Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > Thai SSL 4Qr2017 Credit > Thai SSL 4Qr2017 Index > คำนำ > บทที่ 1 วันที่ 30 กันยายน - 6 ตุลาคม 2017 > บทที่ 2 วันที่ 7 - 13 ตุลาคม 2017 > บทที่ 3 วันที่ 14 - 20 ตุลาคม 2017 > บทที่ 4 วันที่ 21 > > > > > >
.
บทที่ 10 วันที่ 2–8 ธันวาคม 2017
.
บทที่ 10          บุตรทั้งหลายแห่งพระสัญญา 
                               CHILDEN OF THE PROMISE 
                              

บ่ายวันสะบาโต   อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้: โรม บทที่ 9 

ข้อควรจำ    “เพราะฉะนั้นพระองค์จะทรงเมตตาใครก็จะทรงเมตตาคนนั้น และพระองค์จะทรงให้ใครมีใจแข็งกระด้างก็จะทรงให้คนนั้นมีใจแข็งกระด้าง” (โรม 9:18)  


        “ข้อเขียนอันศักดิ์สิิทธิ์กล่าวว่า “พระเจ้าทรงรักยาโคบ แต่ชังเอซาว”...พระเจ้าทรงตรัสกับท่านโมเสสว่า ... “เราประสงค์จะกรุณา ใคร เราก็จะกรุณาคนนั้น  และเราจะเมตตาใคร เราก็จะเมตตาคนนั้น” (โรม 9:13, 15)

        ท่านเปาโลกำลังพูดถึงอะไรที่กล่าวในพระธรรม โรม 9:13, 15 และ 18 เกี่ยวกับอิสระเสรีที่พระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์เพื่อการเลือกหรือเปล่า  ถ้าไม่มีอิสระ ศาสนาที่เราเชื่อติดตามและนับถือก็ไม่มีความหมายอะไรเลย  เรามีสิทธิ์เสรีที่จะเลือกเชื่อหรือจะปฏิเสธพระเจ้าใช่ไหม หรือพระคัมภีร์ข้อเหล่านี้สอนว่า บางคนพระเจ้าทรงเลือกไว้เพื่อให้รอดและคนอื่นให้พินาศ ไม่ว่าพวกเขาแต่ละคนจะเลือกอย่างไรก็ตาม

        คำตอบก็อีกนั่นแหละ พบได้ในภาพรวมที่ท่านเปาโลกำลังให้เหตุผลสนับสนุนสำหรับแนวคิดว่า พระเจ้าทรงมีสิทธิ์ที่จะเลือกไม่ ว่าใครก็ได้ที่พระองค์ทรงประสงค์ให้เป็น “ผู้ที่ถูกเลือกสรร” ของพระองค์ ซึ่งจะว่าไปพระเจ้าทรงเป็นผู้รับผิดชอบการเผยแผ่พระกิตติ คุณข่าวดีเกี่ยวกับการที่ผู้คนจะได้รับความรอดทั่วโลก  ดังนั้น พระองค์ทรงสามารถเลือกใครก็ได้ที่ทรงประสงค์ให้ทำการนี้  ตราบใดที่ พระเจ้าไม่ทรงตัดใครจากความรอด และดังนั้น พระเจ้าอาจเลือกใครก็ได้ที่พระองค์ทรงประสงค์จะให้รับใช้พระองค์  พระราชกรณียกิจส่วนนี้ของพระเจ้าไม่ได้ขัดแย้งกับหลักการของเสรีภาพแห่งการเลือกที่ทรงประทานให้มนุษย์ทุกคนที่สำคัญกว่านั้น การเลือกของพระเจ้าไม่ได้ขัดแย้งกับความจริงยิ่งใหญ่ที่พระเยซูได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อมนุษย์ทุกคน  พระประสงค์ของพระองค์คือ ให้ท้กคนรับเอาของประทานแห่งการช่วยให้รอดนี้อย่างทั่วถึง

        ตราบใดทเี่ราระลึกว่า พระธรรม โรม บทที่ 9  ไม่ได้อภปิรายว่า บุคคลต่างๆที่เอ่ยชื่อในบทนี้จะรอดได้หรือไม่    แต่พูดถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับว่า พระเจ้าทรงเลือกบางคนให้ทำหน้าที่พิเศษสำหรับพระองค์  เนื้อหาในบทนี้ก็จะไม่ลำบากเลยที่จะเข้าใจ
 

วันอาทิตย์         ความเศร้ายิ่งใหญ่ของท่านเปาโล  (โรม 9:1-12)
                              PAUL’S GREAT SORROW   
 
        “พวกเจ้าจะเป็นอาณาจักรปุโรหิตและเป็นชนชาติบริสุทธิ์สำหรับเรา  นี่เป็นถ้อยคำที่เจ้าต้องบอกกับคนอิสราเอล” (อพยพ 19:6)  
 
        พระเจ้าทรงต้องการผู้คนให้ประกาศเผยแพร่ “ข่าวดี” ของการได้รับการช่วยให้รอดแก่ชาวโลกที่เต็มไปด้วยพระเทียมเท็จ (false gods)  ความมืดบอดด้านจิตวิญญาณและการกราบไหว้รูปเคารพหลากหลาย   พระเจ้าทรงเลือกชนอิสราเอลให้ทำงานชิ้นนี้ และทรงสำแดงให้พวกเขาประจักษ์ว่าพระองค์คือใคร พระองค์ทรงวางแผนให้พวกเขากลายเป็นแบบอย่างที่ชนชาติอื่นๆควรจะเป็นและที่จะนำชนชาติเหล่านั้นไปสู่พระเจ้าเที่ยงแท้  การถวายสัตวบูชาสำหรับความบาปของผู้คนในแผนการนมัสการของชนชาติยิวจะชี้ให้ทุกเชื้อชาติมองไปที่พระคริสต์ผู้จะช่วยพวกเขาให้รอด  พระเจ้ายังทรงวางแผนใช้ชนอิสราเอลเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และพระองค์จะทรงอวยพระพรให้พวกเขาเป็นทวีคูณ  พวกเขาต้องประกาศเผยแผ่อาณาจักรของพระองค์จนขยายขอบข่ายไปทั่วโลกทั้งใบ
 
         บ่อยครั้งเพียงใดเราทำให้พระเจ้าผิดหวัง  แต่มีแนวคิดสำคัญอะไรที่ท่านเปาโลแบ่งปันในพระธรรม โรม 9:1-12 เกี่ยวกับความซื่อสัตย์ของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเรา
 
         ท่านเปาโลสำแดงให้เห็นตรงนี้ว่า พระสัญญาพระเจ้าทรงทำกับชนอิสราเอลไม่ได้ล้มเหลวลงเสียทั้งหมด พระเจ้ายังทำงานผ่านบางคนผู้ยังสัตย์ซื่ออย่างต่อเนื่อง ชาวยิวกลุ่มนี้ได้ถูกเรียกว่า “ชนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่” (The Remnant)  คำว่า “ชนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่” หมายถึง คนหรือสิ่งของ เช่น ผ้าม้วนหนึ่งเหลือเพียงเศษผ้าไม่กี่หลา ชนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่นี้เป็นสัญลักษณ์ของชาวยิวจำนวนไม่มาก พระเจ้ายังทรงทำงานผ่านพวกเขา ท่านเปาโลพิสูจน์ว่า มีความสำคัญเพียงใดสำหรับอิสราเอลที่ยังเหลืออยู่ที่ประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอลได้บันทึกไว ้ ท่านแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงเลือกใช้ผู้คนอย่างรอบคอบเสมอ ยกตัวอย่างเช่น (1) พระเจ้าไม่ทรงเลือกเชื้อสายของท่านอับราฮัมทั้งหมดให้เข้าร่วมในข้อตกลงพิเศษ มีแต่เพียง “อิสอัค” เท่านั้น และ (2) พระเจ้าไม่ทรงเลือกเชื้อสายของอิสอัคทั้งหมด มีเพียงจากพงศ์พันธุ์ของยาโคบเท่านั้น

         การทรงเลือกนี้แสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ได้รับความรอดเพราะว่าใครเป็นบรรพบุรุษของเรา คุณอาจมาจากครอบครัวที่เป็นสมาชิกของโบสถ์เที่ยงแท้ แต่ก็อาจสูญเสียชีวิตนิรันดร์ได้ แต่ความเชื่อแท้แสดงออกว่าคนหนึ่งได้เกิดใหม่แล้ว กล่าวคือ “ผู้ที่เกิดเพราะพระสัญญาของพระเจ้า” (โรม 9:8) ความเชื่อนี้แสดงออกมาโดยความรัก  
 
        มองไปที่พระธรรม โรม 9:6 “แต่ไม่ใช่ว่าพระวจนะของพระเจ้าได้ล้มเหลวไป เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่เกิดมาจากอิสราเอลนั้น เป็นคนอิสราเอลแท้”  เราได้พบข่าวสารสำคัญอะไรตรงนี้สำหรับเราในฐานะที่เป็นแอ๊ดเวนตีส ซึ่งจะว่าไปเราได้รับมอบหมายงานอย่างเดียวกันให้ทำเพื่อพระเจ้าในช่วงเวลาของเราเช่นชนอสิราเอลในสมัยพระคัมภีร์ได้รับมอบหมายให้ทำงานของพวกเขา 


วันจันทร์       ซึ่งเลือกสรรแล้ว  (โรม 9:12-13)
 
                      CHOSEN  
 
        “พระยาห์เวห์ตรัสกับนางว่า “ชนสองชาติอยู่ในครรภ์ของเจ้า และประชาชนสองพวกซึ่งเกิดจากเจ้าจะต้องแยกกัน พวกหนึ่งจะแข็งแรงกว่าพวกหนึ่ง พี่จะรับใช้น้อง” (ปฐมกาล 25:23)   มีคำเขียนไว้ว่า “เราได้รักเจ้าทั้งหลาย แต่เจ้าพูดว่า พระองค์ได้ทรงรักข้าพระองค์อย่างไร  พระยาห์เวย์ตรัสว่า เอาซาวเป็นพี่ชายของยาโคบไม่ใช่หรือ เราก็รักยาโคบ แต่เราได้เกลียดเอซาว” (มาลาคี 1:2) (โรม 9:12, 13) 
         
        เราได้พูดมาก่อนแล้วในตอนกล่าวอารัมภบทบทเรียนสำหรับสัปดาห์นี้ว่า เป็นไปได้ที่จะรู้สึกว่า พระธรรมโรมบทที่ 9 มีความหมาย ถึงอะไร จนก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่าท่านเปาโลไม่ได้พูดเกี่ยวกับว่าพระเจ้าทรงเลือกใครให้ได้รับความรอด แต่เป็นว่าท่านเปาโลใช้ถ้อยคำว่า “เลือก” ในความหมายของงานพิเศษที่พระเจ้าทรงเลือกบางคนเจาะจงให้ทำการของพระองค์ ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าทรงเลือกยาโคบให้เป็นบิดาของกลุ่มชนพิเศษเพื่อเป็นพยานให้แก่ชาวโลกซึ่งไม่มีเบาะแสเลย ในพระคัมภีร์โรมที่บอกว่าเอซาวจะไม่ได้รับความรอด พระเจ้าทรงประสงค์ใหเ้ขาได้รับความรอด พระเจ้าทรงประสงค์ให้เขารอดพอๆ กับที่ทรงปรารถนาให้มนุษย์ทั้งมวลได้รับความรอดด้วย 
 
        อ่านพระธรรม โรม 9:14,15   แนวคิดในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เชื่อมโยงกับข้อความทเี่ราได้อ่านแล้วอย่างไร

        อีกครั้งหนึ่ง ให้เราเข้าใจว่าท่านเปาโลไม่ได้พูดว่า ใครจะได้รับความรอดหรือไม่ เพราะพระเจ้าทรงพระเมตตากับทุกคน ที่จริงแล้ว “พระองค์ทรงประสงค์ให้ทุกคนได้รับความรอดและรู้ความจริง” (1 ทิโมธี 2:4)   และ “เพราะว่าพระคุณของพระเจ้าปรากฎแล้วเพื่อช่วยทุกคนให้รอด” (ทิตัส 2:11)   แต่พระเจ้าทรงสามารถเลือกประชาชาติต่างๆ ให้มีส่วนสำคัญในพันธกิจของพระองค์ แน่นอน พวกเขามีสิทธิ์จะปฏิเสธการเข้าไปมีส่วนในพันธกิจของพระองค์ แต่พวกเขาไม่สามารถป้องกันการเลือกของพระเจ้าจากสิ่งที่บังเกิดขึ้น ดังนั้นความจริงข้อนี้บอกเราว่า เอซาวไม่อาจกลายเป็น “คนหนึ่ง” ที่พระเยซูจะทรงเสด็จมาและเขาไม่อาจเป็นบิดาของชนชาติที่ทรงเลือกสรรไว้

         ในตอนจบพระเจ้าไม่ทรงเลือกที่จะปิดเอซาวจากแผ่นดินสวรรค์โดยไม่มีเหตุผล ของประทานที่คนหนึ่งถูกทำให้ชอบธรรมเฉพาะพระเจ้าเป็นของประทานให้เปล่ากับทุกคน เราทั้งปวงที่ถูกเลือกให้ได้รับความรอดจะไม่ให้พินาศ (เอเฟซัส 1:4, 5; 2 เปโตร 1:10) ทั้งนี้ เป็นการเลือกของเราเอง พระเจ้าไม่ทรงปิดกั้นเราจากการรับเอาชีวิตชั่วนิรันดร์  พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์สำหรับทุกคน เวลาเดียวกันพระเจ้าทรงให้ความชัดเจนในพระคัมภีร์ว่า เราจะต้องทำบางอย่างเพื่อจะมีชีวิตนิรันดร์: เราจะต้องมีความเชื่อในพระคริสต์เพราะความเชื่อนำไปสู่การทำเป็นผู้ชอบธรรมเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าและดำเนินชีวิตต่อไปในการเชื่อฟังจากสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวทั้งปวงที่อาจเกิดขึ้น  เหตุใดกระบวนของสิ่งเลวร้ายทั้งมวล คือการปล่อยให้ความบาปตัวเอง และความปรารถนาชั่วร้ายของเรา “ปล้น” สิ่งทั้งปวงที่ได้กล่าวสัญญากับพระเจ้าไปจากเรา


วันอังคาร       ความลึกลับ (อิสยาห์  55:8, 9)                           
                          MYSTERIES    
 
        “เพราะความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของเจ้า และทางของพวกเจ้าก็ไม่ใช่ทางของเรา พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ” (อิสยาห์ 55:8)   “เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไร ทางของเราก็สูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าอย่างนั้น” (อิสยาห์ 55:9)

         อ่านพระธรรม โรม 9:17-24  คิดเกี่ยวกับว่าเราได้อ่านอะไรไปบ้างแล้ว ด้วยความคิดนั้นในใจ เราต้องเข้าใจข่าวสารของท่านเปาโลอย่างไร ใน โรม 9:17-24  เกี่ยวกับแผนการของพระองค์ที่จะปลดปล่อยมนุษยชาติให้เป็นอิสระจากความบาปและความตาย พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์หลายประการในประเทศอียิปต์ก่อนที่จะปล่อยประชากรของพระองค์ เพื่อให้ชาวอียิปต์และประชาชนที่อยู่รายรอบพวกเขาได้ประจักษ์ว่า พระเจ้าของชนอิสราเอลเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้ และงานเหล่านั้นทรงมุ่งหมายให้เป็นการเชื้อเชิญนานาชาติเหล่านั้นให้ละทิ้งเทพเจ้าต่างๆของพวกเขาและหันมานมัสการพระองค์

         เป็นที่ชัดเจนกษัตริย์ของอียิปต์ได้ทำการเลือกของเขาเรียบร้อยที่จะต่อต้านพระเจ้า  กษัตริย์ของอียิปต์เป็นที่รู้จักกันในนาม “ฟาโรห์”  พระเจ้าทรงทำให้ดวงใจของฟาโรห์แข็งกระด้างและดื้อดึง  แต่ในการทำเช่นนั้น พระเจ้าไม่ทรงนำโอกาสของการได้รับความรอดไปจากฟาโรห์  แทนที่จะทำเช่นนั้นพระเจ้าทรงทำให้ใจของฟาโรห์ต่อต้านจะปล่อยชนอิสราเอลออกไปจากอียิปต์  แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงหันจิตใจของฟาโรห์ให้ต่อต้านความรอด ซึ่งจะว่าไปพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อฟาโรห์พอๆ กับที่ทรงสิ้นพระชนม์สำหรับท่านโมเสส อาโรน และพงศ์พันธุ์ทั้งมวลของอิสราเอลด้วย  

         แนวคิดสำคัญสำหรับจะนำเราออกไปจากการอภิปรายทั้งหมดคือว่า เรามีความเข้าใจจำกัดในเรื่องของพระเจ้า และพระองค์ทรงทำงานอย่างไรในโลก  ดังนั้น เราสามารถคาดหมายจะเข้าใจวิธีการทั้งหมดของพระเจ้าได้  เมื่อธรรมชาติยังกุมความลึกลับที่เราไม่สามารถเข้าใจได้ ซึ่งจะว่าไปในเพียง 171 ปีของอดีตที่ผ่านมา  ศัลยแพทย์เรียนรู้ว่าอาจเป็นแนวคิดดีที่จะล้างมือของพวกเขาหลายครั้งก่อนจะลงมือผ่าตัด! และจะมีใครค้นพบอีกในอนาคต ซึ่งจะมีบางสิ่งแสดงให้เราทราบว่า เราช่างรู้อะไรเล็กน้อยเพียงใดในวันนี้

         เราไม่เข้าใจเสมอไปในวิถีของพระเจ้า แต่พระเยซูทรงเสด็จลงมาเพื่อสำแดงให้เราประจักษ์ว่า พระเจ้าคือใคร (ยอห์น 14:9) ดังนั้น เราสามารถทราบว่าใครคือพระเจ้าผู้ทรงช่วยเราให้ยืนหยัดภักดีต่อพระองค์ในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากที่ดูเหมือนไม่ยุติธรรม และยากที่จะเข้าใจ


วันพุธ       “อัมมี” ประชากรของเรา  (โรม 9:25-29)
                      AMMI: MY PEOPLE  

         ในพระธรรม โรม 9:25    ท่านเปาโลกล่าวทวนพระธรรม โฮเชยา 2:23 และใน โรม 9:26  ท่านกล่าวทวน โฮเชยา 1:10  เรื่องราวเบื้องหลังข้อพระคัมภีร์เหล่านั้นในพระธรรมโฮเชยา พระเจ้าทรงสั่งท่านโฮเชยาว่า “ไปซีไปรับหญิงเจ้าชู้มาเป็นภรรยาและเกิดลูกชู้กับนาง เพราะว่าแผ่นดินนี้เล่นชู้อย่างยิ่งโดยการละทิ้งพระยาห์เวห์” (โฮเชยา 1:2)   ชีวิตแต่งงานของโฮเชยาและภรรยานับเป็นเรื่องเศร้า ซ่ึ่งแสดงออกให้เห็นความสัมพันธ์ของพระเจ้าและชนอิสราเอล  ชนอิสราเอลจงรักภักดีกับพระเจ้าตลอดมา แต่ถึงเวลานั้นพวกเขาได้หักความสัมพันธ์กับพระองค์ด้วยการหันไปกราบไหว้พระเทียมเท็จ (false gods)   เด็กสองคนเกิดกับกับโฮเชยาและภรรยาของเขาได้รับการตั้งชื่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงหันพระพักตร์จากชนอิสราเอล และทรงลงโทษพวกเขาที่พวกเขาหันไปกราบไหว้พระเจ้าเทียมเท็จ ลูกคนที่สามของโฮเชยาได้รับการตั้งชื่อว่า “โลอัมมี” (โฮเชยา 1:9) ชื่อซึ่งมีความหมายว่า “ไม่ใช่ประชากรของเรา”

        แต่ท่านโฮเชยาบอกว่า วันหนึ่งจะมาถึงอย่าง เมื่อพระเจ้าจะไม่ทรงลงโทษประชากรของพระองค์ แต่กลับเป็นว่าพระองค์จะทรงประทานความมั่งคั่งกลับมาให ้พระองค์จะทรงนำพระเทียมเท็จของพวกเขาออกไป และพระองค์จะทรงทำข้อตกลงกับพวกเขา (โฮเชยา 2:11-19)   เมื่อนั้นเหล่าผู้ที่ถูกเรียกว่า “โลอัมมี” ชื่อซึ่งมีความหมายว่า “ไม่ใช่ประชากรของเรา” จะได้รับการเรียกใหม่ว่า “อัมมี” ซึ่งหมายถึง “ประชากรของเรา”
     
        ในสมัยของท่านเปาโลคำว่า “อัมมี” หมายถึงคนนั้นที่พระเจ้าทรงเลือก “คือเราที่พระองค์ได้ทรงเรียกมาแล้วไม่ใช่จากพวกยิวเท่านั้นแต่จากพวกต่างชาติด้วย” (โรม 9:24)   นี่ช่างเป็นภาพชัดเจนของ “ข่าวดี” ที่พระคัมภีร์ข้อนี้ให้ความกระจ่างซึ่งหมายถึงประชากรของโลกทั้งใบ ไม่สงสัยเลยว่าในฐานะที่เราเป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เราเชื่อว่าการทำงานเพื่อพระเจ้าของเรา รวมไปถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงในพระธรรม วิวรณ์ 14:6 ด้วยว่า “แล้วข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งเหาะไปในท้องฟ้า เพื่อประกาศข่าวประเสริฐนิรันดร์แก่คนทั้งหลายที่อยู่บนแผ่นดินโลกแก่ทุกประชาชาติ ทุกเผ่า ทุกภาษา และทุกชาติ” ปัจจุบันนี้เหมือนในสมัยของท่านเปาโล “ข่าวดี” นี้จะต้องประกาศไปทั่วทุกหนทุกแห่ง
 
         อะไรคือข่าวสารพื้นฐานพบในพระธรรมโรม 9:25-29   ท่านเปาโลนำเสนอความหวังอะไรให้กับผู้อ่านของท่าน
  
         ชาวยิวจำนวนมากปฏิเสธข่าวสารซึ่งเป็น “ข่าวดี”  ความจริงอันน่าเศร้านี้เป็นเหตุทำให้ท่านเปาโลออกปากมาว่า “ข้าพเจ้ามีความทุกข์หนักและความเจ็บร้อนในใจเสมอ” (โรม 9:2)   แต่อย่างน้อยมี “ชนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่” (the ramnant)  คุณคงระลึกถึง “ชนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่”  อาจหมายถึงอะไรจำนวนเล็กน้อยที่เหลืออยู่ เช่น ผ้าไม้หนึ่ง (ที่ม้วนมาในแกนไม้) และเหลือผ้าอยู่ไม่กี่เมตรพันอยู่กับไม้ที่ทำเป็นแกนนี้ เป็นสัญลักษณ์เตือนใจเราให้นึกถึงชาวยิวแม้ว่าพระเจ้าจะทรงทำงานผ่านพวกเขาอย่างต่อเนื่องมานาน  ดังนั้นพระเจ้ายังคงมี “ชนกลุ่มน้อยที่ยังเหลืออยู่”  ท่ามกลางชาวยิวและพระสัญญาของพระองค์จะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวัง แม้ว่าเมื่อมนุษย์ทำให้พระองค์และเพื่อนมนุษย์ด้วยกันผิดหวัง แต่พระเจ้าจะทรงทำให้พระสัญญาทั้งหมดของพระองค์เป็นจริงในตอนสุดท้าย ดังนั้น เราต้องมีความหวังในพระสัญญาเหล่านั้นและพระสัญญาเหล่านั้นจะเป็นจริงสำหรับเราเช่นกัน  
 

วันพฤหัสบดี        ศิลาก้อนที่ทำให้พวกเขาสะดุดล้ม  (โรม 9:30-32)
                                 A ROCK THAT MAKES THEM FALL           
                       
             “ถ้าอย่างนั้นเราจะว่าอย่างไร จะว่าพวกต่างชาติที่ไม่ได้ใฝ่หาความชอบธรรมก็ยังได้รับความชอบธรรม คือความชอบธรรมที่เกิดขึ้นโดยความเชื่อ แต่พวกอิสราเอลที่ใฝ่หาความชอบธรรมตามธรรมบัญญัติก็ยังไม่ได้บรรลุตามธรรมบัญญัตินั้น เพราะอะไร เพราะเขาไม่ได้แสวงหาโดยความเชื่อ แต่แสวงหาด้วยการประพฤติ เขาสะดุดก้อนหินที่ให้สะดุดนั้น” (โรม 9:30-32)  อะไรคือข่าวสารของข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวนี้ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เราสามารถนำเอาข่าวสารนี้ไปใช้ในชีวิตของเราได้อย่างไรในปัจจุบัน เราจะหลีกเลี่ยงจากการทำผิดพลาดอย่างเดียวกันในชีวิตของเราที่ชนอิสราเอลได้ทำผิดพลาดได้อย่างไร 
 
           ท่านเปาโลกล่าวในข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวนี้ที่ไม่อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ท่านอธิบายให้ชาวยิวฟังว่าเหตุใดพวกเขาจึงผิดพลาดในพระประสงคข์องพระเจ้าสำหรับพวกเขา น่าสนใจเพียงใดที่จะสังเกตว่า ผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิวที่พระเจ้าทรงยอมรับพวกเขา แม้พวกเขายังไม่ได้ค้นหาพระเจ้า เพื่อให้พระองค์ทรงรับพวกเขาในตอนแรก! ยิ่งกว่านั้นที่ผ่านมา พวกเขามองหาทางสนองความสนใจและความปรารถนาของพวกเขาเอง แต่ต่อมาเมื่อเขาได้รับข่าวดีและยอมรับข่าวดีนั้น พระเจ้าทรงประกาศว่า พวกเขาถูกทำให้ชอบธรรมเฉพาะพระองค์แล้ว

         ปัญหาของชนอิสราเอลในสมัยของท่านเปาโลคือ พวกเขาสะดุดก้อนศิลา (พระคริสต์) (อ่าน โรม 9:33)   ชาวยิวบางคน ไม่ใช่ทั้งหมด (อ่าน กิจการ 2:41) ปฏิเสธจะยอมรับพระเยซูแห่งนาซาเร็ธว่าเป็นพระเมสสิยาห์ พระเมสสิยาห์คือพระองค์นั้นผู้ซึ่งพระบิดาทรงเลือกให้เป็นพระผู้ช่วยจากความบาป เพราะพระเยซูไม่ใช่พระเมสสิยาห์ประเภทที่พวกเขาเฝ้ารอคอย ดังนั้นพวกเขาพากันหันหลังให้กับพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงเสด็จมา

         ก่อนที่จะจบพระธรรมโรม บทที่ 9 ท่านเปาโลกล่าวทบทวนข้อพระคัมภีร์เดิมอีกข้อหนึ่งด้วยการเริ่มต้นว่า “ดังที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า“นี่แน่ะ เราวางศิลาก้อนหนึ่งไว้ที่ศิโยนที่จะทำให้สะดุด และหินก้อนหนึ่งที่จะทำให้ล้ม แต่ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย” (โรม 9:33)   ตรงนี้ท่านเปาโลแสดงให้เห็นอีกครั้งหนึ่งว่า ความเชื่อแท้มีความสำคัญมากเพียงใดในแผนการของพระเจ้าที่จะช่วยเราให้รอด (อ่าน 1 เปโตร 2:6-8)   ก้อนศิลาที่จะทำให้พวกเขาล้มลง ถูกแล้ว แต่ในเวลาเดียวกัน ใครก็ตามที่เชื่อในพระเยซูจะไม่ได้รับความอับอาย  สำหรับคนจำนวนมาก พระเยซูคือศิลาซึ่งทำให้พวกเขาสะดุด แต่สำหรับพวกเราที่รู้จักและรักพระองค์  พระเยซูทรงเป็นศิลาประเภทที่แตกต่างออกไป พระองค์ทรงเป็น “ศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์” (เพลงสดุดี 89:26)         
        พระเยซูทรงเคยเป็นก้อนศิลาที่ทำให้คุณสะดุดและล้มลงไหม  ถ้าเป็นเช่นนั้น มีอะไรที่คุณได้ทำที่ทำให้คุณล้มลงและคุณลุกขึ้นยืนได้อีก อย่างไร พระเยซูได้ทรงเป็นศิลาแห่งความรอดของคุณอย่างไร


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

         “พระคัมภีร์พูดถึงบุคคลบางคนถูกเลือกสรรให้ได้รับความรอดอย่างไร หลายคนคิดว่าแนวคิดนี้ชี้ไปยังชีวิตอนาคต ซึ่งหมายถึงว่าบุคคลเหล่านี้ถูกเลือกให้มีความสุขยิ่งใหญ่ในสวรรค์  แต่แนวคิดนี้ไม่ใช่สิ่งที่พระคัมภีร์สอน เพราะพระคัมภีร์สอนว่ามนุษย์ถูกเลือกให้รับเอาสิ่งที่พระเจ้าเสนอ เขาถูกเลือกให้ทำตามแผนการของพระเจ้าเพื่อช่วยเขาให้รอด เขาจะต้องทำงานนี้ด้วยดวงใจสั่นเทา เปี่ยมด้วยความรักและการนบนอบต่อพระเจ้า มนุษย์ได้ถูกขอให้สวมยุทธภัณฑ์ของพระเจ้า เขาถูกเลือกให้ต่อสู้การสงครามแห่งความเชื่ออย่างเต็มกำลัง เขาถูกเลือกให้ใช้ สิ่งที่พระเจ้าได้วางไว้ในรัศมีที่เขาจะเอื้อมถึง เพื่อต่อต้านความชั่วร้ายทุกรูปแบบที่เป็นความปรารถนาของเนื้อหนัง เพราะซาตานกำลังเล่มเกมแห่งชีวิตสำหรับดวงวิญญาณของมนุษย์  ดังนั้น มนุษย์ถูกเลือกให้เฝ้าระวังและอธิษฐาน เขาถูกเลือกให้ค้นหาคำตอบในพระคัมภีร์  เขาถูกเลือกให้หลีกเลี่ยงการล้มลงสู่ความบาป เขาถูกเลือกให้แสดงความเชื่อ ออกมาทุกขณะจิตแห่งชีวิต  เขาถูกเลือกให้เชื่อทุกถ้อยคำที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า จะมีอะไรเกิดขึ้น ถ้ามนุษย์เลือกทำสิ่งเหล่านี้  เช่นนั้นเขาจะไม่เป็นเพียงผู้รู้พระวจนะ (พระคัมภีร์) ของพระเจ้า  แต่จะเป็นผู้นั้นซึ่งจะทำสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าทรงขอ  คำสอนเหล่านี้คือสิ่งที่พระคัมภีร์หมายถึง เมื่อพระคัมภีร์กล่าวถึงการถูกเลือก” (เอลเลน จี. ไว้ท์, Testimonies to Ministers and Gospel Workers, หน้า 453, 454) 


คำถามเพื่อการอภิปราย: 
 

1.  คริสเตียนบางคนสอนว่า พระเจ้าทรงเลือกบางคนให้ได้รับความรอดและคนอื่นๆ ให้พินาศ  พวกเขาคิดว่าพวกเขาไม่มีโอกาสเลือก พวกเขากล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ทำการเลือกนี้สำหรับคุณก่อนที่คุณจะเกิดมาเสียอีก  ตอนนี้ให้ลองมาจินตนาการ คุณเลือกที่จะเป็นคนดีทุกวินาทีในชีวิตของคุณ แต่คุณถูกเลือกให้ได้รับความพินาศ จะมีอะไรเกิดขึ้น อย่างนี้คุณจะต้องถูกลงโทษในความตายนิรันดร์ พร้อมกับคนเป็นอันมาก การลงโทษนี้หมายถึงการถูกเผาในไฟนรกตลอดไป  ดังนั้น พวกเขา เชื่อว่าบุคคลที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ให้พินาศในชีวิตนี้จะใช้ชีวิตหน้าในไฟนรกตลอดไป นี่ช่างเป็นความคิดที่ผิดมาก  เพราะช่างเป็นความคิดเห็นที่ตรงกันข้ามกับความจริงอย่างสิ้นเชิง

2.  คุณมองเห็นคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสได้รับมอบหมายงานให้ทำการซึ่งมีความสำคัญเสมอเหมือนกับชนอิสราเอลในสมัยพระคัมภีร์ไหม มีอะไรที่เหมือนกัน และอะไรที่แตกต่าง และเรากำลังทำการได้ดีกว่าไหม หรือทำการได้แย่กว่า เขียนอธิบาย
.................................................................................................................. .................................................................................................................. .................................................................................................................. 


                                                                                 ********************* 

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272