Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 >
.
Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง
.
                                                   บทที่  2
                                    บัพติศมา และ การทดลอง                   
                                       4 - 10  เมษายน  2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
ลูกา 3:1-14; โรม 6:1-6; ลูกา 3:21, 22; ลูกา 4:5-8; อิสยาห์14:13,14; ลูกา 4:9-13.

ข้อควรจำ      “และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรูปสัณฐานเหมือนนกพิราบได้ลงมาบนพระองค์ และพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า "ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา   เราชอบใจท่านมาก” (ลูกา 3:22)     

       ดังเราได้เห็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ท่านลูกาได้ใส่รายชื่อบุคคลมีชื่อเสียง ผู้ปกครองในสมัยของท่าน เราเชื่อท่านลูกาทำเช่นนี้เพื่อแสดงว่าเรื่องเกี่ยวกับพระเยซู และยอห์น ผู้ให้บัพติศมาของท่านเป็นเรื่องจริง ตามประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราวผู้ทรงอิทธิพลเหล่านี้ไว้
       แต่ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การที่ท่านลูกาบันทึกรายชื่อบุคคลยิ่งใหญ่มีอำนาจและอิทธิพล เป็นการแสดงให้เห็นความแตกต่างชัดเจนระหว่างพวกเขา และชายผู้ถ่อมใจอาศัยอยู่ในป่ากันดาร คือท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมา
       นักศึกษาพระคัมภีร์หลายคน ได้ค้นหาช่วงเวลาของผู้นำทรงอำนาจในอาณาจักรโรมันเหล่านี้ และได้พบว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมา และพระเยซูเริ่มดำเนินพันธกิจ ในปี ค.ศ. 27 หรือ 28 ซึ่งพระธรรมลูกา 3:22 เน้นถึงการบัพติศมาของพระเยซู “พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรูปสัณฐานเหมือนนกพิราบได้ลงมาบนพระองค์ และพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า "ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก” ท่านลูกาสถาปนาความจริงข้อนี้แต่เริ่มแรก แม้แต่ก่อนท่านจะ “เรียบเรียงเรื่องตามลำดับ” (ลูกา1:3) เกี่ยวกับภารกิจ และพันธกิจของพระเยซูคริสต์

วันอาทิตย์   เตรียมมรรคาขององค์พระผู้เป็นเจ้า  (ลูกา 3: 1-14)
       ในพระธรรมลูกา บทที่ 3 ท่านยอห์นปรากฎตัวเพื่อเริ่มทำงานพิเศษ และสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ความรอดของมนุษยชาติ เมื่อท่านยอห์นทำการประกาศเทศนา ท่านไม่ใช้ถ้อยคำที่เสนาะหูเพื่อเป็นเหตุจูงใจฝูงชน
      
      
อ่าน พระธรรมลูกา 3:1-14 ถ้อยคำของท่านยอห์นเต็มไปด้วยความจริงสำคัญสำหรับเราทั้งหลาย คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากสิ่งท่านยอห์นประกาศตรงนี้?


       ท่านยอห์นประกาศว่า “จงกลับใจเสียใหม่” ไม่ใช่แนวคิดว่างเปล่า แต่เป็นวิถีแห่งชีวิต คำนี้มาจากภาษากรีก “metanoia” ซึ่งหมายความถึงการเปลี่ยนแปลงจิตใจ ซึ่งนำไปสู่ชีวิตใหม่
       จากนั้นท่านยอห์น ออกคำสั่งต่อว่า “และรับบัพติศมา” หมายถึงการจุ่มจนมิดทั้งตัวในน้ำ พิธีบัพติศมาเช่นนี้ จะว่าไป  มีมาก่อนสมัยของท่านยอห์น ชาว ยิวทั้งหลายมีความเข้าใจดีว่า “บัพติศมา” หมาย ถึง   “การฝังตัวลงในน้ำ”   ซึ่งเป็นวิธีที่อาจารย์ชาวยิวปฎิบัติกับชาว ต่างชาติ  ที่มาเข้ารีต  หรือรับเอาความเชื่อในพระเจ้าของชาวยิว
       อย่างไรก็ดี การที่ท่านยอห์นประกาศเชิญชวนให้ชาวยิวรับบัพติศมา ท่านยอห์นได้ “จัดตั้ง” หลักการใหม่  คำว่าบัพติศมา  ตรงนี้หมายถึง  การประกาศตนต่อหน้าสาธารณะว่า บุคคลหนึ่งได้ละทิ้งความบาปเก่าที่มีมา และเตรียมตัวรับการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ ท่านยอห์นเป็นผู้ริเริ่มสัญลักษณ์ของการละทิ้งความบาป และเริ่มดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ ตามรอยพระบาทของพระเยซู   ในฐานะเป็นประชากรแห่งสวรรค์ ท่านยอห์นกล่าวเพิ่มเติมโดยพลันว่า ท่านให้บัพติศมาด้วยน้ำเท่านั้น แต่บุคคลที่จะมาต่อจากท่าน มีความสำคัญกว่า “เราให้เจ้ารับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่จะมีพระองค์หนึ่งเสด็จมาทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่คู่ควร  แม้จะแก้สายฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์จะทรงให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ” (ลูกา 3:16)  ดังนั้นจุดสำคัญคือ: พิธีบัพติศมาเป็นการแสดงออก “การฝังตัวตน” ในน้ำ เป็นการเปลี่ยน แปลงภายใน และการเปลี่ยนแปลงนี้ภายหลังจะถูกประทับตราด้วยการรับบัพติศมาโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

       อ่าน พระธรรม โรม 6:1-6 ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ อัครทูตเปาโลให้ความเชื่อมโยงระหว่างพิธีบัพติศมากับบทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณอะไร? สังเกตว่า ท่านเปาโลให้ข้อเปรียบเทียบระหว่าง “การใช้น้ำเป็นตัวกระทำ” คือ “รับการฝัง” และการโผล่ตัวขึ้นจากน้ำ หลังจากได้ฝังความบาป เป็นการรับเอาชีวิตใหม่แห่งความชอบธรรม การดำเนินชีวิตใหม่ในพระคริสต์เป็นจริงเพียงใดกับชีวิตของคุณ?

วันจันทร์   “ท่านผู้นี้เป็นบุตรที่รักของเรา  (มัทธิว 3:13-17)
      
      ในพระธรรม ลูกา 2:41-50 เราอ่านเรื่องราวเป็นที่รู้จักกันดีของ
โยเซฟและมารีย์  ที่พระเยซูทรงหลงทางไปจากบิดามารดาในกรุงเยรูซาเล็ม เมื่อพวกเขาพบพระเยซูได้ต่อว่าพระองค์ (ข้อ 48) และ“พระเยซูจึงตอบว่า "ท่านเที่ยวหาฉันทำไม ท่านไม่ทราบหรือว่า ฉันต้องอยู่ในพระนิเวศแห่งพระบิดาของฉัน" (ลูกา 2:49) คำตอบของพระเยซูแสดงให้เห็นว่า พระองค์   ตระ หนักว่าพระองค์เป็นบุตรของพระเจ้า กระนั้นโยเซฟและมารีย์ก็ยังไม่เข้าใจกระจ่าง ในสิ่งที่พระเยซูตรัสกับพวกเขา เพื่อความยุติธรรม แม้เหล่าอัครทูตอยู่ใกล้ชิดกับพระเยซูตลอดสามปีครึ่งยังไม่เข้าใจเต็มร้อยว่า  พระเยซูคือใคร และพระองค์เสด็จมาเพื่อภารกิจอะไร?

       ยกตัวอย่างเช่น หลังจากพระเยซูทรงฟื้นพระชนม์ พระองค์ปรา กฏตัวร่วมเดินทางกับศิษย์สองคน ที่กำลังเดินเท้าไปยังหมู่บ้านเอมมาอูส พระเยซูทรงเห็นทั้งสองมีใบหน้าเศร้าหมอง จึงทรงตรัสถามเขาว่ามี “เหตุการณ์อะไร'' เขาจึงตอบพระองค์ว่า ''เหตุการณ์เรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธผู้เป็นผู้เผยพระวจนะ ประกอบด้วยฤทธิ์เดชในการงานและในถ้อยคำจำเพาะพระเจ้า และต่อหน้าบรรดาราษฎร” (ลูกา24:19)  ศิษย์ทั้งสองยังไม่ทราบว่า ผู้ที่ร่วมเดินทาง และสนทนากับพวกเขาคือพระเยซูผู้ได้ทรงฟื้นพระชนม์ขึ้นมาแล้ว จนกระทั่งเมื่อไปถึงหมู่บ้านจุดหมาย และพระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้นอธิษฐานพวกเขาเห็นรอยตะปู จึงได้ทราบว่าเป็นพระเยซู... แน่นอน พระเยซูทรงเป็นมากกว่าผู้เผยพระวจนะ ศิษย์ทั้งสองยังไม่เข้าใจว่าพระเยซูคือใคร และพระองค์เสด็จมาเพื่อทำการอะไร จนกว่าจะได้เห็นกับตา

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 3:13-17 ; ยอห์น 1: 29-34 ; ลูกา 3:21, 22. เหตุใดการรับบัพติศมาของพระเยซูจึงมีความสำคัญ?


       ตอนที่พระเยซูทรงรับบัพติศมา สวรรค์ให้การสนับสนุนความจริงที่ว่า “พระเยซูทรงเป็นบุตรของพระเจ้า” พระเยซูทรงรับบัพติศมาไม่ใช่เพราะพระองค์ “ต้องรับ” เพราะพระองค์ไม่มีความบาป จึงไม่ต้องการ การบังเกิดใหม่ แต่เป็นว่า ทรงประสงค์ปฎิบัติตนเป็นแบบอย่างสำหรับคนอี่นๆ (มัทธิว 3:14,15) การรับบัพติศมาของพระเยซูปรากฎให้เห็นความสำคัญเด่นชัดสามประการ    1) ท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมาประกาศว่า  “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับเอาความผิดของโลกไป”  (ยอห์น 1:29)    2) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำทางชีวิตของพระเยซู  สำหรับพันธกิจของพระองค์ล่วงหน้า  3) สวรรค์ทำการประกาศให้ทราบว่า พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า และพระบิดาทรงชอบพระทัยพระองค์มาก
      
       คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้: พระบุตรอันชอบธรรมของพระเจ้า ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสร้างโลกและจักรวาล ทรงรับบัพติศมาโดยมนุษย์ผู้ต่ำต้อย ทุกส่วนในแผนการแห่งความรอด พระเยซูทรงเต็มพระทัยถ่อมพระองค์ลงเพียงใด เพื่อช่วยเราให้เต็มใจจะถ่อมกายใจลง เมื่อใดที่เราจำเป็นต้องถ่อม?


วันอังคาร   “ไม่ใช่อาหารสิ่งเดียว”  (ลูกา 4:4)

        พระเยซูทรงได้รับการเติมเต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์...ได้รับการนำโดยพระวิญญาณเข้าสู่ป่ากันดาร ทรงถูกทดลองโดยพญามารเป็นเวลาสี่สิบวัน (ลูกา 4:1,2) พระองค์ทรงบังเกิดมาเพื่อดำเนินพันธกิจที่พระบิดาทรงมอบหมายให้ พระเยซูทรงเริ่มพันธกิจของพระ องค์ เมื่อทรงรับบัพติศมา พระองค์ทรงได้รับฤทธิ์อำนาจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จากนั้นพระองค์เสด็จเข้าไปยังป่ากันดาร เพื่อเตรียมพระองค์สำหรับงานที่รออยู่ข้างหน้า
      การทดลองเกิดขึ้นที่ป่ากันดารเป็นสงครามสำคัญระหว่างพระคริสต์ และซาตาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสงครามขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ (The Great Controversy)  การสงครามใหญ่ได้เริ่มตั้งแต่ซาตานก่อการกบฎขึ้นในสวรรค์ และบัดนี้ในป่ากันดาร พระเยซูทรงอ่อนกำลังเพราะทรงอดพระกระยาหารตลอด 40 วัน ทรงมองอนาคตดูมืดมัวและสิ้นหวัง บัดนั้นซาตานได้เข้าโจมตีพระเยซู  ด้วยการทดลอง “ซาตานมองเห็นว่าต้องเอาชนะ  หรือไม่จะเป็นฝ่ายแพ้” หัวข้อการสงครามหรือการทดลองครั้งนี้  มีความสำคัญยิ่งสำหรับซาตาน  จนไม่อาจไว้ใจทูตสวรรค์บริวารให้ทำการนี้ได้   ซาตานต้องต่อสู้การสง ครามครั้งนี้ด้วยตัวเอง” จากหนังสือ ของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 116.
      
         สังเกตถ้อยคำซาตานพูดท้าทายพระเยซู “ถ้าท่านเป็นบุตรของพระเจ้า จงสั่งก้อนหินนี้ให้กลายเป็นพระกระยาหาร" (ลูกา 4:3) ซาตานพยายามทำอะไรในเรื่องนี้ ที่แสดงให้เห็นว่าซาตานได้พยายามทำมาแล้วในสวรรค์?
       ขนมปัง หรือกระยาหารไม่ใช่ประเด็นสำคัญตรงนี้ ถูกแล้วการ อดพระยาหารในป่ากันดารทำให้พระผู้ช่วยให้รอดรู้สึกหิวโหยมาก และซาตานใช้ความหิวของพระเยซูเป็นกลอุบายท้าให้พระองค์ทำบาป แต่ซาตานทราบด้วยว่าพระเยซูเป็นพระผู้สร้างจักรวาล พระเยซูเองทรงสร้างจักรวาลจากความว่างเปล่า ดังนั้นการเนรมิตก้อนหินให้เป็นขนมปังจึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด   ประเด็นสำคัญของการท้าทายนี้คือถ้อยคำที่ว่า  “ถ้าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า” เพียง 40 วันก่อนหน้านี้ พระสุรเสียงของพระเจ้าจากท้องฟ้าประกาศว่า   “ท่านนี้เป็นบุตรของเรา”   ถึงตอนนี้  พระเยซูย่อมไม่ลืมคำประกาศของสวรรค์ใช่ไหม?   ความสงสัย  ในพระวจนะของพระเจ้าเป็นก้าวแรกของการยอมแพ้แก่การทดลอง ในสวรรค์ซาตานท้าทายสิทธิอำนาจของพระเยซู และตอนนี้ซาตานพยายามทำสิ่งเดียวกัน แม้ว่าซาตานจะทำในวิธีการ  “ซ่อนเร้น”  มากกว่าที่ซาตานเคยทำมาแล้ว

       คุณสามารถเรียนรู้จะไม่ตกสู่กับดักของซาตาน โดยจะไม่ก้าวเข้าสู่ความสงสัยในพระสัญญาของพระเจ้าได้อย่างไร?

วันพุธ    จงกราบนมัสการเรา (ลูกา 4:5-8)  

       อ่าน พระธรรม ลูกา 4: 5-8  เหตุใดซาตานต้องการให้พระเยซูกราบนมัสการซาตาน?  อะไรคือประเด็นสำคัญตรงนี้?

       พระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นมีสิทธิ์ได้รับการกราบไหว้นมัสการ สิทธิ์ของการได้รับการนมัสการของพระองค์ คือสิ่งเดียวที่แยกสิ่งถูกสร้าง ออกจากพระผู้สร้างตลอดไป  ประเด็นหนึ่งในการก่อ กบฎของลูซีเฟอร์ (ซาตาน) บนสวรรค์  คือซาตานต้องการให้มีผู้นมัสการซาตาน ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์พรรณนาความทะเยอทะยานของลูซีเฟอร์ไว้ใน อิสยาห์14:13, 14 ว่า  “เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า  'ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า  ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้า ณ ที่สูงนั้น ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน ที่อุดรไกล คือ สถานเทพชุมนุม  ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด”  
       ดังนั้นเราต้องเข้าใจดีขึ้นว่าเกิดอะไรขึ้นกับการทดลองครั้งนี้ เมื่อพระเยซูกำลังจะเริ่มพันธกิจการไถ่โลกนี้กลับคืนสู่พระเจ้า  ผู้เป็นเจ้า ของ ผู้มีสิทธิอำนาจเต็ม   ซาตานเชิญพระเยซูเสด็จสู่ยอดเขาสูง และสำแดงภาพความรุ่งเรืองทั้งปวงของอาณาจักรโลกนี้ เสร็จแล้วซาตานเสนอให้พระเยซู  แสดงท่าทีนบนอบง่ายๆ แล้วพระองค์จะได้สิทธิ์ครอบครองเหนือโลกนี้ซาตานกล่าวว่า “ถ้าท่านจะกราบนมัสการเรา สรรพสิ่งนั้นจะเป็นของท่านทั้งหมด" (ลูกา 4:7)
       ซาตานพยายามโน้มน้าวความสนใจของพระคริสต์ไปจากสิทธิอำนาจความเป็นพระเจ้าของพระองค์  ขณะเดียวกัน  ซาตาพยายาม ทดลองพระเยซูด้วยการเสนอ “เกียรติยศ” และ “สง่าราศี” ให้ ขอเพียง พระเยซูยอมแสดงท่าทีง่ายๆ ด้วยการก้มศีรษะให้กับซาตาน จะว่าไป  ซาตานพยายามแย่งสิทธิอำนาจของพระผู้สร้าง  และการนมัส การไปจากพระเยซู  ที่ครั้งก่อนซาตาน  ประสบความล้มเหลวในแผ่น ดินสวรรค์
       สังเกตคำตอบของพระเยซูซึ่งตรัสขับไล่ผู้เข้ามาทดลองว่า “อ้ายซาตาน จงไปเสียให้พ้น เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า จงกราบนมัส การพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน  และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว”  (มัทธิว 4:10)  ตรงนี้เป็นการประกาศอย่างชัดเจนว่า “การนมัสการ” และ “การรับใช้” เป็นสิทธิ์ของพระผู้สร้างเท่านั้น ในสมัยของท่านโมเสส พระเจ้าทรงตรัสผ่านท่านว่า “โอ คนอิสราเอล จงฟังเถิดพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทั้งหลายเป็นพระเจ้าเดียว   พวกท่านจงรักพระเยโฮวาห์  พระเจ้าของท่าน  ด้วยสุดจิตสุดใจและสิ้นสุดกำลังของท่าน.. พวกท่านจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านจงปรนนิบัติพระองค์”  (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4, 5,13)

       ใครในพวกเราอาจพบกับทดลอง  และความเชื่อของเราอาจอ่อนกำลังลงได้  แม้ว่าจะในลักษณะเพียง  “เล็กๆ น้อยๆ” อย่างในกรณีการงานของคุณ  หรือคุณต้องสอบไล่ในวันสะบาโต  หรือได้รับการเลื่อนขั้นพร้อมกับข้อประนีประนอมว่า  คุณต้องไปทำงานในบางวันสะบาโตครึ่งวัน  ในกรณีที่หน่วยงาน  มีงานด่วนเช่นนี้  คุณจะปฏิบัติตนอย่างไร?   เมื่อจะต้องจ่ายราคาสำหรับการทำสิ่งที่ถูกต้อง?

วันพฤหัสบดี     พระคริสต์ผู้ได้ชัยชนะ  (ลูกา 4:9-13)
      
       พระกิตติคุณโดยท่านลูกา และพระกิตติคุณโดยท่านมัทธิว มีการสลับลำดับการทดลองครั้งที่สอง และครั้งที่สามกัน  เหตุผลการทำเช่นนั้นไม่ชัดเจน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญ จุดสำคัญคือพระเยซูทรงมีชัยเหนือซาตานอย่างสมบูรณ์  สอดคล้องกับพระกิตติคุณทั้งสองจุดสำ คัญ อีกอย่างคือ พระเยซูคริสต์ทรงถูกทดลองเหมือนกับพวกเรา  แต่พระองค์ไม่เคยทำบาป (ฮีบรู 4:15) ชัยชนะของพระเยซูต่อการทด ลองเหนือซาตานแต่ละอย่าง พระองค์ทรงใช้  “พระวจนะของพระเจ้าซึ่งตรัสออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และการอธิษฐาน หลังจากประสบชัยชนะแล้ว พระเยซูทรงก้าวออกมาเพื่อเทศนาสั่งสอนเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า  ซึ่งเป็นการเริ่มศักราชของคริสเตียน
       อ่าน พระธรรม ลูกา 4:9-13  และ  มัทธิว 4:5-7  ในการทดลองสองครั้งแรก พระเยซูทรงใช้พระคัมภีร์เอาชนะเหนือ  การล่อเหยื่อของซาตาน   บัดนี้ในการทดลองครั้งที่สาม ซาตานเจ้าเล่ห์ทำอย่างเดียวกับพระเยซู  ด้วยการอ้างข้อพระคัมภีร์มาทดลอง หากพระเยซูถือเอาคำกล่าวของพระวจนะ  โดยไม่รู้ทันจอมโกหกตัวพ่อ  จะมีผลอะไรเกิดขึ้น  ตรงนี้พระเยซูทรงตอบโต้ กับการทดสอบของซาตานอย่างไร?
       ซาตานนำพระเยซูไปยังยอดหลังคาพระวิหาร ในกรุงเยรูซาเล็ม เป็นสถานศักสิทธิ์ที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนชาติยิว พระวิหารสถานที่ ที่พระเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางประชากรของพระองค์ กลายเป็นสนามรบของซาตานและพระเยซู   ซาตานกล่าวท้าทายว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงโจนลงไปเถิด เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า พระเจ้าจะรับสั่งให้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์รักษาท่าน และเหล่าทูตสวรรค์จะเอามือประคองชูท่านไว้ มิให้เท้าของท่านกระทบหิน” (ซาตานอ้าง พระธรรมสดุดี 91:11-12) พระเยซูจึงตรัสตอบว่า "พระคัมภีร์มีเขียนไว้อีกว่า อย่าทดลองพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของท่าน" (ลูกา 4:7)
       ซาตานรู้จักพระคัมภีร์ แต่ซาตานนำมาใช้อย่างบิดเบือน แผนการของเขาคือนำพระเยซูสู่การทดลอง   พระเจ้าได้ทรงสัญญาแล้วว่า ทูตสวรรค์จะปกป้องพระเยซู   ตราบใดที่พระองค์ทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา เป็นความจริงเช่นเดียวกับท่านดาเนียล และเพื่อนๆของท่าน พระเยซูทรงตอบซาตานอีกครั้งหนึ่งโดยใช้ข้อพระคัมภีร์ พระองค์ทรงตรัสอย่าทดลองพระเจ้า หน้าที่ของเราคือ  จะวางตัวเราเองให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ที่เหลือให้พระองค์จะเป็นผู้ทำการ
       สังเกตหลักคำสอนสำคัญ 4 ประการของพระคัมภีร์  ในเรื่องการทดลอง  1) ไม่มีใครเป็นอิสระจากการทดลอง  2) เมื่อพระเจ้าอนุญาตการทดลองให้มายังเรา ขณะเดียวกันทรงประทานพระคุณ และพล กำลังให้เอาชนะได้   3) การทดลองไม่ได้เกิดขึ้นกับเราอย่างเดียวกันทุกครั้ง   4) ที่สำคัญพระเจ้าจะไม่ให้การทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ (1 โครินธ์10:13)

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “สมมติว่าโยเซฟ และมารีย์ได้ครุ่นคิดเกี่ยวกับพระเจ้า และอธิษฐานเสมอ พวกเขาคงจะตระหนักในความรับผิดชอบที่บริสุทธิ์ และเอาจริงเอาจัง พวกเขาจะไม่ปล่อยให้พระเยซูคลาดสายตา จากการที่เพียงวันเดียวไม่ใส่ใจระวัง พระผู้ช่วยให้รอดได้หายไปจากการดูแล และพวกเขาต้องใช้เวลาถึงสามวันในการเที่ยวตามหา ด้วยความวิตกกังวลยิ่ง กว่าจะพบพระองค์  เช่นเดียวกันกับพวกเรา โดยการสนทนาเรื่องไร้สาระ การพูดสิ่งชั่วร้าย  และการละเลยเรื่องการอธิษฐาน ในวันหนึ่งเราอาจสูญเสียการสถิตอยู่ของพระผู้ช่วยให้รอด และอาจต้องใช้หลายวันในความเศร้าเสียใจค้นหาพระองค์ กว่าจะพบ และได้รับสันติสุขที่หายไปกลับคืนมา”  จาก หนังสือ ของเอลเลน ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 83

คำถามเพื่อการอภิปราย


  1.  การทดลอง  ในตัวมันเองไม่ใช่ความบาป  พระคัมภีร์กล่าวว่าในลักษณะหนึ่ง เป็นเส้นทางเป็นไปได้ที่การทดลองจะนำเราไปสู่ความบริสุทธิ์ การถูกทดลองเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การล้มลงหรือพ่ายแพ้ในการทดลองเป็นคนละเรื่อง   ในเวลาเดียวกัน  อะไรคือความรับผิดชอบของเราเกี่ยวกับการทำสิ่งทั้งปวง  ที่เราสามารถทำได้  เพื่อหลีกเลี่ยงการทดลอง?
      
  2.  หัวข้อศึกษาประจำวันสัปดาห์นี้ที่กล่าวไว้ว่า: “ความสงสัยในพระวจนะของพระเจ้าเป็นก้าวแรกสู่การยอมแพ้ต่อการทดลอง” เหตุใดคำกล่าวนี้จึงเป็นความจริง?

  3.  ในลักษณะใดบ้างที่อาจเป็นการกราบไหว้รูปเคารพ  นั่นคือการทำมาก กว่าการค้อมศีรษะลง และนมัสการบางสิ่ง นอกเหนือจากองค์พระผู้เป็นเจ้า?

                      
                                 ********************
 


                                                  
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272