Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 > Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง > ThaiSSL 2Q 2015 Chp3:พระเยซูคริสต์คือใคร ? >
.
Thai SSL 2Q 2015 Chp4
.
                                              บทที่  4

                           การทรงเรียกอัครทูต และสาวก                

                                18 – 24  เมษายน  2015

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้: ลูกา 5:1-11; ลูกา 6:12-16;  ลูกา 9:1-6; มัทธิว 10:5-15; ลูกา 10 :1-24; ลูกา 9:23-25; มัทธิว 16 24-28.

ข้อควรจำ  
พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า "ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน และตามเรามา(ลูกา 9:23) 
 
 
       คำว่า “สาวก” หมายถึงผู้ติดตาม หรือ “ศิษย์” คำว่า “สาวก” ปรากฎให้เห็นมากกว่า 250 ครั้งในพระคัมภีร์ ส่วนใหญ่อยู่ในพระกิตติคุณทั้งสี่ และพระธรรมกิจการของอัครทูต
       การเป็นสาวกของพระคริสต์ หมายถึงผู้ติดตาม หรือศิษย์ผู้ได้รับแรงกระตุ้นด้านวิญญาณ ได้รับการท้าทายด้านจิตใจ และถูกเรียกให้พยายามอย่างที่สุดให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์  ถ้าปราศจากความภักดีต่อพระคริสต์  มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะดำเนินชีวิตตามพระองค์  และร่วมเผยแพร่พระกิตติคุณ  เราก็ไม่อาจเรียกตัวเองได้ว่า “เป็นสาวก” จะมีอะไรสำคัญยิ่งกว่านี้อีกเล่า  สำหรับผู้ติดตามพระเยซู
       พระเจ้าทรงรับมนุษย์ในสภาพที่พวกเขาเป็นอยู่ จากนั้นให้การ ศึกษาพวกเขาสำหรับการรับใช้พระองค์  หากพวกเขาจะอุทิศถวายชีวิตแด่พระองค์  พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าจะเติมดวงวิญ-ญาณ และนำชีวิตของพวกเขาเข้าสู่ความสามารถอย่างเต็มเปี่ยมของแต่ละคน ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จิตใจจะอุทิศให้แด่พระเจ้า และพวกเขาจะเติบโต และทำการได้ดีตามน้ำพระทัยพระเจ้า ดวงจิตของพวกเขาจะได้รับการเสริมพลังให้เข้มแข็งสู่ความเข้าใจ และบรรลุตามพระประสงค์ของพระเจ้า อุปนิสัย ความรู้สึกนึกคิด และการประพฤติที่เคยอ่อนแอจะกลับแข็งแกร่งขึ้น การดำเนินชีวิตซื่อสัตย์ต่อพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเยซู ชีวิตคริสเตียนจะมีความละม้ายกับพระเยซูทั้งด้านจิตใจ และอุปนิสัยมากขึ้นตามลำดับ”  จากหนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน”  หน้า 251         
       สัปดาห์นี้  เราจะมองว่าพระเยซูทรงเรียก  เหล่าผู้ติดตามของพระ องค์อย่างไร และศึกษาว่ามีบทเรียนอะไรบ้างที่เราสามารถเรียนรู้ เพื่อเราจะสามารถช่วยดำเนินพระราชกิจของพระองค์ ที่ทรงเริ่มต้นไว้บนแผ่นดินโลก

วันอาทิตย์    ท่านจะเป็นผู้จับคน  (ลูกา  5:1-11)

       ซีโมน (อีกชื่อของ ท่านเปโตร) และ อันดรูว์ทำการจับปลาตลอดคืน  ความที่เป็นชาวประมงมืออาชีพ   พวกเขารู้วิธีการจับปลา   และทราบด้วยว่าควรจะหยุดเมื่อไร  พวกเขาทอดอวนตลอดคืนกลับไม่ได้ปลา  ท่ามกลางความรู้สึกผิดหวัง  มีบุรุษท่านหนึ่งเดินมาที่ชายหาด และออกคำสั่งที่พวกเขาไม่ได้ขอร้อง  “จงถอยออกไปที่น้ำลึก หย่อนอวนลงจับปลา"  (ลูกา 4:4)   “ซีโมนทูลตอบว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า ข้าพระองค์ทั้งหลายทอดอวนคืนยังรุ่งไม่ได้อะไรเลย”  การให้เหตุผลของเปโตรมีกลิ่นอาย  ลักษณะถ้อยคำของผู้ที่สิ้นหวัง  และท้อทอย กระนั้นเปโตรสำเหนียกว่า มีอะไรในบุคคลิก และน้ำเสียงของคำสั่งนั้น เปโตรจึงทูลว่า  “แต่ข้าพระองค์จะหย่อนอวนลงตามพระดำรัสของพระองค์" (ลูกา 5:5)
       บทเรียนแรกของการเป็นสาวก:  คือ การเชื่อฟังคำตรัสของพระคริสต์   ในไม่ช้า อันดรูว์ ยอห์น และ ยากอบ ต่างก็ได้เรียนรู้ว่า  การทำงานตลอดคืนอย่างเหน็ดเหนื่อยได้พ่ายแพ้แก่ความประหลาดในตอนรุ่งอรุณ  เมื่อพวกเขาได้เห็นปลาตัวใหญ่จำนวนมาก ที่จับได้ ทันใดนั้น  “ฝ่ายซีโมนเปโตรเมื่อเห็นดังนั้น ก็กราบลงที่พระชานุของพระเยซูทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ขอเสด็จไปให้ห่างจากข้าพระองค์เถิด เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนบาป"  (ลูกา 5:8)  ดังนั้นการตระหนักรู้ในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า และการรู้ตัวในความบาปของตนเอง เป็นอีกข้อหนึ่งของขั้นตอนสำคัญของการเรียกให้เป็นสาวก   ท่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์  ได้เดินตามขั้นตอนดังกล่าว และตอนนี้ท่านเปโตรเดินตามขั้นตอนเดียวกัน

       อ่าน พระธรรม ลูกา 5:1-11; มัทธิว 4:18-22  และ มาระโก 1:16-20.     ตรึกตรองการอัศจรรย์  ซึ่งได้สร้างความประหลาดอย่างยิ่งแก่ชาวประมง  คำสารภาพของเปโตร  และสิทธิอำนาจของพระเยซู  แต่ละอย่างของเรื่องเหล่านี้ กล่าวเกี่ยวกับทางเดินของสาวกพระคริสต์อะไรบ้าง?
       พระเยซูทรงตรัสว่า "อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน" (ลูกา 5:10)  การเปลี่ยนจาก “การเป็นผู้จับปลา” กลายมาเป็น “ผู้จับคน” ถือว่าเป็นเรื่องผิดธรรมดา เพราะการเป็นผู้จับคนต้องการ การอุ- ทิศถวายชีวิตให้พระเยซู นั่นคือ  1) ตระหนักในการไร้ความสามารถ และยอมรับว่าตนเป็นคนบาป   2) เอื้อมออกไปยังพระคริสต์ในความเชื่อ สำหรับพลกำลังเพี่อจะเดินไปบนเส้นทาง “การเป็นสาวก” ที่ไม่ไม่คุ้นเคยมาก่อน และ   3) พึ่งวางใจในพระคริสต์แต่ผู้เดียวอย่างต่อ เนื่อง ชีวิตชาวประมงรายได้ไม่แน่นอน และมีอันตราย พวกเขาต้องเสี่ยงชีวิตกับคลื่นลมเวลามีพายุจัด ส่วนชีวิตของผู้จับคนไม่ค่อยแตก ต่างกันนัก แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่า “อย่ากลัวเลย” ทางเดินของสาวกไม่ราบเรียบ มีไต่สูงขึ้นและลาดต่ำลง แต่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี และการท้าทาย พระเยซูผู้ตรัสว่า “อย่ากลัวเลย” จะเดินเคียงข้างเหล่าสาวกผู้ซื่อสัตย์ไปตลอดเส้นทาง

      
กลับไปอ่านคำ “สารภาพ” ของท่านเปโตรอีกครั้งหนึ่ง เกี่ยวกับว่าท่านเป็นคนบาป สังเกตว่า ความบาปของท่าน ทำให้ท่านต้องการถอยห่างจากพระเยซู แล้วเกี่ยวกับความบาปของเรา ได้ทำให้เรารู้สึกอย่างไร   เรามีความรู้สึกถอยห่างจากพระเจ้ไหม?
 

วันจันทร์   การเลือกอัครทูตสิบสองคน  (ลูกา 6:12-16)

       เราไม่เสนอตัว หรือทำตัวเป็นสาวกด้วยตัวเอง แต่การเป็นสาวกเป็นผลจากการที่เราได้รับการทรงเรียกจากพระเยซู   ท่านลูกาเขียนว่าพระเยซูทรงเรียก  ท่านเปโตร (ซีโมน),  อันดรูว์,  และยากอบ และท่านมัทธิว (เลวี),  ซึ่งเป็นคนเก็บภาษี (ลูกา 5:27-32)  ในก่อนหน้านี้   แล้วตอนนี้ท่านลูกาเขียนรายงาน  การที่พระเยซูทรงเรียกอัครทูต (อัครสาวก) 12 คนในเวลาที่เหมาะสม
       ในวันสะบาโต หลังจากพระองค์ทรงรักษาคนมือลีบ (ลูกา 6:6-11) การรักษาโรคครั้งนี้ชาวฟาริสี ถือว่าเป็นการละเมิดพระบัญญัติข้อที่สี่ จึงร่วมกันวางแผนยื่นความตายให้พระเยซู  พระเยซู อีกนามหนึ่งคือ “องค์พระผู้เป็นเจ้า” ทรงทราบว่าถึงเวลาแล้วที่จะปกป้องงานของพระองค์ จึงทรงเลือกทีมงานขึ้นมาสานต่อพันธกิจของพระองค์  หลัง จากพระองคสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว  เหล่าอัตรทูต และสาวกจะดำเนินพันธกิจของพระองค์กว้างไกลออกไป
       อ่าน พระธรรม ลูกา 6:12-16 และ ลูกา 9:1-6. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับการทรงเรียกอัครทูตทั้งสิบสองคนอย่างไร?

       ท่ามกลางฝูงชน  มีผู้ติดตามพระเยซูเป็นจำนวนมาก ซึ่งเรียกว่า “สาวก” กล่าวคือพวกเขาเป็นเหมือนศิษย์ที่จะติดตามคำสอนของครู แต่พันธกิจของพระคริสต์   มีมากกว่าเพียงสอนคำสอน  พันธกิจของพระองค์คือ  การสร้างชุมชนแห่งผู้ได้รับความรอด  รวมกันเป็นคริสตจักร หรือโบสถ์เพื่อเผยแผ่พระกิตติคุณไปทั่วโลก  สำหรับพระประสงค์เช่นนั้น พระองค์ต้องการมีผู้ร่วมงานมากกว่าเหล่าสาวก พระคัมภีร์ตอนนี้บันทึกว่า  “ครั้นรุ่งเช้าแล้ว พระองค์ทรงเรียกสาวกของพระองค์   แล้วทรงเลือกสิบสองคนออกจากหมู่สาวกนั้น”  สาวกที่พระเยซูทรงเรียกให้รับการสอน กิน อยู่ หลับนอน และเดินทางไปที่ต่างๆ กับพระองค์ได้รับการเรียกว่า  “อัครทูต”  (ชื่อในฉบับแปลเป็นไทย  เริ่มแรกเรียกว่า “อัครสาวก”)   ความหมายในภาษาเดิม (Apostle) “อัครทูต”  หมายถึง  “ผู้สื่อข่าวพิเศษที่ถูกส่งออกไปเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ”  ท่านลูกาใช้คำว่า  “อัครทูต”  6 ครั้งในพระกิตติคุณของท่าน และมากกว่า 25 ครั้งในพระธรรมกิจการของอัครทูต (มัทธิว และมาระโกใช้ ท่านละ 1 ครั้ง)
       ที่สำคัญ อัครทูตทั้ง 12 คน ไม่ได้ถูกเลือกเพราะ ท่านเหล่านั้นมีการศึกษาดี  ร่ำรวย  เป็นที่นิยม  เป็นคนชอบธรรม  หรือมีความเหมาะสมต่อการเลือก  ท่านเหล่านั้นเป็นคนสามัญ (ธรรมดา) ยกตัวอย่างเช่น  มาจากชาวประมง  คนเก็บภาษีมาจากคนขี้สงสัย มีคนหนึ่งด้วยซ้ำไปที่สุดกลายเป็นศิษย์ทรยศ  พวกเขาถูกเรียกเพื่อวัตถุประสงค์หนึ่งเดียว:  เพื่อเป็นราชทูตแห่งอาณาจักรฝ่ายวิญญาณจิตของพระเจ้า
     
ห้เรามายอมรับกันเรา ต่างไม่ใช่คนสมบูรณ์แบบ   แม้โบสถ์ หรือ คริสตจักร หรือผู้เชื่อคนอื่นๆ  ก็ไม่มีใครสมบูรณ์ถึงมาตรฐานของพระเจ้า  เราทั้งหลายต่างกำลังเติบโตด้านจิตวิญญาณ  แม้ว่าบางคนดูเหมือนจะเติบโตช้ากว่าคนอื่นๆ    อย่างไรก็ดี   ในตอนนี้ให้เราเรียนรู้จะทำงานร่วมกับคนอื่นๆ   และยอมรับพวกเขาในสภาพที่พวกเขาเป็นอยู่นั้น อย่างไร?
 

วันอังคาร   การเตรียมตัว และ การให้สิทธิ์อำนาจแก่เหล่าอัครทูต  (ลูกา 9:1-6)


       อ่าน พระธรรม ลูกา 9:1-6 และ มัทธิว 10:5-15 มีความจริงฝ่ายจิตวิญญาณอะไร ที่เราสามารถเรียนรู้  จากข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เกี่ยวกับการที่พระเยซูทรงเรียกชายเหล่านี้?

 
     ท่านลูกาบรรยายถึง “การเตรียมความพร้อม และการให้สิทธิอำนาจ” แก่เหล่าอัครทูต มีอยู่ 3 ขั้นตอนคือ:-

       ประการแรก, พระเยซูทรงเรียกท่านทั้งหมดมาอยู่รวมกัน (ลูกา 9:1) “การเรียก” มีความสำคัญต่อพันธกิจ (Mission) ของคริสเตียน ซึ่งมีกล่าวไว้ใน “คำศัพท์” ของคริสเตียน คือจะต้องเป็นประสบ -การณ์ส่วนบุคคล   เหล่าอัครทูตจะต้องยอมรับพระเยซูผู้ทรงเรียก มาหาพระองค์ และ “อยู่ร่วมกัน” นั่นคือการอุทิศถวายตัว เชื่อฟังจงรัก ภักดีต่อพระองค์  ทำงานร่วมกับพระเจ้า  และร่วมมือซึ่งกันและกันเป็นหนึ่ง  พันธกิจของพระเจ้า  จึงจะประสบความสำเร็จ
       ประการที่สอง, พระเยซู “ทรงเรียกสาวกสิบสองคนมาพร้อมกัน แล้วก็ประทานให้เขามีอำนาจเหนือผีทั้งปวง และรักษาโรคต่างๆให้หาย” (ลูกา 9:1)  พระเยซูไม่เคยส่งคนงานของพระองค์ออกไป  มือเปล่า พระองค์ไม่คาดหวังเรา  ให้เป็นตัวแทนของพระองค์ด้วยพล กำลังของเราเอง  จริงอยู่การศึกษาของเรา วัฒนธรรม  ตำแหน่งสำคัญ หรือทรัพย์สิน เป็นต้นทุนที่ดี  แต่งานด้านจิตวิญญาณ  จะต้องอาศัยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าเป็นพลังหลัก  เป็นพระคริสต์เอง  ที่ทรงประ ทานความสามารถและ พลังอำนาจให้ทำงานของพระองค์   คำในภาษากรีก “พลังอำนาจ” (power) เป็นเหมือน  “แรงผลักดัน” (dynamis) ซึ่งจากภาษากรีกคำนี้ มีคำหนึ่งที่เรารู้จักคือ “ไดนาโม” เครื่องผลิตพลังงานแสงสว่าง และอีกคำคือ “ไดนาไมท์” (dynamite) ซึ่งก็คือดินปืน หรือดินระเบิด (วัตถุระเบิด)...พระเยซูทรงเป็นพลังอำนาจ (power) ของเรา   “เมื่อความตั้งใจมั่นของมนุษย์ร่วมมือ กับน้ำพระทัยของพระเจ้า จะทำให้มีพลังสูงมาก  สิ่งใดๆ ที่ต้องทำให้สำเร็จตามพระบัญชาของพระเจ้า สิ่งนั้น  จะได้พลกำลังจากพระเจ้า พระบัญชาทั้งปวงของพระเจ้า  สามารถทำให้เสร็จได้ด้วยการช่วย เหลือของพระองค์”  จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “บทเรียนจากคำสอนของพระคริสต์” หน้า 333.
       ประการที่สาม,   “แล้วพระองค์ทรงใช้เขาไปประกาศแผ่นดินของพระเจ้า และรักษาคนป่วยเจ็บให้หาย” (ลูกา 9:2) การเทศนาเผยแผ่พระกิตติคุณแห่งความรอด และการรักษาโรคเป็นสิ่งคู่กัน พันธกิจของเหล่าสาวก  คือการเอาใจใส่บุคคลทั้งตัว  คือร่างกาย จิตใจ และดวงวิญญาณ   ความบาปและซาตานได้ยึดครองบุคคลทั้งตัว (whole person) เอาไว้   ดังนั้นมนุษย์ทั้งตัวตน  จะต้องถูกนำกลับมาอยู่ภายใต้อำนาจบริสุทธิ์ของพระเยซู
       บุคคลหนึ่งสามารถเป็นสาวกที่ดีได้เมื่อชีวิตของเขา หรือของเธอได้ถูกมอบให้พระเยซู  โดยไม่หวงแหนส่วนใดไว้    ไม่ว่าจะเป็นเงิน หรือทองคำ คุณแม่ หรือคุณพ่อ คู่ชีวิต หรือลูกๆ... เขา และเธอจะไม่ยอมให้มีสิ่งใด  หรือใครมาขัดขวางการใช้ชีวิต  ในฐานะเป็นสาวกของพระเยซูคริสต์และอาณาจักรของพระองค์  การเป็นพยานให้โลกที่กำลังอยู่ในความพินาศ เป็นเพียงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
      
พระเยซูทรงสั่งเหล่าสาวก ว่า “อย่าเอาอะไรไปใช้ตามทาง เช่นไม้เท้า หรือย่าม หรืออาหาร หรือเงิน หรือเสื้อ” (ลูกา 9:3)  มีหลักการอะไรแสดงให้เห็นตรงนี้ ซึ่งมีความสำคัญสำหรับเราที่จะเข้าใจ และมีประสบการณ์ด้วยตัวเราเอง?
 

วันพุธ    การส่งทีม 70 สาวกออกไป  (ลูกา 10:1-24

       อ่าน พระธรรม ลูกา 10:1-24  บันทึกเกี่ยวกับการส่งสาวก 70 คนออกไป  สอนเราเกี่ยวงานเอาชนะดวงวิญญาณ  ในท่ามกลางการต่อสู้ขัดแย้งยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์  และซาตานอย่างไร?

       มีแต่พระกิตติคุณลูกาเท่านั้น ที่เล่าถึงการส่งสาวก 70 คนออกไปทำการ  แสดงให้เห็นจิตใจ  แบบของมิชชันนารีของท่านลูกา   และท่านลูกาเขียนด้วยการมองเห็นภาพ  ความเป็นสากลในโลกกว้าง เลขจำ นวน 70 เป็นสัญลักษณ์พิเศษในพระคัมภีร์  และประวัติศาสตร์ของชาติยิว  พระธรรมปฐมกาล  บทที่ 10 เขียนรายชื่อ 70 ชาติของโลกมาจากเชื้อสายของโนอาห์  ท่านโมเสส  เลือกผู้ปกครอง 70 คนเพื่อช่วยงานท่าน (กันดารวิถี 11:16,17, 24,25)  สภาแซนเฮดริน (Sanhedrin) ประกอบขึ้นด้วยสามาชิก 70 คน  เราไม่ทราบว่าข้อมูลเรื่อง 70 เชื่อมโยงกับการพระเยซูทรงเรียกสาวก 70 คนหรือไม่ แต่สิ่งที่สำคัญคือพระเยซูทรงเป็นครูฝึกผู้นำ  สำหรับคริสต์จักร และพระ องค์ ได้มอบแผนการ โดยไม่ได้จำกัดในพลังอำนาจ และความรับผิดชอบแก่คนจำนวนน้อยเท่านั้น  หากพระองค์ให้เฉลี่ยงาน และความรับผิดชอบท่ามกลางสาวกทั้งปวงของพระองค์
       เมื่อสาวกทั้ง 70 กลับมาจากการประกาศ  พวกเขาเต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี และความตื่นเต้น พวกเขารายงานให้พระเยซูทราบ ฝ่ายสาวกเจ็ดสิบคนนั้นกลับมาด้วยความปรีดีทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ถึงผีทั้งหลายก็ได้อยู่ใต้บังคับของพวกข้าพระองค์  โดยพระนามของพระองค์" (ลูกา 10:17)  ความสำเร็จในงานเอาชนะดวงวิญญาณ ไม่ใช่งานของผู้ประกาศเทศนา (evangelist)  ผู้ประกาศเทศนาเป็นโฆษก หรือผู้แถลงข่าวหรับพระกิตติคุณ ความสำเร็จผ่านมาทาง “พระนามของพระองค์” คือพระนามของพระเยซู “นาม” และ “อำนาจ” ของพระเยซูเป็นหัวใจของความสำเร็จทุกครั้งในพันธกิจการประกาศพระกิตติคุณ           
       ให้สังเกตสิ่งอัศจรรย์  สามประการ  พระเยซูตรัสเกี่ยวกับความสำเร็จของการออกไปประกาศของสาวก 70 คน ประการแรก, ในความสำเร็จของการประกาศพระกิตติคุณ พระเยซูมองเห็นความพ่ายแพ้ของซาตาน (ข้อ 18) ประการที่สอง, ยิ่งคนงานเข้ามามีส่วนในงานแห่งพระกิตติคุณมากเท่าไร พวกเขายิ่งได้รับ “อำนาจ” จากพระเยซูมากเท่านั้น (ข้อ 19) และ ประการที่สาม, ความชื่นชมยินดีของผู้ประกาศไม่ควรมีเฉพาะกับสิ่งของในโลก   พวกเขาไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง  ควรจะมีความชื่นชมยินดีมากกว่าเมื่อชื่อของพวกเขาจะถูกเขียนไว้บนสวรรค์ (ข้อ 20) การเฉลิมฉลองในสวรรค์ จะบันทึกชื่อของทุกคน  ที่คุณได้ชัยชนะนำเขาออกมาจากอำนาจครอบงำของซาตาน  ดวงวิญญาณแต่ละดวงที่เรานำเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้า จะเป็นการสะเทือน/กระแทก (blow) แผนชั่วร้ายของซาตานทุกครั้งไป

       อ่านอีกครั้งหนึ่ง พระธรรม ลูกา 10:24  มีบางสิ่งที่เราได้เห็น ขณะผู้เผยพระวจนะและกษัตริย์ต้องการเห็น แต่ไม่ได้เห็น? สิ่งดังกล่าวควรมีความหมายอะไรต่อเรา?
 

พฤหัสบดี   ค่าของการเป็นสาวก   (ลูกา 9: 23-25)

       อะไรคือความแตกต่างใหญ่หลวงระหว่าง “การเป็นสาวก” ของพระเยซู และการเป็น “ผู้นำทางโลก” คำตอบคือผู้นำทางโลกพึ่งอยู่กับการศึกษา และหลักปรัชญาของมนุษย์ แต่ผู้ติดตามพระคริสต์พึ่งอยู่กับองค์พระเยซู  และสิ่งที่พระองค์ได้ทำแล้วบนโลก ซึ่งจะว่าไปการเป็นสาวกของคริสเตียน ขึ้นอยู่กับทั้งคำสอนของพระคริสต์ และสิ่งที่พระองค์ได้ทำเพื่อความรอดของมนุษย์   ดังนั้นพระเยซูทรงบัญ ชาให้ผู้ติดตามพระองค์ทั้งปวงอุทิศถวายชีวิตของพวกเขาให้พระองค์ แล้วรับเอากางเขนของพวกเขา  เดินตามการทรงนำของพระองค์ไป

       อ่าน พระธรรม ลูกา 9:23-25; มัทธิว 16:24-28; และ มาระโก 8: 34-36. อะไรคือข่าวสารสำคัญมากสำหรับทุกคนผู้อ้างว่าตนเป็นคริสเตียน?
       ท่านลูกาพรรณนาถึงราคาของการเป็นสาวกใน ลูกา 9:23. “พระองค์จึงตรัสแก่คนทั้งหลายว่า "ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน”   สังเกตคำว่า “เอาชนะตัวเอง”, “รับกางเขน” และ “ตามเรามา” เมื่อเราอ่านตอนท่านเปโตรปฏิเสธพระเยซู   เราคงไม่อาจหาคำบรรยายได้ดีกว่า คำว่า “ปฏิเสธพระองค์” ท่านเปโตรบอกกับผู้ถามท่านว่า ท่านเป็นศิษย์ของพระเยซูหรือ? ท่านตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้จักพระเยซู” เมื่อการเรียกสู่การเป็นสาวก มีข้อกำหนดให้ผม (ฉัน) ปฏิเสธตนเอง ผม (ฉัน)ต้องสามารถพูดได้ว่า “ผม (ฉัน) ไม่รู้จักตัวเอง  เพราะตัวเองได้ตายไปแล้ว”  เหมือนกับที่ท่านเปาโลกล่าวเป็นพยานว่า  “ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว  ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป  แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า   ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้าผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า”  (กาลาเทีย 2:20)  ข้อสังเกตต่อมา การจะรับเอากางเขนทุกวัน คือการถูกเรียกสู่ประสบการณ์  “การตรึงตนเอง”  ตลอดเวลา และข้อสังเกตสุดท้าย  ที่จะติดตามพระองค์กำหนดให้เรามีเป้าหมายแห่งชีวิตคือพระคริสต์ และพระองค์แต่องค์เดียว
       พระเยซูทรงอธิบายเรื่อง “ราคา” ของการเป็นสาวกอย่างลึกซึ้งยิ่งใน พระธรรม ลูกา 9:57-62. ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ไม่มีอะไรมาก่อนพระเยซู   พระองค์และพระองค์เท่านั้นมาก่อน ในมิตรภาพ และความความสัมพันธ์  ในการงาน และการนมัสการ ในความเป็นสาวกของคริสเตียน “การตายแก่ตนเองไม่ใช่ทางเลือก”  แต่  จำเป็นต้องทำ “เมื่อพระคริสต์เรียกใครสักคน พระองค์ทรงบัญชา จงมาและตายแก่ตนเอง...เป็นการตายอย่างเดียวกันทุกครั้ง—ตายในพระเยซูคริสต์, เป็นอย่างเดียวกับการตายของคนชรา  เมื่อตอนที่พระองค์ทรงเรียก....มีเพียงคนที่ตายในความต้องการของตนเองเท่านั้น จึงจะสามารถติดตามพระคริสต์ได้” จากงานเขียนของ Dietrich Bonhoeffer, The Cost of Discipleship, page 99.

    
การติดตามพระคริสต์ทำให้คุณต้องจ่าย “ราคา” เท่าไร?   คิดอย่างจริงจัง  เกี่ยวกับคำตอบของคุณ  และคำตอบนั้นมีความหมายอะไรสำหรับคุณ?
 

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “การยกกางเขนขึ้นแบกจะตัดคำว่า “ตนเอง” ออกไปจากดวงวิญญาณของเรา และจะนำคนหนึ่ง ไปยังจุดที่เขาจะเรียนรู้การรับ และแบกภาระของพระคริสต์  เราไม่สามารถติดตามพระคริสต์ได้  ถ้าปราศจากการรับแอกแห่งกางเขนของพระองค์  และแบกตามพระ องค์ไป   หากความตั้งใจของเราไม่ตรงกับพระประสงค์ของพระเจ้า  เราก็ควรจะละความประสงค์ของเราเสีย, เลิกความปรารถนาที่เราชื่นชอบ, แล้วก้าวตามรอยพระบาทของพระคริสต์ไป”   จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์  ใน “Son and Daughters Of God, page 69.
 

คำถามเพื่อการอภิปราย

 
  1.   กลับไปดูคำถามตอนจบของหัวข้อศึกษาวันพุธเกี่ยวกับ พระธรรมลูกา 10:24. มีสิ่งใดบ้างในปัจจุบัน  เราได้มองเห็น ขณะที่  “ผู้เผยพระวจนะหลายคน และกษัตริย์หลายองค์” อยากจะเห็น แต่ไม่ได้เห็น?
          ยกตัวอย่างเช่น การสำเร็จสมจริงของคำพยากรณ์ อย่างกับข้อพระคัมภีร์ ในพระธรรมดาเนียล บทที่ 2, 7, และ 8 เวลานั้นยังเป็นเหตุการณ์ในอนาคตของพวกผู้เผยพระวจนะ และกษัตริย์หลายองค์เหล่านั้น  เป็นเวลาหลายปี แต่บัดนี้กลายเป็นข้อเท็จจริงในประวัติ-ศาสตร์สำหรับเรา.. มีอะไรอื่นอีกที่คุณคิดได้?

2.   อ่าน พระธรรม ลูกา 10:17-20 เรา สามารถเข้าใจที่สาวกเหล่านั้นได้มองเห็นว่า แม้แต่ผีร้ายยังเชื่อฟังเมื่อพวกเขาออกปากขับไล่มัน ในนามของพระคริสต์ มองดูคำตอบพระเยซูทรงให้กับพวกเขา มีอะไรที่พระองค์ตรัส  มีความสำคัญมากสำหรับทุกคนผู้มีส่วนในการ “ออกไปประกาศ” จะเข้าใจได้?



                                    *******************
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272