Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons >
.
Thai Sabbath School 1 Q 2015
.
 
คู่มือศึกษาพระคัมภีร์
 โรงเรียนวันสะบาโตผู้ใหญ่
 
  ไตรมาสที่ 1
 
มกราคม- กุมภาพันธ์- มีนาคม
2015
 
 พระธรรมสุภาษิต
 
เขียนโดย
โดย แจ๊คเควส  โดคาน
(Jacques Doukhan)
 แปลโดย
 ศจ. รังสิต อิศฤงคาร
 
จัดพิมพ์โดย
สำนักงานคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย
แผนกพันธกิจโรงเรียนวันสะบาโต

สำนักงานคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย
12 ซ. ปรีดี พนมยงค์ 37 ถ. สุขุมวิท 71 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร. 0-2381-3298, 0-2391-3595, 0-2391-0525, 0-2392-3598 โทรสาร 0-2381-1928 
website: www.adventist.or.th    e-mail: adatam@adventist.or.th
 
พิมพ์และเรียบเรียงในอเมริกา
โดย
 คริสตจักรลอสแอลเจิลลีสไทยเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส
1711 N. Van Ness Ave., Hollywood, CA 90028
 ศจ. สมชาย ภิรมย์ไกรภักดิ์
 โทร. (323) 428-6727;
  website: www.thai7day.com         e-mail: 2thai7day@gmail.com
 

คำนำ
พระธรรมสุภาษิต


              พระธรรมหลายเล่มของพระคัมภีร์เต็มไปด้วยความจริงลุ่มลึก พระธรรมสุภาษิตเต็มไปด้วยคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับการดำรงชีวิต ประจำวัน
              เนื้อหา และสำนวนของพระธรรมสุภาษิตมีลักษณะ สั้น ฉลาด และบ่อยครั้งมีเรื่อง “ขบขัน” สอดแทรกเข้ามา พระธรรมสุภาษิตถูกเขียนขึ้นเพื่อทุกคน เนื้อหาง่ายต่อการจดจำ และสื่อความหมายได้ดี บางครั้งดีกว่าสุนทรพจน์ยาวๆ หรือการโต้แย้งให้เหตุผล
              ยกตัวอย่างเช่น “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด” (สุภาษิต 6:6) หรือ “อยู่ในแผ่นดินทุรกันดาร ดีกว่าอยู่กับผู้หญิงที่ขี้ทะเลาะและจู้จี้ขี้บ่น” (สุภาษิต 21:19)  หรือ “ถ้าศัตรูของเจ้าหิว จงให้อาหารเขารับประทาน  และถ้าเขากระหาย จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะเจ้าจะกองถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา และพระเจ้าจะทรงให้บำเหน็จแก่เจ้า” (สุภาษิต 25:21,22)
              พระธรรมสุภาษิตรวมเอาสติปัญญาของคนหลายรุ่นอายุไว้ เราต่างทราบว่ากษัตริย์ซาโลมอนเป็นผู้เขียนพระธรรมเล่มนี้ (สุภาษิต 1:1-9:18 ; สุภาษิต 10:1-22:16 ; สุภาษิตบทที่ 25-29) นอกจากนี้กษัตริย์ซาโลมอนได้นำเอางานเขียนของ “นักปราชญ์ไม่ปรากฏนาม” ยุคก่อนกษัตริย์ซาโลมอนมาผนวกไว้ (สุภาษิต 22:17-24:22 ; (สุภาษิต 24:23-34) และยังมีผู้เขียนไม่ใช่ชาวยิว อย่างกรณีของอากูร์ บุตรชายของยาเคห์แห่งเมืองมัสสสา (สุภาษิต 30:1-33) พระธรรมเล่มนี้ยังยอมรับว่าได้รับอิทธิพลจากกษัตริย์เฮเซคียาห์มาเสริมในงานเชียน (สุภาษิต 25:1) ในตัวอย่างบางตัวอย่างของพระธรรมเล่มนี้ยังอ้างถึงแนวคิดของนักเขียนในตะวันออกใกล้ อย่างเช่นจากนักเขียนอียิปต์โบราณด้วย   
              กระนั้นพระธรรมสุภาษิตยังได้ชื่อว่าเป็นพระวจนะของพระเจ้า ทั้งนี้เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทรงนำกษัตริย์ซาโลมอนในการดึงเอาข้อเขียนของคนเหล่านั้นมาประมวลเข้าด้วยกัน แม้ในเนื้อหาของข้อพระคัมภีร์แทบจะไม่เอ่ยพระนามของพระเจ้า แต่พระองค์ทรงสถิตในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้เสมอ ไม่ว่าเราอยู่ในตลาดสด หรือเรากำลังพูด รับประทาน ดื่ม ทำงาน ซื้อ หรือขาย พระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นั่น พระเจ้าของพระธรรมสุภาษิต ไม่ใช่พระเจ้าของนักศาสนา “ความเลื่อมใสในพระเจ้า” (Godliness) และ “ความละม้ายกับพระเจ้า” (Godlikeness) เป็นดุจเสื้อผ้าชุดใส่ทำงานของข้อพระคัมภีร์ในพระธรรมเล่มนี้
              พระธรรมสุภาษิตยังสอนเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ความยำเกรงพระเจ้า” ซึ่งกล่าวว่า “ความยำเกรงพระเจ้า เป็นบ่อเกิดของความรู้” (สุภาษิต 1:7) ความยำเกรงตรงนี้หมายถึง “ความคารวะ ความรัก และ การยอมทำตาม” เราควรให้การคารวะพระเจ้าไม่เฉพาะในโบสถ์ แต่ในชีวิตประ จำวันของเราด้วย เพราะว่าการใช้ชีวิตของเรา “พูดเสียงดังกว่า” การเทศนา การเป็นพยาน หรือ อธิษฐาน (สุภาษิต 28:9 ; 15:8)
              พระธรรมสุภาษิตแสดงให้เราเห็นว่า “สติปัญญา” คือการเทิดทูนให้พระเจ้าเป็นหนึ่ง นี่คือความหมายของพระวจนะที่ว่า “จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า” (สุภาษิต 3:6) อีกประการของความหมายคือ การยกย่องพระเจ้าเป็นหนึ่งหมายความว่า “สติปัญญา” ดำรงชีพอยู่ในเรา คอยช่วยนำเราให้ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ และการเชื่อฟัง ซึ่งเกือบหมายความว่า เราเป็นมนุษย์มีลมหายใจเข้าออกเพื่อพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกและจักรวาล
              จากพระธรรมสุภาษิต เราเรียนรู้ว่าจะ “ฉลาด” ในชีวิตในแต่ละวันอย่างไร พระธรรมเล่มนี้ตอบคำถามเช่น “ฉันจะสอนอะไรเด็กๆ ของฉัน และสอนอย่างไร? “ฉันจะมีความสุข และประสบความสำเร็จอย่างไร?” “เหตุใดฉันมีปัญหาด้านการเงิน?” “ฉันจะได้รับการเลื่อนขั้นในงานที่ทำอยู่ได้อย่างไร?” “ฉันจะปกป้องตัวเองจากการทดลองทางเพศได้อย่างไร?”“ฉันควรจัดการกับความโกรธ หรือควบคุมลิ้นของฉันอย่างไร?
              ประการสุดท้าย “สติปัญญา” ไม่ใช่อย่างเดียวกับ “ความฉลาด” (ปราดเปรื่อง, หลักแหลม, มีไหวพริบ) ความจริงมีว่า ผู้มั่นใจในอำนาจมันสมองของเขา หรือหล่อนมักตกอยู่ในอันตรายที่สุดของการเล่นบทหลอก ทั้งนี้เพราะว่าแม้คนปราดเปรื่องที่สุดยังรู้จักบางเรื่องน้อยมาก ใครคนหนึ่งอาจคิดว่าเขาเอง หรือ หล่อนเองหลักแหลมอยู่แล้ว และไม่จำเป็นต้องแสวงหาความเพิ่มขึ้น แต่ข้อกำหนดสำหรับปัญญาคือ “ความถ่อมใจ” ที่จะรู้สึกถึงความต้องการของเรา และทูลขอเพื่อปัญญา
              พระธรรมสุภาษิตที่ลึกซึ้ง และ รุ่มรวย จาระไนไว้หลายหัวข้อ พื้นที่มีจำกัดเราจำเป็นต้องเลือก และยกมาอย่างระมัดระวังในสิ่งที่เราต้องการศึก ษา เพราะไม่อาจค้นหาไปทั้งหมด แต่สิ่งที่เรานำมาเสนอ ก็คุ้มค่าสำหรับการศึกษาพร้อมกับการอธิษฐาน
              ผู้เขียนบทเรียน ศาสตราจารย์ แจ๊คเควส บี. ดูคาน เป็นอาจารย์สอนภาษาฮีบรู และการตีความพระคัมภีร์เดิม (Exegesis) นอกจากนี้ท่านเป็นผู้อำนวยการของ “สถาบันคริสเตียนศึกษา” ที่คณะศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยแอนดรูว์  ท่านเป็นชาวฝรั่งเศส เกิดในประเทศอัลจีเรีย ดร. โดคาน ได้รับปริญญาเอกภาษาฮีบรู จากมหาวิทยาลัยสแตรสเบริ์ก และปริญญาเอกศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแอนดรูว์             
 

                                                      สารบัญ

บทที่                       ชื่อบท                                                        หน้า

   
1     หน้าที่แห่งสติปัญญา (27 ธันวาคม–2 มกราคม)                  5

   2      จากหู ถึงเท้า   (3 -9 มกราคม)                                           12
 
   3      สถานการณ์แห่งชีวิตและความตาย (10-16 มกราคม)       19

  4      สติปัญญาของพระเจ้า   (17- 23  มกราคม)                        27

  5      พระพรของผู้ซื่อสัตย์   (24-30  มกราคม)                          34

  6      สิ่งคุณได้รับไม่ใช่สิ่งคุณมองเห็น (31 มกรา-6 กุมภา)       41

  7      การจัดการกับการต่อสู้  (7-13  กุมภาพันธ์)                       49

  8      ถ้อยคำแห่งสติปัญญา  (14-20 กุมภาพันธ์)                        56

  9      ถ้อยคำแห่งความจริง   (21-27  กุมภาพันธ์)                       64

10      ข้างหลังหน้ากาก  (28 กุมภาพันธ์ - 6 มีนาคม)                  71

 11     ดำรงชีวิตด้วยความเชื่อ  (7-13  มีนาคม)                            78

 12     คนฉลาดย่อมถ่อมใจ  (14-20  มีนาคม)                              85

 13     ผู้หญิงและเหล้าองุ่น   (21-27 มีนาคม)                              93
 
 
                                 **************************
 
 
 
 บทที่  1
หน้าที่ แห่งสติปัญญา
วันที่  27 ธันวาคม - 2  มกราคม 2015


บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :  สุภาษิต บทที่ 1-3; ปฐมกาล 1: 1; อพยพ 19:16; อพยพ  20:20; สุภาษิต 11:30; สุภาษิต 13:12; สุภาษิต 15:4.

ข้อควรจำ   “ความยำเกรงพระเจ้า เป็นบ่อเกิดของความรู้      คนโง่ย่อมดูหมิ่นปัญญา และคำสั่งสอน”   (สุภาษิต 1:7)          


             นับตั้งแต่ครั้งสวนเอเดนเป็นต้นมา การเลือกผิดทำให้มนุษย์พบกับเรื่องโศกเศร้า “มนุษย์สูญเสียไปทุกสิ่ง เพราะการเลือกฟังเสียงของจอมหลอกลวงคือซาตาน ผู้เป็นจอมโกหกตัวพ่อ แทนที่จะฟังเสียงของพระเจ้าผู้เป็นแหล่งความจริง กลยุทธ์ของพญามารคือ “ผสมผสานความดี และความชั่วเข้าด้วยกัน” จนทำให้จิตใจของมนุษย์เกิดความสับสน” จากหนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์ “การศึกษา”  หน้า 25
                เนื้อหาองค์รวมของพระธรรมสุภาษิตพูดเกี่ยวกับการช่วยเราทำการเลือกอย่างถูกต้อง ทั้งช่วยเราให้เลือกครรลองของพระเจ้า ไม่ใช่ถนนหลวงของซาตาน บิดาหรือมารดาควรพูดกับบุตรชายของเขา หรือของหล่อน เพื่อเตือนไม่ให้เขาตัดสินใจผิด และหนุนใจเขาให้ตัดสินใจถูกต้อง สิ่งนี้สำคัญมากเพราะว่า การเลือก “ถูก” หมายถึงการมีชีวิตอยู่ และการเลือก “ผิด” หมายถึงความตาย
              สามบทแรกของพระธรรมสุภาษิตแสดงถึงวิธีการศึกษาในเรื่องนี้ ผู้ประพันธ์พระธรรมสุภาษิตอธิบายวัตถุประสงค์ของหนังสือว่า “เพื่อให้บรรลุปัญญาและมีวินัย เข้าใจถ้อยคำแห่งความรอบรู้” (สุภาษิต 1:2) ผู้เขียนยังแสดงให้เห็น “คำขวัญ” ของพระธรรมเล่มนี้ว่า “ความยำเกรงพระเจ้า เป็นบ่อเกิดของความรู้” (สุภาษิต 1:7 เปรียบเทียบกับ สุภาษิต9:10) จากนั้นผู้เผยพระวจนะเตือนเราไม่ให้ฟัง “สิ่งไร้สาระ” (foolishness) และหนุนใจเรารับเอาคำแนะนำจากพระเจ้า

วันอาทิตย์   บ่อเกิดของความรู้ (สติปัญญา) (สุภาษิต 1:7)
              ใน พระธรรมสุภาษิต 1:1-6   ให้ชื่อตัวเองไว้ว่า: “สุภาษิตของซาโลมอน   พระราชาแห่งอิสราเอล   โอรสของดาวิดทรงพระราชนิพนธ์ไว้” (สุภาษิต 1:1) หากทำการเชื่อมโยงระหว่างพระธรรมสุภาษิต และ 1 พงษ์กษัตริย์ 3:5-14 ในพระธรรมพงษ์กษัตริย์และในสุภาษิต ซาโลมอนวาดภาพ บุตรชายคนหนึ่งแสวงหาสติปัญญาจากพระเจ้า ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แสดงว่าท่านคือซาโลมอน “ราชบุตรของกษัตริย์ดาวิด” พระธรรมทั้งสองเล่มที่กล่าว ถึงตรงนี้ ต่างแบ่งปัน “คำที่คล้ายกัน” เช่น “เข้าใจ” “สติปัญญา” “การพิพาก ษา” ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่ากษัตริย์ซาโลมอนเป็นผู้เขียนหลักของพระธรรมเล่มนี้ และษพระธรรมสุภาษิตกล่าวถึง “มนุษย์แสวงหาสติปัญ- ญาจากพระเจ้า”
              อ่าน พระธรรม สุภาษิต 1:7 อะไรคือสติปัญญา?  อะไรคือ “ความยำเกรงพระเจ้า?”  แนวคิดทั้งสองนี้เชื่อมโยงต่อกันอย่างไร?
                ในพระธรรมสุภาษิต “ปัญญา” ได้รับการพรรณนาเป็น “ประสบ การณ์ในพระศาสนา” ซึ่งเชื่อมโยงกับ “ความยำเกรงพระเจ้า” แนวคิดนี้ในศาสนาของชาวฮีบรูถือว่าเป็นส่วนสำคัญของพระธรรมสุภาษิต ซึ่งปรากฏให้เห็นบ่อยในพระธรรมเล่มนี้ และยังเป็นหัวข้อองค์รวมของพระธรรมเล่มนี้ทั้งเล่มด้วย (สุภาษิต 1:7 ; สุภาษิต 31: 30)
              ความยำเกรงพระเจ้า เป็นคนละเรื่องกันกับ “ความกลัวในสิ่งที่ไม่รู้จัก ในอาถรรพ์ หรือเคราะห์กรรม ไม่เหมือนกับการที่เด็กทำผิดแล้วกลัวถูกลงโทษ แต่หมายความว่า “การมนุษย์รับรู้ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในทุกแห่งหนทุกเวลายกตัวอย่างเช่นชนอิสราเอล ได้ประจักษ์ในฤทธานุภาพของพระเจ้าปรากฏที่ภูเขาซีนาย และพวกเขามีความเกรงกลัวพระองค์” (อพยพ19:16; สุภาษิต 20:20) และ พวกเขาแสดงความจำนงค์ว่าจะรักซื่อสัตย์ และถือรัก ษาพันธสัญญาที่ทำไว้กับพระองค์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:12) ทั้งหมดนี้เป็นผลลัพธ์เกิดจาก “ความยำเกรงพระเจ้า” ของพวกเขา จึงสรุปได้สั้นๆว่า “ความยำเกรง (ความกลัว) พระเจ้าหมายถึงการที่จะซื่อสัตย์ และรักพระองค์”
       คำกล่าวที่ว่า “ความยำเกรงพระเจ้า เป็นการเริ่มต้นของสติปัญญา” หมาย ถึงสติปัญญาเริ่มต้นด้วย “ความยำเกรง”คำในภาษาฮีบรูสำหรับ “การเริ่มต้น” (reshit) ชี้ย้อนกลับไปยังเรื่องการเนรมิตสร้างโลก (ปฐมกาล 1:1)  บทเรียนแรกของสติปัญญาเกี่ยวเนื่องกับความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างของเรา พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงประทานชีวิต และ ลมหายใจให้เรา และพระองค์ทรงเป็น “พระเจ้าแห่งความรัก” “ความยุติธรรม” และ “ทรงไถ่ให้รอด”(ยอห์น 3:16 ; เพลงสุดดี 89:14 ; ฮีบรู 9:12)
             เราได้รับการบอกให้รักพระเจ้า และ ยำเกรงพระองค์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ใด ของคุณกับองค์พระผู้เป็นเจ้า จะแสดงออกมาให้เห็นว่าแนวคิดทั้งสองมีความเชื่อมโยงกันอย่างไร?


วันจันทร์  การศึกษาแท้  (สุภาษิต 1:8-19)
                อ่านพระธรรม สุภาษิต 1:8-19  มีแนวทาง “การศึกษา” อะไรแตกต่างกันสองอย่างที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ให้ไว้? อะไรคือ “ข่าวสารพื้นฐาน” สำหรับบิดามารดา และทุกคนที่ยำเกรงพระเจ้า?
      
         การศึกษาเป็นเรื่องความรับผิดชอบของครอบครัว ตั้งแต่ดั้งเดิมมาการศึกษาแท้มาจากบิดามารดา ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ การศึกษาถูกเรียกว่า “คำสั่งสอน” (instruction) และแม้แต่เรียกว่า “บัญญัติ”    ในภาษาฮีบรู  คำสำหรับ “บัญญัติ” คือ “โทราห์” (torah) ซึ่งหมายถึง “การชี้ทิศทาง” (direction) ผู้เป็นบิดามารดาจะต้องชี้แนวทางที่ถูกต้องให้กับลูกๆ ของพวกเขา   แต่การศึกษาอีกประเภทหนึ่งไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ มันเป็นเพียงการยอมรับ ดุจเป็นเสียงของคนบาป ซึ่งนำไปสู่ทิศทางผิด
              อีกนัยหนึ่งเมื่อเห็นคำว่า “บุตรชายของเราเอ๋ย” อย่าคิดว่าหมายถึงเพศชายเสมอไป คำนี้มีการใช้ซ้ำหลายหน อันแสดงให้เห็นว่าเป็น “คำสั่งสอน” ที่มาจากบิดามารดา และคำว่า “พ่อ แม่” บ่งชัดในภาษาเดิมว่าเป็นเอกพจน์คือ   “บิดา” หรือ “มารดา” ซึ่งต่างมีส่วนในการสั่งสอนลูกด้วยตนเองทั้งนั้น   แต่เมื่อกล่าวถึงอีกฝ่ายหนึ่งพระคัมภีร์ใช้คำ พหูพจน์ ว่า “คนบาป” ทั้งหลาย
              “ในพระสติปัญญาขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเปิดเผยให้เราทราบว่า “ครอบครัวควรเป็นโรงเรียนยิ่งใหญ่ที่สุดของโรงเรียนทั้งปวง” เด็กทุกคนควรเริ่มได้รับการศึกษาที่บ้าน ในโรงเรียนแห่งแรกนี้บิดามารดาทำหน้าที่ครู เด็กต้องได้รับบทเรียนที่จะนำทางชีวิตของเขาหรือหล่อนไปตลอดชีวิต.. อิทธิพลด้านการศึกษาจากบ้านเป็นเครื่องมือดีที่สุดสำหรับสอนให้เข้าใจ “ความดี” และ “ความเลว”...หากเด็กไม่ได้รับการสอนในทางที่ถูก ซาตานจะสอนพวกเขาด้วยกลวิธีของซาตานเอง” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “บ้านในอุดมคติ” หน้า 182
              เหตุผลดีที่สุดสำหรับ “การศึกษาในครอบครัว” มองเห็นได้จากผลลัพธ์ ที่บ้านเป็นดุจบล็อคสำหรับการเสริมสร้างอุปนิสัย ในรูปของความคิด ความรู้สึก และการกระทำ ฯลฯ ผลที่ได้เป็นเหมือนเพชรพลอยที่ประดับบนศีรษะ และรอบคอ ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง ให้คุณค่าเครื่องประดับที่คอ และ กำไลมือซึ่งส่งต่อจากบิดามารดาไปยังลูกๆ  เป็นของขวัญล้ำค่า แต่การศึกษามีความหมายมากกว่าความร่ำรวยทางโลก เวลาที่บิดามารดาใช้กับลูกๆ จะมีคุณค่ามากกว่าการทุ่มเทเวลาให้ธุรกิจ อนึ่งคำว่า “คอ” และ “ศีรษะ” ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของใบหน้าบุคคล สัญลักษณ์ดังกล่าวแนะว่าการศึกษาจะมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของบุคคล ส่วนเส้นทางของคนเขลา หรือคนบาปใช้ “เท้า” เป็นเครื่องหมายดังข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า “บุตรชายของเราเอ๋ย อย่าเดินในทางนั้นกับเขา จงยับยั้งเท้าของเจ้าจากวิถีของเขา” (สุภาษิต 1:15) โดยกล่าวถึง “เท้า” เป็นตัวการนำบุตรชายให้หลงหายในเส้นทางของเขา
               เราจะสามารถพูดว่า “ไม่” กับการทดลองได้อย่างไร ในเมื่อ วัฒนธรรม  สังคม เพื่อนๆ และแม้แต่ครอบครัวโยนการทดลองเขามาบนเส้นทางชีวิตของเรา?
 
วันอังคาร   การเรียกของปัญญา  (สุภาษิต 1
:20-21)
                อ่านพระธรรม สุภาษิต 1:20, 21 ปัญญาถูกแสดงให้เห็นตรงนี้อย่างไร? สิ่งนี้บอกอะไรแก่เรา?
              คนบาปอาจพูดว่า "มากับพวกเราเถิด ให้เราหมอบคอยเอาเลือดคน ให้เราซุ่มดักคนไร้ผิดเล่นเถิด” (สุภาษิต 1:11) และ “แต่คนเหล่านี้หมอบคอยโลหิตของตนเอง เขาซุ่มดักชีวิตของเขาเอง” (สุภาษิต 1:18)  แต่ “ปัญญาร้องเสียงดังอยู่ที่ถนน เธอเปล่งเสียงของเธอที่ลานเมือง เธอร้องออกมาที่บนกำ แพง เธอกล่าวอยู่ที่ทางเข้าประตูเมือง” (สุภาษิต 1:20,21)  “ปัญญา” ได้รับการพรรณนาว่าเป็นดุจบุคคล ปัญญาร้องเสนอตัวให้กับชายและหญิง  บนท้องถนน แก่ทุกคนสำหรับธุรกิจชีวิตจริง ท่ามกลางการเปล่งเสียงดังของพ่อค้า แม่ค้าที่ร้องเรียกหาลูกค้า เสียงเรียกของปัญญาจะต้องดังมากกว่า หาไม่เสียงของหล่อนจะไม่สามารถกลบเสียงอึกทึกของคนอื่นได้
              อ่านพระธรรม สุภาษิต 1:22-32. มีอะไรเกิดขึ้นถ้าบุคคลหนึ่งปฏิเสธจะรับเอาปัญญา?
              เหตุผลบางคนปฏิเสธไม่รับเอาปัญญา ไม่ใช่เพราะปัญญามีปัญหาอะไร แต่เกี่ยวเนื่องกับอุปนิสัยของเหล่าคนที่ปฏิเสธจะรับเอาปัญญาเอง คนเหล่านี้ได้รับการพรรณนาว่าเป็นคน “ไม่ใส่ใจ” และ “ดื้อดึง” (สุภาษิต 1:25 เปรียบเทียบกับข้อ 30) คำแนะนำของข้อพระคัมภีร์คือ คนโง่เขลามีความจำเป็นจะได้รับสติปัญญา และเหล่าคนปฏิเสธที่จะรับเอาปัญญาเป็นคนโง่เขลาจริงๆ พวกเขาโง่เพราะพวก “เขาเกลียดชังความรู้” (สุภาษิต 1:22 เปรียบเทียบกับข้อ 29) 
              เหล่าผู้ปฏิเสธจะรับเอาปัญญาย่อมเก็บเกี่ยว หรือ “จ่าย” ราคาจากการเลือกของพวกเขา เหล่าคนปฏิเสธจะเลือก “ความยำเกรงพระเจ้า” จะต้องพึงพอใจในพวกเขาเอง พวกเขาจะ “กินผลแห่งทางของเขา และอิ่มด้วยกลวิธีของเขาเอง” (สุภาษิต 1:31)  เมื่อเราปฏิเสธจะรับเอาพระปัญญาจากพระเจ้า บ่อยครั้งเราจะจบลงด้วย “การโกหก” เราทำขึ้นสำหรับตัวเราเอง  หรือการโกหกที่คนอื่นทำให้กับเรา ซึ่งเรามักเชื่อได้อย่างง่ายๆ
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 1:33 เราพบ “พระสัญญา” และ “ความหวัง” อะไรตรงนี้สำหรับเรา? พระสัญญานี้ทำให้เกิดความชัดเจนในประสบการณ์ของเราเองอย่างไร?

วันพุธ  
  ผลประโยชน์ของปัญญา (สุภาษิต 2:10-22)
                อ่านพระธรรม สุภาษิต 2:1-5 อะไรคือเงื่อนไขที่จะเข้าใจ “ความยำเกรงพระเจ้า” ? เราจะต้องทำการตัดสินใจเลือกอะไรตรงนี้?
               
ข้อพระคัมภีร์กล่าวย้ำคำว่า “ถ้า” สามครั้ง นี่เป็นการแสดงให้เห็นบันไดสามขั้นของการศึกษา (ก) คำ “ถ้า” ตัวแรกเป็นขั้นตอนการรับฟังที่เฉื่อยชา นี่เป็นท่าทีใจเย็นต่อความสนใจถ้อยคำแห่งปัญญา (สุภาษิต 2:1,2) (ข) คำ “ถ้า” ตัวที่สองแสดงให้เห็นความกระตือรือร้นในการร้องขอเพื่อปัญญา (สุภาษิต 2:3)  (ค) คำ “ถ้า” ตัวที่สาม แสดงเห็นถึงการเอาจริงเอาจังในความต้องการปัญญาเหมือนกับเราได้ค้นพบ “ขุมทรัพย์” ที่ถูกซ่อนไว้” (สุภาษิต 2:4)
              อ่าน พระธรรม สุภาษิต 2:6-9 อะไรคือเงื่อนไขจะเข้าใจความชอบธรรม? พระเจ้าทรงรับผิดชอบอะไรในการช่วยประชากรของพระองค์ให้รับเอาปัญญา?
              ให้สังเกตถ้อยคำที่ว่า “พระเจ้าประทานปัญญา” (สุภาษิต 2:6) ถูกเชื่อมโยงเข้ากับ “เจ้าพบว่าจะรู้จักกับพระเจ้าได้อย่างไร” และใน สุภาษิต 2:5 กล่าวว่า “ปัญญา” ก็เหมือนกับ “ความรอด” เป็นของประทานจากพระเจ้า พระเจ้าทรงเก็บรักษาปัญญา และพระองค์ทรงคุ้มครอง และปกป้องวิถีทางของคนฉลาด
                อ่านพระธรรม สุภาษิต  2:10-22 มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อสุดท้ายปัญญาได้พบที่พำนักในดวงใจ?
              “เมื่อปัญญาเขาสู่ดวงใจของคุณ” นี่เป็นการแสดงออกขั้นสุดท้ายของการกลับใจใหม่ เราจะรู้สึกชื่นชมในความรู้ของพระเจ้า และมีประสบ การณ์แห่งความยินดีในดวงวิญญาณ (สุภาษิต 2:10) เราจะได้รับการปกป้องจากเส้นทางและอิทธิของความชั่วร้าย (สุภาษิต 2:12, 16) และเราจะดำเนินไปบนถนนแห่งความชอบธรรม (สุภาษิต 2:20)
              อ่านพระธรรม สุภาษิต 2:13, 17 บันไดขั้นแรกของการเป็นคนชั่วช้าคืออะไร? และมันนำไปที่ไหน?
              เราทั้งหลายต่างเป็นคนบาป แต่เราไม่จำเป็นต้องตกเป็นคนชั่วร้าย เหล่าคนที่เราพบเห็นกำลังลังเดินทางผิด เริ่มแรกพวกเขาคงผละออกจากเส้นทางถูก การเป็นคนชั่วร้ายหมายถึงการขาดความซื่อสัตย์ ความบาปมักเริ่มอย่างช้าๆ และปราศจากความปรารถนาจะทำสิ่งใดผิด แต่ไม่นานนักเมื่อคนบาปได้ทำสิ่งชั่วร้าย  และทำต่อไป  หนักเข้าพวกเขาจะรู้สึกชื่นชอบในเส้นทางบาปสายนั้น
                หากคุณรู้สึกสนุก หรือชื่นชมเมื่อทำความบาป สิ่งนี้ควรได้บอกอะไรคุณ? หรือที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือเมื่อคุณไม่คิดว่ามันเป็นการทำบาปอีกต่อไป?

วันพฤหัสบดี     อย่าลืม   (สุภาษิต 3
:7)
              อ่านพระธรรม สุภาษิต 3:7. อะไรคือกับดักของการเป็นคนฉลาดในสายตาของคุณเอง?
              การคนหนึ่งมองเห็นว่าเขา หรือหล่อนเองเป็นคนฉลาด จะนำให้เขา หรือหล่อนคิดว่าตนไม่ต้องการพระเจ้าเพื่อจะเป็นคนฉลาด นี่เป็นสถาน การณ์ ที่สิ้นหวัง และเป็นการโกหกตนเอง จะว่าไป “มีความหวังสำหรับคนโง่เขลา หรือไม่ค่อยฉลาดมากกว่า “การที่บุคคลหนึ่งคิดว่าเขา หรือหล่อนไม่ต้องการพระเจ้า” (สุภาษิต 26:12) อีกครั้งย้ำว่า ปัญญาถูกพรรณนาว่าเป็นหน้าที่ทางศาสนา การเป็นคนมีปัญญา หรือคนฉลาดหมายถึงการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า (สุภาษิต 3:1) ที่จะแสดง “ความกรุณา และความจริง” (สุภาษิต 3:3) และจะ “ไว้วางใจในพระเจ้า” (สุภาษิต 3:5) ปัญญาแนะนำให้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเจ้า สังเกตว่าพูดถึง “ดวงใจ” หลายครั้ง (สุภาษิต 3:1,3,5) ดวงใจเป็นศูนย์กลางคำตอบส่วนตัวของเราต่ออิทธิพล และการทรงเรียกของพระเจ้า
              อ่าน พระธรรมสุภาษิต 3:13-18. มีรางวัลอะไรมาพร้อมกับของประทานแห่งปัญญา?
              ปัญญาเชื่อมโยงกับชีวิต และสุขภาพ (สุภาษิต 3:2, 8,16,18,22) ตัวอย่างหนึ่งยกมาแนะนำบ่อยครั้งคือ “ต้นไม้แห่งชีวิต” (สุภาษิต 3:18) พระสัญญานี้ถูกยกขึ้นมาสองสามครั้งในพระธรรมสุภาษิต (สุภาษิต11:30 ; สุภาษิต 13:12 ; สุภาษิต 15:4) ตัวอย่างนี้เป็นเบาะแสย้อนกลับไปยังสวนเอเดน พระสัญญานี้ไม่ได้หมายความว่า การได้รับปัญญาจะได้รับชีวิตชั่วนิรันดร์ด้วย แต่หมายความถึงความชื่นชมในการดำเนินชีวิตที่ดีไปกับพระเจ้า ซึ่งบิดามารดาคู่แรกของเราคืออาดัม และเอวามีชีวิตแห่งความชื่นชมยินดีในสวนเอเดน เมื่อเราดำรงชีวิตไปกับพระเจ้า เราได้รับบางสิ่งกลับคืนมาจากส่วนดีของสวนเอเดน และที่ดีกว่าคือ เราเรียนรู้ในความหวังแห่งพระสัญญาการกู้อาณาจักรที่ล่มสลายไปแล้ว กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง (อ่านดาเนียล 7:18)
              อ่าน พระธรรม สุภาษิต 3:19, 20. เหตุใดความต้องการสำหรับ “ปัญญา” จึงสำคัญมากเช่นนั้น?
              ประการแรก เรื่องการเนรมิตสร้างดูเหมือนจะล้าสมัยในการเริ่มต้นของบทนี้ แต่การใช้ปัญญา ณ การเนรมิตสร้างให้การสนับสนุนเหตุผลใน ข้อ18 เพราะข้อ 18 เชื่อมโยงปัญญากับต้นไม้แห่งชีวิต ถ้าพระเจ้าทรงใช้พระปัญญาในการสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก เรื่อง “ปัญญา” จึงไม่อาจกล่าวว่าไม่สำคัญอีกต่อไป ปัญญาอยู่เหนือข้อจำกัดของชีวิตบนแผ่นดินโลกของเรา ปัญญาเชื่อมโยงกับชีวิตชั่วนิรันดร์ของเราด้วย โดยการพูดว่าปัญญาเชื่อมโยงกับต้นไม้แห่งชีวิต  ข้อนี้เตือนใจเราถึงสวนเอเดน   ความเข้าใจนี้เชื่อมโยงเรากับพระสัญญาซึ่งกล่าวในตอนจบบทศึกษาของเรา “คนฉลาดจะได้เกียรติเป็นมรดก แต่คนโง่จะได้ความอัปยศ” (สุภาษิต 3:35)


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
              “เยาวชนจำเป็นต้องเข้าใจในความจริงส่วนลึกที่เชื่อมโยงความจริงในพระคัมภีร์ กับพระเจ้าซึ่งเป็นน้ำพุแห่งชีวิต เพลงสดุดี 36:9 พระองค์ทรงเป็นเบื้องต้นของสรรพสิ่ง และพระองค์ทรงเป็นชีวิตของทุกสิ่งที่มีชีวิตอยู่ เป็นเพราะพระองค์ทรงพระชนม์อยู่เราจึงได้รับแสงอาทิตย์ ชีวิตของพระองค์ทำให้เราหายใจอากาศบริสุทธิ์ ได้รับอาหารซึ่งเสริมสร้างร่างกายของเรา และทำให้มีพลังเคลื่อนไหวกาย โดยชีวิตของพระองค์เราจึงมีชีวิตดำรงอยู่ ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า จากอึดใจหนึ่ง สู่อีกอึดใจหนึ่ง ถ้าหากความบาปไม่ได้เข้ามาในโลกนี้ ของประทานทั้งปวงที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตจะทำให้เรามีชีวิตอยู่อย่างมีสุขภาพแข็งแรง และเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี” จาก หนังสือ ของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “การศึกษา” 197, 198
              “หลายคนเชื่อว่า ความซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าเป็นสิ่งอันตรายต่อสุขาพ ความสุข ความเบิกบานในชีวิตด้านสังคม แต่เหล่าคนที่ดำเนินชีวิตบนเส้น ทางแห่งปัญญา และความบริสุทธิ์จะพบว่า การดำรงชีวิตในความบริสุทธิ์จะเกิดผลดีต่อสิ่งทั้งปวง ได้รับพระสัญญาที่เป็นจริงในชีวิตปัจจุบัน และในแผ่นดินสวรรค์ พวกเขามีชีวิตอยู่ด้วยความชื่นชม และความยินดีแท้จริง” จาก บทความ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “The SDA Bible Commentary, volume 3, page 1156

คำถามเพื่อการอภิปราย:
1.  ปัญญา และ ความรู้มีอะไรที่แตกต่างกัน?  เป็นไปได้ไหมที่คนหนึ่งมีความรู้มากมาย แต่ขาดสติปัญญา?  ยิ่งกว่านั้น คุณรู้จักใครบางคนไหม  ที่ดูเป็นคนไม่ค่อยมีความรู้ และดูเหมือนไม่มีปัญญาของพระเจ้าด้วย ?
2.   “ความยำเกรง” (fear) ในพระคัมภีร์มีความหมายมากกว่าหนึ่งอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เราได้รับการบอกให้ “ยำเกรงพระเจ้า ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา” ซึ่งความยำเกรงตรงนี้หมายถึง “การนมัสการ” และ “การรัก”  องค์พระผู้เป็นเจ้าในดวงใจ  และในพระคัมภีร์อีกข้อหนึ่งกล่าวว่า “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย” (1 ยอห์น 4:18) อย่างนี้ขณะเมื่อเรายำเกรง (กลัว) พระเจ้า แต่เรายังคงรักพระองค์ได้อย่างไร?
3.   เหตุใดการที่คนหนึ่งคิดว่าเขา หรือหล่อนเป็นคน “ฉลาดในสายตาของเขาเอง” เป็นสิ่งที่เป็นอันตราย?  นี่เป็นความจริง เมื่อเราพิจารณาว่าดวงใจของมนุษย์มีความบาปมากเพียงใด เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าเป็นการง่ายเพียงใดที่เราจะหา “ข้อแก้ตัว” สำหรับสิ่งเลวร้ายที่สุดในอุปนิสัยของเรา  เราสามารถจะมั่นใจได้เพียงใดว่า เราจะไม่ทำผิดอย่างเดียวกัน?

                                       ***********************

 
 บทที่  2
จากหูถึงเท้า

3 - 9  มกราคม  2015


บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
:    สุภาษิต บทที่ 4 ; 1 พงศ์กษัตริย์ 3:9; มัทธิว 13:44; สุภาษิต บทที่ 5; 1โครินธ์ 10:13; สุภาษิต 6:1-19.

ข้อควรจำ    “จงสนใจในวิถีแห่งเท้าของเจ้า แล้วทางทั้งสิ้นของเจ้าจะแน่นอน อย่าเหไปข้างขวาหรือหันมาข้างซ้าย จงกลับเท้าของเจ้าเสียจากความชั่วร้าย” (สุภาษิต 4: 26, 27)           


นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า การได้ยินเสียงนั้นมีผลต่อการเดินของเรา และยิ่งกว่า นั้นการทรงตัวของเราก็ขึ้นกับว่าเราสามารถได้ยินเสียงดีขนาดไหนด้วย  ดังนั้น คำสั่งสอน หรือความรู้ คือการศึกษา จึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราอย่างมาก ปัญญาเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ฉะนั้นจงเอาปัญญา(สุภาษิต 4:7)
                ไม่ว่าคำสอนจะดีเยี่ยมเพียงใด นักเรียน นักศึกษาจะต้องให้ความสนใจจึงจะเกิดผล ครูชาวอียิปต์สมัยพระคัมภีร์คนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ใบหูของเด็กชายอยู่ที่หลังของเขา เขาฟังเมื่อเขาถูกเฆี่ยน” (ในภาพศิลปของอียิปต์ บ่อยครั้งวาดภาพใบหูขนาดใหญ่สองข้างไว้ที่หลังของนักเรียน)
              เป็นการไม่เพียงพอที่คนหนึ่งจะรู้เพียงว่าอะไร “ถูก” หรืออะไร “ผิด” เราจำเป็นต้องรู้ว่าจะทำการเลือกสิ่งที่ถูก และปฏิเสธสิ่งที่ผิดอย่างไร เมื่อได้รับฝึกสอนในเรื่องการใช้ปัญญาหมายความว่า นอกจากจะรับฟังคำ
สั่งสอนอย่างถูกต้อง แล้วยังหมายความว่าปฏิบัติตาม และเชื่อฟังสิ่งที่เราได้เรียนรู้ เพื่อเราจะไม่จบด้วยการเดินไปบนทิศทางผิด

วันอาทิตย์   จงฟัง !  (สุภาษิต บทที่ 4)
      
         อ่าน พระธรรม สุภาษิต บทที่ 4  มีสิ่งเป็นประโยชน์อะไรตรงนี้? เราสามารถใช้สิ่งดังกล่าวนี้ในชีวิตของเรา ขณะเราพยายามจะเป็นคนซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าได้อย่างไร?
                “การฟัง” คือขั้นแรกในการศึกษา ในความคิดของชาวฮีบรูศูนย์กลางของปัญญาไม่ได้อยู่ที่สมองแต่อยู่ที่หูทั้งสองข้าง นี่เป็นการแนะนำว่า แม้ก่อนเราคิดที่จะแก้ปัญหา สิ่งแรกเราจำเป็นต้องฟังเรื่องราวนั้นก่อน หมาย ความว่าเราจำเป็น ต้อง ฟัง เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนทูลขอพระปัญญาจากพระเจ้า เขาเริ่มต้นด้วยการทูลว่า “ขอพระองค์ทรงประทานความคิดความเข้าใจแก่ผู้รับใช้ของพระองค์” (1 พงศ์กษัตริย์ 3:9)
                การกระทำสิ่งแรกของปัญญาคือ “ที่จะฟัง” นี่เป็นการแนะว่า ปัญญานั้นมาจากนอกตัวเรา (ตัวอย่างเช่นมาจากบิดามารดา) เราไม่อาจค้นพบปัญญาโดยตัวเราเอง การเรียนรู้ด้วยตนเองนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ในมุมมองของพระคัมภีร์ “ปัญญา” นั้นก่อนอื่นใดทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราได้รับมา ไม่ใช่สิ่งเราสร้าง หรือทำขึ้นจากทักษะหรือ มันสมองของเราเอง ความ สามารถที่จะ “มุ่งความสนใจ” ความหมายในภาษาฮีบรูคือ “คนหนึ่งจะเทใจ” แนะนำว่าดวงใจจะต้องมีส่วนร่วมในการแสวงหาปัญญา ไม่ใช่แค่การคิดที่ “ไร้อารมณ์” หรือ “ปราศจากความรู้สึก” เพราะว่า “ดวงใจ”เป็นศูนย์กลางของบุคคล และในแนวคิดของชาวฮีบรู ดวงใจเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ ซึ่งร่วมในการค้นหาปัญญา      
              อ่าน พระธรรม มัทธิว 13:44; และ เยเรมีย์ 29 :13. คุณจะพบจุดเชื่อมโยงอะไรระหว่างข้อพระคัมภีร์ทั้งสองนี้ และการแสวงหาปัญญา ที่เขียนไว้ใน สุภาษิต บทที่ 4?

              “อารมณ์ต่างๆ” มีบทบาทสำคัญในพื้นฐานของชีวิตความเป็นมนุษย์ ดังนั้นเราไม่อาจ และไม่ควรลืมเรื่องความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า เราจะเรียนรู้การใช้อารมณ์อย่างเหมาะสมกับสถานที่ และการมองเห็นคุณค่าของอารมณ์ในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราอย่างไร? อารมณ์ของคุณควบคุมการเลือกสิ่งที่ “ถูก” และ “ผิด” อย่างไร? คุณได้เรียนรู้เรื่องการใช้อารมณ์จากประสบการณ์เหล่านั้นอย่างไร?
 

วันจันทร์   ปกป้องป้องครอบครัวของคุณ  (สุภาษิต บทที่ 5)
                เมื่อเราตัดสินใจจะเดินตามเส้นทางของปัญญาแล้ว เรายังจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก เพราะว่าเราจะพบกับปัญหาตามเส้นทางที่เดินไป (อ่าน 1 เปโตร 5
:8) อันตรายสำคัญที่เราเผชิญอาจเป็นครอบครัวของเราเอง  ครอบครัวเป็นสิ่งที่เรารักที่สุด ทั้งไวต่อสิ่งกระตุ้น และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในชีวิตของเรา
              อ่านพระธรรมสุภาษิต บทที่ 5 มีอันตรายอะไรที่เราต้องเฝ้าระวังไว้?
                อันตรายขั้นต้นอยู่ที่ตัวเราเอง ซึ่งแฝงอยู่กับถ้อยคำที่เราพูด หรือเขียน เราต้องระวังลิ้นของเรา ไม่พูดสิ่งไร้สาระไม่ถูกกาละเทศะทำให้คนเข้าใจผิด หรือสับสน  ริมฝีปากของเราควรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความรู้ของเรา และควรแสดงให้เห็นความคิดด้านจิตวิญญาณของเรา
                อันตรายด่านที่สองมาจากผู้หญิงคนหนึ่ง หรือ ผู้ชายอีกคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ระหว่างเรา และครอบครัวของเรา ความหมายตรงนี้คือ เราควรเข้าใจว่าการทดลองอาจมาได้จากทั้งผู้ชายหรือผู้หญิง ที่เข้ามายุ่งหรือพยายามแยกคู่ชีวิตของเรา สุดท้ายอาจนำไปสู่การระเมิดคำปฏิญาณให้ไว้ต่อกันในพิธีแต่งงาน เราทุกคนเคยได้เห็น ความบาปของการไม่ซื่อสัตย์ต่อคู่สมรส จนเป็นสาเหตุให้ต้องแยกทางกันเดิน ซึ่งทำลายชีวิตแต่งงานลง
                สอดคล้องกับข้อพระคัมภีร์ วิธีดีที่สุดจะหลีกเลี่ยงการทดลองเหล่านี้ คืออย่ารับฟังถ้อยคำเยินยอ แต่ให้ฟังถ้อยคำแห่งปัญญาแทน นี่หมายถึงการรับฟัง และเชื่อฟังคำปรึกษาของพระเจ้า และพระคัมภีร์ ในลักษณะดังกล่าวนี้เราจะมีโอกาสดีกว่าจะยังคงซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า เมื่อเราได้รับการปกป้องจากการล่วงประเวณี หรือไม่ว่าจะเป็นการทดลองประเภทใด ที่แทรกเข้ามาบนเส้นทางของเรา
                แน่นอนที่สุด เราต้องรักตัว รักษาใจตัวเองไว้จากการล่วงประเวณี ให้ดีคืออย่าย่างกรายเข้าใกล้ “ตัวทดลอง” ตั้งป้อมไว้ เหมือนข้อพระคัมภีร์ให้คำแนะนำไว้ “จงหลีกทางของเจ้าให้ไกลจากนาง อย่าไปใกล้ประตูเรือนของนาง” (สุภาษิต 5
:8)
                ประการสุดท้าย อาจเป็นวิธีดีที่สุดจะปกป้องต่อการทดลองไม่ให้รักผู้หญิง หรือ ผู้ชายคนอื่นคือ จงรักแต่คู่สมรสของตนเท่านั้น “จงให้น้ำพุของเจ้าได้รับพร และเปรมปรีดิ์อยู่กับภรรยาคนที่เจ้าได้เมื่อหนุ่มนั้น” (สุภาษิต 5:18) พระธรรมปัญญาจารย์ให้การสนับสนุนคำแนะนี้ว่า “เจ้าจงอยู่กินด้วยความชื่นชมยินดีกับภรรยาซึ่งเจ้ารักตลอดชีวิตอนิจจังของเจ้า ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เจ้าภายใต้ดวงอาทิตย์ ตลอดปีเดือนอนิจจังของเจ้า ด้วยว่านั่นเป็นส่วนในชีวิตและในการงานของเจ้า ซึ่งเจ้าได้ออกแรงกระทำภายใต้ดวงอาทิตย์” (ปัญญาจารย์ 9
:9) จงขอบพระคุณพระเจ้าในสิ่งที่คุณมีอยู่แล้วคุณจะไม่มองหาจากที่อื่นใด
      
         อ่านพระธรรม 1 โครินธ์ 10:13 ด้วยพระสัญญาข้อนี้ต่อหน้าคุณ มีขั้นตอนเป็นประโยชน์อะไร คุณจะนำไปปฏิบัติ เพื่อปกป้องตัวคุณเองจากความปรารถนาที่อาจปลุกเร้าใจคุณให้รู้สึกหวั่นไหว?

วันอังคาร    ปกป้องมิตรภาพของคุณ  (สุภาษิต 6:1-5)
              ใครคนหนึ่งอธิษฐานว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดปกป้องข้าพระองค์จากเพื่อนเลว ส่วนข้าพระองค์จะปกป้องตัวเองจากศัตรูของข้าพระองค์” พระธรรมสุภาษิตแสดงให้เห็นว่า “มิตรภาพ” บ่อยครั้งสามารถเป็นสิ่งที่เปราะบาง พระธรรมสุภาษิตให้คำแนะ นำว่า จะรักษาความเป็นเพื่อนของเราไว้อย่างไร   และขณะเดียวกัน  แสดงให้เห็นว่าจะปกป้องตัวเราเองจากพวกเขาได้อย่างไร  ถ้ามีความจำเป็น คำว่า “เพื่อน” ในภาษาฮีบรู หมาย ความถึง “เพื่อนบ้าน” ด้วย    เพื่อนบ้านคือคนใกล้ชิดกับเรา  เขาหรือหล่อน  เป็นเพื่อนของเราอยู่แล้ว หรืออาจจะกลายเป็นเพื่อนในไม่ช้า ปัญญาจากพระคัมภีร์ให้การสนับสนุนเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์ ให้เราใช้ความคิดรอบคอบ และให้การนับถือในความสัมพันธ์เหล่านี้
               
อ่าน สุภาษิต 6:1-5 มีปัญหาอะไรที่กษัตริย์ซาโลมอนนำขึ้นมาอภิปราย? อะไรคือคำตอบ? เราได้พบหลักการด้านจิตวิญญาณอะไรตรงนี้?
                หนังสือห้าแล่มแรกของพระคัมภีร์เดิมชื่อว่า “โทราห์” (Torah) พระเจ้าทรงดลใจท่านโมเสสให้เป็นผู้เขียนขึ้น หนังสือห้าเล่มนี้บางครั้งเรียกว่า “บัญญัติ” เนื้อหาของโทราห์มีหลายตอนหนุนใจผู้ศรัทธาให้ช่วยเหลือคนยาก คนจน แม้แต่เมื่อมีใครยืมเงินก็ไม่ต้องคิดดอกเบี้ย (อพยพ 22:25) แต่ปัญญาไม่เห็นด้วยจะให้ใครยืมเงินจำนวนมากเกินกำลังของเรา และของเขา เช่นเขาเป็นหนี้ (เรา หรือคนอื่น) อยู่แล้ว แต่ในการสงเคราะห์ ไม่ได้หมายถึงการยกเลิกการทำหน้าที่ด้วยความยุติธรรม (อพยพ 23: 2, 3) เราจำเป็นต้องเป็นคนมีใจกรุณาปราณีเมื่อเราสามารถทำได้ แต่เราต้องใช้ปัญญา เพื่อให้แน่ใจว่าการให้ความช่วยเหลือของเรา  จะไม่กลายเป็นเรื่องผิดพลาดอันน่ากลัว (อ่าน สุภาษิต 22:27)
              พระเจ้าทรงประทานคำปรึกษาแห่งปัญญาแก่เราใน พระธรรมสุภา ษิต 22:27 คำเตือนข้อแรกเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำของเรา เป็นสิ่งสำคัญเราต้องศึกษาสถานการณ์ ให้แน่ใจว่าเราสามารถจะช่วยเพื่อนของเราได้ ถ้ามั่นใจก็กล่าวคำสัญญาได้ มิตรภาพอันอบอุ่น หรือช่วงอารมณ์แห่งความเห็นใจ สง สาร อาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา ซึ่งในเวลาปกติเราอาจไม่ตัดสินใจเช่นนั้น ในกรณีเช่นนี้เราอาจรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ในภายหลัง
              ไม่ว่าคุณจะมีความรู้สึกเห็นใจ หรือจริงใจเพียงใด สิ่งสำคัญคุณจะต้องใคร่ครวญก่อนการลงมือทำ หรือรับปากหรือกล่าวสัญญาที่คุณไม่สามารถทำได้ (เช่นการรับรองการยืมเงินก้อนโตทั้งๆ ที่คุณไม่มีกำลัง ถ้าเพื่อนไม่อาจใช้คืน คุณต้องใช้หนี้แทน เป็นการเดือดร้อนครอบครัว) จึงสรุปว่าเราจะต้องทำในสิ่งที่เราสามารถจัดการได้ เราจำเป็นต้องมีความถ่อมใจยอมรับเมื่อเราไม่สามารถทำได้ และ เมื่อผิดแล้วก็ต้องยอมรับผิด และแสดงความเสียใจ และขอความกรุณา และขออภัย
                เราเรียนรู้จะทำให้ ความปรารถนาของเราสมดุลที่จะช่วยแบ่งเบาภาระ หรือปัญหาซึ่งกันและกันได้อย่างไร  (กาลาเทีย 6:2 “จงช่วยรับภาระของกันและกัน ท่านจึงจะได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระคริสต์”) ด้วยการปฏิบัติตามพระวจนะในพระธรรมสุภาษิตที่เรากำลังศึกษา?

วันพุธ    ปกป้องการงานของคุณ  (สุภาษิต 6:6-8)
 
              อ่านพระธรรม สุภาษิต 6:6-8 เราสามารถเรียนรู้อะไรได้จากมด?
                มดทั้งหลายทำงานหนัก จะว่าไปทำงานหนักกว่ามนุษย์ (เพราะว่าพวกมันสามารถยกสิ่งของได้หนักกว่ามนุษย์มาก ถ้าเทียบขนาดน้ำหนักในอัตราส่วนเดียวกับมัน) และพวกมดทำงานอย่างเป็นอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้จัดการ เหตุผลหลักในการทำงานหนักของพวกมดคือ “เพื่ออนาคตของพวกมันเอง” พวกมันทราบว่าเมื่อฤดูหนาว (หรือฤดูฝน) มาถึงพวกมันจะลำบากมาก ดังนั้นพวกมันจึงสะสมอาหารไว้เพื่อพวกมันเอง จริงๆ แล้วมดสอนเราเรื่อง ปัญญาในการคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับอนาคต มันจึงทำงานตามแผน “การวางแผนเป็นข้อกำหนดสำหรับบิดามารดาทุกคู่ ครูทุกคน นักเรียนนักศึกษา และมนุษย์ทุกคนไม่ว่าหนุ่มสาว หรือวัยชรา แต่ไม่มีแผนแห่งชีวิตใดจะดีพอ หรือสมบูรณ์แบบหากปราศจากแนวคิดเกี่ยวกับจำนวนปีอันสั้นในชีวิตปัจจุบัน และเข้ามีส่วนในอนาคตอันไม่มีวันสิ้นสุดของพระเจ้า”  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “การศึกษา”  หน้า 145
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 6:9-11 เราสามารถเรียนรู้อะไรจากคนเกียจคร้าน?
                คนขี้เกียจทั้งหลายจำเป็นต้องเรียนจากมด “คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด”(สุภาษิต 6:6)  ขณะที่มดทั้งหลายกำลังทำงาน คนขี้เกียจทั้งปวงกำลังหลับนอน พวกมดทำงานยุ่งเพื่อเก็บอาหารไว้แต่คนเกียจคร้านพนมมือทั้งสองเข้าด้วยกัน เป็นเครื่องหมายแห่งสันหลังยาว พวกมดทำงานหนักเกินที่เราคาดคิดโดยการคาบอาหารเกินน้ำหนักตัวของมันเอง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต แต่คนเกียจคร้านมีชีวิตอยู่แค่ปัจจุบัน และคิดวนเวียนแต่เรื่องของพวกเขาเองเท่านั้น
      
         ถูกแล้ว การทำงานหนักเป็นสิ่งสำคัญ แต่ชีวิตมนุษย์ต้องการอะไรมากกว่าการทำงานหนัก และหาเงินให้มากเข้าไว้ วันสะบาโตช่วยเราให้พบความสมดุลที่ลงตัวอย่างไร เมื่อเราคิดเกี่ยวกับการทำงานของแต่ละสัปดาห์?

วันพฤหัสบดี     ปกป้องตัวคุณเอง   (สุภาษิต 6:14 ,18)

              เราได้รับการเตือนเกี่ยวกับความชั่วร้ายคุกคามในสามพื้นที่ของชีวิต (ก) ครอบครัวของเรา (ข) เพื่อนๆ ของเรา (ค) และการงานของเรา พระธรรมสุภาษิตให้ภาพความชั่วร้าย ซึ่งให้สติปัญญา และอารมณ์ขบขัน คำกล่าวเกี่ยวกับความยุ่งยากของความชั่วร้ายนั้นเข้าใจได้ชัดเจน บทกวีทั้งสอง (พระธรรมสุภาษิต 6:12-15 และสุภาษิต 6:16-19) เขียนขึ้นในรูปแบบเดียวกัน ด้วยเสียงสัมผัสคำโคลงเหมือนกัน และครอบคลุมเจ็ดหัวข้อ ซึ่งพรรณนาถึงสิ่งภายในดวงใจของคนชั่วร้าย ซึ่งในเวลาไม่นาน ทุกสิ่งจะสำแดงออกมาให้ทราบจากสิ่งที่คนเหล่านั้นได้ทำออกมา
      
         อ่านพระธรรม สุภาษิต 6:14, 18 และ มัทธิว 15:19 มีจุดสำคัญอะไรถูกนำเสนอตรงนี้?
                “สมมติว่าคุณใช้จินตนาการเปล่าประโยชน์ และปล่อยให้ดวงจิตของคุณเต็มไปด้วยสิ่งไม่บริสุทธิ์ อย่างนี้เท่ากับคุณเป็นคนมีความผิดต่อพระพักตร์พระเจ้า กล่าวคือคุณได้กระทำบาปในความรู้สึกนึกคิด” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “บ้านแห่งอุดมคติ” หน้า  334
              มีคำเตือนอะไรให้ไว้ในพระธรรมสุภาษิต  6:12-19?
                สิ่งปรากฏออกมาดูแปลก คือคนชั่วร้ายติดตามคนเกียจคร้านซึมเซา ท่าทีความรู้สึกของคนสองประเภทนี้มองดูแตกต่าง แต่พวกเขาให้บทเรียนแก่เราเหมือนกัน ทั้งสองชอบคบหาในแวดวงพวกเขาเอง ทั้งสองชั่วร้าย และคนเกียจคร้านไม่สนใจฟังคำสั่งสอนจากภายนอกพวกเขาเอง ทั้งสองทำตามสติปัญญา และความปรารถนาของตนเอง คนเกียจคร้านจะเฉื่อยชาชอบหลับนอน หูและเท้าทั้งสองของพวกเขาไม่ทำงาน คนชั่วร้ายจะใช้เพียงเท้า และปากทำงาน ไม่ใช้หู ผลลัพธ์ที่ออกมาเหมือนกัน พวกเขาทั้งสองทำร้ายพวกเขาเอง
                แต่ความเลวร้ายมีผลลัพธ์สองประการ คือทำร้ายบุคคลที่เขา หรือพวกเขาละเมิด และพวกเขาเองผู้ทำบาปด้วย    คนชอบโกหกเมื่อทำบ่อยเข้าจะเชื่อคำเท็จของเขา หรือหล่อนเอง ผลที่สุดได้รับจากความชั่วร้ายคือมักทะเลาะเบาะแว้ง และการต่อสู้กัน สิ่งนี้สามารถมีอิทธิพลต่อผู้อื่นด้วย ที่จริงแล้วผลลัพธ์ของความบาปบ่อยครั้งไม่ได้จำกัดอยู่กับผู้ทำความบาปเท่านั้น คนอื่นพลอยได้รับความทุกข์ยากด้วย และบ่อยครั้งรุนแรงมากกว่า



                ความบาปของคนอื่นมีอิทธิพลต่อชีวิตของคุณอย่างไร? มีมากอย่างไม่ต้องสงสัย ! มีบทเรียนอะไรคุณเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้ว่า คุณจำเป็นต้องระ มัดระวังเพียงใด เพื่อไม่ให้การกระทำของคุณทำร้ายคนอื่น?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
              “นักศึกษาพระคัมภีร์ควรศึกษาด้วยวิญญาณของนักเรียนเสมอ เราจะต้องค้นหาเป็นหน้าๆ ไม่ใช่เพื่อใช้เป็นข้อพิสูจน์ หรือสนับสนุนความคิดเห็นของเรา แต่เราควรศึกษาเพื่อจะทราบว่า พระเจ้าทรงตรัสอะไร....
              “สาเหตุหลักอย่างหนึ่งทำให้ดวงจิตอ่อนกำลัง และอุปนิสัยอ่อนแอคือการไม่สามารถศึกษาอย่างระมัดระวัง ปัจจุบันเรามีหนังสือจำนวนท่วมท้น และสามารถหาข้อมูลได้หลากหลาย ทั้งคนมีอายุ คนหนุ่มสาว และเด็กๆ ได้สร้างนิสัยการอ่านอย่างลวกๆ และคิดตามอย่างฉาบฉวย ดังนั้นดวงจิตจึงสูญเสียอำนาจเชื่อมโยงกับความคิด การคิดที่มีพลัง และลงลึกในพระวจนะ” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “การศึกษา”  หน้า  189
              “รังที่มดสร้างขึ้นสำหรับพวกมันเอง แสดงให้เห็นทักษะ และความอดทน พวกมันคาบเอาเมล็ดเล็กๆหนึ่งเมล็ดในแต่ละเที่ยว แต่โดยการทำงานหนัก พวกมันประสบความสำเร็จในการทำสิ่งอัศจรรย์
              “กษัตริย์ซาโลมอนใช้ตัวอย่างการทำงานหนักของมด เพื่อ “ว่ากล่าว” เหล่าผู้ปล่อยเวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันด้วยการใช้ชีวิตอย่างเกียจคร้าน ซึ่งทำลายดวงวิญญาณ และร่างกายของพวกเขาเอง มดทั้งหลายเตรียมความพร้อมเพื่ออนาคต แต่เหล่าคนมีความสามารถ และฉลาดบางคนล้มเหลวที่จะเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในอนาคตบนสวรรค์” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “Counsels Parents, Teachers,and Students” page 190
 
คำถามเพื่อการอภิปราย

1.  คิดอย่างลุ่มลึกในแนวคิดนี้ เราสามารถจะช่วยคนอื่นได้อย่างไร แม้เราจะต้องเสียสละบางประการ เราจะเปรียบเทียบสิ่งเราได้เรียนรู้ในสัปดาห์นี้กับข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับการช่วยเหลือคนอื่นซึ่งกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของคน เพื่อมิตรสหายของตน” (ยอห์น 15:13)  อย่างไร?

2.  มีบทเรียนอะไรอื่นเราสามารถเรียนรู้ได้จากธรรมชาติของโลก ที่เราอาจนำมาใช้กับชีวิตของเราได้?   แน่นอน โลกนี้ได้ล้มลงในความบาป แต่เหตุใดเราต้องระมัดระวังในบทเรียนที่เรานำมาจากสิ่งที่เรา เห็นตรงหน้าเรา?

3.  อ่านข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ ซึ่งว่าด้วยความชั่วร้ายเจ็ดประการ ใน พระธรรมสุภาษิต 6:6-19. คุณคิดว่าเหตุใดความชั่วร้ายที่กล่าวถึงในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ “ช่างเลวร้ายมาก” ในสายพระเนตรของพระเจ้า?  
 
                        
                                         *******************
 
 
บทที่  3
สถานการณ์แห่งชีวิต และความตาย
10 – 16   มกราคม  2015
 
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
:  มัทธิว 5:21-30 ; สุภาษิต 6:21 ; สุภาษิต 7:3 ; สุภาษิต 6:23 ; สุภาษิต 7:2 ; สุภาษิต 6 : 24 ; สุภาษิต 6 :30, 31 ; สุภาษิต 7: 26, 27.


ข้อควรจำ      “เพราะพระบัญญัติเป็นประทีป และคำสอนเป็นสว่าง และคำตักเตือนของวินัยเป็นทางแห่งชีวิต” (สุภาษิต 6:23)        

พี่ชาย และน้องชายอยู่บ้านกันตามลำพัง ก่อนคุณแม่ของเขาจะออกจากบ้าน หล่อนสั่งไม่ให้บุตรชายทั้งสองรับประทารเค้กที่หล่อนพึ่งอบเสร็จ เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กชายทั้งสองจะเชื่อฟัง หล่อนเตือนพวกเขาว่า พวกเขาจะถูกลงโทษถ้าพวกเขารับประทานเค้ก
              เมื่อคุณแม่ออกจากบ้านไป เด็กชายปรึกษากัน และใช้เวลาแค่สองสามนาทีก่อนพวกเขาจะตัดสินรับประทานเค้กเด็กชายคนพี่ออกความเห็นว่า “นี่ไม่ใช่สถานการณ์แห่งความเป็น หรือความตาย” ฝ่ายเด็กชายผู้เป็นน้องสอดรับขึ้นว่า“คุณแม่คงจะไม่ฆ่าเราหรอก ดังนั้นให้เราลงมือรับประทานกันเถิด”! 
              เรื่องของเราคงไม่เหมือนเรื่องของเด็กชายสองคนนี้ ครูคือกษัตริย์ซาโลมอนผู้เขียนพระธรรมสุภาษิต ได้นำเรื่องที่เป็นสถานการณ์ความเป็น และความตาย ภาษาที่ใช้จริงจัง และชัดเจน แน่นอน พระเยซูเองทรงใช้ภาษาเข้มแข็ง เมื่อทรงตรัสถึงเรื่องชีวิตชั่วนิรันดร์ และความตาย (อ่าน มัทธิว 5:21-30) ท้ายที่สุด ชีวิตอนาคตของเราขึ้นอยู่กับ “การเลือก” ของเราตรงนี้ และเดี๋ยวนี้ ดังนั้นเราควรฟังอย่างรอบคอบ ว่าครูสอนอะไรบ้าง

วันอาทิตย์   บัญญัติในชีวิตของเรา  (สุภาษิต 6:21)
              อ่าน พระธรรม สุภาษิต 6:21 และ 7:3 ถ้อยคำของข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ทำให้เรามองเห็นภาพ ซึ่งสอนเราเกี่ยวกับการติดตามพระบัญญัติของพระเจ้า?
              ในบทเรียนก่อนหน้านี้ พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “ดวงใจเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ และความคิด” ท่านซาโลมอน เปรียบเหมือนครูบอกเราให้รักษาบัญญัติไว้ใกล้หัวใจของเรา (สุภาษิต 6:21) ซึ่งหมายความว่า เราควรเชื่อมโยงใกล้ชิดกับบัญญัติ ไม่ให้ขาดการติดสนิทกับบัญญัติแม้เพียงครั้งเดียว ทั้งนี้เพราะบัญญัติแสดงให้ทราบว่าความบาปคืออะไร (โรม 7:7) ครูยังให้เหตุผลด้วยว่า “พระบัญญัติ” นี้ได้ถูกเขียนไว้บนแผ่นเนื้อของหัวใจ (สุภาษิต 7:3) เหมือนกับพระบัญญัติสิบประการถูกเขียนโดยพระเจ้าบนแผ่นศิลาสองแผ่น (อพยพ 24:12)
              การให้พระบัญญัติถูกเขียนไว้บนดวงใจหมายความว่า พระบัญญัติไม่ใช่เป็นกฏเกณฑ์ชุดหนึ่งสำหรับเรา แต่เป็นว่าพระบัญญัติหยั่งลึกลงไปยังดวงจิตของเรา และพระบัญญัตินั้นมีอำนาจแผ่ซ่าน หรือเปลี่ยนแปลงความปรารถนา และแผนการในส่วนลึกของเรา เป็นส่วนหนึ่งแห่งความเป็นตัวตนในส่วนลึกสุดของเรา นี่เป็นอีกตัวอย่างที่ท่านเปาโลกล่าวสัญญาว่า “พระคริสต์ทรงสถิตอยู่ในท่านอันเป็นที่หวังแห่งศักดิ์ศรี” (โคโลสี 1:27)  สรุปแล้วพระบัญญัติควรเป็นแก่นแท้แห่งชีวิตของเรา
              การเขียนพระบัญญัติไว้บนแผ่นกระดาษ หรือโลหะ แล้วทำห่วงแขวนไว้ที่คอ หมายความว่าเราควรรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าไว้ใกล้ดวงใจของเรา ในสมัยพระคัมภีร์ผู้คนห้อยสิ่งของล้ำค่าไว้รอบคอของพวกเขา ลำคอนี่เองเป็นหลอดลมให้อากาศวิ่งไปสู่ปอด “ลำคอ” อนุญาตให้ลมหายใจผ่านเข้าออก มนุษย์จึงมีชีวิอยู่ คำในภาษาฮีบรู “nephesh”แปลว่าดวงวิญญาณ (soul) ซึ่งหมายถึงชีวิตด้วย ซึ่งรากของคำนี้หมายถึง “ลำคอ” และ “การหายใจ”
              การเขียนพระบัญญัติไว้บนแผ่นโลหะขนาดเล็กแล้วแขวนไว้ที่นิ้วมือ หมายถึงการนำพระบัญญัติไปสู่การกระทำ ครูชี้ไปยังนิ้วมือซึ่งเป็นอวัยวะรับความสึกสึกได้ไว และเป็นการกระทำส่วนบุคคล พระบัญญัติควรสัมผัสกับ “การเลือกในสิ่งใหญ่โต และการเลือกสิ่งเล็กน้อยด้วย (อ่านลูกา 16:10)
              เป็นสิ่งน่าสนใจจะสังเกตว่า พระคัมภีร์หมายถึงตัวอย่างเหล่านี้ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่สัญลักษณ์หลายอย่างเป็นวัตถุจับต้องได้ ตัวอย่าง เช่นชาวยิวใช้กล่องขนาดจิ๋วเรียกว่า “เทฟิลลิน” (tephillin) มาพร้อมสายรัดผูกไว้รอบศีรษะ หรือนิ้วมือ คริสเตียนเองห้อยไม้กางเขนเล็กๆไว้ที่คอ ชาวมุสลิม และคริสตังค์ (คาทอลิก) นับลูกประคำขณะอธิษฐาน  
  
              สัญลักษณ์อาจเป็นสิ่งช่วยได้มาก แต่เราต้องระมัดระวังอย่าทำผิดพลาด ด้วยการทำให้สัญญลักษณ์นั้นเป็นสิ่งแทนของจริง?

วันจันทร์   เป็นแสงสว่าง และ เป็นทางแห่งชีวิต  (สุภาษิต 6:23)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 6:23. พระบัญญัติแสดงให้เห็นเหมือนเป็นแสงสว่างอย่างไร?
              ในพระคัมภีร์ พระวจนะหรือพระบัญญัติของพระเจ้าเปรียบเหมือน “แสงสว่าง” พระธรรมสดุดีกล่าวว่า “พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นแสงสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์” (เพลงสดุดี 119:105)  ภายในจิตใจชาวฮีบรู มีความเชื่อมโยงระหว่างแนวคิดเรื่อง “พระบัญญัติ” และเรื่อง “แสงสว่าง” เหมือนกับโคมไฟส่องสว่างแก่ทางที่เราเดิน พระบัญญัติจะช่วยเราให้เดินบนเส้นทาง  ยกตัวอย่าง  เมื่อต้องทำการตัดสินใจระหว่าง “ทางถูก” และ “ทางผิด” พระบัญญัติจะช่วยให้เลือกทางถูก กล่าวคือพระบัญญัติช่วยเราให้เชื่อฟังแม้เมื่อถูกทดลองให้ทำผิด
                คุณสามารถพบตัวอย่างอะไรในพระคัมภีร์ของเหล่าผู้เลือกจะปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า แม้ว่าพวกเขามีเหตุผลดีที่จะไม่ทำตาม?    เราสามารถเรียนรู้อะไรจากการเชื่อฟังของพวกเขา?  จะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าการเลือกที่จะซื่อสัตย์ดูเหมือนเป็นสิ่งผิด สอดคล้องกับมาตรฐานของมนุษย์?
                สอดคล้องกับพระธรรมสุภาษิต  6
:23 ;  อ่าน พระธรรมสุภาษิต  7:2.  เหตุใดจึงกล่าวว่า “พระบัญญัติ” เชื่อมโยงเข้ากับ “ชีวิต”?                 
              นับตั้งแต่มนุษย์ล้มลงในความบาป ความหวังสำหรับชีวิตชั่วนิรันดร์ไม่อาจพบได้ในพระบัญญัติ    แต่พบได้ทางเดียวผ่านความเชื่อในพระคริสต์ กระนั้นการเชื่อฟังพระบัญญัติคงเป็นส่วนสำคัญยิ่งในชีวิตแห่งความเชื่อ (อ่าน มัทธิว 19:17 ;วิวรณ์ 14:12) เราเชื่อฟังเพราะพระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสกับชนอิสราเอลเมื่อหลายพันปีก่อนว่า “เจ้าทั้งหลายจงกระทำตามกฏหมายของเรา และรักษากฏเกณฑ์ของเรา และประพฤติตาม   เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (เลวีนิติ 18:4) พระบัญญัติของพระเจ้า “ผูกพัน” เข้ากับ “ชีวิต” เพราะว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ทรงสร้างชีวิต หลักการนี้สอนความจริงเรื่องชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณว่า  เราไว้วางใจพระเจ้า และพระสัญญาของพระองค์สำหรับชีวิตปัจจุบันของเรา เหมือนกับที่เราวางใจในพระสัญญาของพระองค์เรื่องชีวิตนิรันดร์
                พระเยซูทรงตรัสว่า “เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต" (ยอห์น  8:12)  คุณเคยมีประ -สบการณ์อัศจรรย์นี้ในการดำเนินชีวิตกับองค์พระผู้เป็นเจ้าไหม?

วันอังคาร   ต่อสู้กับการทดลอง   (สุภาษิต 6:24)
              ดังเราพึ่งได้เห็น ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิต 6:23 คือกษัริย์ซาโลมอนได้รับการทรงนำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวถึงการเชื่อมโยงระหว่าง “แสงสว่าง” และ “ชีวิตกับพระบัญญัติ” ของพระเจ้า ในข้อพระคัมภีร์ต่อไปท่านให้ตัวอย่าง พระบัญญัติเป็นประดุจแสงสว่าง และชีวิต ทั้งสามารถให้อำนาจการปกป้องฝ่ายจิตวิญญาณแก่เราได้อย่างไร
              มีคำเตือนอะไรเกี่ยวกับ พระธรรม สุภาษิต 6:24?  สิ่งสำคัญเราได้รับการเตือนนั้นชัดเจน แต่ยังมีอะไร “ซ่อนอยู่” ในคำเตือนที่ให้ไว้ตรงนี้?
             เมื่อผู้มีศรัทธาในศาสนาถูกทดลอง การทดลองยิ่งใหญ่ที่สุดจะพบได้ใน “เหตุผลทางศาสนา” ที่อาจนำมาเป็นข้อแก้ตัวให้ทำบาป การกล่าวข้อแก้ตัวสำหรับพฤติกรรมไม่ดีเป็นรูปแบบการหมิ่นประมาทพระเจ้าอันน่ากลัว เพราะมันเป็นการหลอกลวงที่น่าเกลียด ถ้าคนหนึ่งกำลังทำสิ่งผิดแต่กลับคิดว่า “พระเจ้าอยู่กับฉัน” อย่างนี้เราจะตอบบุคคลนั้นว่าเขา หรือ หล่อนผิดได้อย่างไร?
สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้บ่อย  ในกรณีของการล่วงประเวณี “พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าว่า ชาย/หญิง คนนี้เป็นบุคคลที่ฉันควรจะร่วมชีวิตด้วย” เพราะพวกเขาอ้างถึงพระเจ้า แล้ว ใครหรือ สิ่งใดสามารถอาจโต้แย้งในสิ่งที่ “พระเจ้า” ได้ทรงสำแดงแก่พวกเขาเล่า?
              สังเกตว่า ไม่ใช่เพียงความสวยของผู้หญิงอย่างเดียวที่ “วางกับดัก” เขา แต่หล่อนใช้ภาษาออดอ้อน คำเยินยอ เพื่อล่อเหยื่อให้เดินมาติดกับของหล่อน บ่อยครั้งเพียงใดที่ชาย และหญิงถูกนำไปสู่สถานการณ์หลงผิดจากการทดลองด้วยถ้อยคำชาญฉลาด บางครั้งถ้อยคำเหล่านี้ถูกเคลือบไว้ด้วยภาษาทางศาสนา ผู้ประพันธ์พระธรรมสุภาษิตพยายามเตือนเราให้ตื่นตัวก่อกับดักอันร้ายตัวนี้
              พระบัญญัติเป็นตัวยาสมบูรณ์ใช้ต่อต้าน “คำยกยอปอปั้น” ของผู้ทดลองเรา มีเพียงพระบัญญัติ และการเชื่อฟังพระบัญญัติจะช่วยเราให้ “ฉลาด” และอาจจะ “ต่อต้าน” การทดลองของคำหวาน ซึ่งฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม และงดงามยิ่ง ที่จริงแล้วผู้ทดลองอาจชมว่าคุณทั้งหล่อ และมีไหวพริบ หล่อนแม้แต่เอ่ยถึงความต้องการฝ่ายจิตวิญญาณของหล่อน พอคุณกำลังลุ่มหลง หล่อนจะใช้ถ้อยคำที่ปกปิดอันตราย เช่นกล่าวถึง “ความรักของพระเจ้า” เป็นข้อแก้ตัวสำหรับทำความบาป
              ลองตรองดู เป็นการง่ายเพียงใดเราจะถูกนำไป แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ “ฝาครอบ” ของความเชื่อ เพื่อจะใช้เป็นข้อแก้ตัวสำหรับการทำผิดเช่นการล่วงประเวณี เหตุใดความซื่อสัตย์เต็มขั้นต่อพระบัญญัติของพระเจ้าของเราจึงเป็นรั้วป้องกันได้จริง แม้ต่อต้านกับดวงจิตของเราเอง และเพทุบายที่เล่นเอาเถิดมาล่อลวงกับเรา?

วันพุธ    ท่านอย่าลักทรัพย์  (สุภาษิต 6:30, 31) 
              พอจบการเตือนเกี่ยวกับการล่วงประเวณี (สุภาษิต 6:24-29) ผู้เขียนเริ่มพูดถึงความบาปอีกประเภท  นั่นคือ “การลักขโมย” (สุภาษิต 6:30 ,31) ความเชื่อมโยงระหว่างพระบัญญัติสิบประการสองข้อนี้ แสดงให้เห็นว่าการไม่เชื่อฟังพระบัญญัติข้อหนึ่งสามารถมีอิทธิพลทำให้ไม่เชื่อฟังพระบัญญัติข้ออื่นๆได้ การเลือกเชื่อฟังพระบัญญัติบางส่วน หรือบางข้อเป็นอันตรายของการประนีประนอม ซึ่งอาจเป็นอันตรายมากกว่าการไม่เชื่อฟังพระบัญ- ญัติข้อเดียวโดยสิ้นเชิง “ตัวอย่างเช่นคนหนึ่งทำบาป หรือทำผิดอุกฉกรรจ์ และได้รับโทษร้ายแรงตามกฏหมายในโลกของเรา แต่อีกคนหนึ่งหน้าฉากชีวิตสังคมดูเหมือนบริสุทธิ์ รักความซื่อสัตย์ และมีเกียรติแต่หลังฉากรักการทำบาปอย่างหนึ่ง...คนหนึ่งที่ดูเหมือนรักความจริง และน่านับถือ แต่ยังคงละเมิดพระบัญญัติบริสุทธิ์ของพระเจ้าบางส่วน เท่ากับเขาได้ใช้ของประทานอันสูงส่งไปอย่างไม่ถูกต้อง จึงตกไปสู่กับดักของความบาป” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “การศึกษา”  หน้า  150
                อ่านพระธรรม สุภาษิต 6:30, 31 ชายยากจนต้องทำอะไร เมื่อเขาถูกจับได้ว่าขโมยของคนอื่น?
              การเป็นคนจนขัดสน และมีความต้องการไม่ใช่ข้อแก้ตัวให้ทำตัวเป็นขโมยได้  “แม้เขาจะทำเพื่อบรรเทาความหิว” (สุภาษิต 6:30)  เราอย่าเกลียดชังชายขโมยอาหารเพื่อประทังความหิว แต่เขาจะต้องจ่ายคืนเจ็ดเท่าในสิ่งที่เขาได้ขโมยไป นี่แสดงว่าแม้เขาจะประสบความลำบากแสนเข็ญ แต่เขาไม่มีข้อแก้ตัวให้ทำบาป แต่พระคัมภีร์เตือนเราว่า เป็นหน้าที่ของเราจะช่วยเหลือคนยากจนไม่ให้ขาดแคลน ถ้าพี่น้องในพระเจ้าช่วยกันในเรื่องนี้ คนขโมยจะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ต้องลักขโมย เพื่อจะได้อาหารมาประทังชีวิต (เฉลยธรรมบัญญัติ 15:7, 8)
              น่าสนใจเพียงใดผู้เขียนสุภาษิตเริ่มจากเรื่อง “การล่วงประเวณี” และต่อไปยังเรื่อง “การขโมย” (สุภาษิต 6:32-35) ความบาปสองอย่างนี้คล้ายกันมาก ทั้งสองกรณีใครคนหนึ่งเอาของ ที่เป็นของคนอื่น ความแตกต่างสำคัญระหว่างการขโมย และ การล่วงประเวณีคือ ความบาปจากการถูกขโมย เจ้าของสูญเสียของบางสิ่ง แต่การล่วงประเวณีเป็นความสูญใหญ่กว่ามาก คนขโมยอาจใช้คืนสิ่งของที่ได้ขโมยไป แต่การล่วงประเวณี โดยเฉพาะถ้าเด็กๆเป็นผู้กระทำ หรือเป็นผู้เสียหายอันตรายจะยิ่งรุนแรงมากกว่าการลักขโมย

                พระบัญญัติสิบประการข้อที่เจ็ดกล่าวว่า “อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา” พระบัญญัติข้อนี้ไม่อนุญาตชายหญิงร่วมประเวณีที่ไม่บริสุทธิ์ หรือเพียงนึกจินตนาการ การปลุกกำหนัด หรือการยั่วยุกามารมณ์ให้ตื่นเต้น พระคริสต์ทรงสอนความหมายเชิงลึกของพระบัญญัติข้อนี้ว่าแม้การล่วงประเวณีทางใจ ก็ถือว่าละเมิดพระบัญญัติข้อนี้” จากหนังสือ ของเอลเลน ไว้ท์ ใน “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”  หน้า 308
 
วันพฤหัสบดี   การคุกคามของความตาย  (สุภาษิต 7:22 , 23)
              คนส่วนใหญ่ไม่คิดถึงความตายเมื่อพวกเขาทำบาป พวกเขามีสิ่งอื่นอยู่ในจิตใจของพวกเขา โดยทั่วไปคือความพึงพอใจ และความเพลิดเพลินที่พวกเขาได้รับจากความบาปของพวกเขา ช่วยไปไม่ได้จริงๆ สังคมปัจจุบันบ่อยครั้งส่งเสริมธรรมเนียมปฏิบัติเรื่อง “การล่วงประเวณี” และความบาปอื่นๆ แต่พระธรรมสุภาษิตช่วยให้เราเข้าใจความบาปได้อย่างถูกต้อง ท่านเปาโลมีความเห็นอย่างเดียวกันว่า  “เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (โรม 6:23)
                อ่าน พระธรรมสุภาษิต 7:22 , 23 เหตุใดการล่วงประเวณีจึงเป็นอันตราย? อะไรทำบุคคลผู้ละเมิดไม่ตระหนักในเรื่องนี้?
              บุคคลผู้หลง “ก็ติดตามนางไปทันที อย่างวัวตัวผู้ไปสู่การฆ่า หรืออย่างกวางติดแน่น จนลูกธนูปักเข้าไปถึงตับ อย่างนกรนเข้าไปหาบ่วง เขาหาทราบไม่ว่า นี่มีค่าถึงชีวิต” (สุภาษิต 7:22, 23) ทั้งคนและสัตว์ที่กล่าวมา ไม่มีใครตระหนักว่าชีวิตของพวกเขาถูกคุกคามด้วยอันตรายร้ายแรง
              อ่านพระธรรม สุภาษิต 7:26, 27 มีอะไรทำให้ผู้หญิงไม่บริสุทธิ์เป็นบุคคลที่อันตรายมาก?
              เป็นไปได้ “ผู้หญิง” ตรงนี้หมายความมากกว่า “ผู้ล่วงประเวณี” เท่านั้น ข้อพระคัมภีร์แสดงคุณค่าของผู้หญิงซึ่งอยู่ตรงกันข้ามปัญญา กษัตริย์ซาโลมอนใช้สัญลักษณ์นี้เพื่อเตือนนักศึกษาของท่านให้ต่อต้านความชั่วร้ายทุกรูปแบบความเสี่ยงนั้นใหญ่โตนัก   เพราะว่าหญิงคนนี้ไม่เพียงจะสร้างบาดแผลเท่านั้น แต่ หล่อนมีพิษสงรอบตัวเต็มด้วยเล่ห์กล และมีพลังจะฆ่าชายแข็งแรงที่สุดได้  กล่าวให้ชัดก็ว่า   คนที่มีกำลังอำนาจแข็งแรงกว่าคุณ ก็ยังไม่สามารถพ้นเงื้อมมือของหล่อนไปได้    ภาษาของข้อพระคัมภีร์ข้อนี้แนะนำอย่างชัดเจนว่า ผู้ประพันธ์กำลังกล่าวถึงมนุษย์ชาติโดยทั่วไป
              ในตอนสุดท้าย สรุปว่าความบาปทุกประเภทไม่ว่าเป็นการล่วงประ เวณีหรือข้ออื่นๆ ก็แล้วแต่  มันนำไปสู่ความพินาศทั้งสิ้น  ความตายอยู่ตรง กันข้ามกับชีวิตชั่วนิรันดร์ ที่พระเจ้าทรงพระประสงค์ให้เราทั้งปวงได้รับผ่านองค์พระเยซูคริสต์
              ดังที่บทเรียนได้สาธยายไว้ในอารัมภบทหัวข้อศึกษาของวันสะบาโต  ภาษานั้นมีความหมายอย่างเอาจริงเอาจัง  เพราะเราทั้งหลายกำลังเผชิญอยู่กับเรื่องของ “ชีวิต” และ “ความตาย”
                ใคร่ครวญเกี่ยวกับบางคนที่ “เข้มแข็ง” ซึ่งได้ล้มลงในความบาปอย่างมหันต์  เหตุใดสิ่งนี้ควรทำให้คุณรู้สึกหวาดหวั่น?  มีอะสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องปกป้องคุณ ?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม

              “ซาตานเสนออาณาจักรแห่งโลกนี้แก่มนุษย์ ถ้ามนุษย์มอบชีวิตของพวกเขาให้ซาตานควบคุม คนจำนวนมากยอมรับข้อเสนอนี้ และเสียสละอาณาจักรแห่งสวรรค์ไป สำหรับผู้รัก และซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าพวกเขาตั้งใจว่า ยอมตายดีกว่าจะทำบาป และยอมขาดแคลนบ้างดีกว่าจะขโมย เป็นการดีกว่าจะอดหิวบ้างมากกว่าจะโกหก” จาก หนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “Testimonies for the Church,  volumes 4, page 495.
              “เลือกความยากจน ปฏิเสธจะใช้ถ้อยคำในทางผิด ยอมแยกตัวเองจากเพื่อนๆ หรือรับเอาความทุกข์ยากมากกว่าที่ปล่อยให้ดวงวิญญาณแปดเปื้อนมลทิน ยินดีตายดีกว่าเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ หรือละเมิดบัญญัติของพระเจ้า ความมุ่งมั่นเช่นนี้ควรอยู่ในดวงใจของคริสเตียนทุกคน เราเป็นคริสเตียน ผู้อ้างว่าเป็นผู้ทำการปฏิรูป ดังนั้นเราควรมองเห็นคุณค่าของความมั่นคงซื่อ สัตย์ และยึดถือความจริงอันบริสุทธิ์แห่งพระวจนะของพระเจ้า บนเส้นทางสายนี้ เราจะต้องยกระดับการดำเนินชีวิตคริสเตียนให้สูงขึ้นมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “Testimonies for the Church , volume 5 ,  page 147

คำถามเพื่อการอภิปราย:
1.   เราจะให้ความสนใจอย่างจริงจังต่ออันตรายของความบาปได้อย่างไร โดยไม่ตกสู่กับดักของความห่วงใยจนกลายแบบเป็นบ้าคลั่ง (fanaticism)ไป? ในเวลาเดียวกัน เราจะเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้า โดยไม่ตกสู่การถือรักษาอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษร (legalism) ได้อย่างไร?

2.   อ่านพระธรรมอพยพ 20:1-17 พระบัญญัติสิบประการทั้งหมดเชื่อมโยงกันและกันอย่างไร? ถ้าเราเริ่มละเมิดพระบัญญัติข้อหนึ่ง เหตุใดจึงละเมิดพระบัญญัติข้ออื่นด้วย? (อ่านพระธรรม ยากอบ 2:11) คุณสามารถพบตัวอย่างของการละเมิดพระบัญญัติข้อหนึ่ง แล้วนำไปสู่การละเมิดพระบัญญัติข้ออื่นไหม?

3.   ใคร่ครวญเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า ผู้คนอาจใช้ศาสนาเพื่อเป็นข้อแก้ตัวไปกระทำผิด นี่ไม่ใช่สิ่งยากจะทำเมื่อผู้คนยก “ความรัก” เป็นมาตรฐานดีที่สุดสำหรับสิ่ง “ถูก” หรือ “ผิด” คิดถึงความเลวร้ายทั้งหมดภายใต้ฝาครอบแห่ง “ความรัก” พระบัญญัติทำหน้าที่ปกป้องการถูกนำสู่ความบาปอย่างไร?


4.  กลับไปดูคำถามสุดท้ายของหัวข้อศึกษาวันอาทิตย์ บทเรียนประจำวัน
นี้ พูดถึงข้อผิดพลาดที่เห็นสัญลักษณ์แล้วยึดเอาว่าเป็นความจริง  ได้เกิดความเข้าใจสื่อความหมายผิดไป จึงเป็นอันตรายอย่างยิ่งที่มีข้อผิดพลาดเช่นนี้    ยกตัวอย่างเช่น การนมัสการรูปเคารพ  ว่าอาจเป็นอีกทางหนึ่งที่สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นอย่างไร? มีขนบธรรมเนียมอะไร ที่เป็นสัญลักษณ์ของความจริงฝ่ายจิตวิญญาณ ซึ่งคนอาจเกิดเข้าใจผิดแล้วคิดว่าสิ่งนั้นเป็นความจริงเสียเอง?

                                           *******************
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                                                         บทที่  4
    สติปัญญาของพระเจ้า
   17 – 23   มกราคม  2015
                                                                                                                                                                                                                                    บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
: สุภาษิต 8:1-21 ; มัทธิว 16:26 ; สุภาษิต 8:22-31 ; ปฐมกาล 1:31 ; สุภาษิต 8:32-36 ; สุภาษิต 9:1-18.

ข้อควรจำ     “พระเจ้าได้ประทานกำเนิดแก่เราแล้ว เมื่อพระองค์ทรงเริ่มงานของพระองค์คือเป็นสิ่งแรกในบรรดาพระราชกิจโบราณของพระองค์” (สุภาษิต 8:22) 
                ณ จุดนี้ของพระธรรมสุภาษิต ได้กลับมาเอ่ยถึง “ปัญญา” อีก “ปัญญาร้องเสียงดังอยู่ที่ถนน เธอเปล่งเสียงของเธอที่ลานเมือง  เธอร้องออกมาที่บนกำแพง เธอกล่าวอยู่ที่ทางเข้าประตูเมือง” สุภาษิต 1:20, 21  เป็นที่กระจ่างจากข้อพระคัมภีร์สำหรับสัปดาห์นี้ว่า “ปัญญาคือความจริง” และปัญญาคือความจริง เพราะมาจากพระเจ้าพระ องค์ทรงเป็นผู้สร้างสรรค์ความจริงทั้งมวล
              จุดเน้นของพระธรรมสุภาษิตตรงนี้คือแนวคิดว่า มีความจริงที่เกี่ยวข้องกับทุกคน แนวคิดนี้แตกต่างมากจากความคิดของคนสมัยใหม่ ในซีกโลกตะวันตก ดูเหมือนคิดว่าความจริงยืดหยุ่นได้ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรม บุคคลหนึ่งอาจมีแนวคิดเรื่องความจริงมีความหมายแตกต่างจากบุคคลอื่น
              แนวคิดเช่นนี้ไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ หลายคนพูดว่า “ความจริงของฉันควรเป็นอย่างเดียวกับของคุณ” ทั้งนี้เพราะ “ความจริง” เป็นความจริงอย่างเดียวกันทุกแห่งหน ไม่ใช่เป็นสมบัติส่วนตัวของใครแต่เป็นของคนทั้งปวง ไม่ว่าคนทั้งปวงจะยอมรับมันหรือไม่     นั่นก็ไม่ได้เปลี่ยนข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่
              ในพระธรรมยอห์น บันทึกเรื่องของปีลาต ข้าหลวงชาวโรมัน ทูลถามพระเยซูว่า “สัจจะคืออะไร" (ยอห์น 18:38) ซึ่งก่อนนี้พระเยซูทรงกล่าวถึงความจริงว่า “เพราะเหตุนี้เราจึงเกิดมาและเข้ามาในโลกเพื่อเป็นพยานให้แก่สัจจะ คนทั้งปวงซึ่งอยู่ฝ่ายสัจจะย่อมฟังเสียงของเรา" (ยอห์น 18:37) ความจริงของพระเจ้าเป็นสิ่งที่จริง ความจริงนั้นพูดกับจิตสำนึกของเรา สิ่งสำคัญสำหรับเราคือ เราจะรับฟัง และปฏิบัติตาม สิ่งที่ความจริงกำลังกล่าวหรือไม่

วันอาทิตย์   ปัญญาร้องเสียงดัง  (สุภาษิต 8:1-21)
              อ่าน พระธรรม สุภาษิต 8:1-21 สอดคล้องกับข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ อะไรคือคุณค่าของปัญญา?
              ปัญญานั้นสำคัญมาก จะต้องเป็นสิ่งเข้าถึงทุกคน พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างชีวิตมนุษย์ทั้งปวง และพระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์สำหรับเราแต่ละคน    ปัญญาเป็นความรู้ และความรอดเป็นของพระเจ้า ซึ่งทรงยินดีประทานให้ ดังนั้นปัญญาจึงมีไว้สำหรับมนุษย์ทุกคน
              พิจารณาดูคำที่ใช้พรรณนาถึงน้ำเสียงของปัญญามิได้  “ร้องเรียก” หรือ ความเข้าใจมิได้ “เปล่งเสียง” หรือ ณที่สูงที่ข้างทาง ที่กลางถนนปัญญาก็ยืนอยู่ ข้างประตูหน้าเมืองที่ทางเข้ามุข ปัญญาก็ “ร้องเสียงดัง” ว่า "โอ บรรดาผู้ชายเอ๋ย” เรา “เรียกเจ้า” และ “เสียงเรียก” ของเราไปถึงบุตรชายของมนุษย์ โอ คนเขลาจงเข้าถึงความหยั่งรู้ โอ คนโง่ จงเข้าใจ ฟังซิ เพราะเราจะพูดถึงสิ่งที่มีเกียรติ เพราะสิ่งที่ชอบจะมาจากริมฝีปากของเรา เพราะปากของเราจะเปล่งความจริง ความโหดร้ายเป็นสิ่งน่าเกลียดน่าชังต่อริมฝีปากของเรา” (สุภาษิต 8:1-7) ไม่ว่าคนหนึ่งจะเข้าใจสัญลักษณ์เหล่านี้อย่างไรหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่แจ่มชัดก็คือปัญญาต้องได้สื่อสารและแบ่งปัน คนทั้งปวงต้องได้ยินถึงเรื่องของปัญญา ดังเราได้เรียนรู้สัปดาห์ที่แล้วว่า สิ่งที่ปัญญากล่าวทำให้เกิดความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่าง “ความเป็น” และ “ความตาย”
              ในข้อพระคัมภีร์ พระธรรมสุภาษิต 8:1-21 กล่าวถึงความจริงเรื่องปัญญาแปดครั้ง คำพรรณนาเรื่องปัญญาเกือบเป็นอย่างเดียวกับการพรรณนาเกี่ยวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าใน เฉลยธรรมบัญญัติ 32:4 การเปรียบเทียบไม่ควรทำให้เรารู้สึกประหลาดใจ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าเป็นผู้ทรงเนรมิตสร้างสรรพสิ่ง (อ่าน ยอหน์ 1:1-3) เพราะพระองค์ทรงเป็นรากฐานของความจริงทั้งปวง
              อ่านพระธรรม สุภาษิต 8:10, 11 พระธรรมสองข้อนี้กล่าวเกี่ยวปัญญาอะไรบ้าง?
              คนมากมายได้ดำเนินชีวิตกันมา และยังมีชีวิตอยู่ในความไม่รู้อย่างโง่เขลา และอยู่ในความมืด คนจำนวนมากมีชีวิตอย่างไม่มีความหวังเลย หรือมีความหวังผิดๆ สิ่งที่ทำให้สถานการณ์น่าเศร้า เพราะพวกเขามองข้าม “ความจริง” และ “ปัญญา” ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์พระเจ้าเสนอให้ ขณะบุคคลผู้รับเอาของประทานนี้ พวกเขาเต็มไปด้วยความหวังจากพระสัญญาพระเจ้าประทานชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุปัน พระสัญญานั้นรวมไปถึงชีวิตชั่วนิรันดร์ในท้องฟ้าใหม่ และแผ่นดินโลกใหม่ด้วย ทั้งนี้เพราะการเสียสละพระชนม์ชีพของพระเยซู ความร่ำรวยมหาศาลในโลกนี้ ไม่อาจเปรียบได้แม้แต่น้อยกับสิ่งพระเจ้าทรงประทานให้ (อ่านพระธรรมปัญญาจารย์ 2:11-13) เพราะความรู้ของพระเจ้าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง
              อ่านพระธรรม มัทธิว 16:26 แล้วถามตัวคุณเอง ชีวิตของคุณแสดงให้เห็นว่า ความจริงจากถ้อยคำนี้มีความหมายต่อชีวิตของคุณมากเพียงใด?
 
วันจันทร์   พระปัญญา และ การทรงเนรมิตสร้าง (สุภาษิต 8:22-31)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 8:22-31 ปัญญาเชื่อมโยงกับ การทรงเนรมิตสร้างโลกอย่างไร?

              ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ “ปัญญา” ถูกเชื่อมโยงกับพระเจ้าองค์พระผู้เนรมิตสร้าง บทกวีนี้แบ่งปัน “คำสามัญ” หลายคำในการเนรมิตสร้างของพระธรรมปฐมกาล บทที่ 1 และ 2 โครงร่างของบทกวีดำเนินตามลำดับแนวคิดของพระธรรมปฐมกาล บทที่ 1 และ 2 ยกตัวอย่างบทกวีเริ่มต้นด้วยท้องฟ้า จากนั้นเป็นน้ำ และการสร้างโลกเสร็จ นี่เป็นการเรียงลำดับโครงร่าง หรือแผนการสร้างที่ถูกใช้ใน พระธรรมปฐมกาล บทที่ 1 และ 2 เหตุผลในการนำมาเปรียบเทียบชี้ให้เห็น “อำนาจสิทธิขาด” (authority) แห่งพระปัญญา ยกตัวอย่างเช่นพระเจ้าทรงใช้พระปัญญาในการเนรมิตสร้าง และ พระปัญญาเป็นเครื่องมือเก่าแก่ที่สุด เก่ากว่าตัวจักรวาลเอง และมีความสำคัญต่อชีวิตยิ่ง ดังนั้นเราควรใช้ปัญญาในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำในชีวิต
              มีการมุ่งเน้นไปยังจุดเริ่มต้นของปัญญา คำแรกในบทกวีใช้คำว่า “องค์พระผู้เป็นเจ้า” (พระยาห์เวห์) ผู้ทรง”ประทานชีวิตให้” ปัญญา คำนี้ในภาษาฮีบรูคือ “qanah” ซึ่งแปลว่า “ครอบครอง” (possessed) พระธรรมฉบับนิวคิงเจมส์ (NKJV) แนะนำแนวคิดของ “การให้ชีวิตแก่” แทนที่จะเป็น “การสร้าง” (อ่านพระธรรม เฉลยธรรมบัญญัติ 32:6 ; ปฐมกาล 4:1) ถ้อยคำต่อไปเป็นคำที่ใช้ในหลักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการเนรมิตสร้าง คือคำว่า “reshit” (การเริ่มต้น) ซึ่งคำนี้จะพบได้ในพระคัมภีร์ข้อแรกของปฐมกาล “ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน” (ปฐมกาล 1:1)
              พระปัญญา เป็นของพระเจ้าแม้เมื่อก่อนจะทรงเนรมิตสร้างโลก “ชีวิต” แห่งพระปัญญา เริ่มแรกสุดมีแต่พระเจ้าทรงเป็นอยู่    พระองค์ “ทรงพระชนม์แต่เบื้องบรรพ์” นเครื่องม
              ดังนั้น “ปัญญา” ไม่ได้เริ่มต้นที่ตัวเรา แต่พระเจ้าทรงสำแดงแก่เรา เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้ บางสิ่งที่ถูกสอนแก่เรา ในเมื่อปัญญาไม่ได้เริ่มต้นที่มนุษย์ แน่นอนถ้าเราเดินในแสงสว่างของเราเองจึงเท่ากับการเดินในความมืด เราได้รับการบอกว่าพระเยซูทรงเป็น “ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้” (ยอห์น 1:9) และมนุษย์ ทุกคนต้องการแสงสว่างจากพระองค์

วันอังคาร   ความปิติยินดีในการเนรมิตสร้าง (สุภาษิต 8:30, 31)
              ในพระธรรม ปฐมกาล บทที่ 1 เราได้เห็นแต่ละขั้นในการเนรมิตสร้าง ซึ่งการสร้างจะปิดลงด้วยประโยคว่า “พระเจ้าทรงเห็นว่าความสว่างนั้นดี” (ปฐมกาล 1:4) (ดูข้อ10,12,18, 21, 25,31) และขั้นสุดท้าย (ปฐมกาล 1:31) บรรยายชัดเจนกว่า “พระเจ้าทรงทอดพระเนตรสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงสร้างไว้ ทรงเห็นว่าดีนัก” (ปฐมกาล 1:31) ในภาษาฮีบรูคำว่า “ดี” หมายถึง “ปิติยินดี” และยังเสนอแนะถึง “ความสัมพันธ์” ในตอนจบของสัปดาห์แห่งการเนรมิตสร้างว่าพระเจ้าทรงชื่นชมยินดีเต็มๆ ในการสร้างของพระองค์ (ปฐมกาล 2:1-3) วันสะบาโตเป็นเวลาแห่งการพักผ่อน ในทำนองเดียวกันบทกวีของเราปิดฉากลงด้วยปัญญาที่ทำให้เราชื่นชมยินดีในการเนรมิตสร้างของพระเจ้า
                อ่านสุภาษิต 8:30, 31 เหตุใดปัญญาจึงมีความปิติยินดี?
      
         ความชื่นชมแห่งปัญญาแสดงว่าพระเจ้าทรงชื่นชมยินดีเกี่ยวกับการเนรมิตสร้าง  ความชื่นชมนี้บังเกิดขึ้น “เป็นประจำวัน” ในแต่ละขั้นของการทรงสร้าง และ “ความยินดี” เป็นดุจมงกุฏสวมลงบนงานแห่งการสร้างโลก ซึ่งได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ ทั้งสิ่งไม่มีชีวิต และสิ่งมีชีวิต
              ในพระธรรมสุภาษิต 8:31 กล่าวว่า “เปรมปรีดิ์ในพิภพที่มีคนอาศัยของพระองค์ และปีติยินดีในบุตรชายของมนุษย์” ในตอนสิ้นสุดของสัปดาห์แห่งการเนรมิตสร้าง ในวันสะบาโต พระเจ้าทรงร่วมสัมพันธ์กับมนุษย์ ผลลัพธ์จากการพักผ่อนและความชื่นชมของพระเจ้า หลังจากงานสัปดาห์แห่งการทรงสร้าง พระเจ้าทรงมีความใกล้ชิดกับมนุษย์จากประสบการณ์ในวันสะบาโต: “มนุษย์ได้ปฏิบัติตามตัวอย่างของพระผู้สร้าง ในเวลาเดียวกันมนุษย์มองย้อนกลับไปตอนที่งานเนรมิตสร้างของพระเจ้าได้เสร็จลง  พระองค์ทรงชื่นชม ปิติยินดี และทรงพึงพอพระทัย ในทำนองนี้มนุษย์อาจพบความชื่นชมยินดีทั้งจากการทรงสร้างของพระเจ้า และในความรับผิดชอบของเขาในฐานะผู้ดูแลสิ่งที่พระองค์ได้ทรงเนรมิตสร้างไว้” จาก หนังสือของ เกอร์ฮาร์ด เอฟ. แฮสเซล ใน The Sabbath in Scripture and History, page 23
                อ่านพระธรรมโคโลสี 1:15-17 ; โคโลสี  2:3 ; วิวรณ์ 3:14 ;  ยอร์น 1:1-14. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับการเนรมิตสร้างของพระเยซู? เหตุใดงานในฐานะพระผู้สร้างของพระองค์จึงมีความสำคัญมาก สำหรับความเข้าใจบทบาทของพระองค์ในฐานะทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา?

วันพุธ    ความดีของปัญญา  (สุภาษิต 8:32-36) 
                อ่านพระธรรม สุภาษิต 8:32-36. ข่าวสารเรื่อง “ชีวิต และ ความตาย” อะไรถูกให้ไว้ตรงนี้?
              คำในภาษฮีบรูที่แปลว่า “อวยพร” หมายถึง “สุข , สบาย, เบิกบานใจ” ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้คำว่า “อวยพร” เชื่อมโยงกับสองแนวคิด แนวคิดแรกพรรณนาถึงการกระทำ: “บุตรชายของเราเอ๋ย บัดนี้จงฟังเรา บรรดาผู้ที่รักษาทางของเราก็อยู่สุขสงบ” (สุภาษิต 8:32) ภาษาเดียวกันถูกใช้ใน พระธรรมสดุดี 119:1, 2 เกี่ยวกับบัญญัติ “บรรดาผู้ที่ดีรอบคอบในทางของเขาก็เป็นสุข คือผู้ที่ดำเนินตามพระธรรมของพระเจ้า ผู้ที่รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์ก็เป็นสุข คือผู้ที่แสวงหาพระองค์ด้วยสุดใจ” 
              แนวคิดที่สองพรรณนาถึงท่าความรู้สึก: “ผู้ใดที่ฟังเรา ก็เป็นสุข คือเฝ้าอยู่ที่ประตูรั้วของเราทุกวัน และคอยอยู่ข้างประตูบ้านของเรา” (สุภาษิต 8:34) ในทั้งสองกรณีต้องใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง เป็นการไม่เพียงพอที่จะค้นพบเส้นทางที่ถูก แต่เราจะต้อง “รักษามันไว้” เป็นการไม่เพียงพอจะฟังพระวจนะของพระเจ้า เราจะต้อง “เฝ้าระวังทุกวัน” และปฏิบัติตามสิ่งที่เราทราบ ดังพระเยซูทรงตรัสว่า “แต่คนทั้งหลายที่ได้ยินพระวจนะของพระเจ้า และได้ถือรักษาพระวจนะนั้นก็เป็นสุข” (ลูกา 11:28)
              “เราพบความสุขเที่ยงแท้โดยการเดินในวิถีของการเชื่อฟัง หรือการละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้า? การดำรงชีวิตของพระคริสต์ชี้ไปยังแหล่งแห่งความสุข และจะได้รับความสุขนั้นอย่างไร.....ถ้าคริสเตียนอยากจะมีความสุขจริง พวกเขาควรทำหน้าที่ของพวกเขาอย่างเต็มไปด้วยความยินดี ทำงานอย่างซื่อสัตย์ขณะหล่อหลอมดวงใจของพวกเขา และดำเนินชีวิตตามตัวอย่างของพระเยซู” จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “My Life Today, page 162
                ความสุขอาจเป็นสิ่งยากจะพบ หรือพบแล้วก็ยากจะเก็บรักษาไว้ เรายิ่งมุ่งมั่นหา อาจจะยากกว่าที่จะได้รับมัน เหตุใดการซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าไม่ควรจะตั้งธงไว้ว่า “ความสุข” เป็นสิ่งสำคัญสุดที่เราจะได้รับ? สิ่งใดจะนำความสุขเที่ยงแท้มาให้เรา (และเหตุใด) การแสวงหาความสุข หรือ การแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าก่อน ควรจะเป็นสิ่งแรกในชีวิตของเรา?

วันพฤหัสบดี   อันหนึ่งอันใด / หรือ (สุภาษิต 9:1-6):

              ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิต บทที่ 9 หนุนใจผู้อ่านของท่านให้ทำการเลือกระหว่างการดำเนินชีวิตสองรูปแบบ: ปํญญาหรือ ความเขลา พระธรรมสุภาษิตบทที่ 9 หกข้อแรก (ข้อ 1-6) และหกข้อหลัง (ข้อ 13-18) มีความสมดุลกันเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างสองกลุ่มซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกัน

              เปรียบเทียบ พระธรรมสุภาษิต 9:1-6 และ สุภาษิต 9:13-18. มีอะไรแตกต่างกันระหว่าง ปัญญา และความโง่เขลา?
              1.  ปัญญาเป็นสิ่งดีมาก เพราะปัญญามีส่วนร่วมในการเนรมิตสร้าง ในพระธรรมสุภาษิต 9:1-3 ฉบับภาษาอังกฤษ มีคำกริยา (verbs) 7 ตัวในการพรรณนาถึง การกระทำของปัญญา เท่ากับหล่อนใช้เสา 7 ต้นในการสร้าง (ข้อ1) ซึ่งแนะนำถึง 7 วันแห่งการเนรมิตสร้าง แต่คนโง่ (เขลา) ไม่เหมือนคนมีปัญญา นั่งเฉยๆไม่ทำการอะไร คนโง่แสร้งทำตัวเป็นใครบางคน ซึ่งที่จริง “หล่อนเป็นหญิงโง่ และไม่รู้เรื่องราวใดๆ” (ข้อ 13)
              2.  ปัญญา และ ความโง่เขลา ร้องเรียกไปยังบุคคลเดียวกัน (อ่านข้อ 4 และ 16) แต่พวกเขาให้อะไรแก่แขกของพวกเขาซึ่งแตกต่างกันมาก ปัญญาเชิญให้แขกของหล่อนรับประทานขนมปัง และเครื่องดื่ม ที่หล่อนได้เตรียมไว้แล้ว (ข้อ 5) แต่หญิงโง่ไม่เสนออะไรให้แขกรับประทาน หรือดื่ม หล่อนเพียงแค่คุยโตเกี่ยวกับอาหารที่ขโมยมา (ข้อ 17)
              3.  ปัญญาเรียกเราให้หยุดการเป็นคนโง่เขลา และดำรงชีวิตอยู่ ส่วนหญิงโง่เหมือนมี “ความอดกลั้น” มากกว่า หล่อนไม่เรียกร้องให้เราหยุดทำสิ่งผิด แต่ผลลัพธ์คือความตาย เหล่าผู้ติดตามปัญญาจะเติบโตแข้มแข็งขึ้นในฝ่ายจิตวิญญาณ พวกเขาจะ “ดำเนินในทางของความรอบรู้นั้น" (ข้อ 6) เหล่าผู้ติดตามความโง่จะไม่มีวันเติบโต พวกเขาจะ “ไม่ทราบ” ว่าอะไรคือสิ่งที่จริง และดี  (ข้อ 18)
                อ่านพระธรรม สุภาษิต 9:7-9. ชายที่มีปัญญา และ คนชั่วร้ายตอบต่อคำสั่งสอนเรื่องปัญญาอย่างไร? มีอะไรทำให้คนฉลาด ฉลาดกว่าคนชั่วร้าย?
              กุญแจไขสู่ปัญญาคือการเป็นคนถ่อมใจ คนมีปัญญาคือคนที่ถ่อมใจลง และรับเอาคำสั่งสอนด้วยดวงจิตที่เปิดออก ปัญญามายังบุคคลที่เป็นเหมือนเด็ก ซึ่งรู้สึกตัวว่าตนต้องเติบโตเท่านั้น นี่คือสาเหตุพระเยซูทรงสอนว่า “เรากล่าวความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าพวกท่านไม่กลับใจเป็นเหมือนเด็กๆ ท่านจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ไม่ได้เลย” (มัทธิว 18:3)

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
              “จอมกษัตริย์ผู้ครอบครองจักรวาล ไม่ทรงโดดเดี่ยวในการดีของพระองค์ พระองค์ทรงมีผู้ร่วมงานผู้มองเห็นคุณค่าในพระประสงค์ของพระองค์ หุ้นส่วนของพระองค์อาจแบ่งปันความชื่นชมยินดีในการมอบความสุขให้มนุษย์ผู้ถูกสร้างขึ้น พระวจนะตอนนี้กล่าวว่า “ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า” (ยอห์น 1:1, 2) พระคริสต์ พระวจนะ ทรงเป็นบุตรองค์เดียวของพระเจ้า พระองค์ทรงอยู่กับพระบิดามาแต่เบื้องบรรพ์ พระองค์ทรงมีธรรมชาติ และพระอุปนิสัย และพระประสงค์เป็นหนึ่งกับพระบิดา เป็นองค์เดียวที่สามารถเข้าร่วมปรึกษา และตัดสินพระทัยร่วมกับพระบิดา....และพระบุตรทรงประกาศเกี่ยวกับพระองค์เอง: “พระเจ้าได้ประทานกำเนิดแก่เราแล้ว เมื่อพระองค์ทรงเริ่มงานของพระองค์ คือเป็นสิ่งแรกในบรรดาพระราชกิจโบราณของพระองค์ เราถูกสถาปนาไว้.... ก่อนที่พระองค์ทรงสร้างแผ่นดินโลกทั้งไร่นา หรือก่อนผงคลีแรกของพิภพ เมื่อพระองค์ทรงสถาปนาฟ้าสวรรค์เราอยู่ที่นั่นแล้ว เมื่อพระองค์ทรงลากเส้นรอบวงบนพื้นมหาสมุทร ..เมื่อพระองค์ทรงปักผังรากฐานของพิภพ เราอยู่ข้างพระองค์แล้ว เหมือนอย่างนายช่าง เราเป็นความปีติยินดีประจำวันของพระองค์  เปรมปรีดิ์อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เสมอ” (สุภาษิต 8:22-30)  จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ”  หน้า 34

คำถามเพื่อการอภิปราย
1   เหตุใดความเชื่อในเรื่องการเนรมิตสร้างโลกในพระธรรมปฐมกาล เป็นพื้นฐานปัญญาของพระคัมภีร์   และเหตุใด “ทฤษฎีวิวัฒนาการ” จึงแตกต่างกันมากจากพระคัมภีร์?


2.  ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า “ปัญญาแท้” เป็นบางสิ่งเราไม่สามารถทำด้วยตัวเราเอง เพราะปัญญาต้องได้รับการสำแดงแก่เราโดยพระเจ้า มีตัวอย่างในความจริงสำคัญอะไร ซึ่งเราจะไม่มีวันทราบถ้าเราไม่ได้รับจากพระเจ้า? ยกตัวอย่างเช่น เราจะทราบเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์บนไม้กางเขน   และไม้กางเขนเสนออะไรให้เรา   ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้จากพระคัมภีร์? แล้วเราจะรู้เรื่องวันที่เจ็ดว่าเป็นวันสะบาโต   หรือ รู้เรื่องการเสด็จกลับมาครั้งที่สองอย่างไร   ถ้าไม่ใช่จากพระคัมภีร์?
 
3.  พระเจ้าทรงดำเนินงานอย่างไร ตามที่แสดงให้เห็นในปฐมกาล บทที่ 1 พิสูจน์ความจริงที่ว่า “ความดีไม่อาจผสมผสานเข้ากับความชั่วได้?
 
4.  การที่พระเจ้าทรงชื่นชมยินดีในการทรงเนรมิตสร้าง ช่วยเราให้เข้าใจว่า เราสามารถมีประสบการณ์ที่ลุ่มลึกกว่า และรุ่มรวยกว่าในเรื่องวันสะบาโตได้อย่างไร?  
                  

                                       ********************
 
 
 
 
 
บทที่  5
                                         พระพรของผู้ชอบธรรม
                                         24 - 30  มกราคม  2015


บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
: สุภาษิต 10:1-14; มัทธิว 19:19; สุภาษิต บทที่ 11-12; ยอห์น 3:16; สุภาษิต บทที่ 13.

ข้อควรจำ      “พระพรอยู่บนศีรษะของผู้ชอบธรรม แต่ความทารุณท่วมปากคนชั่วร้าย”   (สุภาษิต 10:6) 

                เหมือนชื่อของบทนี้ บทเรียนนี้มองไปที่พระพรของคนชอบธรรม คำในภาษาฮีบรู “zaddig” หมายถึง “ความชอบธรรม” หรือ “ความซื่อสัตย์” ซึ่งถือว่าถ้อยคำนี้เป็น “กุญแจ” สำหรับข้อควรจำของเรา      อย่างไรก็ตามคำเดียวกัน แต่ในอีกรูปหนึ่งคือ “Zedeq” หมายถึง “ความยุติธรรม” ซึ่งคำนี้ปรา กฎในคำนำของพระธรรมสุภาษิตทั้งเล่ม : “สุภาษิตของซาโลมอน ...ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ เพื่อให้บรรลุปัญญาและมีวินัย เข้าใจถ้อยคำแห่งความรอบรู้  รับคำสั่งสอนในเรื่องการกระทำที่ฉลาด ในเรื่องความชอบธรรม ความยุติธรรม (zedeq) และความเที่ยงธรรม” (สุภาษิต1:1-3) สิ่งที่พระธรรมสุภา- ษิตกำลังบอกเรามีว่า “ปัญญาคือความชอบธรรม” และความชอบธรรมหมาย ถึงการดำเดินสอดคล้องกับพระบัญชาของพระเจ้า และหมายถึงการได้เดินไปในความเชื่อ และเชื่อฟังในสิ่งที่พระเจ้าทรงขอเราให้“เป็น” และ “ทำ” ความชอบธรรมเป็นของประทานมาแต่พระเจ้า ส่วนความโง่เขลา และความไม่ซื่อสัตย์นั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ปัญญาคือความยุติธรรม หรือ ความ ชอบธรรม แต่ความโง่เขลาคือความบาป และความชั่วร้าย ในข้อพระคัมภีร์ที่เราจะศึกษา ความแตกต่างระหว่างสองสิ่งนั้นชัดเจน

วันอาทิตย์   ความชอบธรรม เป็นชีวิตที่สมบูรณ์  (สุภาษิต 10:1-7)
              อ่าน พระธรรม สุภาษิต 10:1-7 มีหลักการอะไรเกี่ยวกับชีวิต และความเชื่อที่แสดงให้เห็นตรงนี้
              มีเรื่องเล่าถึงชายคนหนึ่ง ขณะที่เขานั่งไปในเรือ ได้ทำการเจาะพื้นเรือตรงใต้ที่นั่งของเขา คนที่นั่งไปด้วยกันห้ามเขาว่า “หยุดเจาะเดี๋ยวนี้นะ” แต่เขาตอบว่า “นี่ไม่ใช้กงการอะไรของคุณ ผมกำลังเจาะใต้ที่นั่งของผม!”  นับ เป็นคำตอบโง่เขลาสิ้นดี ซึ่งบ่อยครั้งเป็นข้อแก้ตัวของคนบาปสำหรับการทำบาปของพวกเขา    หรือไม่ เขาหรือหล่อนอาจตอบว่า “นี่เป็นชีวิตของผม หรือของฉัน มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับคุณ    แน่นอน  “สิ่งใดที่พวกเราทำ หรือไม่ได้ทำ มีอิทธิพลต่อผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเรา  ใครเล่าที่ไม่รู้สึกถึงผลจากการกระทำของคนอื่น ไม่ว่าการกระทำดี หรือชั่ว?
              หลักการของ “ความเป็นหนึ่ง” ระหว่างฝ่ายจิตวิญญาณ หรือชีวิตชอบธรรม และชีวิตฝ่ายกายหรือทางโลกซึ่งได้อภิปรายในข้อ 3-5 แนวคิดหลักคือ การทำความชั่วร้าย  จะไม่คุ้มค่าเลย   แม้ว่าคนนั้นจะร่ำรวยขนาดไหนก็ตาม  ส่วนแนวคิดที่สองคือ “ความชอบธรรมจะได้รางวัลเสมอ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้คนนั้นจะยากจนเข็ญใจในโลกนี้
              ในข้อ 6 และ 7 เราพบว่าตรงนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของสิ่งที่พระเยซูทรงตรัสเกี่ยวกับว่า “การมีตัณหา” คือการล่วงประเวณี และความเกลียดชังเป็นอย่างเดียวกับการฆาตกรรม การซ่อนความเกลียดชังแฝงไว้ในคำพูดของเรา  ไม่ได้ผลเสมอไป ความคิดชั่วร้ายบ่อยครั้งจะแสดงออกมาด้วยภาษากายและน้ำเสียงของเรา วิธีที่ดีที่สุดที่จะให้เข้ากับคนอื่นได้ต้องเริ่มที่  “เจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง” (เลวีนิติ 19:18 เปรียบเทียบกับ มัทธิว 19:19) เหมือนที่ข้อพระคัมภีร์ให้คำแนะนำไว้ “ความรู้สึกประทับใจ” ที่คุณให้กับคนอื่น สามารถเป็นอิทธิพลด้านบวกในชีวิตของพวกเขา และชีวิตของคนใกล้ชิด สรุปแล้วคือไม่เป็นการดีกว่าหรือที่จะมี “ชื่อเสียงดี” มากกว่า “ชื่อเสียงเสีย”
                มีการตัดสินใจสำคัญอะไรที่คุณจะต้องทำในไม่ช้านี้? ถ้าคุณยังไม่ได้ทำการตัดสินใจ จงคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบเกี่ยวกับอิทธิพลที่จะเกิดกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นด้านดี หรือเลว?
 
วันจันทร์   ปากของคนชอบธรรม (สุภาษิต 10:11-14)
              ในพระธรรมสุภาษิต ปาก (รวมส่วนของปาก คือริมฝีปาก และลิ้น) ถือว่าเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดของร่างกาย        พระธรรมสุภาษิต ฉบับภาษา อังกฤษ “นิวคิงค์เจมส์”     คำว่า “ปาก”   ถูกใช้ถึง 50 ครั้ง   คำว่า  “ริมฝีปาก” เกิดขึ้น 41 ครั้ง    และ “ลิ้น” 19  ครั้ง    ผู้คนใช้อวัยวะส่วนนี้ในการพูดจา สนทนา   ถือว่าเป็นหัวข้อที่สำคัญมากใน พระธรรมสุภาษิต บทที่ 10 - 29
              พื้นฐานของหัวข้อมีความสำคัญ: ถ้อยคำของเราทรงพลังมาก ไม่ว่าจะในด้านดี หรือ ด้านเลว ลิ้นสามารถเป็นของขวัญดีที่สุด หรือเลวที่สุดซึ่งเราได้รับมา ความเข้าใจเกี่ยวกับลิ้นเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดในพระธรรมสุภาษิต ปากให้ชีวิตและมันอาจนำความตายมาให้ได้เช่นกัน
 
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 10:11-14     มีอะไรแตกต่างกันระหว่าง คนชอบธรรมพูด และคนโง่เขลาพูด?
              ใน พระธรรมสุภาษิต 10:11 “ปากของคนชอบธรรมเป็นบ่อน้ำชีวิต”  ในเชิงสัญลักษณ์ “บ่อน้ำแห่งชีวิต” บ่อหมายถึงสิ่งที่ดีต่างๆของปัญญา ในเวลาเดียวกันชี้ไปยังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพลงสดุดี 36:9  ซึ่งกล่าวว่า “เพราะธารน้ำพุแห่งชีวิตอยู่กับพระองค์”  ภาพพจน์อย่างเดียวกันถูกใช้เกี่ยวกับพระวิหาร ซึ่งกล่าวว่า “และดูเถิด มีน้ำไหลออกมาจากใต้ธรณีประตูพระวิหาร ตรงไปทางทิศตะวันออก” (เอเสเคียล 47:1, 2) พระเยซูทรงใช้สัญลักษณ์นี้แสดงให้เห็นของพระทานแห่งพระวิญญาณว่า “แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 4:14) ดังนั้นการเปรียบเทียบปากของคนชอบธรรมว่าเป็น “บ่อน้ำแห่งชีวิต” ชี้ตรงไปยังพระเจ้า
              สิ่งสำคัญเกี่ยวกับปากคือ ปากเป็นของประทาน “ด้านบวก” ของชีวิต นี่ควรได้บอกเราถึง “หน้าที่” ของปากว่าควรใช้ไปในทางใด มันควรถูกใช้สำหรับบางสิ่งที่ดี ไม่ใช่เลว เพราะมันให้ชีวิตไม่ใช่ความตาย พระธรรมยากอบ 3:2-12 กล่าวเกี่ยวกับปากไว้อย่างเดียวกัน
              พระธรรมฮีบรู บันทึกว่า “ทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์” (ฮีบรู 1:3) พระธรรมปฐมกาลกล่าวว่า พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลกด้วยพระดำรัสของพระองค์ ที่นี่ในพระธรรมฮีบรู พระเจ้าทรงผดุงโลกไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์ ดังนั้นถ้อยคำของเราควรใช้เพื่อการสร้างสรรค์ และความประสงค์ในด้านบวกเท่านั้น
                ลองคิดดูว่าถ้อยคำนั้นทรงพลังเพียงใด ด้วยถ้อยคำของคุณ คุณสามารถเติมผู้คนด้วยความเชื่อ   ส่งเสริมกำลังใจ   และ ให้ความหวัง หรือไม่คุณสามารถสร้างความเสียหาย หรือทำลายพวกเขา ซึ่งไม่ต่างกันนักกับที่คุณโจมตีเขาฝ่ายร่างกาย เหตุนี้คุณจะต้องระมัดระวังเพียงใดในการใช้ลิ้นของคุณเพราะมันมีอำนาจมากนัก?

วันอังคาร   ความหวังของผู้ชอบธรรม   (สุภาษิต บทที่ 11)
              “ความสัตย์ซื่อของคนที่เที่ยงธรรมย่อมนำเขา แต่ความคดโกงของคนทรยศย่อมทำลายเขา” (สุภาษิต 11:3) มีข้อพิสูจน์อะไรว่าพระคัมภีร์ข้อนี้เป็นจริง?  มีตัวอย่างอะไรที่คุณได้เห็น หรือได้ยินเกี่ยวกับ ความจริงฝ่ายจิตวิญญาณ? หรืออีกนัยหนึ่งมีสิ่งใดที่คุณได้เห็น   สอนให้คุณรับเอาพระคัมภีร์ข้อนี้โดยความเชื่อ?
                อ่านพระธรรมสุภาษิต บทที่ 11 ซึ่งกล่าวถึงหลายหัวข้อ และบางหัวข้อนำพรยิ่งใหญ่มาให้ผู้มีความซื่อสัตย์? และมีอะไรเกิดขึ้นกับคนชั่วร้าย?

              ข้อพระคัมภีร์ “เพราะว่าเราไม่ได้เห็นแก่สิ่งของที่เรามองเห็นอยู่ แต่เห็นแก่สิ่งของที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งของซึ่งมองเห็นอยู่นั้นเป็นของไม่ยั่งยืน แต่สิ่งซึ่งมองไม่เห็นนั้นก็ถาวรนิรันดร์” (2 โครินธ์ 4:18) สร้างความเชื่อที่รู้สึกสัมผัสได้ ช่วยการหนุนใจผู้ชอบธรรมให้ดำเนินในทางที่ถูกต้อง เพราะว่าความหวังของพวกเขาอยู่ในอนาคต ผู้ชอบธรรมจะมีความถ่อมใจ มีความซื่อสัตย์ และมีความเมตตากรุณา
              ในทางกลับกัน  คนชั่วใช้ชีวิตเพียงปัจจุบัน  พวกเขาจะสนใจเฉพาะสิ่งพวกเขามองเห็น และที่จะเป็นรางวัลของโลก  พวกเขาคิดถึงแต่พวกเขาเองก่อนคนอื่น   จะทั้งโกหก และเอาเปรียบผู้คน   ยกตัวอย่างผู้ขายสินค้าบางคน จะใช้เล่ห์กล หรืออุบายเอาเปรียบลูกค้าของพวกเขา พวกเขาอาจได้กำไรงามในเวลาอันสั้นจากการขายของแพงแต่ในที่สุดพวกเขาเสียลูกค้าไป และธุรกิจของเขาอาจล้มเหลว (สุภาษิต 11:3, 18)
                คิดเกี่ยวกับการตัดสินใจบางอย่างที่คุณจะต้องทำ และคุณจะใช้แนวทางใดในการตัดสินใจ คุณวางแผนระยะยาวเพียงใด (อย่างในสิ่งชั่วนิรันดร์) จะมีอิทธิพลต่อการเลือกของคุณอย่างไร?
 
 วันพุธ    ความจริงของผู้ชอบธรรม  (สุภาษิต บทที่ 12)
                อ่านพระธรรม สุภาษิต บทที่ 12   ให้ความสนใจหัวข้อ  ที่กล่าวถึง “การบอกความจริง” หรือ “การบอกความเท็จ”   มีข่าวสารอะไร ที่เราพบตรงนี้เกี่ยวกับ “ความซื่อสัตย์” และ “การพูดเท็จ” ?
              นักปรัชญาชื่อซิสเซลา โบค ได้แสดงให้เห็นว่าคนหนึ่งจะต้อง “พูดโกหก” แค่ไหนจึงจะเป็นการทำร้ายผู้คน หล่อนเขียนว่า “ในสมาคมแห่งหนึ่งสมาชิกบางคนไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างข่าวสารจริง และข่าวสารเท็จ สมาคมลักษณะนี้ในที่สุดจะสลายตัวไป” จาก Lying : Moral (Right or Wrong) Choice in Public and Private Life” page 19 “โบค” ยกข้อเขียนของออกัสติน นักคิดนักเขียนมีชื่อของคริสเตียน ซึ่งเกิดในปี ค.ศ. 354 มากล่าวไว้ในหนังสือของหล่อนว่า “เมื่อความจริงถูกทำให้แตกหักไป หรือแม้แต่ทำให้มีความอ่อนลงเพียงเล็กน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างจะยังคงเป็นความสงสัย” หนังสือเล่มเดียวของ “โบค” (ในย่อหน้าก่อน) หน้า 15 
              เอลเลน จี. ไว้ท์ เขียนไว้ว่า “ริมฝีปากกล่าวเท็จเป็นที่น่าขยะแขยงของพระเยซู พระองค์ทรงประกาศที่หน้าประตูเมืองบริสุทธิ์ว่า “สิ่งใดที่เป็นมลทิน หรือผู้ใดที่ประพฤติเป็นที่น่าสะอิดสะเอียน หรือพูดมุสาจะเข้าไปในนครไม่ได้เลย” (วิวรณ์ 21:27) อย่าให้ความจริงถูกบิดเบือนด้วยคำเท็จ แต่ให้ความจริงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต อย่าทำความจริงให้ติดแน่นก็ได้ หรือ หลวมก็ได้ อย่ากล่าวเท็จเพื่อให้ลงตัวกับแผนที่เห็นแก่ตัว ซึ่งจะทำให้ความเชื่อของบางคนเป็นเหมือนเรืออับปาง ...เหล่าผู้กล่าวเท็จขายวิญญาณของเขาในตลาดขายของเลหลัง การโกหกของเขาดูเหมือนช่วยแก้สถานการณ์ ได้ และดูเหมือนเขาทำกำไรให้กับธุรกิจ ซึ่งเขาจะไม่ได้กำไรหากใช้ความตรงไปตรงมา แต่ในที่สุดเขาจะไปถึงจุดที่เขาไม่สามารถจะไว้วางใจใครได้ เพราะเมื่อเขายังชอบโกหก เขาจึงไม่อาจไว้วางใจถ้อยคำของคนอื่นได้” จาก หนังสือของเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “My Life Today, page  331
              ตรงนี้คืออีกความคิดหนึ่ง: ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนที่โกหก บางคนที่คุ้นเคยกับการโกหกจะกล่าวโกหกอีกครั้งก็ไม่กวนใจพวกเขา แต่หลายคนจะรู้สึกผิด รู้สึกอาย เมื่อพวกเขากล่าวโกหก ซึ่งนั่นก็ดีสำหรับพวกเขา เพราะหมายความว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กำลังทำงานในจิตใจของพวกเขา
              แต่ให้คิดเกี่ยวกับอันตรายสำหรับบุคคลที่ฟังคำโกหกของพวกเขา และไม่คิดทบทวนเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาได้ยิน
                คุณกล่าวโกหกครั้งสุดท้ายเมื่อไร?  คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อคุณได้กล่าวเท็จออกไป?
 
วันพฤหัสบดี   รางวัลของผู้ชอบธรรม (ยอห์น 3:16)
              ในพระธรรมสุภาษิต คำสั่งสอน และคำสอนส่วนมากให้ไว้ด้วยการชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนสองประเภทอย่างชัดเจน เช่น “คนมีปัญญาทำอย่างนี้ คนโง่เขลาทำอย่างนั้น” “คนที่ดำเนินตามพระเจ้าทำอย่างนี้ คนชั่วร้ายทำอย่างนั้น”
              ความจริงมีว่าบ่อยครั้งเรามีปัญญานิด และมีความโง่หน่อยในตัวเราทุกคน ยกเว้นองค์พระเยซู แต่เราทุกคนล้วนเป็นคนบาป เพราะว่า “ทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (โรม 3:23) สิ่งดีที่สุดคือพระสัญญาอันอัศจรรย์ในพระคัมภีร์ข้อถัดไป “แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว” (โรม 3:24)
              ในวันจะสิ้นสุดประวัติศาสตร์โลก มนุษย์ทั้งมวลจะถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม: กลุ่มที่จะได้รับความรอด และกลุ่มกำลังจะพบกับความพินาศ
              อ่านพระธรรม ยอห์น 3:16 มีการเลือกอยู่สองทางที่มนุษย์ทั้งปวงจะต้องเผชิญ?     อ่านพระธรรมสุภาษิตบทที่ 13 บทนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างกันชัดเจนในประสบการณ์ของผู้ชอบธรรม และชะตาชีวิตของคนชั่วร้าย?
                คนมีปัญญาเป็นดุจตะเกียงจุดส่องสว่างตลอดเวลา แต่คนชั่วจะเป็นเหมือนตะเกียงถูกเป่าให้ดับ (สุภาษิต 13:9) คนมีปัญญาจะชื่นชมในผลดีจากงานของเขา หรือของหล่อน แต่ในวาระสุดท้ายคนชั่วจะได้รับสิ่งเลวร้าย (ข้อ 2, 25) ผ่านทางลูกๆ ของพวกเขา คนมีปัญญามีอนาคตดีกว่าที่พวกเขาคาดคิดไว้ ขณะคนชั่วจะละทิ้งทรัพย์สินของพวกเขาแก่คนแปลกหน้า หรือ แม้แต่ให้แก่คนชอบธรรม (สุภาษิต 13:22)
              จุดที่ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตสรุปตรงนี้คือ ชีวิตแห่งความเชื่อ และการเชื่อฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า ดีกว่าชีวิตของคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง และโง่เขลา

              ไม่เพียงแต่พระสัญญาแห่งชีวิตชั่วนิรันดร์เท่านั้น แต่ ยังมีพรอะไรอีกในปัจจุบัน คือรางวัล วัน-ต่อ-วัน ซึ่งคุณมีประสบการณ์ผ่านการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อในองค์พระคริสต์?
 
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม

              “ไม่เป็นการเพียงพอจะรับเอาพระเยซูเป็นเจ้าแห่งชีวิต และมีชื่อของเราถูกบันทึกไว้ในสมุดรายชื่อสมาชิกโบสถ์.....ไม่ว่าความเชื่อของเราจะอยู่ในระดับใด จะไม่มีความหมายอะไรถ้าเราไม่ได้สำแดงพระคริสต์ในสิ่งทั้งปวงที่เราทำ” จากหนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “Christ’s Object Lessons, pages  312, 313.
              “การหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในใจมนุษย์ในสมัยของพระคริสต์ คือความชอบธรรมที่ปราศจากความจริง   ในประสบการณ์ทั้งปวงของมนุษย์ และความรู้ทั้งสิ้นในความจริง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เพียงพอที่จะช่วยมนุษย์ให้รอดได้...บทมืดมิดที่สุดในประวัติศาสตร์คริสตจักรเต็มไปด้วยอาชญากรรม ซึ่งกระทำโดยกลุ่มคริสเตียนที่มีอคติ หรือถูกชักนำไปในทางผิด....อันตรายอย่างเดียวกันยังอยู่ตรงนี้สำหรับเรา คนจำนวนไม่น้อยคิดเอาเองว่าพวกเขาเป็นคริสเตียน  เพียงเพราะพวกเขาเชื่อในหลักคำสอนบางข้อ แต่พวกเขาไม่ได้นำเอาคำสอนนั้นมาปฏิบัติในชีวิตจริง...ผู้คนอาจอ้างว่าเชื่อในความจริง แต่ความเชื่อไม่ได้ทำให้พวกเขาเอาจริงเอาจัง   ชีวิตไม่มีความเมตตากรุณา ไร้ความอดกลั้นอดทน ไม่มีดวงจิตอย่างชาวสวรรค์   อย่างนี้จะเป็นการแช่งสาปสำหรับพวกเขามากกว่า และจากอิทธิพลการดำเนินชีวิตของพวกเขา  จะกลายเป็นการแช่งสาปแก่ชาวโลก
              “ผู้ชอบธรรมซึ่งรับเอาคำสอนของพระคริสต์ไปปฏิบัติ ได้ร้อยดวงใจ และชีวิตเข้ากับน้ำพระทัยของพระเจ้า” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน”  หน้า 309

คำถามเพื่อการอภิปราย

  1  อภิปรายว่า “การตัดสินใจ” ของเรามีอิทธิพลด้านดี หรือด้านเลวต่อคนอื่นอย่างไร เหตุใดนี่จึงเป็นข้อมูลความจริงอย่างหนึ่งของชีวิต? ความจริงนี้ได้ถูกแสดงให้เห็นครั้งแรก  ในเรื่องการล้มลงในความบาป  และแม้จนวันนี้อิทธพลในการเลือกของอาดัม เอวายังรู้สึกได้ในชีวิตของเราแต่ละคน  มันอาจกำลังทดลองให้เราพยายามวัดจำนวนความดี และความเลวในการตัดสินใจของเรา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องเสี่ยง เพราะว่าบ่อยครั้งเราไม่ทราบถึงอิทธิพลในการเลือกของเรา นี้เป็นเหตุผลว่าเหตุใดเราต้องเลือกทำแต่สิ่งที่ถูก?

 2.  พระธรรมสุภาษิตทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างความชอบธรรม และความโง่เขลาชัดเจน จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เราเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ถูก และผิด แต่เหตุใดเราต้องระมัดระวังในการตัดสินว่าใครเป็นคนโง่? อีกประการหนึ่งบ่อยครั้งเพียงใดเราถูกหลอกโดยผู้อ้างตัวว่าเป็นคนชอบธรรม แต่จริงๆแล้วไม่ใช่?  
              
                                         *******************
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่  6
สิ่งคุณได้รับไม่ใช่สิ่งที่คุณมองเห็น
                                  31 มกราคม - 6 กุมภาพันธ์  2015
 
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
: สุภาษิต บทที่14; ดาเนียล 7:25 ; มาระโก 12:30, 31 ; สุภาษิต 15:3 ; อิสยาห์ 5:20 ; สุภาษิต บทที่ 15 ;
มัทธิว 20:26-28.
 
ข้อควรจำ     “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา”  (สุภาษิต 14:12)

             เหมือนอัครทูตเปาโลได้กล่าวไว้ “เพราะว่าบัดนี้เราเห็นสลัวๆ เหมือนดูในกระจก” (1 โครินธ์ 13:12)  เรามองเห็นแต่เพียงส่วนเล็กน้อย   และที่เราเห็นบ่อยครั้งผ่านมาทางเครื่องกรองในดวงจิตของเราเอง  โดยทางสายตา, หูและส่วนประสาทอื่นๆ ของเรา    จึงทำให้เราได้ยิน และได้เห็นทัศนคับแคบ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงทั้งหมดที่มีอยู่
              เราสามารถถูกหลอกเกี่ยวกับโลก และเกี่ยวกับตัวเราเองเช่นกัน ความฝันของเรา ความคิดของเรา และความเห็นของเราสามารถให้แนวคิดที่บิดเบือนในสิ่งเป็นจริงได้มาก และในกระบวนการโกหกทั้งหมดที่เราเชื่อ นั่นอาจเป็นเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด
              ถ้าอย่างนั้นเราต้องทำอะไร เพื่อปกป้องตัวเราเองจากการถูกหลอก? พระธรรมสุภาษิตให้คำแนะนำพื้นฐานแก่เราว่า      เราไม่ควรไว้วางใจตัวเราเอง เหมือนที่คนโง่ทำ แทนที่จะทำเช่นนั้นเราควรไว้วางใจในองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงควบคุมเหตุการณ์ทั้งปวง แม้เมื่อมันมองดูเหมือนจะไปทางผิด ในช่วงสั้น เราจำเป็นต้องดำรงชีวิตโดยความเชื่อ ไม่ใช่จากสิ่งที่เรามองเห็น ทั้งนี้เพราะ สิ่งที่เราเห็นสามารถหลอกเราได้   สิ่งที่เราเห็นสำแดงออกเพียงส่วนเล็กๆ ของสิ่งที่เป็นจริง   แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นส่วน “เล็กๆ” ที่ว่าบ่อยครั้งบิดเบือนไปจากสิ่งเป็นจริง

วันอาทิตย์   ความแน่นอนของคนโง่  (สุภาษิต 14)
              อ่าน พระธรรมสุภาษิต บทที่ 14 บทนี้กล่าวอะไรเกี่ยวกับคนโง่?
              “คนโง่พูดอย่างคนหยิ่ง” (สุภาษิต 14:3) สิ่งแรกที่พูดเกี่ยวกับคนโง่คือ “การพูดด้วยความหยิ่ง” ของเขาแนวคิดเรื่อง “ไม้เรียว” เชื่อมโยงกับริมฝีปากของคนโง่ ซึ่งเสนอแนะว่าเขาจำเป็นต้องได้รับการลงโทษในภายหลัง ความคิดยิ่งผยองของคนโง่นำไปสู่การพูดโพล่งผ่านริมฝีปากออกมา ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่อย่างเดียวกับริมฝีปากของคนมีปัญญาซึ่งได้รับการปกป้องไว้ (อ่าน พระธรรม ดาเนียล 7:8 ด้วย)
              “คนโง่หัวเราะเยาะคนมีปัญญา”  (สุภาษิต 14:6-9)  คนโง่ดูเหมือนมองหาปัญญา แต่เขาไม่เชื่อในปัญญาสักเท่าไรและมีความสงสัย  เขาจะไม่พบมันเพราะไม่มีปัญญาแยกจากตัวเขาเอง   สิ่งน่าขนลุกที่สุดคือท่าทีความ รู้สึกของเขาเกี่ยวการละเมิดพระบัญญัติ  จะมีอะไรร้ายแรงกว่าการที่คนหนึ่งหัวเราะให้กับแนวคิดของความบาป
              “คนโง่เชื่อในสิ่งเท็จเร็วเกินไป  และถูกหลอกได้ง่าย” (สุภาษิต 14:15) กระนั้นดูเหมือนเป็นสิ่งแปลกจริงๆ  คือคนโง่หัวเราะเยาะเหล่าผู้ยังเชื่อในเรื่องปัญญา เพราะเขาเสียความสามารถจะพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้ยิน พวกเขาเชื่อใน“ทุกถ้อยคำ” ที่ไม่น่าเชื่อ นี่คือปัญหาใหญ่ในสังคมของโลก คนขี้สงสัยหัวเราะเยาะพระเจ้า และนำเรื่องศาสนามาล้อเล่น พวกเขาอ้างว่าความเชื่อเหล่านี้เหมาะสำหรับเด็กๆ หรือคนชรา ขณะที่พวกเขาเองเชื่อในบางสิ่งอย่างโง่เขลาที่สุด เช่นแนวคิดเรื่องชีวิตบนแผ่นดินโลก พวกเขาเชื่อว่าเป็นมาโดยบังเอิญตามทฤษฎีวิวัฒนาการเท่านั้น
              บ่อยครั้งคนโง่ทำอะไรโดยปราศจากการคิดไว้ก่อน (สุภาษิต 14:16, 29) ทั้งนี้เพราะคนโง่เชื่อว่าเขามีความจริงอยู่ภายในตัวเขาเอง เขาไม่ใช้เวลาสำหรับการคิด การกระทำของเขาจะต้องฉับพลัน ปราศจากการคิดว่าผลลัพธ์จะออกมาในรูปใด
              คนโง่พยายามจะมีอำนาจเหนือคนอื่น (สุภาษิต 14:21, 31) พวกเขาไม่มีความอดกลั้น อดทน และล้มเหลวที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะเขาถือว่าการรับฟังคนอื่นเป็นส่วนหนึ่งในจิตวิทยาของคนโง่  อีกอย่างเขาหรือพวกเขาจะไม่อดทนต่อบุคคลที่ไม่ให้การเคารพนับถือเขา (อ่าน ดาเนียล 7:25 ; ดาเนียล 8 :11, 12)
              เป็นการง่ายจะมองเห็นการกระทำ และความคิดต่างๆของคนโง่ในตัวคนอื่น แต่เกี่ยวกับตัวเราเองเป็นอย่างนั้นไหม? มีจุดอ่อนอะไรบ้างคุณมีอยู่ ที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการช่วยเหลือของพระเจ้า?

วันจันทร์   ความกลัวของคนมีปัญญา  (สุภาษิต 14)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต บทที่ 14 อีกครั้งหนึ่ง พระคัมภีร์บทนี้พูดเกี่ยวกับคนมีปัญญาอะไรบ้าง?
              คนมีปัญญาพูดอย่างถ่อมสุภาพ (สุภาษิต14:3)  คนมีปัญญารักษาการใช้ริมฝีปากของพวกเขาภายใต้การควบคุม ความคิดอย่างเงียบๆของพวกเขาแสดงว่าพวกเขาเป็นคนถ่อมสุภาพ คนมีปัญญาให้แนวคิดไปสู่ความคิดที่บุคคลอื่นอาจทำได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นคนมีปัญญาจะใช้เวลาครุ่นคิด และชั่งน้ำหนักข้อมูล   ที่พวกเขาเงียบเพราะว่าพวกเขากำลังรับฟัง และพร้อมที่จะเรียนรู้จากคนอื่น
              คนมีปัญญาเคารพการเรียน และความรู้ (สุภาษิต 14:6,18)  เป็นการยากที่คนโง่จะเรียนรู้ เพราะเป็นการยากที่เขาจะนั่งลงแทบเท้าของครูคนหนึ่ง แต่ในทางกลับกัน   เป็นการง่ายที่คนมีปัญญาจะเรียนรู้เพราะพวกเขาเป็นคนถ่อมใจ พวกเขาจะชื่นชอบประสบการณ์การเรียนรู้ และเติบโตขึ้นในการค้น หาปัญญาและความรู้ ที่พวกเขายังไม่มี ซึ่งจะทำให้พวกเขาฉลาดขึ้น
              คนมีปัญญามีความรอบคอบมาก (สุภาษิต 14:15)  คนมีปัญญารู้เรื่องความบาป และความชั่วร้ายว่าหน้าตาเป็นอย่างไร   ดังนั้นพวกเขาระมัดระวังเมื่อย่างเท้าเดิน พวกเขาจะไม่เชื่อความรู้สึกของพวกเขา   และไม่เชื่อความคิดเห็นส่วนบุคคล พวกเขาจะคอยเช็คและขอคำแนะนำ พวกเขาจะรอบคอบเสมอเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นพูดกับพวกเขา พวกเขาจะแยกสิ่งดีออกจากสิ่งเลว (1 เธสะโลนิกา 5:21) 
              คนมีปัญญาเป็นคนมีภาวะใจสงบ (สุภาษิต 14:29, 33)  คนมีปัญญาสามารถรักษาใจให้สงบได้ เพราะว่าพวกเขาไม่ได้พึ่งในวิถีของ “พวกเขาเอง” แต่พวกเขาไว้วางใจในพระเจ้า (สุภาษิต 14:14) ความเชื่อที่พวกเขามีในพระเจ้าทำให้เขารู้สึก “ผ่อนคลาย” และขณะเดียวกันพวกเขาใช้ “การรู้จักบังคับตนเอง” (อิสยาห์ 30:15) ความยำเกรงพระเจ้าทำให้พวกเขาเชื่อมั่นในพระองค์ (สุภาษิต 14:26)
              คนมีปัญญามีความเมตตากรุณา และมีความรู้สึกไวต่อความต้องการของคนอื่น (สุภาษิต 14:21, 31)  พระบัญญัติสองข้อ ซึ่งกล่าวว่า “จงรักพระเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน ด้วยสุดความคิดและด้วยสิ้นสุดกำลังของท่าน และ จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (มาระโก 12:30, 31) เราไม่อาจรักพระเจ้า และปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างใช้การไม่ได้ ตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่แห่งความเชื่อของเรา คือการเราปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างไร เช่นการปฏิบัติต่อคนยากจน หรือ คนต้องการความช่วยเหลือ
                “เราไม่เข้าใจว่า มีคนจำนวนมากเท่าใด ที่เดินไปสายตา และไม่ใช้ความเชื่อ โดยปกติเราเชื่อในสิ่งต่างๆ ที่เรามองไม่เห็นอยู่แล้ว แต่เหตุใดเราไม่ชื่นชมยินดีในพระสัญญาของพระเจ้าผู้ทรงประทานให้เราโดยพระวจนะของพระองค์?   จาก หนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “Our High Calling, page 85.      ความหมายของประโยคที่ว่า  “ดำเนินตามความเชื่อไม่ใช่ตามที่สายตามองเห็นคืออะไร?   เราจะดำเนินตามนั้นได้อย่างไร?

วันอังคาร   พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า   (สุภาษิต บทที่ 15:3)
              “พระเนตรของพระเจ้าอยู่ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่ว และคนดี” (สุภาษิต15:3) พระคัมภีร์ข้อนี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไร, และทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น?
              อารมณ์ในเนื้อหาของพระธรรมสุภาษิตเปลี่ยนไปในอีกสองบทข้างหน้า สองบทนี้  กล่าวถึงพระเจ้ามากกว่าหลายบทก่อนหน้านี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงตรัสบ่อยกว่าในบทเหล่านี้ เราได้รับการบอก  บางสิ่งที่อัศ- จรรย์เกี่ยวกับพระองค์: อย่างเช่นบอกว่า “พระเนตรของพระเจ้าอยู่ในทุกแห่งหน ทรงเฝ้าดูคนชั่วและคนดี” (สุภาษิต 15:3)   
              การล่วงรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างเรียกว่า “สัพพัญญู” ของพระเจ้า ทำให้ชนอิสราเอลรู้สึกอบอุ่นใจที่พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ ดังนั้นกษัตริย์ซาโลมอนจึงเขียนว่า “ความยำเกรงพระเจ้า” ซึ่งมีความหมายเดียวกับที่กษัตริย์ดาวิดเขียนไว้ “ดูเถิดพระเนตรของพระเจ้าอยู่เหนือผู้ที่ยำเกรงพระองค์ เหนือผู้ที่หวังในความรักมั่นคงของพระองค์” (เพลงสดุดี 33:18) ท่านโยบพรรณนาว่าพระเจ้าทรงมองไปสุดปลายแผ่นดินโลก และทรงมองเห็นทุกสิ่งบังเกิดขึ้นภายใต้ฟ้าสวรรค์” (โยบ 28 :24) เพราะสิ่งเหล่านี้เอง ท่านโยบคิดว่า “ความยำเกรงพระเจ้า นั่นแหละ...คือพระปัญญา” (โยบ 28: 28)
              พระธรรมสุภาษิตตรงนี้เตือนใจเราถึงความสามารถของพระเจ้าในการมองเห็นสิ่งดี และสิ่งเลว ไม่ว่าผู้คนเหล่านั้นจะอยู่บนพื้นที่แห่งใด อย่างที่กษัตริย์ซาโลมอนเข้าใจ (1 พงศ์กษัตริย์ 3:9)  ดังนั้นปัญญาแท้คือความ สามารถในการมองเห็นความแตกต่างระหว่างความดี และ ความชั่ว ความจริงนี้ควรได้ช่วยเราให้จำไว้เสมอว่า “ทำดีเสมอ และจะไม่ทำชั่วเลย” ทั้งนี้เพราะว่าพระเจ้าทรงมองเห็นสิ่งทั้งหมดที่เราได้ทำ แม้ว่าไม่มีมนุษย์คนใดจะมองเห็นหรือไม่   อย่าให้เราหลอกตนเองด้วยการคิดว่า ถ้าเราทำบาปและไม่มีใครเห็น เราก็อาจพ้นจากการถูกปรักปรำได้ เราอาจไม่ได้รับโทษในช่วงสั้นๆ แต่บนเส้นทางยาวไกล  เราไม่อาจหนีพ้นได้
              ดังนั้นให้เรามีความชื่นบานเสมอ เพราะว่า  “ไม่มีสิ่งใดซ่อนไว้พ้นพระเนตรพระองค์ แต่ตรงกันข้ามทุกสิ่งปรากฏแจ้งต่อพระองค์ ผู้ซึงเราต้องสัมพันธ์ด้วย” (ฮีบรู 4:13)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 15:3 ; อิสยาห์ 5:20 ; และ ฮีบรู 5:14. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ให้ข่าวสารสำคัญอะไรแก่เรา?  ปัจจุบัน มีบางคนอ้างว่าไม่มีเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างความดี และความชั่ว การมีแนวคิดเรื่องความดีและความเลวเช่นนั้น  เหตุใดจึงถือว่าเป็นแนวคิดผิด? และเหตุใดจึงเป็นอันตรายมากที่จะเชื่อเช่นนั้น?

วันพุธ
    ความชื่นชมยินดีของพระเจ้า  (สุภาษิต บทที่ 15)
                อ่านพระธรรม สุภาษิต บทที่ 15 เหตุใดความชื่นชมยินดีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์?
              พระคัมภีร์ไม่สัญญากับเราว่าชีวิตจะปราศจากความยุ่งยาก และความทุกข์ลำบาก พระเยซูเองทรงตรัสว่า “อย่า“  กระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง” (มัทธิว 6:34) พระธรรมสุภาษิต15:15 อธิบายว่าในห้วงแห่งวันชั่วร้าย บุคคลที่สามารถทำ “ใจให้ร่าเริง” ไว้จะผ่านพ้นช่วงวันดังกล่าวได้ดีกว่า    ความเจ็บปวด ความทุกข์ลำบาก และความยุ่งยากอาจเข้ามาในชีวิต   และบ่อยครั้งเราไม่สามารถควบ คุมได้ว่ามันจะมาเมื่อไรและจะหนักเพียงใด แต่สิ่งที่เราสามารถจะควบคุมได้ คือการที่เราจะเลือกจัดการกับปัญหาอย่างไร
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 15:14, 23. พระเจ้าทรงมีส่วนอะไรในความชื่นบานนี้?
              พระคัมภีร์ไม่ได้ให้เหตุผลไว้ชัดเจนสำหรับ “ความชื่นชม-เบิกบาน” แต่ความคิดที่ได้จากข้อ 13 และ 14 กล่าวถึง”ใจยินดี” และ “บุคคลผู้มีความเข้าใจ” เป็นดวงใจของผู้มีความเชื่อ และมองเห็นความเป็นอิสระ หรือ “วันที่ดีกว่า” ซึ่งอยู่ข้างหน้าวันแห่งความยากลำบาก นี่คือเหตุผลที่ว่าการอยู่ในพระเจ้ามีความสำคัญ เพราะเราทราบสำหรับเราเองว่าพระเจ้า และความรักของพระองค์เป็นจริง ดังนั้นไม่ว่าเราเผชิญความยุ่งยากและความทุกข์บีบคั้น ผู้มีปัญญาของพระเจ้าสามารถอดทนอดกลั้นได้ เพราะพวกเขารู้ว่าพระเจ้าทรงรักพวกเขา และทรงรับรู้ทุกอย่าง
              พระธรรมสุภาษิต 15:23 นำแนวคิดสำคัญอีกอย่างมาให้คือ “ความยินดี” ได้มาจากการที่เรา “ให้” มากกว่าการที่เราได้รับมาจากคนอื่น   ถ้อยคำดีๆ อีกอย่างหนึ่งคือ “เราแบ่งปันกับคนอื่น คนอื่นก็จะนำความชื่นชมกลับมาสนองแก่ผู้ให้” มีใครบ้างไม่เคยมีประสบการณ์แห่งพระพร ซึ่งได้มาจากการที่เราได้ทำสิ่งอันเป็นพรแก่คนอื่น? เหมือนที่เราได้เห็นในพระธรรมสุภาษิต ถ้อยคำของเราทรงพลังมาก มันอาจบันดาลสิ่งดีมากๆ หรือ สิ่งเลวสุดๆ ได้และจะเป็นการดีกว่าถ้ามันจะทำให้เกิดผลดี สำหรับผู้กระทำการดี หรือผู้ได้ รับผลดีจากการกระทำนั้น
              คุณรู้จักความรักของพระเจ้าดีเพียงใด? มีอะไรจะช่วยเปิดใจคุณให้กับความรักของพระเจ้า? คิดูว่าชีวิตของคุณจะดีขึ้นกว่าเดิมมากไหม หากคุณทราบว่าความรักของพระเจ้าเป็นของแท้?

วันพฤหัสบดี
  การปกครองของพระเจ้า   (สุภาษิต 16:1)
              เราทั้งหลายมีความฝัน และเขียนแผนขึ้น แต่บางครั้งสิ่งที่เราหวังกลับออกมาต่างออกไป บางครั้งก็ดีกว่าที่คาดคิดไว้  บางคราวอาจล้มเหลวไม่เป็นท่า พระคัมภีร์แสดงให้เห็นความรับผิดชอบ  และเสรีภาพของมนุษย์ว่าเป็นสิ่งสำคัญ แต่พระคัมภีร์สนับสนุนแนวคิดที่ว่า พระเจ้าทรงควบคุมเหนือเหตุการณ์ต่างๆ (อ่านสุภาษิต 20:24; สุภาษิต 21: 31; และ ดาเนียล บทที่ 2 และ 7)
              พระธรรม สุภาษิต 16:1 กล่าวว่า “แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า”  เราเข้าใจพระคัมภีร์ข้อนี้อย่างไร?
               แม้เราจะเตรียมตัว และวางแผนไว้  แต่ถ้อยคำสุดท้ายยังเป็นของพระเจ้า นี่ไม่ได้หมายความว่า การเตรียมตัวของเราไร้คุณค่า แต่ในชีวิตแห่งความเชื่อ เราเพียงมอบแผนของเราให้พระเจ้า และพระองค์จะทรงทำงานกับแผนนั้น ดังที่พระคัมภีร์ข้อหนึ่งกล่าวว่า “ใจของมนุษย์กะแผนงานทางของเขา แต่พระเจ้าทรงนำย่างเท้าของเขา” (สุภาษิต 16:9) และอีกข้อกล่าวว่า “จงมอบงานของเจ้าไว้กับพระเจ้า และแผนงานของเจ้าจะได้รับการสถาปนาไว้” (สุภาษิต 16:3) และ “เมื่อทางของมนุษย์เป็นที่โปรดปรานแก่พระเจ้า แม้ศัตรูของเขานั้นพระองค์ทรงกระให้คืนดีกับเขาได้” (สุภาษิต 16:7)            
              แนวคิดนี้ไม่ง่ายที่จะทำความเข้าใจ   โดยเฉพาะเมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ยากลำบาก  แต่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ควรได้ให้การหนุนใจ และช่วยเราเรียนรู้จะวางใจในพระเจ้า เราควรวางใจพระเจ้าแม้ดูเหมือนสิ่งต่างๆจะเป็นไปผิดแผนจนน่ากลัว และเมื่อแผนของเราไม่เป็นไปอย่างเราหวังไว้ กุญแจไขปัญหาของจุดนี้ชี้เราให้เรียนรู้จะมอบถวายอย่างหมดสิ้นแด่พระเจ้า ถ้าเราทำเช่นนี้ เราจะสามารถมั่นใจในการทรงนำของพระองค์ แม้ในห้วงเวลาอันยากลำบากสุดๆ
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 16:18, 19. ความทะเยอทะยานมีบทบาทในความสำเร็จของมนุษย์อย่างไร?
              มีอยู่บ่อย ที่พระคัมภีร์เตือนไม่ให้ผู้เชื่อพระเจ้ามีความหยิ่ง อวดตัว ทั้งนี้และทั้งนั้นเพราะเราเป็นคนบาป ดังนี้เรามีดีอะไรจะเป็นคนหยิ่ง? ความหยิ่งเป็นความบาปเลวร้ายต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ความบาปครั้งแรกอุบัติขึ้นเพราะความลืมตัว อันเนื่องมาจากความทะเยอทะยาน และความหยิ่งนั่นเอง (อ่านพระธรรม เอเสเคียล 28:17) พระเยซูทรงสอนเรื่องความบาปจาก “การใคร่จะได้เป็นใหญ่” พระองค์ทรงหนุนใจเหล่าสาวกของพระองค์ให้ถ่อมใจลง และรับใช้ผู้อื่น (มัทธิว 20:26-28)
                พระธรรมสุภาษิต 16:33. กล่าวว่า “ฉลากนั้นเขาทอดลงที่ตัก แต่การตัดสินมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น” จากข้อพระคัมภีร์ตรงนี้ ใครเป็นผู้ให้โอกาสมนุษย์ประสบความสำเร็จ?
              พระคัมภีร์ไม่ให้พื้นที่สำหรับโชค (โอกาส) ได้เกิดขึ้น เมื่อคนอื่นคิดว่าเหตุการณ์นั้นๆ ถูกควบคุมไว้โดยโชคลาภ เราสามารถไว้วางใจพระเจ้าว่าพระองค์ยังคงควบคุมสถานการณ์
                เราพยายามทำความเข้าใจว่าเหตุใดสิ่งต่างๆเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่น “การสงครามขับเคี่ยวยิ่งใหญ่” (The Great Controversy) ช่วยเราให้ทำงานผ่านแนวคิดยากลำบากบางประการ เกี่ยวกับว่าเหตุใดสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นอย่างที่เห็น?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

              “จากเริ่มแรกซาตานกล่าวหลอกลวงว่า ผู้ละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้าจะได้ผลประโยชน์ ซาตานได้ใช้เพทุบายนี้หลอกเหล่าทูตสวรรค์ จากนั้นก็ใช้เล่ห์กลหลอกเอวา และอาดัมให้ทำบาป แม้ปัจจุบันซาตานยังใช้กลยุทธนำฝูงชนให้อยู่ห่างจากการเชื่อฟังพระเจ้า เส้นทางแห่งการละเมิดพระบัญญัติของพระเจ้ามีเสน่ห์ดึงดูดใจ ข้อพระคัมภีร์ตอนหนึ่งกล่าวว่า “มีทางหนึ่งซึ่งคนเราดูเหมือนถูก แต่มันสิ้นสุดลงที่ทางของความมรณา” (สุภาษิต 14:12) หากคนทั้งหลายได้เรียนรู้ว่า ผลไม้แห่งความบาปนั้นมีรสขมขื่นเพียงใด พวกเขาจะหนีห่างจากผลไม้ต้องห้ามเหล่านั้นอย่างทันท่วงที”    จากหนังสือ “บรรพชน และ ผู้เผยพระวจนะ” หน้า 720
              “ไม่มีสิ่งใดจะส่งเสริมสุขภาพร่างกาย และดวงวิญญาณได้ดีไปกว่า การมีวิญญาณแห่งการขอบพระคุณ และการสรรเสริญพระนามพระเจ้า เป็นหน้าที่ด้านบวก  ที่เราจะหลีกเลี่ยงความเศร้า ความคิดไม่เป็นสุข และการมีความรู้สึกในเชิงลบ และหน้าที่ที่มีความสำคัญเท่าเทียมกันคือ “การกล่าวคำอธิษฐาน”   ถ้าเรามุ่งจะไปสวรรค์ เราจะรวมกลุ่มกันไปในชื่อ “กลุ่มผู้โศกเศร้าไว้ทุกข์”   การเป็นคนเศร้าหมอง และบ่นว่าตลอดเส้นทางการเดินทางสู่บ้านพระบิดา นั้นเป็นภาพน่าดูไหม? เหล่าคริสเตียนที่ชอบบ่นว่าเสมอ และดูเหมือนจะคิดว่า การเป็นคนร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความสุขเสมอเป็นความบาป เป็นพวกยังเข้าไม่ถึงแก่นของศาสนา” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “สุขอนามัย และความผาสุก  หน้า 251

คำถามเพื่อการอภิปราย

  1   อภิปรายแนวคิด “เรามีความเข้าใจในวงจำกัดว่าสิ่งที่จริงเป็นอย่างไร” สิ่งนี้หมายถึงอะไร? มีสิ่งใด  ณ แดนไกลโพ้นเราทราบว่าไม่ใช่สิ่งมีจริง เพราะเราไม่อาจรู้สึกสัมผัสได้? ยกตัวอย่างเช่น ในอากาศรอบตัวเรา มีคลื่นโทรทัศน์  คลื่นวิทยุ  คลื่นต่างๆ ของโทรศัพท์มือถือ คลื่นจากดาวเทียม ฯลฯ เราไม่อาจรู้สึกสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสของเราเอง แต่มีอยู่จริง? การที่เราทราบว่าสิ่งที่ตาไม่เห็นเป็นสิ่งมีจริงช่วยให้เราเข้าใจว่า ความรู้สึกสัมผัสของเรามีขอบเขตจำกัด สิ่งนี้ช่วยให้เราตระหนักว่าสิ่งที่มองไม่เห็นเช่นทูตสวรรค์ทั้งหลายมีอยู่จริง?
 
    2.  เหตุใดการเข้าใจว่ามนุษย์มีอิสระในการตัดสินใจ และมีสิทธิ์ในการเลือกจึงมีความสำคัญ และพระเจ้าเป็นทรงเป็นผู้ควบคุบเหตุการณ์เสมอ? แนวคิดที่ว่า มนุษย์มีอิสระในการเลือก และพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครอง ดูเหมือนทั้งสองแนวคิดนี้อยู่ตรงกันข้ามกัน แต่ทั้งสองเรื่องถูกสอนในพระคัมภีร์ ดังนั้นเราจะสามารถทำให้เรื่องทั้งสองสมเหตุสมผลได้อย่างไร?

 
               
                                       *******************   
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                                 
 
                                                       บทที่  7
   การจัดการกับการต่อสู้
   7 - 13  กุมภาพันธ์  2015


บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:  สุภาษิต บทที่17; 1 โครินธ์13:5-7; ยอห์น 8:1-11; สุภาษิต บทที่ 18; สุภาษิต บทที่ 19 ; เฉลยธรรม-บัญญัติ 24:10-22
 
ข้อควรจำ      “เสบียงกรังหน่อยหนึ่งพร้อมกับความสงบ ดีกว่าเรือนที่มีการเลี้ยงเต็มพร้อมกับการวิวาท (สุภาษิต 14:12)  

               อีกครั้งหนึ่งพระธรรมสุภาษิตประณามเรื่องการวางใจในสิ่งที่ปรากฏต่อสายตา หรือสิ่งของด้านวัตถุ  เราอาจมีสารพัดสิ่ง  ที่โลกเสนอให้  ไม่ว่าจะเป็นความร่ำรวย  ความเพลิด เพลิน   การมีชื่อเสียง   แต่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ มันอาจเต็มไปด้วย ความเครียด ความวิตกกังวล ความเจ็บปวด และเป็นไปได้ทีเดียวว่า ที่มาของ ความเครียด ความวิตกกังวลและความเจ็บปวดนี้ ก็เพราะเราอยากร่ำรวยเพื่อตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง  จึงทำงานหนักเพื่อให้ได้มันมา  บทกวีกวีอียิปต์บทหนึ่งกล่าวว่า “สิ่งที่ดีกว่าคือขนมปัง และดวงใจที่มีความสุข มากกว่าทรัพย์สมบัติที่มาพร้อมกับปัญหานานา” มิเรียม ลิชเธม ใน “วรรณคดีอียิปต์โบราณ”  เล่มที่ 11 หน้า 156. สอดคล้องกับพระธรรมสุภาษิต ก้าวแรกที่จะแก้ปัญหานี้คือ การตระหนักให้ได้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น “เสบียงกรังหน่อยหนึ่งพร้อมกับความสงบ ดีกว่าเรือนที่มีการเลี้ยงเต็มพร้อมกับการวิวาท” (สุภาษิต 17:1)  ตรงนี้บอกว่าสิ่งสำคัญจริงๆไม่ใช่ว่าเรามีทรัพย์มั่งคั่งเพียงใด แต่เป็นว่า “เราเป็นใครในตัวตนของเราเอง” คำแนะนำต่อไปนี้จะช่วยเราให้เข้าใจหลักการสำคัญ ซึ่งจะนำเราไปสู่สันติสุขในส่วนลึก ในภาษาฮีบรู สันติสุข คือ “ชาโลม” (shalom) จะเพิ่มความสุขให้กับเรา

วันอาทิตย์   ความบาป และ เพื่อนๆ  (สุภาษิต 17:9)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 17:9 “บุคคลผู้ให้อภัยการทรยศก็มุ่งจะสร้างมิตรภาพ แต่คนปากโป้งจะทำลายความเป็นมิตร” และ สุภาษิต 19:11 “สามัญสำนึกที่ดีกระทำให้คนโกรธช้า และที่มองข้ามการทรยศไปเสียก็เป็นศักดิ์ศรีแก่เขา” พระคัมภีร์สองข้อนี้กล่าวถึงจุดสำคัญอะไร? เราจะปฏิบัติต่อบุคคลผู้ล้มลงอย่างไร?
               
เมื่อคนหนึ่งทำความยุ่งเหยิงให้เกิดขึ้น มันช่างเป็นการทดลองให้เราอยากกระจายข่าวนั้นกับคนอื่นๆ ด้วยการเริ่มสนทนาว่า  “คุณได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่บุคคลนั้นได้ทำไปหรือเปล่า?” เราอาจทำอาการตื่นตะลึงกับการกระทำนั้น แต่เรายังชอบเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นให้คนอื่นๆ ฟัง นี่หมายถึงเรากำลังกล่าวนินทา ซึ่งพระธรรมสุภาษิตกล่าวเตือนไม่ให้ทำ เพราะว่าพฤติกรรมเช่นนี้อาจสร้างความขมขื่นระหว่างเพื่อนใกล้ชิด ยิ่งกว่านั้นถ้าเพื่อนคนหนึ่งของคุณเป็นคนก่อความยุ่งเหยิงเสียเอง คุณจะเป็นเพื่อนประเภทไหนถ้าคุณเดินไปรอบๆ และบอกเรื่องราวกับคนอื่นๆ
              พระธรรมสุภาษิตแนะนำเราให้ “ปกปิด” ข้อผิดพลาดนั้น นี่ไม่ได้หมายความให้เรา “ซ่อน” ความบาปหรือทำทีเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความบาปที่ถูกซ่อนยังคงอยู่ที่นั้น แม้ว่ามันจะถูกซ่อนไว้ลึก ภาษาฮีบรูคำว่า “ปกปิด” มีความหมายพิเศษว่า “การให้อภัย” (เพลงสดุดี 85:2 ; เนหะมีย์ 4:5) ความรักจะไม่นำไปสู่การนินทา ควรเป็นคำตอบสำหรับความผิดของคนอื่น
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 17:17 ; 1 โครินธ์ 13 :5-7. ความรักช่วยในเรื่องความผิดพลาดของเพื่อนอย่างไร?
              คนหนึ่งไม่ได้รักเพื่อน หรือ คู่ชีวิตเพราะว่าเขา หรือหล่อนเป็นคนสมบูรณ์พร้อม   เรารักแม้ว่าเขาหรือหล่อนทำข้อผิดพลาด   ผ่านความรักเราเรียนรู้จะไม่ตัดสินคนอื่น ทั้งนี้เพราะเราเองก็เคยทำผิด และขาดความรอบ คอบ เราอาจทำผิดได้เช่นกัน อนึ่งเราอาจรู้สึกโศกเศร้าร่วมกับเขา หรือหล่อนในสิ่งที่พวกเขาได้ทำไป จากนั้นเราช่วยพวกเขาให้การผ่านจุดนั้นให้ได้ ซึ่งจะว่าไปคำว่า “เพื่อนๆ” มีไว้เพื่ออะไรถ้าไม่ให้ทำในสิ่งได้กล่าวมา
                คิดเกี่ยวกับเวลาคุณทำความผิดพลาดสับสนอย่างเลวร้าย และคุณได้รับการอภัย ได้รับการช่วยเหลือ และปลอบประโลม สิ่งนี้ได้บอกคุณว่า คุณควรทำอย่างเดียวกันกับคนอื่นอย่างไร?

วันจันทร์   จงเป็นคนยุติธรรม  (สุภาษิต 17:10)
              ความรักที่แท้จริงมิใช่ตาบอด   เราอาจ “ปกปิด” ความผิดพลาดของคนอื่นด้วยความรัก  นี่ไม่ได้หมายความว่าเรามองไม่เห็น หรือไม่ตระหนักถึงความบาปนั้นๆ   ความรักและความยุติธรรมเป็นของคู่กัน   คำว่า “ยุติธรรม” ในภาษาฮีบรู “tsedeq”หมายถึง “ความรัก”   “ความกรุณา” ได้เช่นกัน   เราไม่อาจมีความกรุณาแท้ ถ้าเราไม่มีความยุติธรรม เราจะไม่เป็นคนยุติธรรม ถ้าเราไม่มีความกรุณาและความรัก แนวคิดทั้งสองนี้ต้องเดินเคียงคู่กันไป
              ยกตัวอย่างเช่น ความกรุณาให้ต่อคนยากจนไม่ควรมาเป็นตัวบ่อนทำลายความยุติธรรม กฏเกณฑ์ไม่ควรให้การสนับสนุนคนจนในศาลเพียงเพราะพวกเขายากจน (อพยพ 23:3) ถ้าความรักเป็นตัวกำหนดให้ให้ช่วยคนยากจน มันอาจไม่ถูกต้อง หรือไม่ยุติธรรมที่จะผ่อนปรนพวกเขาเพราะเขาเป็นคนยากจน ดังนั้น “ความยุติธรรม” และ “ความจริง” ควรเดินเคียงคู่กันไปกับความรักและความกรุณาด้วย ความสมดุลอย่างชาญฉลาดนี้ ในโทราห์ หรือบัญญัติของโมเสส ซึ่งได้รับมาจากพระเจ้าได้สอนไว้ และเรื่องนี้ก็ถูกสอนไว้เช่นเดียวกันในพระธรรมสุภาษิต
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 17:10 ; สุภาษิต 19 :25  ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองกล่าวเกี่ยวความจำเป็นสำหรับการแก้ไขให้ถูกต้องอะไรบ้าง?
              ความจริงในเนื้อหาพระธรรมสุภาษิต 17:10  ปฏิบัติตามการเรียกให้ปกปิดความผิดพลาดผ่านความรัก (สุภาษิต 17:9)  ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบัง เอิญ คำว่า “การแก้ไขให้ถูกต้อง” มีความเชื่อมโยงกับ “ความรัก” กล่าวคือใส่ความรักไว้ในจุดที่ถูกต้อง เมื่อการแก้ไขให้ถูกต้องได้ถูกทำไป ด้วยความรักจะทรงพลังมากขึ้น
              อ่านพระธรรมยอห์น 8:1-11 เราได้เห็นพระเยซูทรงจัดการกับความบาปที่ทำไปอย่างเปิดเผยอย่างไร?
       “เมื่อพระเยซูทรง   “ยกบาป”   ให้กับหญิงคนนี้   และหนุนใจให้หล่อนดำเนินชีวิตที่ดีกว่า   ความรักของพระองค์ฉายแสงออกไปด้วยความงดงามและชอบธรรมสมบูรณ์     พระเยซูไม่ทรงหนุนใจให้ทำบาป     แต่พระองค์พยายามจะช่วยให้รอดพ้น   โลกนี้วิพากษ์วิจารณ์ และทำหน้านิ่วคิ้วขมวดใส่หญิงคนนี้   แต่พระเยซูทรงตรัสถ้อยคำหนุนใจ และให้ความหวัง พระเยซูทรงสำแดงพระกรุณาแก่คนบาปที่อ่อนแอ  และให้การช่วยเหลือหล่อน  ด้วยพระหัตถ์แห่งความปราณี ส่วนเหล่าชาวฟาริสีตัดสินหล่อนว่าทำความผิดบาป   แต่พระเยซูทรงตรัสสั่งหญิงคนนี้ว่า “จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก”  หนังสือ ของนางเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 462

วันอังคาร   ถ้อยคำ, อีกครั้งหนึ่ง   (สุภาษิต บทที่ 18)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต บทที่ 18 มีหลายหัวข้อแตกต่างกัน นำเสนอตรงนี้ แต่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษในสิ่งที่กล่าวเกี่ยวกับ “ถ้อยคำของเรา” มีแนวคิดสำคัญอะไรให้ไว้เกี่ยวกับสิ่งที่ “เราทำ” หรือ “ไม่ได้พูด”?        
                อีกครั้งหนึ่งเราเผชิญกับเรื่องอำนาจของถ้อยคำ เราเห็นว่าคนโง่ใช้ปากพวกเขาพูดสิ่งโง่เขลาอย่างไร ข้อ 13 ให้ความกระจ่างบางประการ เป็นการง่ายเพียงที่จะพูดออกไป “ก่อน” การคิดใคร่ครวญเกี่ยวสิ่งที่คนอื่นได้พูดกับเรา  บ่อยครั้งเพียงใดเราอาจได้ช่วยตัวเราเอง และคนอื่นให้พ้นจากความเจ็บปวดที่ไม่จำเป็น   ถ้าเราเพียงได้เรียนรู้จะคิดอย่างรอบคอบก่อนให้คำ ตอบของเรา   บางครั้งการปิดปากเงียบอาจเป็นการตอบดีที่สุด

       อ่านพระธรรมสุภาษิต 18:4  เหตุใดถ้อยคำของคนมีปัญญาเป็นอย่างเดียวกับห้วงน้ำลึก?
              สัญลักษณ์เป็นถ้อยคำทำให้มองเห็นภาพของ “น้ำลึก” ซึ่งถูกใช้ให้เห็นด้านบวกในพระธรรมสุภาษิต เพื่อแสดงให้เห็นคนมีปัญญา (สุภาษิต 20:5) ซึ่งเสนอให้เห็นภาพของความสงบ และขณะเดียวเป็นความคิดรุ่มรวยล้ำลึก คนฉลาดไม่ตื้นเขินในความคิด หรือในถ้อยคำของพวกเขา พวกเขานำเอาถ้อยคำจากประสบการณ์อันอุดมของพวกเขา ใครจะไม่ชมเชยความคิดลึกซึ้งของเหล่าคนซึ่งมีปัญญา และความรู้แจ่มแจ้ง?
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 18:21 ข้อความของพระธรรมข้อนี้หมายความว่าอะไร?
              พระธรรมสุภาษิตบอกเราอีกครั้งว่า มีอะไรที่เราควรได้รู้จักแล้ว: ถ้อยคำของเราทรงพลังมาก และมันสามารถถูกใช้สำหรับสิ่งที่ดี หรือ เลว แม้แต่ชีวิต หรือ ความตาย    เราจำเป็นต้องระมัดระวังมากเพียงใด ที่จะใช้เครื่องมือทรงอำนาจชิ้นนี้ !

                คิดเกี่ยวกับเวลาที่ถ้อยคำของคนหนึ่งทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดอย่างร้ายแรง สิ่งนี้ควรได้สอนคุณเกี่ยวกับ “อำนาจอันทรงพลังเพียงใดของถ้อยคำ? และมันควรได้สอนคุณเกี่ยวกับว่า คุณจะต้องระมัดระวังมากเพียงใดกับสิ่งที่คุณจะพูดออกไป?

วันพุธ    สองด้านของเรื่อง (สุภาษิต บทที่ 18:2)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 18:2. เหตุใดคนโง่ไม่ต้องการเวลาเพื่อจะเสนอความคิดเห็นของพวกเขา?
              คนโง่มีความแน่ใจในพวกเขาเอง และมีความกระตือรือร้นที่จะเสนอความเห็นของพวกเขา แต่พวกเขาไม่สนใจจะเรียนรู้จากคนอื่น พวกเขาปิดประตูดวงจิตซึ่งมาพร้อมๆ กับการเปิดปากของพวกเขา นี่อาจเป็นคู่สหายอันตรายเข้าข่ายตายทีเดียว   เราจำเป็นต้องระมัดระวังเพียงใด เพื่อจะไม่พบว่าเราเองทำในสิ่งเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เราแน่ใจว่า เราเป็นฝ่ายถูกอย่างแน่นอน
              ว่ากันที่จริง บางทีเราทุกคนอาจรู้สึกว่าตนถูกต้องเด่นชัดเกี่ยวหัวข้อหนึ่ง แล้วที่สุดภายหลังเราพบว่าเราเป็นฝ่ายผิด? นี่ไม่ได้หมายความว่า เราควรทำให้ทัศนคติของเราอ่อนลง หากหมายเพียงว่าเราจำเป็นต้องถ่อมใจลง จำไว้อย่างหนึ่งว่าไม่มีใครในพวกเรามีคำตอบถูกต้องสำหรับโจทย์ทุกข้อ เมื่อคำตอบของเราถูกต้อง บ่อยครั้งความจริงอยู่ลึกกว่าที่เราคิด หรืออาจเข้าใจได้
              อ่านพระรรมสุภาษิต 18:17     มีจุดสำคัญอะไรให้ไว้แก่เราตรงนี้?
              ในพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น ที่เราไม่ต้องหาคำปรึกษารอบที่สอง ทั้งนี้โดยธรรมชาติของพระองค์  ทรงสัพพัญญู  ทรงรอบรู้ในสรรพสิ่ง พระเนตรของพระองค์อยู่ทุกแห่งหน (สุภาษิต 15:3) พระเจ้าทรงมีพระปรีชาในการมองเห็นทุกแง่มุมของสิ่งใดๆ ขณะมนุษย์เรามีข้อจำกัดในทัศนะ และการมองเห็นในทุกสิ่ง   การมองเห็นนี้มีแต่จะแคบเข้าทุกทีเมื่อเราดื้อรั้น  ยิ่งในจุดที่เราคิดว่ามีความสำคัญ
              ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว เรื่องเล่า หรือรายงานข่าวใดๆ มักจะมีสองด้าน หรือมากกว่าเสมอ ดังนั้นหากได้ข้อมูลมากขึ้น  ก็จะเป็นการดีกว่า   เพราะเราสามารถจะเข้าใจประเด็น หรือความเป็นไปได้ถูกต้องในหัวข้อนั้นๆ

                คิดถึงเวลาคุณเชื่อเต็มๆ ว่าคุณเป็นฝ่ายถูกเกี่ยวกับบางสิ่ง อาจเป็นข้อคิดเห็นคุณยึดมาชั่วชีวิต ภายหลังคุณได้พบว่าคุณเชื่อผิดมาโดยตลอด สิ่งนี้ควรบอกคุณว่าคุณต้องเปิดใจให้กับความเป็นไปได้ว่า คุณอาจผิดเกี่ยวกับสิ่งที่คุณรู้สึกว่าถูกอย่างแน่นอนในปัจจุบัน?

วันพฤหัสบดี   จงเป็นคนพูดความจริง   (สุภาษิต บทที่ 19)
              กษัตริย์องหนึ่งต้องการเลือกหัวหน้าเสนาบดีคนใหม่ ซึ่งเป็นตำ แหน่งสูงสุดในอาณาจักรของพระองค์ จากพระประสงค์ในเรื่องนี้ พระองค์จัดให้มีการแข่งขัน “การโกหกขึ้น: ว่าใครจะโกหกคำโตที่สุด เสนาบดีที่อยู่ในตำแหน่งทั้งหมดต่างลงสมัครแข่งขัน แต่ละคนมายืนต่อพระพักตร์กษัตริย์และเล่าเรื่องโกหกใหญ่โตที่สุดของตน   จนมาถึงคนสุดท้ายแต่กษัตริย์ยังไม่โดนพระทัย ดูเหมือนการโกหกของพวกเขาดูยังมีจุดอ่อน กษัตริย์ทรงหันพระพักตร์ไปยังที่ปรึกษาที่พระองค์ไว้วางพระทัยที่สุดถามว่า: เหตุใดท่านไม่ลงสมัคร?
              ที่ปรึกษาตอบว่า “ข้าพระองค์เสียใจที่ทำให้พระองค์ผิดหวัง ข้าพระองค์ไม่สามารถลงสมัครได้”
              “ทำไมล่ะ?” กษัตริย์เอ่ยถาม       “เพราะว่าข้าพระองค์ไม่เคยกล่าวโกหกเลย” ที่ปรึกษาตอบ
              กษัตริย์ตัดสินพระทัยเลือกที่ปรึกษาคนนั้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าเสนาบดี”
              อ่านพระธรรมสุภาษิต บทที่ 19 บทนี้เสนอหลายหัวข้อ แต่หัวข้อ “การโกหก” ได้กล่าวในรายละเอียดอะไรบ้าง?
              พระธรรมสุภาษิตยกย่องกฏเกณฑ์เข้มงวดทุกข้อ เป็นการดีกว่ายังคงเป็นคนจนต่อไป หรือแม้สูญเสียตำแหน่งมากกว่าจะกล่าวโกหก “คนยากจนผู้ดำเนินในความสัตย์ซื่อของเขา ดีกว่าคนตลบตะแลงซึ่งเป็นคนโง่” (สุภาษิต 19:1) “สิ่งที่น่าปรารถนาในตัวมนุษย์คือความจงรักภักดี และคนยากจนยังดีกว่าคนมุสา” (สุภาษิต 19:22)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 19:9 “พยานเท็จจะไม่รับโทษหามิได้ และบุคคลที่เปล่งคำมุสาจะพินาศ” อะไรคือความรับผิดชอบของพยาน?
      
         การกล่าวเท็จเป็นเรื่องเลวร้ายเพียงพอ การเป็นพยานเท็จในศาลหลัง จากการสาบานแล้วเป็นเรื่องเลวร้ายมากกว่า ในหลายประเทศ การกล่าวโก หกในศาลถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมายร้ายแรง คนเป็นพยานจะต้องกล่าวเป็นพยานในความจริง ไม่น่าประหลาดใจที่พระคัมภีร์สองข้อต่อไปนี้กล่าวต่อเนื่องกันอย่างมีนัยสำคัญ “คนเป็นอันมากเอาอกเอาใจคนใจกว้าง และทุกคนก็เป็นมิตรกับคนที่ให้ของกำนัล” (สุภาษิต 19:6) และพระคัมภีร์ข้อต่อไปกล่าวว่า “พวกพี่น้องของคนยากจนก็ยังเกลียดเขา มิตรของเขาจะยิ่งไกลจากเขาสักเท่าใด เขาพยายามพูด แต่ไม่มีใครยอมฟัง” (สุภาษิต 19:7) จุดเน้นตรงนี้คืออย่าให้ผู้เป็นพยานรับสินบนหรือกลัวผู้มีอิทธพล หรือผู้มีตำแหน่งสูงจนเขาไม่กล้าเป็นพยานในความจริง ผู้เป็นพยานจำเป็นต้องบอกความจริงเสมอ ไม่ว่าบุคคลผู้จะได้รับผลกระทบจากคำพยานนั้นเป็นคนรวย หรือคนจน

                อ่านเฉลยธรรมบัญญัติ 24:10-22  มีหลักการสำคัญอะไรที่พบได้ตรงนี้? เราจะใช้กฏเกณฑ์นี้สำหรับเราเอง หรือ เมื่อเราทำงานกับผู้มีความต้องการอย่างไร?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
              “วิญญาณของการซุบซิบนินทา และการโกหกเป็นเครื่องมือพิเศษของซาตาน เพื่อยุยงให้เกิดความไม่ลงรอยกันทำให้เพื่อนแตกแยกกัน และทำลายความเชื่อของคริสเตียนจำนวนมาก พี่น้องแห่งความเชื่อเมื่อแตกแยกกันแล้วต่างคนจะมองไปยังข้อบกพร่องของคนอื่น และพร้อมที่จะพูดถึงความผิด และการพลาดพลั้งของพี่น้อง ซึ่งบัดนี้กลายเป็นคนอื่น”  จากหนัง สือของ เอลเลน ไว้ท์ ใน “Testimonies for the Church, volume 4, page 195
 
              “เด็กๆในครอบครัวของ “นักนินทาบ่นว่าในเรื่องต่างๆ” จะฟังพ่อแม่ด้วยหูกางออก และรับฟังถ้อยคำที่เป็นยาพิษเกี่ยวกับคนอื่นๆ ผู้เป็นบิดามารดาทั้งหลายผู้มีพฤติกรรมเช่นนี้ เท่ากับกำลังป้อนสิ่งเลวร้ายสู่จิตใจของเด็กๆ มีครอบครัวจำนวนมากเท่าไร  ขณะรับประทานอาหารประจำวัน พวกเขาได้ป้อนความสงสัย และคำถามต่างๆ ลงในจิตใจของเด็กๆ พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์อุปนิสัย (ความบกพร่อง และข้อผิดพลาด) ของเพื่อนๆ และพี่น้องแห่งความเชื่อใส่หูของพวกเขา ประหนึ่งเป็นการเสริฟ “ของหวาน” ให้พวกเด็กๆ รับประทาน การกล่าวเท็จส่งผ่านโต๊ะอาหารไปรอบๆ โดยเด็กและผู้ใหญ่    เช่นนี้ไม่เป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า พระเยซูทรงตรัสว่า “เราบอกความริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ซึ่งท่านได้กระทำแก่คนใดคนหนึ่งในพวกพี่น้องของเรานี้ ถึงแม้จะต่ำต้อยเพียงใด ก็เหมือนได้กระทำแก่เราด้วย” (มัทธิว 25:40) ดังนั้นคำสอนของพระคริสต์ได้ถูกนำไปใช้อย่างผิดๆ ด้วยการกล่าวเท็จเกี่ยวกับผู้รับใช้ และบุตรชายหญิงของพระองค์” จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “Testimonies for the Church, volume 4, page 195

คำถามเพื่อการอภิปราย

1   เป็นการยากเสมอเมื่อเหล่าคนที่คุณรัก หรือให้การเอาใจใส่ทำผิดพลาด และมันเป็นการง่ายจะพยายามปกปิดความผิดของพวกเขาไว้ เราจะรักษาความสมดุลในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร? เหมือนที่พระเจ้าทรงพระเมตตากรุณาในข้อผิดพลาดของเรา แต่คำว่าพระคุณหมายความว่า บุคคลหนึ่งอาจทำบาปโดยที่สติรู้ผิดรู้ชอบไม่ต้องพบกับผลลัพธ์เสมอไปไหม? การกระทำใดจึงจะถูกต้องในสถานการณ์เช่นนี้?

2   ดังที่บทเรียนของสัปดาห์นี้กล่าวไว้  สิ่งต่างๆ ส่วนใหญ่ในชีวิตไม่ใช่ง่ายที่จะเข้าใจ ดังนั้นเราสามารถจะเรียนรู้การเปิดจิตใจ ขณะในเวลาเดียวกันจะไม่โง่เขลาในการตัดสินใจ และในการนึกคิดของเรา?

3   มีวิธีการอะไรบ้าง เราสามารถโกหกได้โดยปราศจากการใช้ถ้อยคำ?
 

                                         *******************
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่  8
ถ้อยคำแห่งปัญญา
14 - 20  กุมภาพันธ์  2015
 
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับสัปดาห์นี้
: สุภาษิต บทที่ 20 ; 1 โครินธ์ 12:14-26; เยเรมีย์ 9:23, 24; สุภาษิต บทที่ 21; มัทธิว 25:35-40; สุภาษิต บทที่ 22

ข้อควรจำ      “คนเป็นอันมากป่าวร้องความจงรักภักดีของเขาเอง แต่ใครจะหาคนสัตย์ซื่อพบเล่า” (สุภาษิต 20:6)              

              ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง เราทั้งปวงเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งแวดล้อมของเรา ประวัติความเป็นมาของครอบครัวมีส่วนในบทบาทหล่อหลอมให้เป็นตัวเรา แต่คุณค่าเรายึดถือมาถึงเราจากสิ่งที่อยู่แวดล้อมตัวเรา ยกตัวอย่างเช่นบ้านของเรา การศึกษาของเรา และวัฒนธรรมของเรา นับแต่วัยแบเบาะเป็นต้นมา เราได้รับอิทธิพลจากสิ่งที่เราเห็น และสิ่งที่เราได้ยิน
              น่าเสียดายจริง สิ่งที่เรามองเห็น และได้ยินไม่ใช่สิ่งดีที่สุดสำหรับเราเสมอไป โลกรอบๆ ตัวเราเป็นโลกที่ตกต่ำลงในทุกด้าน จึงเป็นการช่วยไม่ได้ ที่โลกจะมีอิทธิพลด้านลบให้กับเรา แต่เราทั้งหลายได้รับพระราชทานคำสัญญาแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และเรามีพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งชี้เราไปสู่บางสิ่งสูงส่งกว่า และดีกว่าที่โลกเป็นอยู่
              สัปดาห์นี้เราจะมองไปยังพระธรรมสุภาษิตหลายข้อ และความจริงอันมีประโยชน์ ที่พระเจ้าทรงแสดงให้เห็น  ความจริงเหล่านี้สามารถช่วยเราให้เอาชนะต่อโลกที่เสื่อมทรามลงในความบาป และเตรียมให้เราพร้อม สำหรับโลกใหม่ที่ประเสริฐกว่าซึ่งกำลังจะมาถึง

วันอาทิตย์   เราทั้งปวงเสมอภาคกัน  (สุภาษิต 20:12)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 20:12 “หูที่ฟังได้และตาที่มองเห็น พระเจ้าทรงสร้างมันทั้งสอง”    พระคัมภีร์ข้อนี้  สอนอะไรเราเกี่ยวกับคุณค่าของมนุษย์ทั้งมวล?
      
         ทฤษฎีวิวัฒนาการสอนว่า ชีวิตที่อยู่บนแผ่นดินโลกเกิดขึ้นมาโดยความบังเอิญ ไม่มีผู้ใดวางแผนสร้างขึ้นมา แต่พระคัมภีร์สอนว่ามนุษย์ทั้งมวลถูกสร้างโดยพระเจ้า (อ่าน กิจการฯ 17:26)  ครั้งหนึ่ง โทมัส เจฟเฟอสันได้กล่าวว่ามนุษย์ทั้งปวงมีสิทธิเสมอภาคกัน เพราะทั้งมวล “ถูกสร้าง” ขึ้นโดยพระเจ้าและในองค์พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ที่เราทั้งปวงมีความเท่าเทียมกัน
              เราทั้งมวลมีพระผู้สร้างองค์เดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเราทุกคนเป็นอย่างเดียวกัน แม้แต่คู่แฝดที่มีลักษณะทุกอย่างเหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดจะไม่เหมือนกันหมดทุกส่วน ในพระธรรมโครินธ์อัครทูตเปาโลพูดเกี่ยวกับความแตกต่างของเรา ท่านชี้ว่าพวกเขาไม่ควรนำไปสู่การคิดว่าเราดีกว่าคนอื่นๆ แต่ให้ความแตกต่างนี้ช่วยให้เรามองเห็นว่าเราต้องการซึ่งกัน และกัน อัครทูตเปาโลกล่าวว่า “และตาจะว่าแก่มือว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า” ก็ไม่ได้ หรือ ศีรษะจะว่าแก่เท้าว่า “ข้าพเจ้าไม่ต้องการเจ้า” ก็ไม่ได้” (1 โครินธ์ 12:21)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 20:9. มีอะไรอื่นที่ทำให้เราทั้งปวงเท่าเทียมกัน?
              ความบาปเป็นอีกสิ่งหนึ่งทำให้เราเท่าเทียมกัน เพราะเหตุใด? มนุษย์ทุกรูปทุกนามอ่อนแอ และจะต้องตายในวันหนึ่ง เงินทั้งโลก และมหาอำนาจในโลกไม่อาจเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้ พระคัมภีร์กล่าวว่าความตายเกิดขึ้นกับมนุษย์ สิ่งนี้ไม่ควรทำให้มนุษย์รู้สึกสิ้นหวัง ทั้งนี้เพราะการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน และการฟื้นพระชนม์ของพระองค์ได้เปิดเส้นทางสำหรับทุกคนที่ยินดีรับเอาพระสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์ และชีวิตอมตะนี้ได้มาผ่านความเชื่อในพระเยซูไม่ใช่จากการกระทำดีของเรา
             “มนุษย์ไม่ว่าจะประกอบการดี บริจาคให้ทานอย่างเสียสละเพียงใด จะไม่มีคุณค่าดีพอสำหรับความรอด    ความรอดต้องเป็นผลลัพธ์ของ“พระคุณ” เท่านั้น    เมื่อมนุษย์ในฐานะเป็นคนบาปเชื่อในพระเยซู และรับเอาพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  “พระคุณ”  ที่มาพร้อมกับความรอดนี้ เป็นของขวัญที่พระเจ้าทรงประทานให้โดยไม่คิดมูลค่า ของขวัญแห่งพระคุณของพระเยซูเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับความสับสน และคำถามต่างๆ เกี่ยวกับว่า “การถูกชำระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อ” ที่จริงคืออะไร เป็นบทสรุปว่าการประกอบการดี การกุศลใดของมนุษย์ผู้ล้มลงในความบาปไม่อาจนำไปสู่ชีวิตชั่วนิรันดร์ได้” จากหนังสือ ขอเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “Faith and Works,  page 20
               คุณเคยพบว่าคุณเองรู้สึกว่าคุณดี (หรือเลว) กว่าคนอื่นหรือเปล่า?  (คุณไม่ควรเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น) ไม่อย่างนั้น จะตอบคำกล่าวที่ว่า “โดยไม้กางเขนเราทั้งหลายเท่าเทียมกัน” อย่างไร?

วันจันทร์   บททดสอบของชีวิต  (สุภาษิต 20:6)
              พระคัมภีร์กล่าวเรื่องการงานของมนุษย์ว่า “การงานที่เขาได้กระทำนั้นจะติดตามเขาไป” (วิวรณ์ 14:13) พระคัมภีร์ข้อเดียวกันนี้กล่าวถึงรางวัลของผู้ชอบธรรม ซึ่งในอนาคตเท่านั้นพระเจ้าจะสำแดงให้เห็นว่าคนคนหนึ่งมีคุณค่าจริง ผู้คนในปัจจุบันอาจคุยเขื่องเรื่องทรัพย์สิน ความรู้ หรือความสามารถในด้านร่างกายของพวกเขา และทั้งหมดอาจเป็นจริง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมีความหมายสำหรับพระเจ้าเพียงใด? บ่อยครั้งความสำเร็จ และการกระทำของมนุษย์อาจดูเหมือนสำคัญหรือสร้างความประทับใจ แต่ไม่มีความหมายแท้สำหรับพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่น มองดูนักแสดง หรือ นักร้องบางคนที่เห็นแก่ตัว แต่มีแฟนคลับยกย่องหลงใหลมากมาย สำหรับเรา     เรายกย่องเทิดทูนอะไรอย่างยิ่ง (เกือบเท่ากับการสักการะ)สิ่งนี้แสดงให้เราเห็นว่า เราล้มลง และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้าเพียงใด

              อ่านพระธรรมสุภาษิต 20:6 (อ่าน เยเรมีย์ 9:23, 24 ; มาระโก 9 :35) ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับ “ความจริงทรงคุณค่า” สำหรับพระเจ้า?

              ไม่ใช่การกระทำเรื่องความรักที่อัศจรรย์ใจ หรือการเสียสละใหญ่หลวงที่แสดงให้เห็นความหมายแห่งความสัมพันธ์ของเรา แต่เป็นการกระทำเล็กๆน้อยๆ เป็นประจำต่อเนื่องวันแล้ววันเล่า ด้วยความอดทนสม่ำเสมอ  ยก ตัวอย่างเช่นการทำอาหารประจำวันให้คู่สมรสรับประทาน  การเอาใจใส่ด้วยความรักความกรุณาแก่คนป่วย   หรือการทำงานของคุณ   ด้วยการใช้ความพยายามต่อเนื่อง การกระทำที่ถ่อมใจเหล่านี้ตลอดชีวิตเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความเชื่อของคุณเป็นของจริง การรักษาความซื่อสัตย์อย่างต่อเนื่องมีคุณค่ามากกว่า การแสดงความรักที่ใหญ่โต แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้น      
              หลักการนี้ตรึงความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าไว้ เป็นการยากกว่า และสำคัญที่จะดำรงชีวิตเพื่อพระเจ้ามากกว่าที่จะตายเพื่อพระองค์ เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะ การมีชีวิตอยู่ใช้เวลานานกว่าก่อนจะตาย คนที่อุทิศชีวิตทำการกุศลเพื่อคนยากจน เจ็บป่วย ลูกกำพร้าในนามของผู้รับใช้ของพระเจ้าที่ถูกเรียกว่า “นักบุญ” มีประโยคกล่าวไว้ว่า “นักบุญผู้มีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าทำประโยชน์ยิ่งใหญ่กว่าผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อพระศาสนา” ใครๆ อาจอ้างได้ว่าตนเชื่อในพระเจ้า และรับใช้พระองค์ แต่คำถามมีว่า: ความเชื่อในพระเจ้าของเขาจะมั่นคงเนิ่นนานไหม?  พระเยซูทรงตรัสไว้ว่า: “แต่ผู้ใดทนได้จนถึงที่สุดผู้นั้นจะรอด” (มัทธิว 24:13)

                โดยผ่านความอดทน ความกรุณา และ ความเต็มใจจะสนองความต้องการของคนอื่นนั้น คุณจะสามารถแสดงส่วนเล็กๆ แห่งอุปนิสัยของพระคริสต์ได้อย่างไร? คุณเต็มใจจะทำอย่างว่าไหม ไม่ว่าคุณจะต้องจ่ายค่าของการทำเช่นนั้นด้วยตัวคุณเองเพียงใด?

วันอังคาร   การรอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้า  (สุภาษิต 20:17)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 20:17 “อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด”  และ สุภาษิต 21:15 “แผนงานของคนขยันขันแข็งนำสู่ความอุดมแน่นอน แต่ทุกคนที่เร่งร้อนก็มาสู่ความขัดสนเท่านั้น” เราสามารถพบบทเรียนที่ให้ประโยชน์อะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้?

              ขโมยคนที่ขโมยขนมปัง ได้ขนมปังมาเร็วและง่ายกว่าจะไปทำงานหาเงินมาซื้อ คนขายสินค้าผู้กล่าวเท็จขายสินค้าได้ดีอาจกลายเป็นคนร่ำรวยไวกว่าพ่อค้าผู้ซื่อสัตย์ (เปรียบเทียบ สุภาษิต 21:5 กับ สุภาษิต 21:6.) แต่ “อาหารที่ได้มาด้วยการหลอกลวงมีรสหวานแก่ผู้ได้มา แต่ภายหลังปากของเขาจะมีแต่กรวด” (สุภาษิต 20:17) ยิ่งผู้ใดประสบความร่ำรวยด้วยวิธีอันรวดเร็วในที่สุดจะเป็นคนขัดสน สุภาษิต บทที่ 20 ให้ต้วอย่างมากมาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่กล่าวไปเป็นความจริง
              1.  การรับมรดก  (สุภาษิต  20:21)  การได้รับมรดกมาอย่างชิงสุกก่อนห่าม อย่างเช่นขณะบิดา มารดายังมีชีวิตอยู่ ข้อพระคัมภีร์ต่อไปกล่าวว่า  “ถ้าคนหนึ่งคนใดแช่งบิดาหรือมารดาของตน ประทีปของเขาจะดับมืดมิด” (สุภาษิต 20:21) การเชื่อมต่อของข้อพระคัมภีร์สองข้อนี้มีความสำคัญ ประหนึ่งว่าบุตรชาย หรือบุตรสาวแช่งด่าให้บิดามารดาตายไปไวๆ เคยมีข่าวว่าลูก หรือหลานวางแผนฆ่าบุพการีเพื่อจะได้รับมรดก ปลายทางของบุคคลเช่นนี้เป็นเรื่องเศร้า ข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า “ประทีปของเขาจะดับมืดมิด” คำแช่งบิดามารดาจะกลับมาสนองเขาเอง ทั้งนี้เพราะ “ที่สุดเขาจะไม่ได้รับพระพรใดๆ” (ข้อ 21)
              2.  การแก้แค้น  (สุภาษิต 20:22) สุภาษิตข้อนี้กล่าวเกี่ยวกับผู้ตกเป็นเหยื่อต้องการแก้แค้นกับผู้ที่สร้างความเจ็บปวดให้กับเขา หรือหล่อน คำแนะนำมีว่า “จงรอคอยพระเจ้า พระองค์จะทรงช่วยเจ้า” ทำได้เช่นนี้คุณจะปลอดภัยข้อแนะนำบอกว่าถ้าคุณพยายามจะแก้แค้น คุณตกอยู่ในความเสี่ยงร้ายแรง สุภาษิต 25:21, 22 ให้คำสอนอย่างเดียวกัน โดยให้ตัวอย่างการโยนถ่านติดไฟลงบนศีรษะศัตรู นี่เป็นประเพณีของชาวอียิปต์แสงดออกว่าเขาเสียใจในความผิดบาป และกลับใจใหม่ เปลี่ยนแปลงชีวิต สุภาษิต 20:22 กล่าวสัญญาว่าหากคุณหลีกเลี่ยงการคิดแก้แค้น คุณจะได้การช่วยเหลือจากพระเจ้า สุภาษิต 25:21, 22 เพิ่มเติมให้ว่า ในเวลาเดียวกันคุณจะช่วยศัตรูให้รอด ดังนั้นคุณสามารถเอาชนะความชั่วได้ด้วยความดี (โรม 12:21)

              คุณสามารถจะเลียนแบบพระอุปนิสัยของพระคริสต์ได้มากขึ้น ในเรื่องการเอาชนะความชั่วด้วยความดีอย่างไร? เหตุใดธรรมชาติแห่งความบาปของเราจึงต่อต้านแนวคิดนี้? เหตุใดการตายแก่ตนเองเป็นวิธีเดียวที่จะไปถึงเป้าหมายนี้?

วันพุธ   ความกรุณาปรานีต่อคนยากจน  (มัทธิว 25:35-40)
             อุปนิสัยของคนหนึ่งหมายถึง ความคิด ความรู้สึก และการกระทำ จะเป็นมาตราวัดว่าเขา หรือหล่อนมีความเต็มใจช่วยคนยากจน และคนต้องการความช่วยเหลืออย่างไร นี่ไม่ใช่มาตราวัดอุปนิสัยของคุณ แต่ความสัมพันธ์ที่คุณมีกับเพื่อนบ้านต่างหากเป็นมาตราวัดอุปนิสัย ชาวสะมาเรียผู้ช่วยคนเจ็บจากการถูกโจรปล้น อยู่ใกล้อาณาจักรของพระเจ้ามากกว่าปุโรหิตซึ่งเป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ (ลูกา 10:26-37) พระธรรมสุภาษิตอธิบายว่าเหตุใดจึงสำคัญที่จะแสดงความเมตตากรุณาออกมา
              เพื่อพระนามของพระเจ้า: เหตุผลแรกที่จะแสดงความกรุณาเห็นอกเห็นใจเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของคุณจะพบได้ในองค์พระเจ้า พระองค์ทรงประสงค์ให้เราแสดงความเห็นอกเห็นใจคนยากจนมากกว่าทรงปรารถนาให้เราซื่อสัตย์ต่อการปฏิบัติพระศาสนา (สุภาษิต 19:17 ; สุภาษิต 21:13) ความรู้สึกสงสารฉับไวสำหรับคนทุกข์ยาก และปฏิกิริยาตอบสนองของคุณเพื่อพวกเขามีความสำคัญสำหรับพระเจ้ากว่าการปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาใดๆ ของคุณ ที่จริงพระเจ้าทรงมีความสนพระทัยอย่างยิ่ง และประสงค์จะมีส่วนในความกรุณาของเราต่อคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราให้การช่วยเหลือคนยากไร้ เหมือนกับที่เราถวายให้กับองค์พระเจ้า (มัทธิว 25:35-40)

              อ่านพระธรรมมัทธิว 25:35-40. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับว่า พระเยซูทรงพิจารณาให้พระองค์เองเชื่อมโยงใกล้ชิดกับเหล่าคนขัดสนผู้ต้องการความช่วยเหลืออย่างไร? ความจริงข้อนี้ควรมีอิทธิพลให้เรามีความเกี่ยวพันกับบุคคลเหล่านั้นอย่างไร?
              เพื่อคนยากคนจน:  เหตุผลที่สองซึ่งอยู่ภายในตัวคนยากจน คือพระเจ้าทรงสร้างเขา หรือหล่อนพอๆ กับพระองค์ทรงสร้างคนร่ำรวย (สุภาษิต 22:2) มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันเพราะพระเจ้าทรงสร้างคนทั้งมวล คำสอนนี้ทำให้คนยากจนมีค่า และได้รับการเอาใจใส่เหมือนคนมีฐานะ เราควรรักเพื่อนบ้านของเราไม่ว่าเขาจะมีฐานะใด พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างมาในพระฉายาของพระเจ้า
                ในทางใดบ้างที่คุณได้รับความรู้สึกพึงพอใจ จากการได้ช่วยเหลือคนอื่นที่มีความขัดสนต้องการความช่วยเหลือ มากกว่าการทำสิ่งใดๆ สำหรับตัวคุณเอง?

วันพฤหัสบดี   การศึกษา   (สุภาษิต 22:6)
              คำในภาษาฮีบรูสำหรับ “การศึกษา” มาจากคำที่หมายถึง “การเสริมสร้าง” และ “การเริ่มต้น” ทั้งสองหมายถึงการชี้ไปยังแนวคิดด้านการศึกษาของชาวฮีบรู: เมื่อเรา “ฝึกเด็ก” (สุภาษิต 22:6) เราเสริมสร้าง เราเริ่มต้น เราวางรากฐานสำหรับอนาคต บิดามารดา ครู อาจารย์มีความรับผิดชอบต่อเด็กๆ สำหรับอนาคตของพวกเขา และมีความเข้าใจพวกเขา เราทั้งหลายต่างเป็นส่วนหนึ่งในความรับผิดชอบต่อโลก สิ่งที่เราทำให้กับเด็กในวันนี้จะมีอิทธิพลต่อสังคมในอีกหลายปีข้างหน้า
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 22:6. กล่าวอะไรเกี่ยวกับความสำคัญของการศึกษาสำหรับเด็กๆ อย่างถูกต้อง?
              เป็นสิ่งสำคัญจะสังเกตว่า คำในภาษฮีบรูสำหรับ “การศึกษา” เป็นคำเดียวกับคำที่ใช้สำหรับ “การอุทิศถวาย”บุคคลหนึ่งแด่พระเจ้า เพื่อให้เขาเริ่มทำการรับใช้พระองค์ในพระวิหาร (1 พงศ์กษัตริย์ 8:63) การศึกษาเริ่มแรกคือการอุทิศถวายเด็กๆ ของเราแด่พระเจ้าในลักษณะเดียวกันกับการอุทิศถวายพระวิหารเพื่อใช้ในการประกอบศาสนพิธีถวายแด่พระเจ้า ซึ่งมีอิทธิพลต่อความรอดของเรา และอยู่เหนือชีวิตของเราเอง “บิดามารดามีความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ในด้านให้การศึกษา และการฝึกอบรมเด็กๆ ของพวกเขา เพื่ออนาคตชั่วนิรันดร์กาล” หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “Child Guidance”, page 38. การศึกษาเช่นนี้มีผลลัพธ์ชั่วนิรันดร์ อัครทูตเปาโลดูเหมือนมี พระธรรมสุภาษิต 22:16 อยู่ในดวงจิตของท่าน เมื่อท่านกล่าวชมท่านทิโมธี สำหรับการรู้จักพระคัมภีร์ โดยกล่าวว่า “และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านรู้จักพระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์” (2 ทิโมธี 3:15)

              อ่านพระธรรมสุภาษิต 22: 8 , 15. เราพบหลักการอะไรตรงนี้?
              การศึกษาเป็นดุจการหว่านเมล็ดพืช อนาคตของสังคมเรา และของเด็กๆ ของเราขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราได้ปลูก ถ้าเมล็ดของเราเป็นความบาป อย่างนี้การศึกษาของเราก็ล้มเหลว และเราจะได้ “เก็บเกี่ยว” ปัญหาความยุ่งยาก (ข้อ 8) ถ้าเมล็ดของเราสัมผัสดวงใจของเด็กๆ (ข้อ 15) อย่างนี้ผลแห่งการศึกษาของเราจะรักษาเด็กของเราไว้ให้ห่างไกลจากความโง่เขลา
                บ่อยครั้งเราสอนคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กๆ ด้วยการทำตัวเป็นแบบอย่าง  คิดเกี่ยวกับการเป็นตัวอย่างของตัวคุณเอง: คุณทิ้งตัวอย่างอะไรไว้ให้เด็กๆ? ในพื้นที่ไหนคุณคิดว่าคุณน่าจะเป็นตัวอย่างได้ดีกว่านั้น?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
              “บิดามารดาควรเป็นต้นแบบในด้านการพูดความจริง นี่ควรเป็นหัวข้อของบทเรียนประจำวันเพื่อสอนให้แก่เด็กๆ ของเรา บิดามารดาควรปฏิบัติตามหลักการอันสูงส่งในกิจการทุกอย่างของชีวิต นี่เป็นแนวความจริงในการศึกษา และการฝึกอบรมแก่เด็กๆ ของเรา...อย่าให้บิดามารดาพูดโกหกแม้เพียงครั้งเดียว พวกเขาต้องไม่บอกถ้อยคำ หรือกระทำสิ่งใดที่ไม่จริง ถ้าท่านต้องการให้เด็กๆ ของท่านอยู่ในความจริง ท่านเองต้องเป็นคนพูดจริงทำจริงเป็นตัวอย่าง”  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “Child Guidance”, page 151
              “บิดามารดาจำนวนมากดูเหมือนจะคิดว่าถ้าพวกเขาให้อาหาร และเครื่องนุ่งห่มแก่เด็กตัวเล็กๆ ของพวกเขา และให้การศึกษาสอดคล้องตามครรลองของโลก พวกเขาได้ทำหน้าที่ของพวกเขาแล้ว พวกเขายุ่งอยู่กับธุรกิจการงาน หรือความเพลิดเพลินจนไม่ค่อยมีเวลาเพียงพอ ที่จะมองเห็นเรื่องการศึกษาของลูกเป็นความรับผิดชอบอย่างสำคัญในชีวิตของพวกเขา พวกเขาไม่ใช้เวลาฝึกฝนอบรมพวกเด็กๆ ทุกช่วงอายุ เพื่อลูกๆ จะได้ใช้ตะลันต์ความสามารถถวายเกียรติแด่พระเยซู พระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขา กษัตริย์ซาโลมอนไม่ได้กล่าวว่า “จงบอกเด็กเส้นทางที่เขาจะเดินไป และเมื่อเขาแก่ตัวลง เขาจะไม่หลงออกนอกเส้นทางนั้น” แต่กล่าวว่า “จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น” (สุภาษิต 22:6)  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “Child Guidance, page 38
 
คำถามเพื่อการอภิปราย

1   คิดใคร่ครวญเกี่ยวแก่แนวคิดของ พระธรรมสุภาษิต 22:6. เหตุใดเราต้องระมัดระวังว่าเรามีความเข้าใจในหลักการนี้เพียงใด? บิดามารดาจำนวนไม่น้อยทำการเลี้ยงดูลูกๆ จากวัยเด็กจนเติบใหญ่ได้ดี กระนั้นเมื่อพวกเขากลายเป็นผู้ใหญ่อาจทำการเลือกผิดพลาด   เหตุใดเราต้องไม่ลืมเรื่อง “การสงครามขับเคี่ยวอันยิ่งใหญ่” (สงครามระหว่างพระคริสต์ และซาตาน)  และความเป็นไปได้จากการที่พระเจ้าให้ “อิสระ” แก่มนุษย์ในการเลือก” ดังนั้นขอให้เราเข้าใจความหมายของพระธรรม สุภาษิต 22:6 อย่างถ่องแท้?
 
2.   คิดทบทวนอีกครั้งสำหรับคำถามสุดท้ายของหัวข้อศึกษาวันพุธ ซึ่งบอกว่าเราได้รับความพึงพอใจอย่างแท้จริงจากการช่วยเหลือคนอื่น แม้ว่าเราไม่ได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน?   ความจริงข้อนี้บอกเราเกี่ยวกับว่าเหตุใดคนร่ำรวยจำนวนมากในโลกเป็นคนไม่ค่อยมีความสุข?


3.   เราทั้งหลายไม่ได้มีตะลันต์ความสามารถเท่าเทียมกัน รวมไปถึงการ ศึกษา หรือประสบการณ์ แต่เรามีความเท่าเทียมกันในสิ่งสำคัญที่สุด: เราทุกคนต้องการไม้กางเขนแห่งความรอด สิ่งนี้ควรสอนเราเกี่ยวกับมนุษย์ทั้งปวงว่ามีความเสมอภาคกัน? และยิ่งกว่านั้นให้ความจริงข้อนี้เป็นอิทธิพลต่อเราในการปฏิบัติต่อคนทั้งหลายอย่างไร?
 

                                            *******************
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
            บทที่  9
                                 ถ้อยคำแห่งความจริง
                         21 - 27  กุมภาพันธ์  2015
 
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
: สุภาษิต บทที่ 22 ; สุภาษิต บทที่ 23 ; อพยพ 22 : 21-27 ; สุภาษิต บทที่ 24 ; เอเฟซัส 5:20 ; เอเสเคียล 33:8.
 
ข้อควรจำ      “เราได้เขียนให้เจ้าถึงสามสิบข้อ ถึงเรื่องการทักท้วงและความรู้แล้วมิใช่หรือ เพื่อสำแดงแก่เจ้าว่าสิ่งใดถูกและจริง เพื่อเจ้าจะได้ให้คำตอบที่จริงแก่ผู้ที่ใช้เจ้าไป” (สุภาษิต 22:20, 21)      

             พระธรรมสุภาษิตสัปดาห์นี้บางข้อมีแนวคิดคู่ขนานกับที่พบในงานเขียนของชาวอียิปต์ ด้วยการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ กษัตริย์ซาโลมอนอาจได้นำเอาข้อเขียนของชาวอียิปต์ ที่สอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า มาเรียบเรียงใหม่ให้เข้ากับแนวคิดของชาวฮีบรู ดังนั้นตรงนี้ ถ้อยคำของชาวอียิปต์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระวจนะที่ได้รับการดลใจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า
              ความรู้นี้มีความสำคัญ เพราะได้เตือนเราเรื่องลักษณะ “ความจริง” ของทั่วโลกกว้าง สิ่งที่เป็นความจริงสำหรับชนอิสราเอลควรเป็นความจริงสำหรับชาวอียิปต์ด้วย หาไม่ก็ไม่ใช่ความจริง
              การเตือนเหล่านี้เป็นเรื่องสามัญทั้งของชุมชนชาวฮีบรู และชุมชนชาวอียิปต์ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นผู้เชื่อหรือไม่ แต่ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่คุณไม่ควรทำ
 
วันอาทิตย์   ความรู้แห่งความจริง  (สุภาษิต 22:17, 18)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 22:17, 18.  เราได้รับการบอกว่า ความจริงควรมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างไร?

      
         หน้าที่แรกของนักเรียน นักศึกษาคือการฟัง และให้ความสนใจ พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “เอียงหูของเจ้าและฟังถ้อยคำของปราชญ์ และเอาใจใส่ความรู้ของเรา” (สุภาษิต 22:7) หรือกล่าวอีกอย่าง: “ตั้งสมาธิ มุ่งความสนใจ !” จุดสำคัญมีว่าผู้แสวงหาความจริงจะต้องเอาจริงเอาจัง เขา หรือหล่อนต้องการเรียนรู้จริงๆ ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูก และทำตามนั้น
              แต่ไม่เป็นการเพียงพอสำหรับนักเรียน นักศึกษาจะฟัง หรือแม้แต่จะเข้าใจสิ่งได้รับฟังมา บางคนมีข้อมูลของพระคัมภีร์อยู่มากในสมองของพวกเขา แต่พวกเขาไม่มีความรู้ หรือประสบการณ์แท้ ในแก่นของความจริง (ยอห์น 14:6)
              พระธรรมสุภาษิตกล่าวว่า “เพราะถ้าเจ้ารักษาถ้อยคำและความรู้นั้นไว้ในตัวเจ้า และพร้อมที่จะพูดคำเหล่านั้นเสมอ มันจะเป็นความชื่นใจแก่เจ้า” (สุภาษิต 22:18) คำว่า “ในตัวเจ้า” หมายถึง “กระเพาะอาหาร” บทเรียนไม่ควรอยู่แค่ผิวนอก มันจะต้องผ่าน “การเคี้ยว” อย่างทั่วถึง ถูกย่อยกลายเป็นส่วนหนึ่งภายในตัวเรา ข่าวสารลงลึกสู่ระบบของเรา และกลายเป็นสิ่งติดแน่นภายในเรา แล้วมันพุ่งสู่ริมฝีปากของเรา และเราสามารถกล่าวคำพยาน ที่ทรงพลังออกมาจากภายใน     
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 22:19-21 ประสบการณ์ในความจริงควรทำอะไรสำหรับเรา?
              1.  ความเชื่อ  (ข้อ 19) เป้าหมายแรกของการสอนเรื่องปัญญา ไม่ใช่เพราะเป็นปัญญาเท่านั้น    พระธรรมสุภาษิตไม่ได้มุ่งที่จะทำให้สาวกทั้ง หลายฉลาดหรือ เชี่ยวชาญขึ้นอย่างเดียว   เป้าหมายหลักของครูคือจะเสริมพลังเหล่าสาวกให้ไว้วางใจในพระเจ้ามากขึ้นต่างหาก
              2.  ความมั่นใจ  (ข้อ 21) นักศึกษาควรทราบว่าเหตุใด “ถ้อยคำแห่งความจริง” เหล่านี้ เป็นสิ่งแน่นอน พวกเขาควรรู้ว่าทำไมพวกเขาจึงศัทธาในสิ่งที่พวกเขาเชื่อ   ความเชื่อคือมีความศัทธาในสิ่งที่เราไม่สามารถที่จะเข้าใจได้อย่างชัดเจน  แม้เราไม่เข้าใจชัดเจน แต่เรามีเหตุผลดีที่มีความเชื่อเช่นนั้น
              3.  ความรับผิดชอบ  (ข้อ 21) บันไดขั้นสุดท้ายของการศึกษาคือการแบ่งปัน “ถ้อยคำแห่งความจริง” ที่เราได้รับมาแก่คนอื่นๆ นี่เป็นส่วนสำคัญมากในความรับผิดชอบของเราในฐานะที่เราเป็น  เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส
 
                คิดเกี่ยวกับเหตุผลอันทรงพลังทั้งปวงในความเชื่อของเรา ในฐานะเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เหตุผลเหล่านั้นคืออะไร? และเหตุใดเราไม่ควรลืมที่จะแบ่งปันเหตุผลดังกล่าวกับคนอื่นๆ

วันจันทร์   การปล้นคนยากจน  (สุภาษิต 22:22 , 23)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 22:22, 23. และสุภาษิต 23:10. เราได้รับการเตือนเกี่ยวกับเรื่องอะไรตรงนี้?
              การขโมยถือเป็นความผิดเสมอ ข้อห้ามในสุภาษิตบทนี้ทำให้แน่ใจว่า  อย่าขโมยจากคนยากจน และคนที่อ่อนแอกว่าเราที่ไร้พลังต่อต้าน ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นกลุ่มคนพระเจ้าทรงห่วงใยเป็นพิเศษ (อพยพ 22:21-27) สิ่งนี้เตือนเราถึงเรื่องของกษัตริย์ดาวิด ผู้วางแผนฆ่าอุรีอาห์เพื่อขโมยภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน  ซึ่งพระเจ้าทรงใช้นาธัน ผู้เผยพระวจนะไปชี้ความ ผิดด้วยการเล่าเรื่องชายยากจนมีแกะเพียงตัวเดียว   แต่ถูกคนมั่งมีแย่งไปฆ่าทำอาหารเลี้ยงแขกของเขา (2 ซามูเอล 12:13) การแย่งชิง หรือการปล้นจากคนยากจนไม่ถือว่าเป็นอาชญากรรมเพียงอย่างเดียวแต่เป็นความบาปต่อพระเจ้าด้วย (2 ซามูเอล 12:13) การยึด การบังคับเอาสิ่งใดจากบางคนที่มีฐานะด้อยกว่าเป็นความเลวร้ายกว่าการขโมย อีก ทั้งเป็นการกระทำของคนขี้ขลาด เหล่าขโมยทั้งหลายคิดว่าพระเจ้าจะมองไม่เห็นการกระทำของพวกเขา?
              พระธรรมสุภาษิต 22:23 กล่าวว่า แม้ขโมยจะไม่ถูกจับไปลงโทษ แต่ที่สุดพระเจ้าจะทรงลงโทษเขาเอง ในวันพิพากษาครั้งสุดท้ายของพระเจ้า (โยบ 19:25)
              เรื่องนี้เป็นการเตือนถึงการเบียดบัง หรือการกระทำการใดๆ เพื่อจะได้ “ผลกำไร” ไวๆ แทนที่จะได้ผลลัพธ์ในเวลาปกติ กล่าวคือพวกเขาเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติของพวกตนด้วยการการทำต่างๆ เช่นเอารัดเอาเปรียบคนอื่น คนพวกนี้หนักเข้า  เต็มใจทำถึงขั้นฉ้อโกง  และแม้สั่งฆ่าผู้ขัดขวางเป้าหมายของพวกตน พวกเขาอาจเสวยสุขในวันนี้ แต่พวกเขาจะต้องชดใช้การกระทำของพวกเขาในภายหลัง
              ในประเทศอังกฤษกลุ่มคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า ได้ติดโปสเตอร์ข้างรถบัสมีข้อความว่า “เป็นไปได้ไม่มีพระเจ้า ตอนนี้หยุดกังวล และใช้ชีวิตของท่านอย่างเพลิดเพลินได้” ลองคิดในข้อความดังกล่าว: ถ้าไม่มีพระเจ้า เหล่าคนที่ฉ้อโกงจากคนยากจน และไม่ต้องรับโทษในเวลานี้  ก็ไม่ต้องเป็นกังวลใดๆ และคนที่ทำสิ่งเลวร้ายใดๆ ที่กฏมายไม่มีหลักฐานเอาผิดได้เวลานี้ ก็จะหลุดพ้นตลอดไป แล้วความเชื่อในพระเจ้า และพระสัญญาที่บ่งบอกถึงการพิพากษาใหญ่ครั้งสุดท้ายของพระองค์   จะช่วยทำให้เรามีความ สงบสุขในจิตใจเกี่ยวกับความอยุติธรรมทั้งหลาย ที่เราเห็นในโลกปัจจุบันนี้ไหม?

วันอังคาร   การรู้สึกริษยาคนบาป  (สุภาษิต 23:17)
              พระธรรมสุภาษิต 23:17; สุภาษิต 24:1-2 ; และ สุภาษิต 24:19, 20. เตือนเราเกี่ยวกับอะไร?
 
             เหตุใดคนหนึ่งต้องอิจฉาคนบาป? ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่เพราะความบาปพวกเขากำลังกระทำอยู่ แต่เป็นเพราะพวกเขาได้ “ผลประโยชน์” ไว ซึ่งอาจหมายถึงทรัพย์สิน ความสำเร็จ และ อำนาจซึ่งพวกเขาได้มาผ่านวิธีการชั่วของพวกเขา สิ่งเหล่านั้นเอง ที่ผู้คนทั้งหลายต่างหวังว่าตัวเองจะได้ครอบ ครองเช่นเดียวกัน
              อย่างไรก็ดีไม่ใช่คนร่ำรวย หรือคนประสบความสำเร็จทุกคนเป็นคนชั่วเป็นคนเลวไปเสียหมด บางคนอาจมีความเมตตากรุณา บริจาค และทำการกุศล พวกเขาร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะมรดก หรือไม่เพราะความอุตสาหะ และจังหวะหรือโอกาส ดังนั้นอย่าให้รู้สึกริษยาทั้งคนดีที่ร่ำรวย และความร่ำรวยของคนบาป
              มีใครบ้างไม่เคยเห็นความหายนะของคนทำบาปว่าเป็นอย่างไร? หากเราทำความบาปเราไม่อาจลอยนวลได้ เราอาจซ่อนความบาปจากการรู้เห็นของคนอื่น เมื่อไม่มีใครทราบเราจะรอดพ้นจากการลงโทษ แต่ไม่เร็วก็ช้าความบาปนั้นจะไล่ทัน หรือเราอาจสามารถหลอกตัวเราเองให้คิดว่าความบาปที่เราได้ทำไม่เลวร้ายเกินไป ด้วยการมองดูจะเห็นคนอีกมากมายทำสิ่งชั่วร้ายกว่าเรา แต่ในสายพระเนตรของพระเจ้าไม่เร็วก็ช้า เราต้องได้รับผลจากการกระทำนั้น  
              เราควรเกลียดชังความบาป เพราะมันเป็น “ความบาป” เราควรเกลียดมัน จากสิ่งที่มันได้ทำกับเรา ทำกับโลกของเรา และกับองค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าเราต้องการทราบว่าความบาปได้สร้างความเสียหายอะไรให้บ้าง จงมองไปที่พระเยซูบนไม้กางเขน นั่นคือราคาแห่งความบาปของเราที่พระองค์ทรงจ่ายให้ ความเข้าใจในเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวควรเพียงพอจะทำให้เราต้อง การที่จะหลีกเลี่ยงจากความบาป  และผลักตัวเองออกห่างไกลมากสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากเหล่าคนที่อาจนำเราไปสู่หลุมมืดมิดแห่งความบาป
              คุณเคยดิ้นรนต่อสู้จากความรู้สึกอิจฉา ริษยาในความสำเร็จของใครบางคนไหม? วิธีใดดีที่สุดจะเยี่ยวยาจากปัญหาอันตรายถึงตายนี้? (อ่าน พระธรรม เอเฟซัส 5:20)

วันพุธ   เราป้อนอะไรเข้าปากของเรา   (สุภาษิต 23:29-35)
              การทดลองครั้งแรกของมนุษย์รวมเรื่องอาหารไว้ (ปฐมกาล 3:3) คือการไม่เชื่อฟัง และรับประทานผลไม้ต้องห้ามแห่งความบาป และนำความตายได้เข้ามาสู่โลก (ปฐมกาล 3:1-7 ; โรม 5:12) อย่าให้เราพลาดจากแก่นของข้อมูล ซึ่งเอ่ยถึงการดื่มเหล้าองุ่นครั้งแรกในพระคัมภีร์ ซึ่งนำเสนอในเชิงลบมาก กว่าเชิงบวก (ปฐมกาล 9 :21)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 23:29-35 การใช้แอลกอฮอล์ถูกนำเสนอในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างไร?
              มีใครบ้างไม่เคยพบเคยเห็นความหายนะว่ามากแค่ไหนที่ แอลกอ ฮอล์ หรือเหล้านำมาให้? แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนที่ดื่มเหล้าแล้วเป็นคนขี้เมาในลักษณะ “หยำเป” กันทุกคน แต่ส่วนมากของคนขี้เมาประเภทคอทองแดง ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าเมื่อเขาดื่มเหล้าเป็นครั้งแรกแล้ว ต่อๆมา จะดื่มมากขึ้นเรื่อยๆ จึงจะพอใจ บางครั้งจนขาดสติประเภทหัวราน้ำ และที่สุดจะดื่ม เหล้า ราวกับน้ำฝนจากชายคาไหลลงท่อ
              “ชายมีนิสัยติดการดื่มแอลกอฮอล์จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัว เขาไม่สามารถรับฟังคำแนะนำจากคนอื่น ผู้ซึ่งต้องการช่วยเขาให้หยุดดื่มเหล้า ท้องและสมองของเขาถูกควบคุมไว้ด้วยความอยาก ความตั้งใจมุ่งมั่นของเขาอ่อนกำลังลง และความกระหายแอลกอฮอล์ของเขาไม่อยู่ในการควบคุม ซาตานได้จับเขาล่ามไว้เป็นทาส และคนขี้เมาไม่มีพลังจะดิ้นจนหักโซ่ตรวนเป็นอิสระได้” จาก ข้อเขียนของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “The SDA Bible Commentary” , volume 3, page 1162
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 23:1-8. เหตุใดเราควรควบคุณความอยากอาหาร หรือ อยากดื่มของเรา?
              การเตือนนี้เป็นมากกว่ามารยาทบนโต๊ะอาหาร พระคัมภีร์กล่าวเตือนเหล่าผู้ชื่นชอบการรับประทาน และผู้รู้สึกอร่อยจนคุมไม่ได้ว่า “ถ้าเจ้าเป็นคนตะกละ เจ้าจงจ่อมีดไว้ที่คอของเจ้า เป็นสำนวนฮีบรู แปลว่า บังคับตัวไว้ “(สุภาษิต 23:2) ถ้อยคำบรรยายภาพว่า “จ่อมีดไว้ที่คอของคนหนึ่ง” เป็นคำกล่าวที่รุนแรงมาก หมายความว่าการควบคุมความอยากต้องทำอย่างเอาจริงเอาจัง ทั้งนี้เป็นการแนะนำว่าคนที่รับประทานจุ และไม่เลือกประเภทอาหาร จะทำให้สุขภาพเสื่อมลง เกิดโรคร้ายหลายอย่าง แม้แต่ทำให้ชีวิตสั้นลง โดยเฉพาะการรับประทานอาหารบางประเภทมากเกินไป คำภาษาฮีบรู “บิน” (bin) แปลได้ว่า “จงพิจารณาอย่างระมัดระวัง” ให้แนวคิดว่าให้มีความรอบคอบในการเลือกรับประทานอาหารประเภทต่างๆ เป็นคำเดียวกับที่กษัตริย์ซาโลมอนใช้ เมื่อท่านทูลขอสติป้ญญาจากพระเจ้าเพื่อช่วยท่าน “ให้มองเห็น และตัดสินใจถูกต้องระหว่างความดี และความชั่ว” (1 พงศ์กษัตริย์ 3:9) กษัตริย์มีซาโลมอนมีอะไรในใจมากกว่าประเด็นการควบคุมความยากในเวลาปกติ แต่หมายถึงไปในงานเลี้ยงฉลองต่างๆ และการดื่มเหล้าเพื่อการสังสรรค์ เมื่อเราถูกความกดดัน และการทดลองให้ดื่มจัด และปรารถนาอาหารแบบ “วิลิศมาหรา” ข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า “อย่าปรารถนาของโอชะของท่าน  เพราะมันเป็นอาหารที่หลอกลวง” (สุภาษิต 23:3)

              คิดเกี่ยวกับบางคนที่คุณรู้จัก ชีวิตของเขาถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ เหตุใดจากตัวอย่างนั้นเพียงหนึ่งคนก็เพียงพอที่จะช่วยคุณให้เข้าใจ เหตุใดคุณจึงไม่ควรยอมให้ยาพิษชนิดนี้เข้าสู่ร่างกายของคุณตลอดไป?

วันพฤหัสบดี
  ความรับผิดชอบของเรา   (เอเสเคียล 33:8)
              “ถ้าเรากล่าวแก่คนอธรรมว่า โอคนอธรรมเอ๋ย เจ้าจะต้องตายแน่ แต่เจ้าก็มิได้กล่าวคำตักเตือนให้คนอธรรมกลับจากทางของเขา คนอธรรมนั้นจะต้องตายเพราะความบาปชั่วของเขา แต่เราจะลงโทษเจ้าเพราะความตายของเขา(เอเสเคียล 33:8)  มีหลักการพื้นฐานอะไรแสดงให้เห็นตรงนี้? เราจะนำเอาแนวคิดนี้ ไปและใช้ในชีวิตประจำวันของเราอย่างไร?
              หลายปีก่อนในเมืองใหญ่แห่งหนึ่งในภาคตะวันตก ผู้หญิงคนหนึ่งถูกปล้นข้างถนนในเวลากลางคืน หล่อนร้องขอความช่วยเหลือ มีหลายคนได้ยินเสียงของหล่อน แต่ไม่มีใครใส่ใจแม้จะโทรเรียกตำรวจ คนส่วนใหญ่มองจากหน้าต่างจากนั้นก็กลับไปทำอะไรที่พวกเขากำลังทำอยู่ ในไม่ช้าเสียงร้องของผู้หญิงคนนั้นเงียบไป ต่อมาคนพบหล่อนนอนตายเพราะแผลถูกแทงด้วยมีดหลายแห่ง
              คนเหล่านั้นที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือของหล่อน  แต่ไม่ได้ทำอะไร  ต้องรับผิดชอบต่อการตายของหล่อนหรือเปล่า?    ถึงคนร้ายไม่ได้ปล้นพวกเขา   แต่การทำเฉยเมยของพวกเขาก็มีส่วนทำให้หญิงคนนั้นต้องตายใช่ไหม?
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 24:11, 12, 23-28. มีข่าวสารสำคัญอะไรตรงนี้สำหรับเรา?
      
         บัญญัติของโมเสสข้อหนึ่งกล่าวเตือนชัดเจนว่า เหล่าผู้เพิกเฉยที่จะรายงาน ในสิ่งที่ได้พบเห็นจะต้องได้โทษ ดังข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า “โดยที่เขาเห็นหรือรู้เรื่องก็ตาม แต่เขาไม่ไม่ยอมให้การเป็นพยาน เขาต้องรับความผิด” (เลวีนิติ 5:1) เราอาจไม่สามารถทำการใดๆ เพื่อต่อต้านผู้ร้าย หรืออาชญากรรม แต่เราไม่ควรเก็บตัวเงียบเกี่ยวสิ่งที่เราเห็น หากเราทำเป็นเฉยเสียเท่ากับเราเป็นผู้มีส่วนในการประกอบอาชญากรรมนั้น โดยปิดปากเงียบเราได้กลายเป็นเหมือนหุ้นส่วนของการกระทำความผิดนั้น
              ในทางตรงกันข้าม สมมติว่าเรารายงานความจริงด้วยการเป็นพยานของเรา พระคัมภีร์ข้อหนึ่งกล่าวว่า “ผู้ให้คำตอบที่ถูก จะจุบริมฝีปาก” (สุภาษิต 24:26) เราตอบคำถามฉับพลัน และทำตัวเป็นคนมีความรับผิดชอบ พระคัมภีร์เปรียบการกระทำนี้ไว้ว่า “จะจุบที่ริมฝีปาก” ซึ่งหมายความว่าบุคคลนั้นบอกเล่าความจริง มีความสนใจห่วงใยผู้อื่น
              เป็นเรื่องน่าเศร้า ที่จะอยู่เงียบๆ และไม่ทำอะไรเมื่อผู้หญิงคนนั้นถูกปล้น และถูกฆ่าที่ข้างถนน แต่เกี่ยวกับความชั่วร้ายอื่นๆ ในโลก ยกตัวอย่างเช่นในพื้นที่บางแห่งผู้คนกำลังหิวโหย เกิดสงคราม ความไม่ยุติธรรม และความขัดแย้งเรื่องเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ การหลอกลวง หรือการควบคุมผู้คนด้านการเงิน?  เรามีความรับผิดอะไรไหม? 

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
              “ใคร่ครวญดูว่าจะทำอย่างไรให้ดวงวิญญาณรอบๆ  เรามีความสนใจในพระกิตติคุณ และได้รับความรอด หาไม่แล้วพวกเขาก็จะตายไป เราต้องไม่เสียเวลาแม้นาทีเดียว   ชีวิตของเราแต่ละคนมีอิทธิพลที่จะบอกเล่าความจริง หรือไม่ก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม นางเอลเลน ไว้ท์ กล่าวเป็นพยานว่า “ข้าพเจ้าปรารถนาจะนำข้อพิสูจน์ติดตัวไปทุกแห่งว่า  ข้าพเจ้าเป็นสาวกคนหนึ่งของพระคริสต์ เราต้องทำบางสิ่งมากกว่าเป็นเพียงผู้ถือรักษาวันสะบาโต เราจำเป็นต้อดำรงชีวิตตามหลักการ  คือมีความรู้สึกรับผิดชอบ เป็นการส่วน ตัวในแต่ละวัน คนจำนวนมากไม่ยอมรับรู้ในประเด็นสำคัญนี้ ผลที่ตามมาคือ ความไม่เอาใจใส่ มีท่าทีไม่สนใจ ขาดการเฝ้าระวัง และไม่เตรียมความพร้อมฝ่ายจิตวิญญาณ”  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน  “Testimonies  for the Church”, volume 1, page 99
              “จงพูดถึงความเชื่อ และดำเนินชีวิตตามความเชื่อนั้น พัฒนาความรักในพระเจ้าให้เพิ่มพูนขึ้น นี่เป็นการพิสูจน์ต่อชาวโลกว่า พระเยซูทรงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับคุณ จงประกาศพระนามอันบริสุทธิ์ของพระองค์ เป็นพยานถึงพระคุณความดีของพระองค์ พูดถึงพระเมตตากรุณา และบอกให้พวกเขาทราบถึงฤทธิ์อำนาจของพระองค์” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “Our High Calling, page 20
 
คำถามเพื่อการอภิปราย
1.    จงทบทวนคำตอบของคุณสำหรับคำถามข้อสุดท้าย ของหัวข้อศึกษาวันอาทิตย์  เราสามารถเรียนรู้อะไรได้บ้างจากคำตอบของกันและกัน? มีทางใดบ้างเราสามารถเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างความเชื่อของเราในสิ่งเราเชื่อ?
 
2.   ใครคนเหนึ่งเขียนไว้ว่า: “จำไว้สองอย่าง: พระคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อคุณ และวันหนึ่งคุณต้องตาย หัวข้อศึกษาวันอังคารพูดเกี่ยวกับว่า เราต้องตอบคำถามสำหรับความบาป ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ดังนั้นมีบทเรียนสำคัญอะไร ที่เราควรเรียนรู้จากความคิดนี้?

 3.   ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ให้เรามาอภิปรายเรื่องป้ายโปสเตอร์หลังรถประจำทางที่เขียน “
เป็นไปได้ ไม่มีพระเจ้าตอนนี้ หยุดกังวล และใช้ชีวิตของท่านอย่างเพลิดเพลินเถิด” คุณมองเห็นปัญหาอื่นในป้ายนั้นไหม?   ท่าทีของคนติดป้ายแผ่นนี้ บอกเราเกี่ยวกับว่าซาตานได้บิดเบือนพระอุปนิสัย (แห่งความดี และความรักของพระเจ้า) ในจิตใจของผู้คนจำนวนมากอย่างไร? ในชั้นให้คิดมาล่วงหน้าว่า คุณมีความคิดเห็นเกี่ยว  กับโปสเตอร์แผ่นนั้นอย่างไร? และคุณสามารถเขียนข้อความสั้นๆ บนแผ่นโปสเตอร์นั้น แทนที่ถ้อยคำดังกล่าว เพื่อช่วยให้ผู้คนมองเห็นความหวัง ที่เราสามารถมีในพระเจ้าได้อย่างไร?                                


                                          *******************





   บทที่  10
  เบื้องหลังหน้ากาก
  28  กุมภาพันธ์ -  6  มีนาคม 2015


บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
:  สุภาษิต 25:2, 3; สุภาษิต 26 :11,12; 1 โครินธ์ 1:20, 21 ; สุภาษิต 26:13-16 ; สุภาษิต 27: 5, 6.  

ข้อควรจำ   “อย่าเอาตัวเจ้าขึ้นมาข้างหน้าต่อพระพักตร์พระราชา  หรือยืนอยู่ในที่ของ
                     ผู้หลักผู้ใหญ่” (สุภาษิต 25:6)
    

               เบื้องหลังเกล็ดงู ที่ส่งประกายแวววาวสวยงามบนต้นไม้คือซาตาน มันพูดด้วยน้ำเสียงเสนาะหู ฟังดูเหมือนมีความห่วงใยในความสุขของเอวา แต่ที่จริงมันวางแผนให้เอวา และอาดัมละเมิดพระบัญชาของพระเจ้า และได้รับโทษถึงตาย  (ปฐมกาล 3:1-6) บางคราวซาตานแปลงร่างมันเอง พระคัมภีร์กล่าวว่า“การกระทำเช่นนั้นไม่แปลกเลย ถึงซาตานก็ยังปลอมตัวเป็นทูตแห่งความสว่างได้” (2 โครินธ์ 11:14) ที่เป็นอันตราย และซับซ้อนยิ่งนัก คือการหลอกให้ “เราหลอกตัวเอง” คืออ้างว่าเราเป็นบางสิ่ง ทั้งๆ ที่เราไม่ได้เป็น ในที่สุดเราไม่เพียงหลอกลวงคนอื่นเท่านั้นแต่เรายังหลอกตนเองด้วย  
                ซาตานใช้เพทุบายหลากหลายในการหลอกลวง หนึ่งในกลวิธีใช้มากที่สุดคือผ่านภาษา พระธรรมสุภาษิตบางข้อสัปดาห์นี้พูดถึง การกล่าวโกหก, การยกยอปอปั้น การพูดคำเพราะพริ้ง มีถ้อยคำฟังแล้วทำให้รู้สึกเคลิบเคลิ้ม ทั้งนี้เพื่อเคลือบความคิดน่าเกลียด และแผนร้ายลึกไว้ด้วยน้ำตาล เราจำเป็นต้องระมัดระวัง สิ่งที่เราพูดกับคนอื่น และตีความหมาย สิ่งที่คนอื่นพูดกับเรา บางทีข่าวสารของสัปดานี้อาจจะพูดกับเราทำนองว่า
: “ดูเถิด เราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ” (มัทธิว 10:16)

วันอาทิตย์   ความลึกลับของพระเจ้า  (สุภาษิต 25:2, 3)
                ชีวิตของคนเราเต็มไปด้วยความซับซ้อน นักวิทยาศาสตร์ชื่อ ดาวิด ดูทช์ ได้ เขียนไว้ว่า “เหตุการณ์แต่ละวันมีความซับซ้อนยิ่งนัก หากใช้วิชาฟิสิกส์มาอธิบาย แม้แต่เรื่องธรรมดา  คือถ้าคุณเติมน้ำใส่กระติกน้ำร้อนและเปิดสวิทช์  แล้วใช้ซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ทั้งหมดทีมีอยู่ในโลกป้อนสมการเพื่อจะดูว่า โมเลกุลของไอน้ำมันจะมีปฏิกริยาอย่างไรต่อไป  แม้ว่าเราอาจจะรู้ค่าตัวเลขในสภาพเดิมของมันและอิทธิพลภายนอกที่เข้ามามีส่วนกับมัน ให้เวลาตลอดอายุของโลกจักรวาลแล้ว  กระนั้น ก็ยังเป็นงานที่เป็นไปไม่ได้อยู่ดี” จาก หนังสือสือ ของ ดูทช ใน “The Beginning of Infinity That Transform the World” page 107
                ถ้าเรายังงงงันเกี่ยวกับสิ่งที่ดู “ง่าย” เช่นในเรื่องโมเลกุลของน้ำนี้แล้ว ไฉนเราหวังที่จะเข้าใจ “ความลึกลับ” ของพระเจ้าได้?

              อ่านพระธรรมสุภาษิต 25:2, 3. ผู้ประพันธ์ต้องการเน้นจุดไหนบ้างจากข้อพระคัมภีร์ทั้งสองนี้? และเราจะนำไปใช้ในสถานการณ์ชีวิตประจำวันได้อย่างไร?      
                พระสง่าราศี และฤทธานุภาพของพระเจ้าที่แตกต่างจาก ธรรมชาติในเรื่อง “ความลึกลับ” ของพระเกียรติยศพระมหากษัตริย์บนแผ่นดินโลก คือความลึกลับของพระเจ้าซึ่งเราไม่สามารถเข้าใจพระองค์ได้ อย่างปรุโปร่ง  คำว่า “ความลึกลับ” มาจากรากภาษาฮีบรูหมายถึง “ซ่อน” หรือ “ปกปิด” คำนี้ปรากฏในพระคัมภีร์เดิมอย่างในพระธรรมอิสยาห์ (45:14,15) มีหลายสิ่งเกี่ยวกับพระเจ้าที่เราไม่อาจเข้าใจได้ หรือกล่าวได้อีกอย่างว่า ส่วนที่ทำให้กษัตริย์ยิ่งใหญ่ด้วยพระเกียรติยศควรค่าแก่การเทิดทูน คือองค์กษัตริย์ผู้ทรงปกครองโดยธรรม ทรงสนพระทัยในทุกข์สุขของประชา กร และทรงเสียสละในการประกอบพระกรณียกิจนานาประการเพื่อความสุข ความร่มเย็นของปวงประชา
              ชีวิตของมนุษย์เต็มไปด้วยคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ ชั่วเพียงเสี้ยววินาที อาจทำให้ชีวิตของเราตกไปอยู่ระหว่างชีวิตและความตายได้ ซึ่งบางคนต้องเผชิญเหตุการณ์อันเศร้าสลดครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่คนอื่นๆ อยู่เป็นปกติสุขสบาย ทั้งหมดควรบอกว่าเราจำเป็นต้องดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ สิ่งต่างๆที่บังเกิดเวลานี้ในชีวิตของคุณ คุณต้องยอมรับโดยความเชื่อ และไว้วางใจในพระเจ้า คุณมีทางเลือกอื่นใดไหม?

วันจันทร์  คนโง่ และคนมีปัญญา  (สุภาษิต 26:11, 12)
              มีการโต้แย้งทางโลกตะวันตกในเรื่องของความจริงว่า ความจริงย่อมมีความ หมายแตกต่างต่อบุคคลในต่างที่ต่างแดนกัน เขาพูดถึงความจริงในแง่ของวัฒนธรรมซึ่ง อาจ “ขยายความ” ออกได้ต่างกัน ยกต้วอย่างเช่น สิ่งที่คนหนึ่ง หรือ วัฒนธรรมหนึ่งบอกว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ขับรถชิดซ้าย แต่อีกที่หนึ่งอาจเป็นอันตรายอย่างใหญ่หลวงเป็นต้น  ส่วนในแง่ของศีลธรรมความเชื่อในศาสนา  บางสิ่งอาจถูกต้อง และสิ่งอื่นๆ อาจผิด ไม่ว่าเราจะอาศัยอยู่ที่ไหนหรือการเลือกของเราเป็นอะไร   สุดท้ายเราจะต้องยอมสยบต่อพระวจนะของพระเจ้า และความจริงที่พบในพระวจนะนั้น  พระวจนะของพระเจ้าจะต้องเป็นข้อทดสอบสุดท้าย ว่าอะไรคือสิ่งถูก สิ่งผิด อะไรเป็นสิ่งดี หรือสิ่งเลว

               
อ่านพระธรรม สุภาษิต 26:11, 12. (อ่าน ผู้วินิจฉัย 21:25 ; 1 โครินธ์ 1:20, 21 ; 1 โครินธ์ 2:6, 7 ; 2 โครินธ์1:12. ด้วย) เราทุกคนต้องระมัดระวังไม่ทำอะไร?
 
                ดังเราได้เห็นแล้วว่า แนวคิดของการทำสิ่งถูกในสายตาของคนๆ หนึ่งไม่ใช่สิ่งใหม่ ถ้ามันผิดสมัยก่อน เดียวนี้มันก็เป็นสิ่งผิดเหมือนกัน ไม่มีใครในพวกเราเข้าใจทุกสิ่งได้ถ่องแท้ ในความเป็นจริงเราจำเป็นต้องเติบโตและเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ดังนั้นเราจำ เป็นต้องเปิดใจให้ กับข้อมูลความจริง เพราะเราไม่มีคำตอบทุกอย่าง
              ในกรณีของคนโง่ทั้งหลาย เราจำเป็นต้องห่วงใยว่าอิทธิพลแห่งความโง่อาจขยายออกไปนอกเหนือพวกเขาเอง พวกเขาเชื่อมั่นในปัญญาของพวกเขาเต็มที่ ดังนั้นพวกเขาจึงยังทำสิ่งโง่เขลาไปเรื่อยๆ คนอื่นๆ อาจเชื่อว่าความโง่เช่นนั้นเป็นความฉลาด และพวกเขาจะยกย่องคนโง่ และขอคำปรึกษาจากพวกเขา นี่อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่โต (สุภาษิต 26:8) ความโง่จะขยายออกไป ยิ่งเมื่อมีป้ายกำกับว่า “ปัญญา” บนความโง่นั้น ก็ยิ่งจะเกิดอันตรายมากขึ้น มีอะไรมากกว่านั้น คนโง่ก็จะโง่มากขึ้น และพวกเขาไม่รู้ตัวในความโง่ของพวกเขา

              บ่อยครั้งเพียงใดคุณถูกทดลองให้ละทิ้งสิ่งที่คุณทราบว่า เป็นพื้นฐานของความจริง? มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคุณค่าพื้นฐานดูเหมือนไม่สอดคล้องซึ่งกันและกัน? เราจะทราบได้อย่างไรว่า ความจริงข้อไหนเราควรเชื่อ?
 
วันอังคาร   คนเกียจคร้าน  (สุภาษิต 26
:15)
              “คนเกียจคร้านฝังมือของเขาไว้ในชาม เขาเหน็ดเหนื่อยที่จะนำมือกลับมาที่ปากของตน” (สุภาษิต 26:15)
                นักเรียน นักศึกษาบางคนอาจใช้เวลา และพลังงานมากขึ้นในการเตรียมความพร้อมเพื่อการทุจริตในการสอบ เป็นความจริงเช่นเดียวกับคน เกียจคร้าน ที่ทำงานหนักเพื่อหาข้อแก้ตัวสำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา
             อ่านพระธรรม สุภาษิต 26:13-16. มีคำเตือนเกี่ยวกับอะไรตรงนี้?
              คนเกียจคร้านอาจพูดถูกเมื่อ “คนเกียจคร้านพูดว่า "มีราชสีห์อยู่ที่ถนน  มีสิงห์อยู่ที่ลานเมือง" (สุภาษิต 26:13) ดังนั้นเป็นการฉลาดจะอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องดิ้นรนเสี่ยงกับอันตราย แต่การทำเช่นนั้น เราจะพลาดโอกาสต่างๆ ที่ชีวิตเสนอให้   เราจะไม่ได้ชื่นชมความงามของดอกกุหลาบ ถ้าเราไม่ดูแลต้นกุหลาบซึ่งเสี่ยงต่อการถูกหนามกุหลาบตำ เราไม่อาจขับเคลื่อนไปข้างหน้าถ้าเรากลัวปัญญหาต่างๆ ผู้คนที่ไม่กล้าทำอะไรจะไม่เคยได้ลิ้มรสชาติในชีวิตเต็มๆ
              คิดถึงถ้อยคำพรรณนาให้เห็นภาพอื่นๆ อย่างในพระธรรมสุภาษิต 26:14 “ประตูหันไปมาด้วยบานพับของมันฉันใดคนเกียจคร้าน ก็ทำอย่างนั้นบนที่นอนของเขา” บานประตูเคลื่อนไหว ปิด-เปิด แต่ไม่ขยับตัวไปไหน ในทำนองเดียวกันคนขี้เกียจนอนบิดตัวไปมาบนที่นอน พวกเขาเพียงเปลี่ยนอิริยาบท แต่ไม่ลุกจากเตียงนอนไปไหน
              ลักษณะอีกอย่างในข้อ 15 กล่าวว่า “จงตอบคนโง่ตามความโง่ของเขา เกรงว่าเขาจะฉลาดในสายตาของเขาเอง”(สุภาษิต 26:15)  พวกเขาขี้เกียจแม้แต่จะใช้มือหยิบอาหารป้อนเข้าปากพวกเขาเอง !
              แต่ที่น่าเกลียดยิ่งกว่าคือ คนขี้เกียจไม่อยากใช้สมองของพวกตนคิดอะไรซับ ซ้อน พวกเขาปิดประตูจิตใจขังตัวเอง  วางความเชื่อในจุดยืนของพวกตน ดังนั้นพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูกเสมอ พวกเขาคิดว่าพวกตนฉลาดกว่าคนฉลาดเจ็ดคน (สุภาษิต 26:16) พวกเขาจะไม่เปิดใจรับข้อมูล และความคิดเห็น ซึ่งบางทีอาจฉลาดกว่าพวกตน เหล่าคนที่คิดว่าพวกตัวเองมีคำตอบทั้งหมด โดยปกติแล้วไม่เป็นอย่างนั้น
              “ในวันพิพากษา มนุษย์ทั้งปวงจะไม่ถูกตัดสินลงโทษเพราะพวกเขาหลงเชื่อ ในสิ่งที่ผิด แต่พวกเขาจะถูกพิพากษาเพราะพวกเขาไม่เชื่อในความจริง    ที่พวกเขาถูกพิพากนั้น ก็เพราะพวกเขาเพิกเฉยต่อโอกาสที่จะเรียนรู้ความจริงด้วย” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “บรรพชน และผู้เผยพระวจนะ, หน้า 55
               เรามีความเข้าใจหน้าที่ของเราในการให้ “โอกาส” คนอื่นได้เรียนรู้อะไรที่เป็นความจริงบ้างไหม? ความรับผิดชอบของเราเริ่มต้น และสิ้นสุด ณ ที่ไหน?

วันพุธ   เพื่อนที่เป็นเหมือนศัตรู   (สุภาษิต 27:5, 6)
              สมมติว่าเราได้รับความผิดหวังจากเพื่อนๆ มากกว่าจากศัตรู สิ่งนี้เกิดได้บ่อยเพราะว่าเราคาดหวังสิ่งดีๆ จากเพื่อนและสิ่งเลวจากศัตรูของเรา แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเช่นนั้นเสมอไป  นี่คือสาเหตุที่พระธรรมสุภาษิตเตือนเราว่า บางครั้งเพื่อนคนหนึ่งอาจมีพฤติกรรมเหมือนกับศัตรู และศัตรูเหมือนเป็นเพื่อน
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 27:5, 6.  เมื่อไรการเตือนเพื่อการแก้ไขให้ดีขึ้น  สามารถเป็นเครื่องหมายแห่งความรัก?
              ความรักไม่ใช่แค่การกอด การจูบ และการเปล่งคำหวาน เพราะบางครั้งความรักขับเคลื่อนเราให้เตือนเพื่อน หรือเด็กๆ ของเราเพื่อการแก้ไขให้ถูกต้อง แต่การทำเช่นนี้ อาจถูกมองว่าเป็นการพิพากษาหรือวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้เขาไม่พอใจ ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียเพื่อนเมื่อเอ่ยปากเตือน แต่ถ้าเราไม่เตือนเพื่อนๆ เกี่ยวกับการที่พวกเขากำลังทำอยู่ อย่างนี้เราเป็นเพื่อนประเภทไหนกัน?
              อนึ่งการเตือนอย่างเปิดเผยจริงใจ เป็นเครื่องหมายแสดงว่า ความรักของเราไม่ได้สร้างขึ้นบนแนวคิดที่ผิด แต่วางบนพื้นฐานแห่งความจริง และความไว้วางใจ

              อ่านพระธรรมสุภาษิต 27:17 อะไรสามารถเป็นผลลัพธ์จากการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างเพื่อนๆ?
              สัญลักษณ์ของ “เหล็กลับเหล็กได้  คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนได้” (สุภาษิต 27:17) แนะว่ามีประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย มิตรภาพได้รับการทดสอบด้วยการเอาใจใส่แก้ไขสิ่งผิดจะเพิ่มพูนมิตรภาพ และเสริมพลังให้บุคคลสองฝ่ายทั้งสองจะกลาย เป็นบุคคลที่ดีขึ้น ที่สุดจะจบลงด้วยทั้งสองฝ่ายได้รับการเตรียมความพร้อมดีขึ้นสำหรับการต่อสู้ดิ้นรนในอนาคตของเรา   เหล่าคนที่ปกป้องพวกเขาเองเกินเหตุ และรับฟังแต่พวกเขาเองเท่านั้น และไม่เคยรับการท้าทายสำหรับแนวคิดที่แตกต่าง จะไม่เติบโตในความรู้ หรืออุปนิสัยในความคิด ความรู้สึก และการกระทำ

              คุณเคยได้รับการเตือนเพื่อการแก้ไขสิ่งผิดในบางสิ่งซึ่งอาจทำให้คุณรู้เจ็บปวดบ้างไหม? สมมติคุณไม่ได้รับการเตือนในเรื่องนี้  ผลจะออกมาอย่างไร? ขณะเดียวกัน หากคุณตระหนักว่าคุณต้องการตักเตือนคนอื่น คุณสามารถจะช่วยเหลืออะไรในเชิงบวก แทนที่จะตัดสิน หรือวิพากษ์วิจารณ์?

วันพฤหัสบดี
  ศัตรูที่เป็นเหมือนเพื่อน   (สุภาษิต 26:17-23)
              อ่านสุภาษิต 26:17-23. เขียนแนวคิดสำคัญบางประการ ที่พบในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้?
              พระธรรมสุภาษิตบอกเราเกี่ยวกับอำนาจของถ้อยคำ ในบทนี้กล่าวถึงอันตรายของการโกหกและทะเลาะวิวาท คนที่โกหกเกี่ยวกับศัตรูของคุณ ต่อหน้าต้องการให้คุณคิดว่าพวกเขาอยู่ฝ่ายคุณ แต่ที่จริงแล้วพวกเขาเป็น “ถ่านไฟแดง” ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงให้กับการโต้เถียงด้วยความโกรธ ซึ่งนำไปสู่การลุกไหม้เกิดปัญหาร้อนแรงยิ่งขึ้น (ข้อ 21)
              พระธรรมสุภาษิต 26:23 “ริมฝีปากที่ราบรื่นกับใจที่ชั่วร้าย ก็เหมือนน้ำยาเคลือบที่อาบอยู่บนภาชนะดิน”  ถ้อยคำที่รื่นหู อาจมาจากใจที่ซ่อนความชั่วร้าย นัก การเมืองผู้ต้องการชนะในการเลือกตั้ง นักขายผู้ต้องการขายสินค้า หรือชายเจ้าชูที่ต้องการหลอกลวงผู้หญิง อาจถูกทดลองให้ทำและพูดในสิ่งที่ไม่จริง ผู้หญิงทั้งหลายต่างทราบเกี่ยวกับพลังอำนาจของถ้อยคำหวานรื่นหู !
              ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนว่า เราควรระมัดระวังไม่เชื่อในคำพูดดีน่าฟัง ถ้อยคำเหล่านั้นอาจเป็นอันตรายเพราะว่าพวกเขา “พูดเพราะ” บางคนเป็นนักพูดที่ช่ำชองมาก ฟังดูผิวเผินดูเหมือนพวกเขาจริงใจและเอาใจใส่ แต่ภายในใจของพวกเขาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เราทั้งหลายคงได้รับการหลอกมาบ้างแล้ว แต่มีใครบ้างเคยทำผิดในทำนองนี้ กล่าวคือการพูดอะไรกับใครอย่างหนึ่ง ขณะภายในใจรู้สึกแตกต่าง พระธรรมสุภาษิตกล่าวต่อต้านการกล่าวเท็จประเภทนี้รุนแรง  
              “ทุกสิ่งที่เหล่าคริสเตียนทำควรจะ “โปร่งใส” เหมือนแสงอาทิคย์ “ความจริง” เป็นของพระเจ้า การโกหกทุกประเภทเป็นของซาตาน.....ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา เราไม่อาจพูดความจริงถ้าเราไม่รู้จักความจริงเต็มร้อย บ่อยครั้งเพียงใดความประทับใจครั้งแรกเป็นแนวคิดคลุมเครือ เป็นความคิดเห็นผิด หรือเป็นความรู้ไม่สมบูรณ์และการวินิจฉัยผิดกั้นเราจากความเข้าใจอันถูกต้องในเรื่องราวต่างๆ! เราไม่อาจพูดความจริงได้ ถ้าจิตใจของเราไม่ได้รับการทรงนำโดยพระเจ้าผู้เป็นความจริง” จาก หนังสือ ของ เอลเลน ไว้ท์ ใน  “Reflecting Christ”, page  71

              สิ่งคุณพูดออกไปเปิดเผยและชัดเจนเพียงไร? บ่อยครั้งไหมคำพูดของคุณไม่เชื่อมโยงกับความความคิดของคุณ? คุณคิดว่าการที่ปากกับใจไม่ตรงกันเป็นการโกหกไหม?  และการโกหกเช่นนั้นจะสามารถปกปิดได้นาน เท่านานไหม? (อ่านพระธรรมมัทธิว 10:26, 27.)

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
              “การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ขจัดความต้องการ  ที่จะใช้สมอง และตะลันต์ของเรา แต่พระวิญญาณสอนเราให้ใช้อำนาจทุกอย่างเพื่อถวายเกียรติแด่พระเจ้า จิตใจของมนุษย์เมื่ออยู่ภายใต้การทรงนำพิเศษของพระเจ้าสามารถใช้เพื่อวัตถุประสงค์ได้ดีที่สุดบนโลก การมีความรู้จำกัดไม่ทำให้ผู้ติดตามพระคริสต์ถ่อมใจลง หรือมีความเข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณมากขึ้น ความจริงของพระเจ้าสามารถเข้าใจได้ดีที่สุดโดยคริสเตียนที่มีการศึกษา พระคริสต์จะได้รับพระเกียรติอย่างสูงสุดเมื่อพวกเขารับใช้พระองค์ด้วยปัญญาแท้ เป้าหมายดีที่สุดในด้านการศึกษาคือจะช่วยเราใช้อำนาจ และเทิดทูนพระสิริของพระเจ้าอย่างถูกต้อง
              เราต่างเป็นหนี้พระองค์ผู้ซึ่งประทานชีวิต และตะลันต์ให้เราเพื่อใช้สำหรับงานด้านพระกิตติคุณ เป็นหน้าที่ของเราที่จะพัฒนา และปรับปรุงตะลันต์เหล่านี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรับใช้พระผู้สร้างของเรา” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน  “Counsels to Parents, Teachers and Students”, pages 361, 362

 
คำถามเพื่อการอภิปราย

1.   อภิปรายมากขึ้นเกี่ยวกับความลึกลับที่เราพบในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นในธรรม ชาติ ในความสัมพันธ์ของมนุษย์ หรือในคำถามเกี่ยวกับความเชื่อ และธรรมชาติของพระเจ้า และความรอด เป็นสิ่งแปลกแต่จริง  ยิ่งเราเรียนรู้มากขึ้น เรายิ่งตระหนักว่า เรากลับรู้เพียงเล็กน้อยเพียงใด เหตุใดแม้เป็นความจริงมากขึ้น  เมื่อมาถึงความจริงฝ่ายจิตวิญญาณ?

2.   อะไรคือ “ความจริง” บางประการ ที่เป็นวัฒนธรรม หรือสิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงได้? เราสามารถบอกพวกเขาจากความจริง ถึงสิ่งที่เป็นสิ่งนิรันดร์เป็นสากล และไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? เหตุใดจึงสำคัญที่เราทราบในความแตกต่างระหว่างสองสิ่ง? เหตุใดจึงเป็นอันตรายถ้าเราไม่บอกถึงความแตกต่าง?

     3.   มีการพูดกันว่า คนฉลาดจะรักษาเพื่อนๆ ของเขาไว้ใกล้ชิด และกับศัตรูให้ความใกล้ชิดมากกว่า นั่นหมายความว่าอย่างไร? ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราจะจัดการกับแนวคิดนี้อย่างไร? ในทางใดบ้างที่ข้อพระคัมภีร์ซึ่งกล่าวว่า  “ดูเถิดเราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ?” (มัทธิว 10:16) สามารถช่วยเหลือเราได้?
 

                                       *********************
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่  11
ดำรงชีวิตโดยความเชื่อ
7 - 13   มีนาคม 2015
 
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :สุภาษิต 28:4,7, 9 ; โรม 1:16 ,17 ; กาลาเทีย 3: 24 ; สุภาษิต 28:5 ; 1 ยอห์น 2:15-17 ; สุภาษิต 29:13. 

ข้อควรจำ “การกลัวคน นำบ่วงมาวางไว้ แต่บุคคลที่วางใจในพระเจ้าก็ปลอดภัย” (สุภาษิต 29:25)            

                      มีเสียงร้องเรียกเราจากหลายทิศทาง อย่างนี้ผู้คนจะทราบได้อย่างไรว่าอะไรถูก และอะไรผิด?  คำตอบ  พบได้ในพระเจ้า และพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เราต้องเรียนรู้จะไว้วางใจในพระเจ้า และเชื่อฟังพระบัญญัติของพระองค์   แล้วหลังจากนั้นทุกสิ่งก็จะตามกันมาเอง
                พระเยซูทรงบอกเราในเรื่องนี้ ทรงกล่าวว่า “แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วจะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้” (มัทธิว 6
:33) เราทั้งหลายจะต้องไว้วางใจ และติดตามพระเจ้าไป นี่เป็นหน้าที่ของเรา หาไม่เราจะยกย่องสิ่งอื่นสำคัญที่สุด ซึ่งอาจเป็นการกราบไหว้รูปเคารพ และเราสามารถเรียนรู้ที่จะไว้วางใจในพระเจ้าโดยการดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ คริสเตียนจะไม่ก้าวเดินไปตามลำพัง เราต้องทำการเลือกจะทำในสิ่งต่างๆ องค์พระผู้เป็นเจ้าบอกให้เราทำ และจากนั้นปล่อยให้ผลลัพธ์เป็นมาจากพระองค์

วันอาทิตย์   ถือรักษาพระบัญญัติ  (สุภาษิต 28:4 , 7, 9)
               
จากจำนวน 13 ครั้งของคำว่า “โทราห์” หมายถึง “บัญญัติ” หรือ “คำสอน” ปรากฏในพระธรรมสุภาษิต 4 ครั้งอยู่ในสุภาษิต บทที่ 28 (ข้อ 4 สองครั้ง ,ข้อ 7 และ 9) การใช้คำ “โทราห์” ในพระธรรมสุภาษิตปกติหมายถึง “คำสอน” ของผู้มีปัญญา (สุภาษิต 13:14) แต่สอดคล้องกับความคิดของชาวฮีบรู คำนี้มีความหมายด้านจิตวิญญาณ และยังชี้ไปยังการทรงนำของพระเจ้า พระธรรมสุภาษิตใช้คำว่า “โทราห์” ในลักษณะนี้เช่นกัน (อ่านสุภาษิต 29:18)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 28:4, 7, และ 9 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับความสำคัญของพระบัญญัติและเราควรดำเนินชีวิตอย่างไร?
              สิ่งใดทำให้ชาวอิสราเอลมีความแตกต่างจากชนชาติอื่น ไม่ใช่เพราะวิธีคิดของพวกเขา หรือ แม้แต่ความเห็นในเรื่องศาสนาของพวกเขาซึ่งแตกต่างจากชาติอื่นเท่านั้น แต่ที่ทำให้พวกเขาแตกต่าง คือพระบัญญัติของพระเจ้า ที่มีผลต่อการเลือก ในการดำเนินชีวิต ประจำวันของพวกเขา  อย่างเช่นเรื่องอาหาร การพักผ่อน สิ่งแวดล้อมตามธรรม ชาติ และความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน และครอบครัว สิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ซึ่งหมายถึงการ  “ถูกแยกไว้” จากชนชาติอื่นๆ การเลือกของพวกเขามีศูนย์กลางอยู่ที่พระบัญญัติ และหลักการที่พบในพระบัญญัติ
              ยิ่งกว่านั้น เราซึ่งเป็นมนุษย์ไม่อาจฉลาดได้โดยตัวเราเอง เราไม่อาจบอกในความแตกต่างระหว่างสิ่งดี และ เลวได้เสมอไป (1 พงศ์กษัตริย์ 3:9) ดังนั้นเราต้องการพระบัญญัติของพระเจ้าเพื่อช่วยเราให้กลายเป็นคนมีปัญญา กล่าวได้อีกอย่างว่า การเป็นคนมีปัญญาไม่ได้พึ่งอยู่กับอำนาจของสมอง หรือการศึกษาเรื่องศาสนา แต่ทั้งหมดพึ่งอยู่กับการเชื่อฟังพระบัญญัติซึ่งอยู่ภายนอกตัวเรา วัฒนธรรมของเรา หลักปรัชญา และ ความปรารถนาของเรา
              พระบัญญัติของพระเจ้าเป็นบัญญัติชั่วนิรันดร์ และการจะปฏิบัติตามพระบัญญัติ ที่จริงเป็นการกระทำของความเชื่อ ท่านอัครทูตเปาโลกล่าวเป็นพยานว่า “เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอาย ในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด พวกยิวก่อน แล้วพวกต่างชาติด้วย เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้นความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออก โดยเริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ” (โรม 1:16, 17) 
                มีความยุ่งยาก หรือปัญหาอะไรที่คุณได้รับการช่วยให้รอดจากความบาป เพราะเหตุคุณได้กล่าวสัญญากับพระเจ้าว่าจะถือรักษาพระบัญญัติของพระองค์โดยความเชื่อ? ชีวิตของคุณจะแตกไปอย่างไร ถ้าคุณไม่ได้ถือรักษาพระบัญญัติไว้?

วันจันทร์  แสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า   (กาลาเทีย 3:24)
              พระบัญญัติมีความสำคัญมากสำหรับชีวิตแห่งความเชื่อ แต่บัญญัติ (โทราห์) ไม่ใช่แหล่งแห่งชีวิต แต่บัญญัติชี้ให้เห็นความบาป และความบาปนำไปสู่ความตาย (อ่าน โรม 7:7-13) สิ่งทำให้บัญญัติทำงานได้ดีเพราะมาจากพระเจ้า ถ้าแยกจากพระเจ้า บัญญัติเป็นเพียงข้อห้าม หรือศีลสำหรับปฏิบัติ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนดังเดิมของพระเจ้า ชีวิตแห่งการเชื่อฟังพระบัญญัติของพระเจ้าเชื่อมโยงเข้ากับชีวิตที่พระเจ้าทรงมอบให้ พระบัญญัติไม่อาจมาแทนที่พระเจ้าได้ เพราะเป็นเพียงครูนำนักศึกษาไปสู่พระเจ้า (กาลาเทีย 3:24)
                อ่าน กาลาเทีย 3:24 พระบัญญัติชี้เราไปยังพระคริสต์อย่างไร เพื่อเราสามารถจะดำเนินชีวิตสอดคล้องกับพระองค์ได้?
              พระธรรมสุภาษิตไม่ใช่หนังสือประเทืองปัญญาเท่านั้น ประการแรกสุด  เป็นหนังสือเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ซึ่งสำแดงพระปัญญาแก่เรา เมื่อเราเชื่อพระบัญญัติ เราพบว่าปัญญาจะช่วยเราให้อยู่ใกล้ชิดกับพระเจ้ามากขึ้น ขณะเดียวกันนำเราไปสู่ความรอด ซึ่งพระเจ้าทรงเสนอให้เราโดยไม่คิดค่า โดยผ่านการมีความเชื่อในพระเยซู
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 28:5. อะไรคือลูกกุญแจไขสู่ความ “เข้าใจทั้งปวง” ของเรา?
              คำว่า “เข้าใจ” ถูกใช้สองครั้งในข้อ 5 เป็นคำเดียวกับคำว่า “บัญญัติ” ในข้อ 4 ทั้งสองคำเกี่ยวพันกัน การถือรักษาบัญญัติ (ข้อ 4) และ การแสวงหาองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 5) เป็นส่วนหนึ่งร่วมกัน แต่กิจกรรมนี้ไม่เพียง การรู้จัก และการทำสิ่งที่ถูก ความเข้าใจนี้รวมไปถึงสิ่ง “ทั้งปวง” เพราะว่ามันมาจากพระเจ้าแห่ง “สรรพสิ่ง” สำหรับชนอิสราเอลในสมัยพระคัมภีร์ ความรู้ในสรรพสิ่งไม่ได้แยกจากประสบการณ์ทางศาสนา ความเชื่อผูกพันใกล้ชิดกับความรู้ และความเข้าใจ เป็นการไม่มีเหตุผลที่จะมีความเชื่อโดยปราศจากความคิด หรือความคิดปราศจากความเชื่อ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าทรงเป็นรากฐานของทั้งความเชื่อ และความเข้าใจในพระศาสนา
                เหตุใดจึงเป็นการมีเหตุผลสำหรับเราจะมีความเชื่อในพระเจ้า? เหตุใดจึงเป็นการไม่มีเหตุผลมากกว่าจะปฏิเสธพระเจ้า แทนที่จะเชื่อในพระองค์?

วันอังคาร
   ถ้อยคำสำหรับคนร่ำรวย   (1 ยอห์น 2:15-17)
              อ่าน 1 ยอห์น 2:15-17 มีการเตือนเกี่ยวกับอะไรตรงนี้? เราสามารถปกป้องตัวเราเองจากอันตรายที่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กล่าวถึงอย่างไร?
              มีแนวคิดเกี่ยวกับความหมายว่า “ร่ำรวย” อยู่หลายประการ แต่พระธรรมสุภา- ษิตมาพร้อมกับคำสอนว่าคนหนึ่งจะ “ร่ำรวย” ได้อย่างไร จากนั้นเป็นคำสอน   คุณว่าจะจัดการกับความ “ร่ำรวย” ของคุณอย่างไร เมื่อคุณเกิดรวยขึ้นมา
       1.  อย่าหาทางเป็นคนรวย โดยการใช้คนยากจนอย่างไม่ยุติธรรม (สุภาษิต 28:8)  อย่างนั้นความร่ำรวยของคุณไม่“ถูกต้อง” ถ้าคุณแสวงหาความร่ำรวยจากคนยากจนอย่างไม่ยุติธรรม พระคัมภีร์กล่าวโทษต่อต้านเหล่าคนที่ใช้คนยากจนอย่างไม่ยุติธรรมสำหรับทำกำไรให้กับพวกเขาเอง
       2.  จงให้ (ความช่วยเหลือ) แก่คนยากจน (สุภาษิต 28:27)  ถ้าเรามีใจเอื้อเฟื้อแก่คนยากจน เราจะได้รับการอวยพร
       3.  จงทำงานหนัก (สุภาษิต 28:19) ทรัพย์สมบัติไม่ควรได้มาโดยการขโมย หรือฉ้อโกง หรือความบังเอิญ แต่เป็นรางวัลจากการทำงานหนักของเรา สิ่งที่ได้รับขึ้นอยู่กับเราทำงานหนัก และมีความซื่อสัตย์เพียงใด ถ้าเราเป็นคนร่ำรวยเราก็สมควรแล้ว
       4.  จงอย่าเร่งหาทรัพย์เพื่อเป็นคนรวยในเวลาอันสั้น (สุภาษิต 28:20, 22) พระธรรมสุภาษิตเสนอให้เห็นสองฉาก ฉากแรกสมมติเราปิดตาข้างหนึ่งต่อการกระทำไม่ซื่อสัตย์ จากนั้นผลลัพธ์ตามมา เรากลายเป็นคนมีส่วนร่วมในการกระทำนั้น (สุภาษิต 28:22) ฉากที่สอง สมมติเราต้องการชื่นชมในทรัพย์สมบัติของบิดามารดาในเวลานี้ ขณะพวกเขายังมีชีวิตอยู่ นี่อาจหมายถึงเราเบียดบังทรัพย์ของพวกเขา จากที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้จ่ายในปัจจุบัน ลูกบางคนเมื่อทำผิดกลับบอกว่าพวกเขาไม่ได้ทำผิด เพราะพวกเขาเป็นลูก พระคัมภีร์ข้อหนึ่งกล่าวว่า “บุคคลที่ขโมยของบิดามารดาของตน และกล่าวว่า “อย่างนี้ไม่ทรยศ” เขาก็เป็นเพื่อนของคนทำลาย” (สุภาษิต 28:24)

                เงินเป็นสิ่งมีอำนาจมากในโลกนี้ นี่คือสาเหตุพระคัมภีร์กล่าวถึงเรื่องนี้มาก ถ้าคุณปรารถนาเงิน คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะไม่ล้มลงสู่กับดักของสิ่งที่พระเยซูทรงกล่าวว่า “ความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งอื่นๆ เข้ามารัดพระวจนะนั้น จึงไม่เกิดผล” (มาระโก 4:19) พระเยซูทรงเรียกว่า “คำสัญญาจอมปลอม”แห่งทรัพย์สิน   
 
วันพุธ     คู่มือสำหรับคนยากจน   (สุภาษิต 29:13)
               อ่านพระธรรมสุภาษิต 29:13. กำลังมีการอภิปรายอะไรตรงนี้?

              คนยากจน และคนร่ำรวยมีสถานะเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระเจ้า : “คนยากจนและผู้บีบบังคับมักมาประจัญหน้ากันเสมอ และพระเจ้าประทานความสว่างแก่ตาของคนทั้งสอง” (สุภาษิต 29:13) สัญลักษณ์ของ “แสงสว่าง”ในพระธรรมสุภาษิตข้อนี้นำเรากลับไปยังการเนรมิตสร้างของพระเจ้า ทั้งคนร่ำรวย และคนยากจนต่างถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้า (สุภาษิต 22:2) ทั้งสองกลุ่มต่างชื่นชมในของประทานแห่งชีวิต และทรงให้ดวงอาทิตย์ส่องสว่างแก่คนทั้งสองกลุ่ม แต่คนร่ำรวยได้รับการเตือนเกี่ยวกับการปฏิบัติตนต่อคนยากจน และคนยากจนจะต้องรักแม้ผู้คนที่จ้างพวกเขาทำงาน ในบางกรณีเหล่าคนยากจนถูกเรียกให้รัก แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนร่ำรวย (มัทธิว 5:44, 45)
                อะไรคือข่าวสาร ของพระธรรมสุภาษิต 28:3. ?
              คนยากจนมีหน้าที่อย่างเดียวกันกับคนร่ำรวย : “คนยากจนที่บีบบังคับคนยากจน ก็เหมือนฝนที่ซัดลงมา แต่ไม่ให้ อาหาร” (สุภาษิต 28:3) การเป็นคนยากจนไม่ใช่ข้อแก้ตัวให้ทำบาปได้ เป็นจริงพวกคุณอาจได้รับความยากลำบาก แต่ความทุกข์ยากไม่อนุญาตให้คุณปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไม่ยุติธรรม คำอุปมาของพระเยซูเรื่องคนรับใช้ได้รับการอภัยจากเจ้านาย แต่เขาเองกลับปฏิบัติต่อคนยากจนกว่าเขาอย่างไม่ยุติธรรม เป็นการแสดงให้เห็นความไม่ยุติธรรมซึ่งมีอยู่มากจนเป็นเรื่องธรรมดา คนหนึ่งอาจคิดว่าชายที่เป็นหนี้ และได้รับการยกหนี้แล้ว เขาควรได้แสดงความกรุณามากต่อคนยากจนกว่าเขา (อ่าน มัทธิว 18:21-35)
              อะไรคือข่าวสารของสุภาษิต 28:6 ?
 
             “คนยากจนที่ดำเนินในความสัตย์ซื่อของเขา ก็ดีกว่าคนมั่งคั่งที่คดโกงในทางของตน” (สุภาษิต 28:6) บ่อยครั้งเราคิดว่า บุคคลชอบธรรมไม่ควรเป็นคนยากจน เพราะความยากจนควรเกิดจากการถูกลงโทษเพราะความคดโกง หรือขี้เกียจ(สุภาษิต 24:34) แต่ชีวิตจริงมันซับซ้อนยากต่อความเข้าใจ   คนยากจนอาจตกเป็นเหยื่อ ของความอยุติ- ธรรม หรือเหตุการณ์เหนือการควบของพวกเขา สิ่งนี้มักเกิดขึ้นได้บ่อย อย่างไรก็ดีพระธรรมสุภาษิตกล่าวชัดเจนว่าเป็นคนยากจนที่ซื่อสัตย์ดีกว่าเป็นคนรวยที่คดโกง และความสำเร็จในชีวิตไม่ได้พิสูจน์ว่าคนหนึ่งเป็นคนชอบธรรม
              เราควรทำอะไรเมื่อมีการทดลองให้ยอมแพ้ “การเลือกทางถูก” เพื่อความร่ำรวย? เราสามารถจะปกป้องตัวเราเองจากการทดลองเช่นนั้นได้อย่างไร?

วันพฤหัสบดี
  การรักความจริง   (สุภาษิต 29:15)
              เราควรสอนเด็กๆ และนักเรียนนักศึกษาของเรา บทเรียนสำคัญที่สุดพบใน 2 เธสะโลนิกา อัครทูตเปาโลเขียนเกี่ยวกับผู้จะต้องพลาดจากชีวิตนิรันดร์ ด้วยการกล่าวว่า “คนเหล่านั้นที่จะต้องพินาศ เพราะเขาทั้งหลายไม่ได้รักความจริงเพื่อจะรอดได้” (2 เธสะโลนิกา 2:10)  แน่นอนพระเยซูคือความจริง ดังนั้นการสอนคนอื่นให้รักความจริง คือการสอนพวกเขาให้รักพระเยซู จะมีอะไรสำคัญยิ่งกว่านี้?
              “ไม่ว่าอะไรก็ตาม เรากำลังทำการสำรวจ และกำลังศึกษาหาความจริง เราได้ถูกนำมาสัมผัสกับพระเจ้า ผู้ทรงกำลังทำการผ่านช่องทางทั้งปวง ดวงจิตของมนุษย์ถูกนำสู่การเชื่อมโยงกับดวงหทัยของพระเจ้า มนุษย์ผู้มีข้อจำกัดติดต่อกับพระเจ้าผู้ไร้ขีดจำกัด ผลลัพธ์ของการเชื่อมต่อทั้งด้านร่างกาย และดวงวิญญาณไม่อาจวัดระดับได้” จาก หนังสือของเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “การศึกษา”  หน้า  14
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 29:15. (อ่านสุภาษิต 29:19 ด้วย) มีหลักการสำคัญอะไรพรรณนาไว้ตรงนี้ ไม่เพียงด้านการศึกษา แต่ในด้านชีวิตโดยทั่วไปด้วย?
              ตัวอย่างของเรานั้นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าคนเราไม่อาจว่ากล่าว หรือแก้ไขได้โดยตรง แต่ในบางรายพวกเขาต้องการมากกว่าตัวอย่าง เรื่องนี้จริงสำหรับเด็กๆของเรา ในบางคราวเด็กต้องได้รับการลงโทษเพื่อจะนำพวกเขาให้อยู่ภายใต้การควบคุม
              ธรรมชาติของเราทั้งหลายต่างมีจุดอ่อน และเป็นบาป นี่รวมไปถึงเด็กไร้เดียงสาน่ารักน่าทนุถนอมเหล่านั้นของเรา เราจะไม่ทำสิ่งใดเพื่อเป็นการเอาใจเด็กๆของเรา โดยปล่อยให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ เด็กๆต้องมีวินัย และพวกเขาต้องการจริง ! พวกเขาจำเป็นต้องทราบว่าขอบเขตอยู่ตรงไหน และพวกเขาจำเป็นต้องอยู่ในข้อจำกัดนั้น มารดาหลายคนเชื่อว่าพวกหล่อนต้องเคารพในสิทธิเสรีภาพของเด็กๆ และอนุญาตให้พวกเขาตามที่ต้องการ โดยไม่มีคำว่า“ไม่” หรือ “อย่า” กับพวกเขา การไม่เชื่อฟังพระธรรมสุภาษิตที่กล่าวว่า “ไม้เรียวและคำตักเตือนให้เกิดปัญญา แต่ถ้าปล่อยเด็กไว้แต่ลำพังจะนำความอับอายมาสู่มารดาของตน”  (สุภาษิต 29:15) ในที่สุดพวกเขาก็นำความอับอายมาให้จริงๆ ซึ่ง น่าเสียใจ และเสียดายสำหรับเด็กๆ ของหล่อน บางครั้งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจนกระทั่งในภายหลัง เมื่อเด็กๆ  กลายเป็นผู้ใหญ่ไปแล้ว บิดามารดาจึงมารู้ว่าพวกตนพลาดไป
                มีบทเรียนอะไรบ้างคุณได้เรียนรู้ขณะยังเป็นเด็ก และคุณยังจำได้จนคุณเป็นผู้ใหญ่? การเรียนรู้ในห้วงวัยเด็กได้ช่วยทำให้ชีวิตของคุณดีกว่าในเวลานี้อย่างไร?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
              “พระบัญญัติของพระเจ้าได้รับการสถาปนาไว้อย่างมั่นคง เพื่อพระบัญญัตินั้นจะนำความสุขมาให้เหล่าผู้ถือรักษาไว้.....ศาสนาคริสต์นำมนุษย์ให้มีความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัวกับพระเจ้า แต่ไม่จบลงตรงจุดนั้น หลักการของสวรรค์จะต้องถูกนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต เพื่อหลักการนั้นอาจจะช่วย และอำนวยพรให้แก่โลก” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน Son and Daughters of God, page  267
              “ความล้มเหลวในการฝึกสอนเด็กเพื่อพระเจ้า เป็นสาเหตุให้ความชั่วร้ายมีมาต่อเนื่อง และได้ผลักดันให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยไปอยู่ฝ่ายของศัตรู พวกเขาควรจะได้เป็นคนทำงานเพื่อพระคริสต์ ถ้าพวกเขาได้รับการเลี้ยงดูให้เติบใหญ่อย่างถูกต้องโดยบิดามารดา ความรักแบบผิด และแนวคิดไม่ถูกต้องได้สร้างลักษณะอุปนิสัยทำให้เด็กไม่น่ารัก และไม่มีความสุข ซึ่งได้ทำให้ชีวิตของบิดามารดารู้สึกขมขื่นและมีความเศร้าต่อเนื่องจากอิทธิพลของคนชั่วอายุหนึ่ง ไปสู่คนช่วงอายุต่อไป เด็กคนที่ถูกปล่อยตามใจ ให้เลือกให้ทำอะไรได้ตามทางของเขา ในที่สุดจะไม่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า และทำให้บิดามารดาได้รับความอับอาย.....บิดามารดาผู้ซึ่งปล่อยปละละเลยการทำหน้าที่ของพวกเขา เป็นการทำให้เด็กๆ ของพวกเขา “เสียคน” เท่ากับพวกเขาเป็นผู้ปิดประตูนครบรมสุขเกษมของพระเจ้าไม่ให้เด็กๆ ของพวกเขาเข้าไป”  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ Testimonies for the Church, volume 5,  pages 325, 326
 
คำถามเพื่อการอภิปราย

1.   นักประพันธ์เลื่องชื่อชาวรัสเซีย ชื่อ ลีโอ ตอลสตอย ได้รับการเลี้ยงดูในบ้านคริสเตียน แต่พอเป็นหนุ่มเขาได้ละทิ้งความเชื่อเป็นเวลาหลายปี  เมื่อเขาอายุเลยวัยกลางคนเขาพบกับวิกฤติ: เขาถามตัวเองว่าชีวิตมีความหมายอะไร โดยเฉพาะชีวิตไม่แน่นอน และกำลังจะจบในความตาย? เขามองหาคำตอบจากความรู้ทั้งหมดที่เขามี แต่ไม่พบทางออก เขานั่งคิดหนัก พลันเขาเริ่มเข้าใจ คำตอบหนึ่งเดียวต่อคำถามเรื่องชีวิต และความหมายของการมีชีวิตอยู่จะพบได้ใน “ความเชื่อ” เป็นบางสิ่งนอกเหนือเหตุผลของมนุษย์ จากการค้นพบเหตุผลนี้เอง ที่ได้นำตอลสตอยให้ไปไกลกว่าเหตุผลของมนุษย์ คือยังโลกแห่งความเชื่อ เพื่อจะพบคำตอบสำหรับความหมายของชีวิต   ดังนั้นเหตุใดความเชื่อในพระเยซูจริงๆ แล้วมีเหตุผลในการเลือกมากที่สุด ทำให้เราสามารถพบความหมายของการมีชีวิตอยู่?
 
2.  ทำความเข้าใจประโยคว่า “จะรักความจริงหมายความว่าอะไร?” และ “เราจะรักความจริงได้อย่างไร?”    ที่จะรักความจริง ประการแรกเราต้องรู้จักความจริงนั้นก่อน  และเรามารับรู้ความจริงได้อย่างไร?  เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ปล่อยให้อะไรมายืนขวางกั้นเส้นทางแห่งความรักในความจริงของเรา กล่าวคือความรักในความจริงของเราต้องอยู่เหนือสิ่งทั้งปวง?

                                       *********************
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
บทที่  12
คนมีปัญญาย่อมถ่อมใจ
14 -  20   มีนาคม 2015

บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
:   สุภาษิต บทที่ 30 ; ลูกา 18 : 9-14 ; โยบ บทที่ 38- 40 : 2 ; 1 ยอห์น 1:9 ; วิวรณ์ 3:14-18 ; เพลงสดุดี 104:24.                

ข้อควรจำ   “บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา” (มัทธิว 5:3)    

             ในพระคัมภีร์การเป็นคนถ่อมใจเป็นแนวทางสำคัญที่คนหนึ่งควรจะเป็น พระคัมภีร์กล่าวว่า  “โมเสสเป็นคนถ่อมใจมากยิ่งกว่าคนทั้งปวงที่พื้นแผ่นดิน” (กันดารวิถี 12:3) ท่านโมเสสถือว่าเป็นผู้เผยพระวจนะยิ่งใหญ่ที่สุด กระนั้นท่านก็เป็นผู้ถ่อมใจที่สุดด้วย พระธรรมมีคาห์ 6:8 กล่าวว่า “พระเจ้าทรงมีพระประสงค์อะไรจากเจ้า นอกจากให้กระทำความยุติธรรม และรักสัจกรุณา และดำเนินชีวิตด้วยความถ่อมใจไปกับพระเจ้าของเจ้า” องค์พระเยซูเช่นกันทรงหนุนใจทุกคนถ่อมใจลงโดยถือว่านั่นเป็นแนวปฏิบัติขั้น “อุดมคติ” สำหรับคริสเตียน พระองค์ตรัสว่า “เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดถ่อมจิตใจลง เหมือนเด็กเล็กคนนี้ ผู้นั้นจะเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์” (มัทธิว 18:4)
                ยิ่งกว่านั้น มีอะไรคนหนึ่งจะนำมาคุยอวด? ลมหายใจ จังหวะการเต้นของหัวใจ ของขวัญทุกชิ้น ตะลันต์ทุกอย่างล้วนมาแต่พระเจ้า พระวจนะของพระเจ้าข้อหนึ่งกล่าวว่า “ด้วยว่า ‘เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์” (กิจการ 27
:18) เมื่อเรามองที่ไม้กางเขน แม้แต่คุณความดีเราได้กระทำไป เราคิดว่าเป็นคนดีเพียงพอ ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวออกมาท้อใจว่า “ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่สะอาด การกกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้น เหมือนเสื้อผ้าที่สกปรก” (อิสยาห์ 64:6) อย่างนี้เราสามารถจะคุยอวดได้ไหม?     
                หัวข้อศึกษาของเราในสัปดาห์นี้มาจากพระธรรมสุภาษิต ที่กล่าวถึงความถ่อมใจ เมื่อมองดูตัวเราเอง จะเป็นการโง่เขลาเพียงใดสำหรับเรา หากเราจะไม่ถ่อมใจลง?

วันอาทิตย์   คุณคิดว่าคุณเป็นใคร?  (สุภาษิต 30:1-3, 32, 33)

                อ่านพระธรรมสุภาษิต 30:1-3, 32,33. ข้อพระคัมภีร์ทั้งหมดเหล่านี้กำลังกล่าวถึงอะไร?
              ความถ่อมใจในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ค่อนข้างแตกต่างจากการสรรเสริญเชิดชูตนเองโดยทั่วไปของกษัตริย์ทั้งหลายในแถบตะวันออกใกล้สมัยพระคัมภีร์ กษัตริย์เหล่านี้ชื่นชอบจะคุยอวดภูมิปัญญา และชัยชนะของพวกเขา ขณะกษัตริย์ซาโลมอน ซึ่งเป็นที่เลื่องลือว่าปราดเปรื่อง และมั่งคั่งที่สุดของกษัตริย์บนแผ่นดินโลก (1 พงศ์กษัตริย์ 10:23 ; ท่านผู้ประกาศ 2:9) นอกจากนี้ กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ แห่งอาณาจักรบาลบิโลนอันยิ่งใหญ่ก็ได้ประกาศด้วยพระองค์เองว่า “นี่เป็นมหาบาบิโลนมิใช่หรือ ซึ่งเราได้สร้างไว้ด้วยอำนาจยิ่งใหญ่ของเรา ให้เป็นราชฐาน และเพื่อเป็นศักดิ์ศรีอันสูงส่งของเรา” (ดาเนียล 4:30)
              เพราะกษัตริย์ซาโลมอน ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตเข้าใจในข้อจำกัดของพระองค์ พระองค์เรียก “การคุยอวด” ว่าเป็นสิ่ง “โง่เขลา” คำภาษาฮีบรูสำหรับ “โง่ หรือ โง่เขลา” ตรงนี้คือ “นาบาล” (nabal) ซึ่งเป็นชื่อของชายคนหนึ่ง เป็นสามีของนางอาบีกายิล การกระทำของนาบาลแสดงให้เห็นความหยิ่ง ความถือดี ความดื้อ และโง่เขลา (1 ซามูเอล บทที่ 25) การคุยโตจะนำไปสู่ความหยิ่ง และเป็นไปได้เมื่อคนหยิ่งพ่ายแพ้ ผิดหวัง หรือเสียหน้าจะรู้สึกอับอายมาก และรู้สึกโกรธอาจ เกิดการโต้เถียง และอาจถึงขั้นการต่อสู้ อัครทูตเปาโลเรียกสมาชิกโบสถ์ของท่านบางคนว่า “โง่” เมื่อพวกเขาคิดว่าพวกเขาเป็นคนฉลาด และคุยอวด ท่านเปาโลกล่าวว่า “เพราะเมื่อหลายคนเคยอวดตามโลกียวิสัย ข้าพเจ้าก็จะอวดบ้างเพราะ ว่าการที่ท่านทนฟังคนเขลาพูดด้วยความยินดีนั้น น่าจะเป็นเพราะท่านช่างฉลาดเสียนี่กระไร” (2 โครินธ์ 11:18, 19)

                อ่านพระธรรม ลูกา 18:9-14. เหตุใดเป็นการง่ายเราจะเป็นเหมือน “ชาวฟาริสี” มากกว่าคนหนึ่งคิดว่าจะเป็นไปได้? เราสามารถจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ตกไปสู่กับดักอันเดียวกันนี้?
                คุณต้องรู้สึกเสียใจสำหรับผู้คนที่ชอบคุยอวด (ซึ่งตามปกติคนเหล่านี้ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง) ซึ่งแสดงให้เห็นเพียงว่า พวกเขาหลอกตัวเอง ซึ่งเป็นการโง่เขลา ว่าพวกเขาเป็นเป็นอย่างนั้นจริงๆ

วันจันทร์  ความรู้แห่งพระเจ้า?   (สุภาษิต 30:3-6)
              ความหยิ่งบังเกิดขึ้นกับเหล่าผู้ไม่รู้จักองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นการส่วนตัว บุคคลผู้ดำเนินชีวิตใกล้ชิดไปกับพระเจ้าจะเป็นคนถ่อมใจ ทั้งนี้เพราะเขา หรือหล่อนได้สัมผัสองค์ผู้ยิ่งใหญ่กว่าเราคนหนึ่งคนใดผ่านการอธิษฐาน ลองคิดถึงขนาดความยิ่งใหญ่ไพศาลของจักรวาล คิดเกี่ยวกับความจริงที่ว่า เรานมัสการพระเจ้าองค์นั้น ผู้ทรงเนรมิตสร้างจักรวาล และคิดเกี่ยวกับพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ คือพระเยซู พระองค์ทรงทุกข์ทรมานและสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปของเราทั้งปวงบนไม้กางเขน เช่นนี้เป็นการยากสำหรับเราจะจินตนาการว่า เราต้องดิ้นรนต่อสู้กับความหยิ่งขณะเรามีความคิดนอกลู่ทางที่กล่าวถึงนี้ !
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 30:3-6. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับอำนาจ การปกครอง และความลึกลับของพระเจ้า?
              ถ้อยคำว่า  “ความรู้ขององค์ผู้บริสุทธิ์” หมายถึง  “ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า” ใน สุภาษิต 30:4. จากนั้นมีคำถามยกขึ้นมาถามห้าข้อ คำถามเหล่านี้บังคับเราให้ตระหนักว่า มีหลายสิ่งเพียงใดเกี่ยวกับพระเจ้าที่เราไม่เข้าใจพระองค์อย่างถ่องแท้
              อ่านคำถามเหล่านี้ในพระธรรมสุภาษิต 30:4. มีการท้าทายอะไร  ที่คำถามเหล่านี้เสนอให้แก่เรา?
              เพราะพระเจ้าคือผู้ทรงเนรมิตสร้าง (ข่าวสารของสี่ข้อแรก) พระเจ้ายังคงอยู่ไกลเหนือความเข้าใจของเรา (ข่าวสารของคำถามที่ห้า) ในพระธรรมโยบ พระเจ้าทรงท้าทายท่านโยบด้วยคำมากขึ้นของคำถามชุดเดียวกันนี้ ดังนั้นท่านโยบจะทราบว่า ท่านไม่เข้าใจพระเจ้า หรือวิถีของพระองค์ (โยบ บทที่ 38-40:2)
              พระเจ้าคือพระผู้เนรมิตสร้าง และเราไม่สามารถเข้าใจพระองค์อย่างเต็มๆ ได้สิ่งนี้ควรสอนเราบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับว่า เราควรรับสิ่งพระองค์ทรงตรัสสั่งผู้เผยพระวจนะให้เขียนขึ้น นั่นคือพระคัมภีร์ นักคิดนักศึกษาพระคัมภีร์มักมองหาข้อกังขา และถามคำถามเสมอ ความเข้าใจแม้แต่สิ่งง่ายๆในธรรมชาติถูกปกคลุม และเต็มไปด้วยความลึกลับ ดังนั้นเราเป็นใครจะท้าทายพระวจนะของพระเจ้า แม้แต่ในส่วนต่างๆ ที่เป็นปริศนารบกวนใจเรา?
                ใคร่ครวญเกี่ยวกับพระสิริอันงดงาม และความลึกลับของการเนรมิตสร้าง สิ่งเหล่านี้ควรบอกเราเกี่ยวกับฤทธิ์เดช พระสิริ และความลี้ลับของพระผู้สร้าง? เหตุใดพระสิริ และความลี้ลับนี้ให้การหนุนใจ และความหวังแก่เรา?

วันอังคาร
   ไม่มาก หรือ ไม่น้อยเกินไป  (สุภาษิต 30:7-9)
              ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ (สุภาษิต 30:7-9) บันทึกคำอธิษฐานไว้เพียงหนึ่งเดียวในพระธรรมสุภาษิต ไม่ใช่การบังเอิญ  คำอธิษฐานนี้ติดตามมาด้วยการบอกถึงเอกลักษณ์ของพระเจ้าว่าทรงเป็นพระผู้สร้างยิ่งใหญ่ (สุภาษิต 30:4) และพระสัญญาอันมั่นคงแห่ง ความสัตย์ซื่อของพระองค์ (สุภาษิต 30:5)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 30:7-9. เหตุใดจึงมีบางคนถามในสิ่งเหล่านี้?
              ก่อนเราทูลถามพระเจ้าในสิ่งใดๆ เป็นสิ่งสำคัญจะให้แน่ใจว่า ความสัมพันธ์ของเรากับพระองค์เข้มแข็ง ถ้าเรายังพูดปดเราทำเหมือนกับว่าพระเจ้าผู้ทรงทราบในสรรพสิ่ง ไม่มีอยู่จริง นี่คือเหตุว่าการสารภาพบาปของเราเป็นข้อกำหนดสำหรับการขออภัยบาป (1 ยอห์น 1:9) เราไม่อาจหลอกพระเจ้าได้ พระองค์มองเห็นเราอย่างเราเป็นจะแจ้ง เราจะต้องถ่อมใจลงเหมือนคนตายนอนอยู่บนพื้นดิน (บทเพลงคร่ำครวญ 3:29) ถ้อยคำบรรยายภาพนี้เผยให้เห็นความยำเกรงลึกซึ้งของเรา และความรู้ในความเปลือยเปล่าฝ่ายจิตวิญญาณของเราต่อพระพักตร์ของพระองค์  
              ผู้เขียนพระธรรมสุภาษิตทูลขอจากพระเจ้า “ขออย่าประทานความยากจน หรือความมั่งคั่งแก่ข้าพระองค์” (สุภาษิต 30:8) ครั้งแรกที่คำกริยา “ให้” ถูกใช้ในพระคัมภีร์กับส่วนเชื่อมโยงกับมนุษย์ เป็นส่วนเกี่ยวกับของประทานเรื่องอาหาร (ปฐมกาล 1:29) นี่เป็นเหตุผลว่าในหลายวัฒนธรรม “เรื่องอาหารจะเชื่อมโยงกับการอธิษฐานเสมอ” ความต้องการพื้นฐานนี้ทำให้เราพึ่งพิงในพระเจ้าแห่งการทรงสร้าง อีกทั้งสอนเราว่าประสบการณ์ของการอธิษฐานมีความสำคัญสำหรับความปลอดภัย และการปกป้องจากอันตราย
              คำทูลขอสองอย่างในคำอธิษฐานรวมเป็นเป้าหมายเดียว: คือพระสิริของพระเจ้า ถ้าได้รับน้อยเกินไปในสิ่งจำเป็นของการดำรงชีวิต เรามีความโน้มเอียงจะขโมย และต่อว่าพระเจ้า ถ้าเราได้รับมากเกินไป เราจะไม่รู้สึกในความจำเป็นของการพึ่งพาในพระเจ้า และแม้แต่ปฏิเสธว่าพระเจ้าไม่มีจริง
              ในคำอธิษฐานที่พระเยซูทรงสอนพวกเรา มีแนวคิดอยู่สองประการคือ: (1) “ขอทรงโปรดประทานอาหารประจำวันแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในกาลวันนี้” (มัทธิว 6:11) เป็นการทูลขอในความต้องการของเรา และไม่มากกว่านั้น และ (2) ทูลขอ “อย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง  แต่ขอให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย” (มัทธิว 6:13)  ขอให้ทรงดูแลในความปลอดภัยของเรา
                คิดเกี่ยวกับว่าคุณต้องพึ่งพิงในพระเจ้าอย่างไร การถือปฏิบัติความจริงสำคัญในดวงจิตของคุณตลอดเวลาสามารถช่วยให้คุณเติบโตในความเชื่ออย่างไร? มีอันตรายอะไรเข้ามาเมื่อเราลืมพึ่งพิงในพระเจ้า?
 
วันพุธ
     การกระทำของคนขี้คุย   (สุภาษิต 30:12, 20)
              การถ่อมใจลงของเรา เป็นการดำเนินชีวิตเชิงบวก และนำพรหลายอย่างมาให้  แต่ตรงกันข้าม ถ้าไม่ถ่อมใจลงก็จะทำให้พบกับอันตราย และนำการเช่งสาปมาให้ พระธรรมสุภาษิตแสดงให้เห็นว่าการเป็นคนถ่อมสุภาพเป็นสิ่งดีเพราะเป็นท่าทีด้านบวก ซึ่งนำรางวัลและผลดีมาให้ แต่พระธรรมสุภาษิต บทที่ 30 กล่าวเตือนหลายข้อเกี่ยวกับอัน ตรายซึ่งเกิดจากความหยิ่ง และความอวดดี
              การแช่งบิดา และไม่อวยพรมารดาของตน อีกทั้งเยาะเย้ยบิดา และดูถูกไม่ฟังมารดา (สุภาษิต 30:11, 17) : อากูร์ ผู้เขียนสุภาษิตบทนี้ เริ่มต้นด้วยหัวข้อดังกล่าว ทั้งนี้เพราะการด่าว่าบิดามารดาเป็นความบาปร้ายแรง เป็นความหยิ่งอันน่ากลัว คนหนึ่งที่ให้การนับถือให้เกียรติบิดามารดาของตน เป็นการปฏิบัติตามพระบัญญัติ ซึ่งเชื่อมโยงถึงพระสัญญาที่จะได้รับอายุยืนยาว (อพยพ 20:12 ; เอฟซัส 6:2, 3) ในสมัยพระคัมภีร์ การที่คนหนึ่งละเมิดพระบัญญัติข้อนี้มีโทษถึงตาย (อพยพ 21:15,17)
              ความชอบธรรมของตนเอง  (สุภาษิต 30:12, 20) คนบาป หากทำบาปแล้วไม่รับรู้ และยังถือว่าตนเป็นคนชอบธรรม  ก็นับว่าเป็น “คนเลว” ทั้งนี้เพราะพวกเขาจะยังอยู่ในความบาปต่อไป พวกเขาเชื่อว่าพวกตนบริสุทธิ์ จึงไม่ต้องการ การอภัยบาป  นี้เป็นเหตุผลว่า  เหตุใดการถ่อมตัวลง ยอมรับในความบาปของเรามีความสำคัญสำหรับการได้รับอภัยบาป (1 ยอห์น 1:9) ชาวเมืองเลาดีเซียที่กล่าวถึงในพระธรรมวิวรณ์บทที่สาม พวกเขาคิดว่าพวกตนฐานะมั่งคั่ง ฉลาด และแต่งกายดี (แต่พวกเขาไม่ทราบว่าในสายพระเนตรของพระเจ้าพวกเขาแร้นแค้นเข็ญใจ ขัดสน ตาบอด และเปลือยกาย) พระเจ้าทรงเตือนให้พวกเขากลับใจใหม่ เข้ามารับเอาพระคุณของพระเจ้า เพื่อจะพ้นจากสภาพจิตวิญญาณที่กำลังเสื่อมโทรม (วิวรณ 3:14-18) 
              “ตรงนี้คือตัวอย่างของผู้คนผู้มีความหยิ่งในด้านจิตวิญญาน และมีความได้เปรียบในด้านฐานะ แต่พวกเขามองไม่เห็นสภาพแท้จริงพวกเขาเอง จึงไม่สมควรได้ รับพระพรจากพระเจ้า กระนั้นพระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ช่วยเหลือประดุจบิดาที่ยังรัก และให้อภัยบุตรหลงหาย ทั้งๆ ที่พวกเขาไม่รู้สึกขอบพระคุณ การมีความมั่งคั่งทางโลกทำให้พวกเขาปฏิเสธจะรับเอาพระคุณของพระองค์ พวกเขาใช้ของประทานด้านทรัพย์ สินในทางผิด และใช้โอกาสที่ได้รับมาอย่างไม่ถูกต้อง พวกเขามีความพึงพอใจในสภาพของพวกเขา และไม่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระเมตตา หรือนมัสการพระองค์อย่างจริงใจ” จาก หนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์  ใน “Faith and Works, page 83
              มองดูคนอื่นด้วยการคิดดูหมิ่น (สุภาษิต 30:13, 14)  ถ้อยคำบรรยายให้เห็นภาพความหยิ่งของคนมีฐานะ หน้าตาของพวกเขามองดูหยิ่ง เป็นผู้ดี ความหยิ่งที่แสดงออกมาไม่เพียงเฉพาะใบหน้า แต่แสดงออกมาในกิริยาท่าทีด้วย พวกเขาแสดงตนเช่นนี้ต่อคนที่ด้อย หรือยากจนกว่าพวกเขา พระธรรมสุภาษิตบรรยายว่า “มีคนที่ฟันของเขาเป็นดาบ ทนต์ของเขาเป็นมีด เพื่อจะทำลายคนยากจนเสียจากแผ่นดินโลก” (สุภาษิต 30:14) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการกระทำของพวกเขาเลวร้ายเพียงใด  

                คิดดูว่าคุณปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร คุณเคยมองคนอื่นด้วยสายตาดูหมิ่นพวกเขาไหม (ถ้าว่าตามความจริงเราส่วนมากเคยมีความรู้สึกเช่นนั้นบางครั้ง) ถ้าคุณทำ หรือรู้สึกเช่นนั้น คุณจะแก้ไขให้ถูกต้องอย่างไร? คุณสามารถจะแสดงวิญญาณแห่งการถ่อมใจเพื่อแก้ไขในสิ่งผิดให้ถูกต้องได้อย่างไร?

วันพฤหัสบดี
  บทเรียนจากธรรมชาติ   (สุภาษิต 30:18, 19)

              ตลอดในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม มีตัวอย่างจากธรรมชาติ  ที่ถูกนำมาเสนอในการสอนความจริงฝ่ายจิตวิญญาณมากมายตรงนี้ก็เช่นกัน ผู้เขียนใช้ธรรมชาติเพื่อสอนบทเรียนเกี่ยวกับการถ่อมใจ
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 30:18 , 19 ตรงนี้มีการกล่าวอะไร เกี่ยวกับข้อจำกัดในความเข้าใจของมนุษย์?
               
อากูร์ ผู้เขียนพระวจนะตอนนี้ มองเห็น “ความลึกลับ” ในสิ่งที่เป็น “สิ่งธรรมดา” หลายสิ่ง ตัวอย่างน่าสนใจหลากหลายเกี่ยวกับ “ความลึกลับ” อากูร์นำมากล่าวตรงนี้ สองตัวอย่างแรกมาจากสัตว์ “(ข้อ18) มีสามสิ่งที่ประหลาดเหลือสำหรับข้า เออ สี่สิ่งที่ข้าไม่เข้าใจ (19) คือท่าทีของนกอินทรีในฟ้า ท่าทีของงูบนหิน”  จากนั้นท่านอากูร์เปลี่ยนจากสัตว์ไปสู่เรือ ซึ่งเป็นสิ่งไม่มีชีวิต” ว่า “ท่าทีของเรือในท้องทะเล” และ มนุษย์ชายหญิง ว่า “ท่าทีของชายกับหญิงสาว” (สุภาษิต 30:18,19) แม้แต่ปัจจุบันเรามีความรู้ และเทคโนโลยี หลายสิ่งยังคงความลึกลับ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งอย่าให้เราสูญเสียความรู้สึกในสิ่งมหัศจรรย์ และความชื่นชมในความลึกล้ำ และความลึกลับของชีวิต  แน่นอนท่าทีเช่นนี้อาจช่วยทำให้เราถ่อมใจต่อพระพักตร์พระเจ้าได้
                 อ่าน พระธรรมสุภาษิต 30:24-28 มีความลึกลับอะไรอีกจากธรรมชาติที่จับความสนใจ และความอัศจรรย์ใจของท่านอากูร์?
              “น่าสนใจพระธรรมสุภาษิต 30:20-23 กล่าวถึงความโง่เขลาของมนุษย์ การคุยอวด และความบาป และตอนนี้ท่านอากูร์เปลี่ยนไปสู่โลกของสัตว์อย่างรวดเร็ว ท่านชี้ไปยังสัตว์ตัวเล็ก และดูต่ำต้อย กระนั้นท่านจะใช้คำภาษาฮีบรูคำเดิมสำหรับ “ความฉลาด” สำหรับสัตว์ และมนุษย์ (สุภาษิต 3:13) และแม้แต่พระเจ้า (โยบ12:13 ; เพลงสดุดี 104:24) แม้ปัจจุบันวิทยา ศาสตร์ก้าวหน้า  แม้สัตว์พวกนี้เป็นอย่างไร และสิ่งพวกมันทำก็ยังคงเกินจะเข้าใจได้เต็มๆ ในการกระทำของพวกมัน และมากกว่านั้นคือการทำงานของพวกมันทำให้อากูร์รู้สึกทึ่งในสมัยของท่าน และเราทราบว่าท่านอากูร์เป็นคนฉลาดเพราะว่าเครื่องหมายสำคัญของคนมีปัญญา คือการยอมรับว่าเขามีความรู้เล็กน้อยเพียงใด แม้ในเรื่องธรรมดาที่สุด
                คิดเกี่ยวกับสิ่ง “ง่ายที่สุด” ในธรรมชาติ: เช่นใบของต้นไม้  น้ำหยดหนึ่ง หอยที่ทะเล ข้อมูลรายละเอียดของสิ่งเหล่านี้ยังเต็มไปด้วยความลึกลับ ทำให้เรารู้สึกถ่อมตัวลงอย่างไร?
 
วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
              “เราควรให้การเคารพพระวัจนะของพระเจ้าอย่างสูง สำหรับพระคัมภีร์นั้นเราจะต้องให้การยกย่อง ไม่ควรวางไว้บนที่ไม่เหมาะสม ไม่วางสิ่งใดๆ หรือหนังสือใดทับ หรือหยิบถืออย่างไม่ถูกต้อง หรือจับโยน ในการกล่าวถึงคำสอนพระคัมภีร์จะไม่นำเอาข้อความไปพูดเล่น หรือกล่าวเป็นเรื่องตลก ทุกถ้อยคำของพระวจนะนั้นบริสุทธิ์ มีคุณค่า เหมือนคนทำเหมืองนำเอาแร่เงินที่ขุดได้ไปหลอมให้บริสุทธิ์ในเตาบนไฟ แยกสิ่งปลอมปนออก ปล่อยให้เย็นลง และทำการเผาแยกเอาสิ่งที่ไม่ใช่เนื้อเงินแท้ออก ทำอย่างนี้เจ็ดครั้งจึงจะได้เนื้อเงินบริสุทธิ์ (สุภาษิต 30:5 ; เพลงสดุดี12:6) จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “การศึกษา”  หน้า 244
              “ถ้อยคำแรกของพระคริสต์เทศน์ให้ฝูงชนบนภูเขาฟัง เป็นถ้อยคำแห่งพระพร ทรงตรัสว่า “ความสุขมีแก่บุคคลผู้รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ เพราะแผ่นดินเป็นของเขาแล้ว” (มัทธิว 5:3) พระกิตติคุณจะต้องประกาศเผยแผ่ไปยังคนยากจน พวกเขาไม่ต้องแสดงต่อคนหยิ่งฝ่ายจิตวิญญาณ หรือเหล่าคนที่อ้างว่าเป็นคนมั่งคั่ง และไม่ต้องการสิ่งใด เหล่าสาวก ต้องประกาศแก่ผู้ถ่อมใจลง และรู้สึกเสียใจสำหรับความบาปของพวกเขา..... องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่อาจรักษาโรคให้ใครจนกว่าเขาจะตระหนักในความอ่อนแอของเขา และทำการลอกคราบความหยิ่งทั้งหมดออกไป อนึ่งเขาจำเป็นต้องถวายตัวเองให้อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า จากนั้นเขาจึงสามารถรับเอาของประทานที่พระองค์พร้อมจะให้แก่เขา จากดวงวิญญาณที่รู้สึกในความต้อง การของเขา ไม่ทรงสงวนสิ่งใดไว้ ไม่ทรงมีข้อแม้จำกัดเส้นทางไปสู่องค์พระผู้เป็นเจ้า” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” 299, 300
 
คำถามเพื่อการอภิปราย

1.   ใคร่ครวญถึงแผนการแห่งความรอด และอะไรคือข้อกำหนดในการรับเอาความรอด เราได้ล้มลง ไม่บริสุทธิ์ และมีความชั่วแฝงอยู่ จึงกล่าวได้ว่าไม่มีอะไร  ที่เราจะทำเพื่อช่วยตัวเราเองให้หลุดพ้นจากความบาป เราต้องการผู้มาเป็นตัวแทนของเราคนหนึ่งผู้มีสิทธิ์มาอยู่แทนที่เรา การกระทำดีใดๆของเราไม่อาจช่วยเราให้รอดได้ ความชอบธรรมของพระเยซูเท่านั้นที่เพียงพอจะทำให้เราชอบธรรมต่อพระพักตร์พระเจ้าได้ ความจริงข้อนี้ควรบอกเราทั้งหลายว่า การคุยอวด และ ความหยิ่งถือว่าเป็นความบาปร้ายแรงในมนุษย์เช่นเราทั้งหลาย?

2.  มีเส้นทางใดบ้างในชีวิตจริงของเราที่พึ่งพิงในพระเจ้า?  มีสิ่งใดในธรรม ชาติเอง แสดงให้เราเห็นว่าพระเจ้าทรงเกื้อกูลชีวิตของเราทั้งหลาย?

3.  คิดอย่างลึกซึ้งขึ้นเกี่ยวกับการอธิษฐาน ในพระธรรมสุภาษิต “ข้าพระองค์ ขอสองสิ่งจากพระองค์   ขออย่าทรงปฏิเสธที่จะให้ข้าพระองค์  ก่อนข้าพระ องค์ตาย  ขอให้ความมุสาและความเท็จไกลจากข้าพระองค์ ขออย่าประทานความยากจนหรือความมั่งคั่งแก่ข้าพระองค์ ขอเลี้ยงข้าพระองค์ด้วยอาหารที่พอดีแก่ข้าพระองค์ เกรงว่าข้าพระองค์จะอิ่ม และปฏิเสธพระองค์  แล้วพูดว่า "พระเจ้าเป็นผู้ใดเล่า" หรือเกรงว่าข้าพระองค์จะยากจนและขโมย และกระทำให้พระนามพระเจ้าของข้าพระองค์เป็นมลทิน” (สุภาษิต 30:7-9) มองดูความสมดุลระหว่างความยากจนเกินไป และความมั่งคั่งเกินไป เราจะพบความสมดุลในทุกสิ่งเราทำได้อย่างไร?  เหตุใดสิ่งนี้จึงสำคัญมาก?
 

                                         ********************              
                                                                                 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
    `
บทที่  13
ผู้หญิง และ เหล้าองุ่น
21 -  27   มีนาคม 2015
 
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
:  สุภาษิต บทที่ 31; โยบ 29:15; สุภาษิต บทที่ 8; 1 โครินธ์ 1:21; วิวรณ์ 14:13

ข้อควรจำ   “อย่าให้กำลังของเจ้าแก่ผู้หญิง และให้ทางของเจ้าแก่ผู้ทำลายพระราชาใดๆ โอ เลมูเอลเอ๋ย ไม่สมควรที่พระราชา ไม่สมควรที่พระราชาจะเสวยเหล้าองุ่น หรือผู้ที่ครอบครองจะปรารถนาสุรา” (สุภาษิต 31:3, 4)
 
พระธรรมสุภาษิตเริ่มต้นด้วยคำสอนของบิดา (สุภาษิต 1:1, 8 ; สุภาษิต 4:1) และคำสอนไปจบลงกับคำสอนของมารดา (สุภาษิต 31:1) ชื่อของ “เลมูเอล” อาจเป็นกษัตริย์ซาโลมอน ถ้าเป็นเช่นนั้น มารดาของเลมูเอลคือมารดาของซาโลมอน  หล่อนเตือนบุตรชายของหล่อนถึงสิ่งคุกคามอย่างร้ายแรงต่อกษัตริย์คือ เหล้าองุ่น และผู้หญิง        
                คำเตือนเกี่ยวกับองุ่นและผู้หญิงเป็นเรื่องจริงจัง การจะเป็นผู้ปก ครองที่ดี กษัตริย์ต้องระมัดระวังอิทธิพลที่พระองค์ต้องเผชิญ เหล้าองุ่น และผู้หญิงมีพลังมาก สตรีที่ถูกต้องจะต้องเป็นคนดี และมีแนวคิดเชิงบวก แต่แอลกอฮอล์นำแต่ความยุ่งยากมาให้
                คำสอนของบิดาขึ้นต้นเกี่ยวกับการได้รับปัญญาฝ่ายจิตวิญญาณ ตอนนี้คำแนะนำของมารดา ในตอนปิดเกี่ยวข้องกับการใช้ปัญญาในชีวิตจริง หลักการด้านจิตวิญญาณซึ่งสอนโดยบิดาจะไร้ความหมาย ถ้าคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ของมารดาไม่ได้รับการปฏิบัติตาม

 วันอาทิตย์   การดื่มอวยพร “แก่ชีวิต”  (สุภาษิต 31: 4, 5, 8, 9)
       ในหลายวัฒนธรรม การดื่มแอลกอฮอล์เชื่อมโยงเข้ากับการดำรงชีวิตอย่างมีสุข ผู้คนยกแก้วขึ้นดื่มพร้อมกับการกล่าวอวยพรให้กันและกันมีอายุยืน ซึ่งน่าขำเพราะว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละแก้วมีฤทธิ์ทำลายชีวิต ผู้ผลิตออกแบบขวดแปลกๆ แต่งเพลงทำนองสนุกเร้าใจให้ดื่ม ใช้ถ้อยคำโฆษณาอย่างชาญฉลาด แม้แต่ใช้การค้นพบเกล็ดความรู้ทาง “วิทยาศาสตร์” เช่นการดื่มเหล้าองุ่นบางประเภทแต่น้อย วันละครั้งมีผลด้านบวกต่อสุขภาพ เป็นการประโลมใจนักดื่มให้เกิดความคิดว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งดีสำหรับพวกเขา พระธรรมสุภาษิต ได้กล่าวเตือนเราเรื่องการโกหกอันน่ากลัวในเรื่องการดื่มเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ (สุภาษิต 23:30-35) ตอนต่อจากหัวข้อปรากฏขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแสดงให้ความเสียหายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำมาให้

                อ่านพระธรรมสุภาษิต 31:4, 5, 8, 9  ในคราวเดียวกัน ข้อความทั้งหมดกล่าวเรื่องอะไร? และข่าวสารทั้งหมดมีความหมายอะไรกับผู้ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกคน ไม่เพียงแต่กษัตริย์?
                ในพระคำภีร์ฉบับแปลเกือบทุกภาษา ท่านโยบพรรณนาถึงตัวเองว่า “ข้าเป็นนัยน์ตาให้คนตาบอด และเป็นเท้าให้คนง่อย” (โยบ 29:15) ในทำ นองเดียวกัน กษัตริย์ หรือเหล่าผู้มีฐานะมั่งคั่งควรให้การช่วยเหลือคนขัดสน และคนต้องการความช่วยเหลือ คนเหล่านั้น “ไม่มีปากไม่มีเสียง” ในสิ่งที่พวกเขาทำ เพราะว่าไม่มีใครฟังพวกเขา
              ผลเสียหายอันเป็นผลลัพธ์จากเหล้าองุ่นสามารถมองเห็นได้ง่ายจากอาการคนเมาเหล้ามีอารมณ์และการตัดสินใจบิดเบี้ยวไป แอลกอฮอล์เป็นสิ่งเลวเพียงพอสำหรับคนสามัญ แต่สำหรับกษัตริย์ หรือผู้มีอำนาจ แอลกอฮอล์อาจทำให้เกิดผลลัพธ์อันน่ากลัว ยกตัวอย่างเช่น คนทำผิดได้รับการบอกว่าบริสุทธิ์ คนบริสุทธิ์ถูกตัดสินว่าเป็นคนผิด
              จุดสำคัญตรงนี้คือความสามารถในการมองเห็นระหว่าง “ถูก” และ “ผิด” ความดี และ ความชั่ว ปัญญาพื้นฐานสอนเราถึงอันตรายของการดื่มเหล้าองุ่นจนเมาว่าเป็นอย่างไร ดังนั้นจึงเป็นการมีเหตุผลว่ามนุษย์ทุกคนไม่ควรดื่มเหล้าองุ่น ปุโรหิตในสมัยพระคัมภีร์ไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มเหล้า เพื่อพวกเขาจะสามารถบอกได้ว่า อะไรคือสิ่งบริสุทธิ์ และอะไรที่ไม่บริสุทธิ์ (เลวีนิติ 10:9,10)

              มีใครบ้างไม่เคยเห็นผลลัพธ์อันน่ากลัวอันเนื่องมาจากแอลกอฮอล์ในชีวิตของคนทั้งหลาย? คุณจะสามารถช่วยคนอื่นๆ ให้อยู่ห่างไกลจากสิ่งมีแต่จะทำร้ายพวกเขา และคนอื่นๆ อย่างไร?

วันจันทร์  การดื่มอวยพร “ถึงความตาย”  (สุภาษิต 31:6, 7)
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 31:6, 7. เราต้องเข้าใจข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างไร?
              จากการอ่านข้อพระคัมภีร์เหล่านี้อย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะเผยให้ทราบว่ามารดาของเลมูเอลอนุญาตให้บุคคลใกล้ตายหรือกำลังจะพินาศ (ข้อ 6) หรือบุคคลที่เป็นทุกข์ขมขื่นจากความกดดัน (ข้อ 7) ดื่มเหล้าองุ่นได้เพื่อให้พวกเขาลืมความทุกข์ลำเข็ญของพวกเขา แต่การอ่าน และเข้าใจเช่นนี้ไม่สอดคล้องกับหัวข้อหลัก เพราะมารดาของเลมูเอลพึ่งกล่าวเตือนกษัตริย์เรื่องการดื่มเหล้าองุ่นจนเมามาย อนึ่งหัวข้อหลักของพระธรรมสุภาษิตไม่อนุญาตให้ดื่มเหล้าองุ่นด้วยซ้ำไป
              เมื่อมาคิดดูอีกที เป็นการไม่มีเหตุผลที่จะให้สิ่งอันตรายแก่ผู้ใกล้ตายซึ่งรังแต่จะทำให้สุขภาพของคนนั้นเลวร้ายลงไปอีก  และการให้แอลกอฮอล์แก่คนมีความกลัดกลุ้มสูงดื่ม ก็เป็นเหมือนการให้เกลือกับคนที่ขาดน้ำ  มีแต่จะทำให้เขากระหายมากขึ้น   พระเจ้าทรงห่วงใยร่างกาย และสุขภาพของเรา ดังนั้นเป็นการไร้เหตุผลที่จะคิดว่า  ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้หนุนใจให้ใช้แอล กอฮอล์เป็นตัวแก้ปัญหา
              ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เมื่อทำการศึกษาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการใช้คำ “ผู้ที่กำลังพินาศ” (ข้อ 6) ในพระธรรมสุภาษิต ตอนนี้กำลังพูดเกี่ยวกับคนชั่วร้าย (สุภาษิต 10:28; สุภาษิต 11:7,10; สุภาษิต 19:9; สุภาษิต 21:28; สุภาษิต 28:28) ดังนั้นในสำนวนถ้อยคำที่ว่า “คนที่กำลังพินาศ”  มารดาของเลมูเอลหมายถึงคนชั่วร้าย ส่วนถ้อยคำที่ว่า “ผู้ที่ทุกข์ใจอย่างขมขื่น” นั้นหมาย ถึงคนมีความทุกข์โศกเศร้าอย่างที่สุด (สุภาษิต 31:6) ผู้ซึ่งเช่นเดียวกับคนชั่วร้าย  มีจิตใจตายด้าน “ไม่รู้สึกทุกข์ร้อน” ถึงความยากจน (สุภาษิต 31:7)             “ซาตานรวบรวมเหล่าทูตสวรรค์ผู้หลงติดตามให้ร่วมวางแผนการ โดยมุ่งล่อลวงให้มนุษย์ทำความชั่วร้ายมากที่สุดเท่าจะเป็นไปได้ต่อครอบ ครัวมนุษย์ พวกเขาวางแผนแล้ว แผนเล่า จนกระทั่งซาตานคิดได้อีกแผนหนึ่ง ซาตานนำเอาองุ่น ข้าวสาลี ผลไม้ และธัญพืชอื่นๆ ที่พระเจ้าทรงประทานให้เป็นอาหาร และแปลงให้มันเป็นสิ่งมีพิษที่มนุษย์เสพติด และพิษที่ว่าคือแอลกอฮอล์มีอำนาจทำลายสมอง อวัยวะของร่างกาย ครอบคลุมจิตใจให้ละเลยศีลธรรม เพราะแอลกอฮอล์ควบคุมความรู้สึก และปล่อยให้ซาตานเข้ามาควบคุมความนึกคิดอีกทอดหนึ่ง   ภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ มนุษย์ถูกนำไปสู่การก่ออาชญากรรมทุกประเภท นอกจากนี้การรับประทานอาหารมากเกินไป โดยเฉพาะการรับประทาน และดื่มเครื่องดื่มที่ไม่บริสุทธิ์ จะทำให้มนุษย์หลงทำบาปได้ง่าย และมีสุขภาพอ่อนแอลง โดยการนำให้มนุษย์เสพติดแอลกอฮอล์ ซาตานจะทำให้พวกเขามีอุปนิสัย ความรู้สึก นึกคิดและการกระทำเสื่อมทรามลง” จาก หนังสือ ของ เอลเลล ไว้ท์ ใน ร“Temperance” page 12
 
วันอังคาร   สตรีที่มีความงาม ฉลาด มีคุณธรรม  (สุภาษิต 31:10)
                พระธรรมสุภาษิต 31:10 กล่าวว่า “ใครจะพบภรรยาที่ดี เธอประเสริฐยิ่งกว่าทับทิมมากนัก” ใครที่ได้สตรีลักษณะนี้เป็นภรรยานับว่าได้สิ่งมีค่ายิ่งกว่าเพชรนิลจินดา
              ใครเป็นภรรยา “ที่ดี เธอประเสริญกว่าทับทิมมากนัก” สุภาษิต 31:10 กล่าวถึง? มีเบาะแสสองสามประการผู้เขียนมีในใจมากกว่าหญิงที่ดำเนินตามครรลองของพระเจ้า หรือ เป็นภรรยาที่ประเสริฐ เมื่อติดตาม “หญิง” ในพระธรรมเล่มนี้ในอีกหลายบท (สุภาษิต 1:20-33 ; สุภาษิต 3:13-20 ; สุภาษิต 4:5-9 ; สุภาษิต บทที่ 8) เรามีเหตุผลจะคิดว่า “ภรรยาที่ดี ประเสริฐยิ่ง” หมายถึง “ปัญญา” เครื่องหมายของปัญญาที่มาในรูปลักษณ์ของ “หญิง” ดูเมือนจะถูกต้อง เพราะคำในภาษาฮีบรูสำหรับ “ปัญญา” คือ “โชกมาห์” (chokmah) เป็นคำนามเพศหญิง เพราะเหตุนี้ขอให้นักเขียนชาวฮีบรูกล่าวภาพพจน์เพื่อสอนบทเรียนทุกประเภทสำหรับชีวิตประจำวันของเรา ปัญญาไม่ใช่ภาพของบางสิ่งลอยอยู่สูงจนเอื้อมไม่ถึง แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้หญิงคนที่มีเหตุผล มีไหวพริบ ผู้อาจกลายมาเป็นคู่ชีวิตของเรา
              คำสอนสุดท้ายคำเกี่ยวกับปัญญาได้ประทานให้ผ่านบทกวีงดงาม: แต่ละข้อเริ่มต้นตัวยพยัญชนะภาษาฮีบรูและตามมาด้วยตัวพยัญชนะถัดไปเหมือนปรากฏในภาษาฮีบรู บทกวีลักษณะเดียวกันนี้พบในพระธรรมบทเพลงคร่ำครวญ และเพลงสดุดีหลายบท
       เปรียบเทียบข้อพระคัมภีร์กล่าวถึงปัญญาในพระธรรมสุภาษิต บทที่ 8 กับข้อพระคัมภีร์ของเราเกี่ยวกับ “ผู้หญิงที่ดี เธอประเสริฐ” สิ่งที่เป็น “รูปโฉมคุณสมบัติ” ของ “ผู้หญิงที่ดี ประเสริฐ” จะเตือนเราถึงปัญญา ในพระ ธรรมสุภาษิต?

   1.  หล่อนมีคุณค่าสมต่อการค้นหา (สุภาษิต 31:10 ; สุภาษิต 8:35)
   2.  คุณค่าของหล่อนประเสริฐกว่าทับทิม (สุภาษิต 31:10 ; สุภาษิต 8:10,11,  18, 19).
   3.  หล่อนจัดหาอาหารให้ (สุภาษิต 31:14 ; สุภาษิต 8:19)
   4.  หล่อนมีพลังกาย และจิตใจเข้มแข็ง (สุภาษิต 31:17, 25 ; สุภาษิต 8:14)
   5.  หล่อนเป็นคนมีปัญญา  (สุภาษิต 31:26 ; สุภาษิต 8:1)
   6.  หล่อนได้รับการชมเชย ยกย่อง  (สุภาษิต 31: 28 ; สุภาษิต 8:34)
              เรามีชีวิตอยู่ในยุคทันสมัย และเรามีความรู้มากกว่าผู้คนในอดีต มีเพียงเล็กน้อยที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนในรุ่นอายุของเราเฉลียวฉลาดกว่าผู้คนในอดีต เหมือนมาร์ติน ลูเธอร์คิง จูเนียร์ ได้กล่าวไว้ว่า “เรามีเครื่องนำวิถีติดไว้กับจรวจที่ยิงออกไป และมีเครื่องนำวิถี นำมนุษย์ไปทางที่ผิดด้วย”
              อ่าน 1 โครินธ์ 1:21 พระคัมภีร์ขอนี้พูดอะไรกับคุณ? และแนวคิดนี้ช่วยให้คุณดำเนินชีวิตโดยความเชื่อได้อย่างไร?

วันพุธ    เธอทำงานหลายอย่าง   (สุภาษิต 31:12, 15, 18)
              ผู้หญิง “ที่ดี เธอประเสริฐ” ในพระธรรมสุภาษิต บทที่ 31 ไม่ใช่ผู้หญิงที่เกียจคร้าน เธอทำงานหนัก และขยันขันแข็ง สุภาษิต 31:27 กล่าวไว้อย่างนั้น ทั้งแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างคนมีปัญญา และ คนโง่ (สุภาษิต 6:6 ; สุภาษิต 24 : 33, 34) ไร่นา และสวนองุ่นของเธอผลิดอกออกผลเป็นอย่างดี การเป็นคนเข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณไม่ให้สิทธิ์แก่เราเป็นคนเกียจคร้าน หรือเป็นข้อแก้ตัวสำหรับความขี้เกียจ แต่กลับจะทำให้เรามีความห่วงใยลึกซึ้งในเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับพระศาสนา เราไม่มีสิทธิ์จะมองข้ามเรื่องเล็กน้อย ที่เราคิดว่ามีความสำคัญน้อยกว่า (อ่าน ลูกา 16:10) ผู้หญิง “ที่ดี เธอประเสริฐ” เธอมีปัญญา และความขยัน “เธอแสวงขนแกะและป่าน และทำงานด้วยมืออย่างเต็มใจ” (สุภาษิต 31:13) สิ่งน่าสนใจคือ  บุคคลเข้มแข็งฝ่ายจิตวิญญาณไม่เคยถูกวาดภาพว่ากำลังอธิษฐาน แต่แสดงให้เห็นเป็นผู้ หญิงที่ดี และทำคุณประโยชน์ ซึ่งคล้ายกันมากกับผู้หญิงที่ชื่อมารธาในพระกิตติคุณ (ลูกา 10:38-40)
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 31:12, 15, 18. เหตุผู้หญิงในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้กำลังทำงานเสมอ?
              ผู้หญิงทำงาน “ตลอดชีวิตของเธอ” (ข้อ12) เธอทำงานแม้แต่ในเวลากลางคืน (ข้อ 15, 18) เธอทำงานเสมอ และจัดทุกสิ่งให้เป็นระเบียบ เหตุผลที่เธอทำงานอย่างต่อเนื่องคือเธอมีความรับผิดชอบ
              อ่านพระธรรมสุภาษิต 31:20 , 25. เธอมีส่วนร่วมในโครงการอะไร ทั้งโครงการระยะสั้น และระยะยาว?
              ตรงนี้เราสัมผัสจุดสำคัญเกี่ยวกับงานของเรา ซึ่งเวลาจะเป็นเครื่องทดสอบ ในอนาคตเท่านั้นจะแสดงให้เราเห็นว่าเราได้ทำงานของเราดีเพียง ใด การทำงานอย่างใช้ปัญญาจะต้องนึกถึงอนาคตไว้ในใจด้วย และจะไม่ทำงานสำหรับผลลัพธ์แค่ปัจจุบันเท่านั้น
              หลักการสำคัญในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้  ในพระธรรมวิวรณ์มีความสำคัญมาก “และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงจากสวรรค์สั่งว่า "จงเขียนไว้เถิดว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป คนทั้งหลายที่ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นสุข" และพระวิญญาณตรัสว่า "จริงอย่างนั้น เขาได้หยุดพักจากการงานของเขา เพราะการงานที่เขาได้กระทำนั้นจะติดตามเขาไป"  (วิวรณ์ 14:13)

              ถ้าคุณมีผู้หญิงคนพิเศษ (ภรรยา คุณแม่ หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว ครู เจ้านาย หรือ เพื่อน) ในชีวิตของคุณ คุณจะสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อแสดงการขอบคุณ สำหรับสิ่งทั้งหมดที่เธอได้ทำเพื่อคุณ?

วันพฤหัสบดี   หล่อนเอาใจใส่   (สุภาษิต 31:26-31)
                อ่านพระธรรมสุภาษิค 31:26-31 มีจุดเด่นสำคัญอะไรอื่น ที่เห็นได้ในลักษณะอุปนิสัยของหญิงคนนี้ (ความคิด ความรู้สึก และการกระทำ) เหตุใดสิ่งเหล่านี้สำคัญสำหรับเราทุกคน ไม่ว่าเราจะเป็นใคร?
              เหมือนเราได้เห็นสิ่งทั้งหมดตลอดไตรมาสนี้ พระธรรมสุภาษิตหนุนใจเราให้ระมัดระวังในสิ่งที่เราพูด  เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้หญิงมีปัญญา และมีความกรุณา การมีปัญญา เกี่ยวพันกับ ความกรุณา จะเป็นสิ่งที่ไม่มีโครโต้แย้งว่าความกรุณาเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของปัญญา? นี่เป็นความจริงแท้ เมื่อเราเข้าใจว่าปัญญาไม่ใช่เพียงสิ่งที่เราทราบ แต่เป็นสิ่งที่เราพูด และทำด้วย
              สังเกตุถ้อยคำที่กล่าวว่า “กฏแห่งความกรุณา” ความกรุณาไม่ใช่ถ้อยคำหลุดจากปากของเธอตอนนี้ หรือตอนนั้น แต่เป็นกฏ หรือหลักการแห่งชีวิตของเธอ ช่างเป็นสิ่งทรงพลังถ้า “กฏแห่งความกรุณา” จะถูกนำมาใช้เพื่อเป็นสิ่งนำทาง ควบคุมถ้อยคำทั้งหมดที่เปล่งออกจากปากของเราทั้งหลาย
                อ่านพระธรรมสุภาษิต 31:10. มีจุดสำคัญอะไรแสดงให้เห็นตรงนี้ ที่บ่อยครั้งถูกลืมไป?
              บ่อยครั้งจริงๆ ที่คนเราจะมองผู้หญิงแต่รูปลักษณ์ภายนอก นั่นไม่ใช่ข้อพิสูจน์แท้ว่าเธอเป็นผู้หญิงมีคุณค่า พระคัมภีร์ชี้ให้เห็นความไร้ค่า หรือความว่างเปล่า หากไม่มองไปยังสิ่งอยู่ข้างใน ผู้หญิงงามแท้จะพบได้ที่อุป- นิสัยของเธอและอุปนิสัยที่ว่าจะแสดงออกมาให้เห็นในชีวิต และการงานของเธอ ความงามภายนอกจะร่วงโรยไปเสมอ แต่อุปนิสัยสามารถคงอยู่ได้ตลอดไป มีคำกล่าวว่า “ชื่อยิ่งใหญ่ท่ามกลางมนุษย์เป็นเหมือนตัวหนังสือถูกเขียนไว้บนผืนทราย แต่อุปนิสัยที่บริสุทธิ์จะยั่งยืนอยู่ชั่วนิรันดร์”  จาก หนังสือของ เอลเลน จี.ไว้ท์ ใน  “God Amazing Crace, page 81    
                ในพื้นที่ใดในชีวิตของคุณ คุณต้องการเห็นอุปนิสัยของคุณดีขึ้น? การอธิษฐานเผื่อในเรื่องนี้เป็นการดี แต่ มีขั้นตอนด้านบวกอะไรที่คุณจะก้าวไปเพื่อจะเห็นการเติบโต?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม:  
              “เมื่อ “นาดับ” และ “อาบีฮู” สองพี่น้องบุตรชายของอาโรน ซึ่งเป็นปุโรหิตดื่มเหล้าองุ่นเข้าไปมากจนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของแอลกอฮอล์ พวกเขามองไม่เห็นความแตกต่างของ “ไฟบริสุทธิ์” และ “ไฟธรรมดา” นาดับ และ อาบีฮูไม่เชื่อฟังพระเจ้า พวกเขานำไฟธรรมดามาจุดเครื่องเผาบูชา พระเจ้าทรงลงโทษปุโรหิตทั้งสอง “ไฟก็พุ่งขึ้นมาจากที่พระเจ้าประทับไหม้เขาทั้งสอง และพวกเขาก็ตายต่อพระพักตร์พระเจ้า” (เลวีนิติ 10:2)  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “Testimonies for the Church”, volume 3,  page 295
              “ให้พวกเด็ก และ เยาวชนเรียนรู้จากพระคัมภีร์ว่า พระเจ้าทรงให้เกียรติงานประจำวันของคนงาน...ให้พวกเขาอ่าน..เรื่องหญิงมีปัญญา ซึ่งพรรณนาให้เห็นในพระธรรมสุภาษิต เธอแสวงหาขนแกะ และป่าน และทำงานด้วยมืออย่างเต็มใจ เธอจัดเตรียมอาหารสำหรับครอบครัว... เธอจัดงานให้แก่สาวใช้ของเธอ ...เธอทำงานในไร่นา และปลูกสวนองุ่น.. เธอยื่นมือช่วยคนขัดสน... เธอทำงานเต็มกำลังตลอดเวลา (สุภาษิต 31:13, 15,16,17, 20, 27) จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ .ใน “การศึกษา”  หน้า 217
คำถามเพื่อการอภิปราย

1.   เหตุใดการตัดขาดจากแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาดจึงเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง? เพราะจะว่าไป มีสิ่งดีอะไรที่เป็นไปได้จากการดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด? แต่จงใคร่ครวญเกี่ยวกับความเสียหายทั้งปวงที่ต้นเหตุบ่อยๆ ครั้ง มาจากแอลกอฮอล์?
 
2.  คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า เรามีความรู้มากมายสำหรับสมัยของเรา แต่เราไม่จำเป็นต้องมีปัญญาเพิ่มขึ้น มีตัวอย่างอะไรที่เมื่อเร็วๆ นี้เราสามารถมองเห็น การมีความรู้ปราศจากปัญญาสามารถทำให้เกิดความเสียหายได้มาก? 

3.  ทบทวนคุณสมบัติของอุปนิสัยของผู้หญิง “ที่ดี เธอประเสริฐยิ่งกว่าทับทิม” หลักการที่ผู้หญิง “ที่ดี ประเสริฐยิ่งกว่าทับทิม” สามารถนำมาใช้โดยผู้เชื่อทั้งปวง ในการเสริมสร้างอุปนิสัยได้อย่างไร?
 
4.  พระธรรมสุภาษิตเต็มไปด้วยปัญญามีประโยชน์ สิ่งนี้ควรบอกเราว่า ศาสนาของเราลงมาจากสวรรค์สู่โลก เราสามารถมั่นใจได้ว่า เราไม่ได้ละเลยในส่วนจากสวรรค์สู่โลก ซึ่งเป็นส่วนของความเชื่อ พอๆ กับส่วนของศาสนา และส่วนของจิตวิญญาณ?
 

                                          ********************


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272