความจริงข้อนี้หนุนใจเรา  ความจริงนี้บอกเราเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อคนทั้งปวง ดังนั้นเหตุใดจึงเป็นเรื่องที่เศร้าใจมากเมื่อผู้คนหันหน้าหนีไปจากสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้พวกเขาเปล่าๆ 
 
3.  ในทางใดบ้างที่ชั้นเรียนวันสะบาโตของคุณจะช่วยปรับปรุงให้คนทั่วไปคิดเกี่ยวกับคริสตจักรของคุณในทางที่ดีขึ้น  

 
 
                            ****************************  

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272