Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 > Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง >
.
ThaiSSL 2Q 2015 Chp3:พระเยซูคริสต์คือใคร ?
.
บทที่  3
                                          พระเยซูคริสต์คือใคร ?                  

                                                    11 - 17  เมษายน  2015

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ ลูกา 4:16-30; ลูกา 6:5; เอเฟซัส 1:3-5; ลูกา 9:18--27; 2 เปโตร 1:16-18

ข้อควรจำ      “พระองค์จึงตรัสถามเขาว่า "แล้วพวกท่านเล่าว่าเราเป็นใคร" เปโตรทูลตอบว่า "เป็นพระคริสต์ของพระเจ้า" (ลูกา 9:20)

       พระเยซูคริสต์คือใคร? นี่ไม่ใช่คำถามแบบ “เพทุบาย” แต่เป็นคำถามล้วงลึกในดวงใจของมนุษย์ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คำถามนี้บอกเป็นนัยถึงอนาคตของมนุษย์
       ฝูงชนชื่นชมผลงานของ และให้เกียรติถ้อยคำของพระเยซู ยกย่องความอดทน และ สนับสนุนแนวคิดที่รักสันติของพระองค์ พวกเขาเคารพจุดยืนอันกล้าหาญของพระองค์  อีกทั้งรู้สึกประทับใจในความไม่เห็นแก่ตัวของพระองค์ด้วย  และคนทั้งปวงต่างพากันตกตะลึง กับการที่พระองค์ทรงพบจุดจบอย่างทารุณ คนจำนวนมากต่างพร้อมจะรับพระเยซูเป็นบุรุษผู้แสนดี  ผู้พยายามจัดระบบใหม่ให้คนทั้งปวงได้รับความยุติธรรมเสมอหน้ากัน  ทรงให้การเยี่ยวยาคนเจ็บป่วย และปลอบประโลมผู้คนทุกแห่งหนที่กำลังพบความทุกข์ยาก
       ถูกแล้ว พระเยซูควรได้รับการยกย่องเป็นพระบรมครู  เป็นนักปฏิวัติ  เป็นสุดยอดผู้นำ  เป็นนักจิตวิทยาชั้นเอกอุรู้ลึกภายในดวงวิญญาณของทุกคน พระองค์ทรงเป็นทุกอย่างที่กล่าวมา และเป็นมากยิ่งกว่านั้นอีก
       แต่ไม่มีพระนามใดใกล้เคียงกับคำตอบ ซึ่งมีความสำคัญสุดยอด เท่ากับคำตอบที่พระองค์ได้รับจากท่านปโตรซึ่งเป็นอัครทูตคนหนึ่ง ของพระ องค์ เมื่อพระองค์ทรงเอ่ยถามว่า “แล้วพวกท่านเล่าว่าเราเป็นใคร?” (ลูกา 9:20) ซึ่งเป็นคำถามที่ทวงคำตอบ และอนาคตของคนทั้งปวงขึ้นอยู่กับคำตอบนั้น !
 
วันอาทิตย์
  ประชาชนรู้สึกเกี่ยวกับพระเยซูอย่างไร? (ลูกา 4:16-30)

     
อ่านพระกิตติคุณทั้งสี่ และพระคัมภีร์ใหม่ทั้งเล่ม พระธรรมทุกเล่มที่คุณอ่านจะบอกถึง  “การอ้างสิทธิ์ที่แทบเหลือเชื่อในสิ่งพระเยซูได้ทรงทำ และเกี่ยวกับว่า  พระองค์เป็นใคร  พระองค์ทรงกล่าวว่าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า  เป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และพระองค์เป็นทางนั้น และเป็นเส้น ทางสู่ชีวิตนิรันดร์เพียงหนึ่งเดียว! การอ้างสิทธิ์เหล่านี้เรียกเราให้ต้องเอาใส่ใจ ทั้งนี้เพราะว่าเป็นเรื่องของชีวิตนิรันดร์ หรือความตายสำหรับมนุษยชาติทุกคน

       อ่านพระธรรม ลูกา 4:16-30  อะไรเป็นสาเหตุทำให้ผู้คนในเมืองนาซาเร็ธมีปฏิกิริยาต่อพระเยซูเช่นนั้น? อ่านพระธรรม ยอห์น 3:19 ด้วย?
       ตอนแรกผู้คนในบ้านเกิดของพระเยซูรู้สึกตื่นเต้น เมื่อเห็นพระ องค์กลับที่นาซาเร็ธ พระคัมภีร์บันทึกว่า “คนทั้งปวงก็กล่าวชมเชยพระองค์ และประ หลาดใจด้วยถ้อยคำอันประกอบด้วยคุณ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระองค์ และว่า "คนนี้เป็นบุตรของโยเซฟมิใช่หรือ" (ลูกา 4:22)  แต่เมื่อพระเยซูรู้ทัน และตำหนิความคิดพวกเขา คนเหล่านั้นกลับพากันโกรธและมุ่งร้ายต่อพระองค์    

       อ่านพระธรรม ลูกา 7:17-22   ท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมาถามอะไรเกี่ยวกับพระเยซู?   และเหตุใดท่านจึงเอ่ยถามเช่นนั้น?
       แม้แต่ท่านยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ผู้ได้รับการวางตัวเพื่อเตรียมมรรคาของพระเยซู  อีกทั้งประกาศว่า  พระเยซู  “ทรงเป็นพระเมษโปดกของพระเจ้า” ในวิญญาณส่วนลึกของท่านยังรู้สึกสงสัย เห็นได้จากท่านยอห์นเรียกให้  ศิษย์ของท่านสองคน ใช้เขาไปหาพระเป็นเจ้าทูลถามว่า “ท่านเป็นผู้ที่จะมานั้นหรือ หรือจะคอยผู้อื่น” (ลูกา 7:19)
       สั่งเกตุด้วยว่า พระเยซูไม่ทรงตอบคำถามของท่านยอห์นตรงๆ แต่ทรงกลับชี้ให้ศิษย์ทั้งสองของท่านยอห์นสังเกตสิ่งที่พวกเขาได้ประจักษ์ ทรงตรัสว่า  “จงไปแจ้งแก่ยอห์นตามซึ่งท่านได้เห็น และได้ยิน คือว่า  คนตาบอดก็หายบอด  คนง่อยเดินได้   คนโรคเรื้อนหายสะอาด คนหูหนวกได้ยิน  คนตายแล้วเป็นขึ้น และข่าวประเสริญก็ประกาศแก่คนอนาถา” (ลูกา 7:22) คนทั้งหลายเห็นด้วย ที่พระเยซูไม่ทรงตอบท่านยอห์นด้วยการกล่าวยืนยัน เพราะสิ่งที่พระเยซูได้กระทำ ตลอดจนคำสั่งสอนของพระองค์เป็นข้อพิสูจน์ เกินพอจะบอกให้ทราบว่าพระองค์คือใคร

      ความรู้สึกสัมผัสอีกส่วนหนึ่ง ในรูปแบบคำตอบนี้ พระเยซูอาจเป็นเหตุทำให้ท่านยอห์นเป็นกังวลมากขึ้น ท่านยอห์นอาจรู้สึกกังขาว่า  ถ้าพระเยซูทรงฤทธิ์ทำการอัศจรรย์ได้สารพัด  เหตุใดจึงปล่อยให้ท่านรับเคราะห์แต่เพียงลำพังในเรือนจำ? ในกรณีเช่นนี้มีใครบ้างจะไม่เคลือบแคลง: หากพระเจ้าทรงพลานุภาพยิ่งใหญ่ เหตุใดสิ่งนี้เกิดขึ้นกับฉัน?  เหตุใดไม้กางเขน และพระสัญญาทั้งปวง เป็นคำตอบเพียงประการเดียวของเรา?
 
วันจันทร์   พระบุตรของพระเจ้า (ลูกา 1:31, 32, 35)
      
      “บุตรมนุษย์” และ “พระบุตรของพระเจ้า” ทั้งสองชื่อถูกใช้ในพระกิตติคุณทั้งสี่ซึ่งพรรณนาว่า พระเยซูคือใคร ชื่อแรกแสดงให้เห็นว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้าในร่างของมนุษย์  ชื่อที่สอง  ชี้ไปยังพระ องค์  ในฐานะทรงเป็นพระเจ้าพระภาคที่สอง   ในพระเจ้าสามพระภาค   ทั้งสองชื่อเชื้อเชิญให้เราพิศวง  เกี่ยวการอัศจรรย์ของพระเยซูคริสต์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เข้าใจได้ยาก   กระนั้นความจริงอันมหัศจรรย์ที่พระเยซูทรงเป็น “พระเจ้า และมนุษย์” เป็นความหวังยิ่งใหญ่ที่ทรงนำเสนอให้เรา
      
       อ่านพระธรรม ลูกา 1:31, 32, 35 และ ลูกา 2:11 ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกอะไรเรา เกี่ยวกับพระเยซูว่า จริงๆ แล้วพระองค์คือใคร?
       ในพระธรรมลูกา 1:31, 32 ทูตสวรรค์เชื่อมโยงชื่อ “พระเยซู” เข้ากับ “พระบุตรของพระเจ้าสูงสุด” พระองค์ผู้นี้พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งดาวิดให้ พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ในเวลาเดียวกันพระองค์ทรงเป็นพระคริสต์, พระเมสสิยาห์ ผู้จะทรงช่วยกู้บัลลังก์ของดาวิด พระองค์ไม่เพียงเป็นกษัตริย์บนแผ่นดินโลก แต่ทรงเป็นกษัริย์แห่งสวรรค์ด้วย พระองค์จะทรงปราบซาตานลงอย่างราบคาบ จากการที่ซาตานพยายามจะแย่งชิงบัลลังก์ของพระเจ้า ในครั้งที่ทูตสวรรค์ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มผู้เลี้ยงแกะ ข้อความบอกว่าพวกเขาจะพบพระกุมารเยซูนอนอยู่บนรางหญ้า พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดและทรงเป็นพระคริสต์ในเวลาเดียวกัน (ลูกา 2:11)
       ในเวลาเดียวกันพระนาม “พระบุตรของพระเจ้า” สนับสนุนตำแหน่งของพระคริสต์ในพระเจ้าสามพระภาค  ชื่อนี้ยังแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างพระเยซู และพระบิดา ขณะที่พระเยซูทรงกำลังดำเนินพันธกิจบนแผ่นดินโลก
       แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพระบิดา และพระบุตรไม่ใช่อย่างเดียวกับความสัมพันธ์ที่เรามีกับพระเจ้า ความสัมพันธ์ของเราเป็นผลลัพธ์จาก “งาน” ของพระคริสต์ ทั้งในฐานะพระผู้สร้าง และพระผู้ช่วยให้รอด แต่ความสัมพันธ์ของพระเยซูกับพระบิดา ในฐานะเป็นพระบุตร ในพระเจ้าทั้งสามพระภาคนั้น มีศักดิ์เท่าเทียมกัน  ในฐานะ เป็นหุ้นส่วนนิรันดร์   ในฐานะพระเยซูทรงเป็นหนึ่ง  ในพระเจ้าสามพระภาค พระเยซูจึงทรงต้องรักษาความผูกพันกับพระบิดาให้ใกล้ชิดที่สุดเท่าจะเป็นไปได้
       “เมื่อพระเยซูทรงกล่าวว่า  “พระบิดาของเราทรงสถิตบนสวรรค์” พระองค์ทรงทวนความทรงจำเหล่าอัครทูตว่า  ในฐานะทรงสภาพของมนุษย์  พระองค์ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพวกเขา พระองค์ทรงแบ่งปันความยากลำบาก  และทรงเห็นอกเห็นใจ  ความทุกข์ของพวกเขา แต่ในความเป็นหนึ่งในสามพระภาค   พระองค์ทรงเชื่อมโยงกับบัลลังก์นิรันดร์ของพระบิดา”   จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไวท์ ใน   “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 442
      
 เมื่อพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ชื่อนี้มีความหมายอะไรต่อเรา? ความจริงข้อนี้เติมเราด้วยความหมายหลากหลาย  เท่าที่เป็นไปได้ อย่างไรก็ดี  ส่วนทำให้เราประหลาดใจที่สุด คือพระเจ้าเองทรงถ่อมพระทัยลงที่สุด ทั้งนี้โดยฐานะมนุษย์ของพระองค์  จึงทรงสามารถถวายบูชาพระชนม์ชีพเพื่อความบาปของเราได้ และตรงนี้ เมื่อเรายอมรับว่า พระเยซูทรงเป็นพระเจ้า  การเสียสละของพระองค์  ช่างเป็นความหวังแสนมหัศจรรย์แก่เราจริงๆ  ทั้งนี้เพราะว่าสิ่งนี้บอกเราว่า  พระเจ้าทรงมีพระลักษณะอย่างไร


วันอังคาร   “บุตรมนุษย์”  (ลูกา 6:5)    
       การใช้ชื่อ “บุตรมนุษย์” ในพระธรรมลูกา ทำให้เรามองเห็นความแตกต่างเกี่ยวกับธรรมชาติ, พันธกิจ และอนาคตของพระเยซูในร่างของมนุษย์ ดังนี้
       ประการแรก นามนี้แสดงให้เห็นความเป็นมนุษย์ของพระองค์ (ลูกา 7:34) ในสภาพปราศจากเกียรติยศทางโลก (ลูกา 9:58)
       ประการที่สอง ท่านลูกาใช้ตำแหน่งเพื่อชี้ว่า พระคริสต์ทรงได้ชื่อว่าเป็นพระเจ้า ทั้งนี้  เพราะ “พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า “บุตรมนุษย์” เป็นเจ้านายเหนือวันสะบาโต” (ลูกา 6:5)  ดังนั้น พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้าง และทรงมีสิทธิอำนาจให้อภัยความบาปได้ด้วย (ลูกา 5:24)
       ประการที่สาม พระเยซูทรงเสด็จมายังโลกเพื่อทรง “ช่วยมนุษย์ให้รอด” ตามที่พระเจ้าสามพระภาคได้วางแผนมอบหมายให้  ก่อนการเนรมิตสร้างโลก (เอเฟซัส 1:3-5) ดังนั้นบุตรมนุษย์เสด็จมาเพื่อแสวงหาและช่วยผู้หลงหายให้รอด (ลูกา 9:56 ;ลูกา 19:10) และ “บุตรมนุษย์จะต้องทนทุกข์ทรมานหลายประการ...ในที่สุดพระองค์จะต้องถูกประการหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่” (ลูกา 9:22)
       ประการที่สี่ สังเกตดูภาพสมบูรณ์แบบ ของพระเมสสิยาห์ ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน ท่านลูกาแสดงให้เห็นในข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้: ความรู้ทางโลกของพระองค์เกี่ยวกับไม้กางเขน (ลูกา 18:31-33) ทรงถูกศิษย์ทรยศ (ลูกา 9:44) การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ทำให้คำพยากรณ์สำเร็จสมจริง (ลูกา 22:22) การถูกตรึงการเขน และการฟื้นฟื้นพระชนม์ของพระองค์ (ลูกา 24:7 เปรียบเทียบกับ ลูกา 11:30) และบทบาทความเป็นมนุษย์ของพระองค์ต่อพระพักตร์ของพระบิดา “ทุกคนที่จะรับเราต่อหน้ามนุษย์ บุตรมนุษย์ก็จะรับผู้นั้นต่อหน้าเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า” (ลูกา 12:8)
       ประการที่ห้า ท่านลูกามองดูบุตรมนุษย์ในช่วงปิดฉากประวัติศาสตร์โลก ในฐานะพระคริสต์ผู้จะทรงเสด็จกลับมายังโลกนี้ เพื่อประทานรางวัลแก่ผู้ชอบธรรมของพระองค์ และในเวลาเดียวกันเป็นการสิ้นสุดสงครามใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน (ลูกา 9:26; ลูกา 12:4; ลูกา 17: 24, 26, 30; ลูกา 21:36;
ลูกา 22:69).
       ข้อสรุป  ชื่อตำแหน่ง  “บุตรมนุษย์” รวมไปถึงส่วนต่างๆ ของความหมายที่ว่าพระคริสต์เป็นใคร และสิ่งทั้งปวงที่พระองค์ทรงเสด็จมาดำเนินการ และสิ่งที่พระองค์ทำสำเร็จไปแล้ว และจะทรงทำเพื่อเราในแผนการแห่งความรอด

วันพุธ    “พระคริสต์ของพระเจ้า”  (ลูกา 9:18-27) 
       อ่าน พระธรรม ลูกา 9:18-27  เหตุใดพระเยซูทรงถามเหล่าอัครทูตในเมื่อพระองค์ทรงทราบคำตอบอยู่แล้ว?  มีบทเรียนอะไร ที่
พระองค์พยายามสอนพวกเขาเกี่ยวกับพระองค์ และเกี่ยวกับว่าการติดตามพระองค์มีความหมายอย่างไร?

       พระเยซูทรงถามเหล่าอัครทูตว่า “แล้วพวกท่านเล่าว่าเราเป็นใคร?” (ลูกา 9:20)  คำถามพระเยซูทรงถามเมื่อ 2000 ปีที่แล้ว ยังคงต้องการคำตอบตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้คนต่างให้คำตอบแตกต่างกันไป: บ้างก็ว่าพระองค์เป็นบรมครูยิ่งใหญ่ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฏเกณฑ์ของสังคมคนหนึ่ง พระเยซูทรงเป็นผู้นำเสนอความจริงและปฏิบัติตามความจริงนั้น ทรงเป็นตัวอย่างแห่งการเสียสละพระองค์เอง เป็นผู้เผยพระวจนะที่ไม่มีความกลัว ทรงเป็นนักปฏิรูปสังคม ทรงเป็นต้นแบบในทุกสิ่งที่บุคคลหนึ่งควรเป็น แต่คำตอบที่มาจากริมฝีปากของอัครทูตเปโตร  เป็นแก่นแท้ของคำตอบสำหรับ  คำ ถามของพระเยซู
       “ความรู้เรื่องพระเยซูของเราไม่ควรเป็นความรู้มือสอง (ฟังเขาเล่ามา แต่เราต้องศึกษา และมีประสบการณ์เองโดยตรง)  เราอาจทราบความคิดเห็นของคนทั้งหลายเกี่ยวกับพระเยซู  เท่าที่ผ่านมา เราอาจทราบเกี่ยวกับความคิดเห็น ของคนทั่วไปเกี่ยวศาสนาคริสต์  เราอาจสรุปคำสอนของพระเยซูได้เป็นอย่างดี  เราอาจรับรู้แนวคิดแบบลงลึกลึก ของนักคิดทั้งหลายว่าพวกเขาคิดกันอย่างไรเกี่ยวกับพระเยซูและศาสนาคริสต์ (กระนั้นคนเหล่านั้นไม่รับเชื่อเป็นคริสเตียน) การเป็นคริสเตียนไม่ได้หมายความว่าเพียงได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเยซู แต่พระเยซูทรงต้องการ  การตัดสินใจเป็นรายบุคคล พระเยซูไม่ทรงต้องการถามเฉพาะท่านอัครทูตเปโตร แต่ทรงต้องการถามคำถามเดียวกันนี้ กับเราแต่ละคนด้วย คือ: “ท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร” จากหนังสือของ วิลเลี่ยม บาร์คเลย์ ใน “The Gospel of Matthew, volume 2, page 161.
      คำตอบของเรา ต่อที่พระเยซูทรงถาม ไม่อาจเป็นสิ่งใดสั้นกว่าคำสารภาพของท่านเปโตรว่า:  พระองค์ทรงเป็น “พระคริสต์ของพระเจ้า” (ลูกา 9:20)  พระคริสต์คือพระเมสสิยาห์ และพันธกิจของพระองค์คือ “พระผู้ช่วยให้รอด” ผู้จะปลดปล่อยปวงชนจากการเกาะกุมของซาตาน และความบาป (ที่นำมาซึ่งความตาย) และประทานอาณาจักรแห่งความชอบธรรมให้ทุกคนที่รับพระองค์โดยความเชื่อ

       เป็นการไม่เพียงพอ  ที่จะทราบว่าพระเยซูคือใคร  แต่เราจำเป็น ต้องรู้จักพระองค์ด้วยตัวเราเอง  จากนั้นเมื่อคุณอ้างว่ารู้จักพระเยซู มีอะไรที่คุณทราบเกี่ยวกับพระองค์? จากความรู้ส่วนบุคคล คุณบอกว่าคุณรู้จักพระเยซู พระองค์ทรงสอนอะไรคุณเกี่ยวกับพระองค์ และแท้ จริงแล้วพระองค์เป็นใคร?
----------------
วันพฤหัสบดี   การทรงจำแลงพระกาย  (ลูกา 9:27-36)

       อ่าน พระกิตติคุณทั้งสามเกี่ยวกับเรื่อง “การทรงจำแลงพระกาย” (ลูกา9:27-36; มัทธิว 17 :1-9; มาระโก 9:2-8).   (อ่านเรื่องของอัครทูตเปโตรที่เล่าถึงเรื่องนี้ และสังเกตุความจริงจากประสบการณ์ที่สายตาของท่านอัครทูตมองเห็น (อ่าน 2 เปโตร 1:16-18). ท่านลูกาให้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม และเหตุใดจึงมีความ สำคัญ?
       ท่านลูกาเริ่มเล่าเรื่องในรายละเอียด ซึ่งท่านมัทธิว และมาระโกไม่เอ่ยถึง: พระเยซูทรงพาท่านเปโตร, ยอห์น และยากอบขึ้นไปบนภูเขาเพื่ออธิษฐาน พระเยซูมุ่งสายตา และดวงจิตไปยังกรุงเยรูซาเล็ม ทรงทำนายถึงความทุกข์เจ็บปวด ที่รออยู่ในวันข้างหน้าของพระองค์ พระเยซูทรงต้องการ ให้เกิดความมั่นพระทัยว่า  พระองค์กำลังทำในสิ่งที่พระบิดาทรงประสงค์ให้พระองค์ทำ  ช่วงเวลานั้นการอธิษฐานเป็นวิธีเดียวจะทำให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า  “เมื่อพระองค์กำลังอธิษฐานอยู่ วรรณพระพักตร์ของพระองค์ก็เปลี่ยนไป และฉลองพระองค์ขาวเป็นมันระยับ” (ลูกา 9:29)
       การพบปะของบุรุษทั้งสาม พระเยซู ท่านโมเสส และ ท่านเอลียาห์ ขณะที่สนทนากัน มีเมฆมาปกคลุมพวกท่านไว้ในช่วงที่พวกท่านอยู่ในเมฆนั้น มีพระสุรเสียงออกมาจากเมฆนั้นว่า “ผู้นี้เป็นบุตรของเรา เป็นผู้ถูกเลือกสรรไว้ จงเชื่อฟังท่านเถิด” (ลูกา 9:35) การจำแลงพระกาย คือพระพรที่หลั่งออกมาจากพระสิริของพระบิดา พระสุรเสียงกล่าวทบทวนการเป็นพระบุตรพระเจ้าของพระเยซูอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับคำประกาศให้ฟังคำของพระบุตร ถ้าปราศจากการเชื่อฟัง และการถวายความจงรักภักดีเต็มหัวใจแด่พระบุตร ก็ไม่ใช่สาวกแท้ของพระองค์
       เอลเลน จี. ไวท์. เขียนพรรณนาบุรุษทั้งสองนี้ ท่านโมเสส และเอลียาห์ว่า “ได้ถูกเลือกเหนือกว่าทูตสวรรค์รอบพระบัลลังก์ทุกองค์ เพื่อให้สนทนากับพระเยซู  เกี่ยวกับสภาพของความเจ็บปวดรวดร้าวของพระองค์ พวกเขาได้มาเพื่อประโลมจิต และหนุนน้ำใจ ซึ่งเป็นการแสดงความเห็นอกเห็นใจจากสวรรค์  ความหวังของโลกนี้ความรอดของมนุษย์ทุกคนเป็นหัวข้อของการสนทนา” จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 425.    แม้แต่องค์พระเยซูเอง   ผู้ซึ่งให้การปลอบใจแก่คนเป็นอันมาก บางคราวพระองค์ทรงต้องการคำปลอบพระทัยเช่นกัน  สิ่งนี้ควรได้บอกเราว่าในบางเวลา  เราต่างต้องการคำปลอบจิต การหนุนน้ำใจ และการช่วย เหลือจากคนอื่น มีใครบ้างคุณรู้จักในเวลานี้ ที่ต้องการคำปลอบโยน และการหนุนน้ำใจไหม?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “จงหลีกเลี่ยงคำถามเกี่ยวกับพระคริสต์ในความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดการเข้าใจผิด ความจริงที่วางอยู่ใกล้การคาดเดา ในการสนทนาเกี่ยวกับพระคริสต์ ที่ทรงเป็นบุตรมนุษย์ คุณจำเป็นต้องระมัดระวังมาก เพื่อถ้อยคำของคุณจะไม่เป็นเหตุทำให้เกิดการเข้าผิดเกี่ยวกับพระคริสต์ ยกตัวอย่างเช่น การมาบังเกิดของพระองค์เป็นการอัศจรรย์ของพระเจ้า...อย่าปล่อยให้มีแนวคิดเล็กๆน้อยๆ ในความคิดจิตใจของมนุษย์เช่นว่า “อาจมีความบาปเล็กน้อยในพระคริสต์ หรือ“พระองค์เคยพลาดพลั้งในความบาปเหมือนมนุษย์เมื่อทรงถูกทด ลอง” เพราะพระองค์ถูกเรียกว่าเป็น “องค์บริสุทธิ์” เป็นความลึกลับที่พระเจ้าไม่ทรงอธิบายให้มนุษย์ทราบว่า พระเยซูทรงถูกทดลองเหมือนเราทุกประการอย่างไร แต่กระนั้นพระองค์ยังปราศจากความบาป พระคริสต์ทรงเป็นมนุษย์คนเดียวเท่าที่เคยมีมา ที่ไม่มีความบาป และพระองค์จะคงสภาพความลึกลับเช่นนี้ตลอดไป” จาก ข้อเขียน ของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน  “The SDA Bible Commentary, volume 5, pages 1128, 1129.
 
คำถามเพื่อการอภิปราย
 1
 1.  อ่านทวนอีกครั้ง ข้ออ้างอิงจากข้อเขียนของ เอลเลน จี. ไวท์ เกี่ยวกับธรรมชาติความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์  
       เราจะเผชิญกับความจริงที่ว่า พระเยซูทรงมีธรรมชาติของพระเจ้า และของมนุษย์    นี่เป็นความจริงยิ่งใหญ่ที่เราไม่มีวันเข้าใจได้เต็มร้อย  
  2.  เอลเลน จี. ไวท์ ได้เขียนเกี่ยวกับธรรมชาติของพระเยซู     ในอีกตอนหนึ่งว่า “พระคริสต์ทรงเป็นมนุษย์ตั้งแต่วันที่พระองค์ถือกำเนิดมา และจะคงสภาพเป็นเช่นตลอดไป นี่เป็นความลึกลับของพระเจ้าอีกประการหนึ่ง”
       เหตุนี้เราจึงต้องระมัดระวังมากเกี่ยวกับการกล่าวตัดสินอย่างคร่าวๆ ให้ใครต่อใครฟัง  เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของพระเยซู  เพราะไม่มีใครเข้าใจ “ความลึกลับ” ข้อนี้อย่างชัดเจนได้    ดังนั้นเราจึงไม่ควรทำเช่นนั้นใช่ไหม?



                                    *******************
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272