Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 > Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง > ThaiSSL 2Q 2015 Chp3:พระเยซูคริสต์คือใคร ? > Thai SSL 2Q 2015 Chp4 > Thai SSL 2Q 2015 Chp5 >
.
Thai SSL 2Q 2015 Chp 6
.
                                                      บทที่ 6

                                ผู้หญิงในศาสนบริการของพระเยซู

                                         2 – 8  พฤษภาคม  2015

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้:  ลูกา 1:39-55 ; ลูกา 2:36-38 ; ลูกา 7:11-17, 36-50 ; โรม 10:17; ลูกา 8:1-3 ; ลูกา 18:1-8.

ข้อควรจำ  
เพราะว่า ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ... จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันโดยพระเยซูคริสต์”  (กาลาเทีย 3:26-28) 

“เพราะว่า ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ... จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหรือหญิง เพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียว กันโดยพระเยซูคริสต์”  (กาลาเทีย 3:26-28)              

       พระกิตติคุณลูกา บางครั้งถูกเรียกว่า “พระกิตติคุณของผู้หญิง” ทั้งนี้เพราะเนื้อหาของพระกิตติคุณแสดงให้เห็นว่า พระเยซูทรงมีส่วนช่วยเหลือผู้หญิงมากเพียงใด  อีกอย่างยังแสดงให้เห็นผู้หญิงหลายคนก็มีส่วนในศาสนบริการ (Ministry) ของพระองค์ด้วย
       ในสมัยของพระเยซู เหมือนในบางวัฒนธรรมในปัจจุบัน ผู้หญิงถูกมองเป็นประชากร “ชั้นสอง” (second-class) ชายชาวยิวบางคนในเวลานั้นกล่าวขอบพระคุณพระเจ้าที่พวกเขาไม่ได้ถูกสร้างมาเป็นทาส, เป็นคนต่างชาติ, หรือเป็นผู้หญิง สังคมชาวกรีก และโรมันบางครั้งปฏิบัติต่อผู้หญิงเลวกว่านั้นอีก วัฒนธรรมของชาวโรมันสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจแบบไม่มีขอบเขต  บ่อยครั้งผู้ชายจะมีภรรยาสักคนก็เพื่อจะมีลูก ให้เป็นทายาทถูกต้องเพื่อ รับมรดกของเขา และยังมีผู้หญิงหลายคนไว้ในบ้าน เพื่อสนองความเพลิดเพลินด้านในราคะตัณหาชั่วของตนอีกด้วย
      ผู้คนในวัฒนธรรมเช่นนี้ ปฏิบัติต่อผู้หญิงอย่างเลวร้าย แต่พระเยซูนำข่าวดีมาสนับสนุนสถานะของผู้หญิงว่า “ฝ่ายผู้หญิงนี้เป็นเชื้อสายของอับราฮัม ซึ่งซาตานได้ผูกมัดไว้สิบแปดปีแล้ว” (13:16) เมื่อผู้หญิงทั้งหลายได้ยินประโยคว่าผู้หญิง “เป็นเชื้อสายของอับราฮัม” คงต้องมีกำลังใจขึ้น มีความสุข ความยินดี สำหรับพระเยซูแล้วแม้จะเป็นผู้หญิงพวกเขาก็เป็นบุตรของพระเจ้า และมีคุณค่าเท่าเทียมกันกับผู้ชายในสายพระเนตรของพระเจ้า ข่าวสารวันนี้สำหรับผู้หญิงทุกเชื้อชาติว่ามีสถานภาพเดียวกัน: เราทั้งหมดเท่าเทียมกัน ไม่ว่าเป็นชายและหญิง เราเป็นหนึ่งในคริสต์
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์   ผู้หญิงต้อนรับการเสด็จมาครั้งแรกของพระเยซู  (ลูกา 1:39-45)

        มีเพียงท่านลูกาพรรณนาว่าผู้หญิงเหล่านี้ ช่างมีความภาคภูมิใจยิ่ง เมื่อพระบุตรของพระเจ้ามารับสภาพเนื้อหนังของมนุษย์เพื่อจะดำเนินพันธกิจของพระบิดา ด้วยการช่วยเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้รับความรอด และเติมเต็มความหวังให้กับประชากรของพระองค์ ด้วยการส่งพระเมสสิยาห์ (พระผู้ช่วยให้รอด, หนึ่งเดียวผู้ถูกเลือกสรรไว้) แม้ผู้หญิงทั้งสองนี้ ไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น แต่ถ้อยคำ และท่าทีของพวกเธอ ที่มีต่อเหตุการณ์อัศจรรย์นี้ แสดงให้เห็นความเชื่อของพวกเธอว่าเข้าใจในแผนงานของพระเจ้า

      อ่าน ลูกา 1:39-45 บันทึกการพบปะกันระหว่าง เอลีซาเบธ และ มารีย์ เอลีซาเบธพูดอะไรแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจเหตุการณ์สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น?

       หลังจากที่เอลีซาเบธได้กล่าวแสดงความตื่นเต้นยินดีในสิ่งที่เกิดขึ้นกับมารีย์และตัวเธอเองออกมา   จากนั้นมารีย์ได้กล่าวถ้อยคำสรรเสริญพระเจ้า และขอบพระคุณพระองค์บ้าง (ลูกา 1:46-55) บ่อยครั้งข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ ผู้คนเข้าใจว่าเป็นบทเพลง  แทนที่จะเป็นการกล่าวแสดงความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ถ้อยคำเหล่านี้เต็มไปด้วยการยกข้อพระคัมภีร์เดิมมาอ้าง นี่แสดงให้เห็นว่ามารีย์เป็นผู้ศึกษาพระคัมภีร์อย่างซื่อสัตย์ และเหมาะสมกับการเป็นมารดาของพระเยซู บทเพลงของมารีย์ยั่งรากไม่เพียงในพระคัมภีร์เดิม แต่ยังลงลึกในความสัมพันธ์ของเธอกับพระเจ้า เพลงบทนี้ยังชี้ให้เห็นการเชื่อมต่ออย่างมั่นคง  ระหว่างดวงวิญญาณของธอ และองค์พระผู้เป็นเจ้าที่เธอนมัสการ ระหว่างความเชื่อของเธอ และความหวังของท่านอับราฮัม

      
อ่าน พระธรรม ลูกา 2:36-38 มีความจริงอะไรถูกนำขึ้นมาจากเรื่องของนางอันนาในพระวิหาร?
       ความหวังนี้ได้พบกับความสำเร็จสมจริงอย่างไม่คาดฝันในพระเยซู หญิงม่ายวัยชราตระหนักในการอัศจรรย์ จากวันนั้นเป็นต้นไป หญิงสูงอายุได้เผยแผ่ข่าวด่วนเรื่องพระผู้ช่วยรอดกับผู้คนที่มานมัส การ ยังพระวิหาร นางได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรก ที่ประกาศพระกิตติคุณของพระเยซู
       พยายามจินตนาถึง ความอัศจรรย์ใจของผู้หญิงทั้งสอง  ในเหตุ การณ์สำคัญที่กำลังเปิดม่านออกรอบตัวพวกเขา เราสามารถจะทำอะไรเพื่อช่วยเก็บรักษาความอัศจรรย์นี้ ให้มีชีวิตในดวงใจของเราเอง ด้วยเรื่องความจริงยิ่งใหญ่  เราได้ถูกเรียกให้ป่าวประกาศออกไป
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
วันจันทร์  ผู้หญิง และพันธกิจการเยียวยาของพระเยซู (ลูกา 7:11-17)
       อ่าน พระธรรมลูกา 7:11-17 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอัศจรรย์  ที่เมืองนาอิน หญิงม่ายคนนี้ฐานะยากจน ตอนนี้เผชิญกับความทุกข์เจ็บปวดอย่างมาก  ที่บุตรชายคนเดียวของนางได้มาด่วนตายจากไป ขบวนคนกลุ่มใหญ่นำร่างชายหนุ่มไปฝัง คนกลุ่มนี้แสดงความเศร้าโศก และความเห็นอกเห็นใจ การสูญเสียบุตรคนเดียวของหญิงม่าย ทำให้เกิดความไม่นอนในอนาคต  ที่หญิงม่ายอย่างเธอต้องเผชิญ นางต้องมีชีวิตอยู่ต่อ และหาเลี้ยงชีพตามลำพัง ความรู้สึกนี้ทำให้หญิงม่ายรู้สึกสิ้นหวัง และสุดแสนจะรันทด
      
ที่ประตูเมืองนาอิน ชายหนุ่มสี่คนเดินหน้าขบวนช่วยกันแบกโลงศพของชายหนุ่ม พระเยซูพระผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงประสาทชีวิต และเหล่าอัครทูตกำลังจะเข้าเมือง พระเยซูทรงพบหญิงม่าย ด้วยญาณของพระเจ้าพระองค์ทรงทราบความเป็นไปทั้งหมด หญิงม่ายรู้สึกสิ้นหวัง และเต็มล้นด้วยความอาดูร ท่านลูกาบันทึกว่า “เมื่อพระองค์ได้ทรงเห็นมารดานั้น พระองค์ทรงเมตตากรุณาเขาและตรัสว่า ''อย่าร้องไห้'' (ลูกา 7:13) เบื้องหลังพระบัญชา “อย่าร้องไห้” พระเยซูทรงมีอำนาจขจัดสิ่งเป็นเหตุ ที่ทำให้ร้องไห้: “แล้วพระองค์เสด็จเข้าไปใกล้ถูกต้องโลง คนหามศพนั้นก็หยุดยืนอยู่ พระองค์จึงตรัสว่า ''ชายหนุ่มเอ๋ย เราสั่งเจ้าว่า ลุกขึ้นเถิด'' คนที่ตายนั้นก็ลุกนั่งเริ่มพูด พระองค์จึงทรงมอบชายหนุ่มให้แก่มารดาของเขา ฝ่ายคนทั้งปวงมีความกลัวและสรรเสริญพระเจ้า” (ลูกา 7:14-16)
       ณ เมืองนาอิน ชาวเมืองได้เป็นพยานในการอัศจรรย์ครั้งใหญ่ และกระจายข่าวสารมหัศจรรย์: ในสายพระเนตรของพระเยซู ความระทมทุกข์ในหญิงหรือชาย ก็หาได้แตกต่างกันไม่ เมื่อพระเยซูทรงมาปรากฎ พระองค์ทรงมีฤทธิ์อำนาจเหนือความตาย
       อ่าน พระธรรม ลูกา 8:41, 42, 49-56 ในพระกิตติคุณลูกาตอนนี้ เราอ่านเกี่ยวกับไยรัส บุคคลสำคัญในสังคม เขาเป็นนายธรรมศาลา ทำหน้าที่ดูแล และรับผิดชอบจัดการ การนมัสการของธรรมศาลา แต่ละวันสะบาโตเขาจะเลือกผู้จะอธิษฐาน อ่านพระวจนะ และเทศนา เขาเป็นผู้มีอิทธิพล และมีฐานะดี เขารักบุตรสาวของเขาอย่างที่สุด จึงไม่ลังเลจะเดินทางไปอ้อนวอนพระเยซูให้ไปที่บ้าน เพื่อรักษาบุตรสาวที่ป่วยหนักใกล้ตายของเขา

       ในเรื่องทั้งสอง รายแรกพระเยซูทรงเรียกชายหนุ่มสู่ชีวิต และมอบเขาให้กับมารดาสูงอายุ ผู้เป็นม่ายมีบุตรชายคนเดียว รายที่สองทรงเรียกเด็กหญิงอายุ 12 ปี บุตรสาวนายธรรมศาลาที่ตายแล้ว ให้ฟื้นสู่ชีวิตอยู่  สร้างความสุข ความตื่นเต้นดีใจแก่ครอบครัวต่อไป คิดเกี่ยวกับการอัศจรรย์ทั้งสอง จะต้องสร้างความระทึกใจแก่ผู้พบเห็น โดยเฉพาะพ่อแม่ บันทึกเหตุการณ์จริง บอกเราเกี่ยวกับฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า ทั้งบอกเราด้วยว่าเรามีข้อจำกัดต่อความเข้าใจในอำนาจของพระเจ้าเพียงใด? (แม้แต่วิทยาศาสตร์ปัจจุบันไม่อาจพสูจน์ เงื่อนงำของสิ่งที่เกิดขึ้นได้) แต่สิ่งสำคัญสุด เราจะต้องทำอะไรเพื่อจะวางใจในอำนาจ และคุณความดีของพระเจ้า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเรา?
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอังคาร   ผู้หญิงมีความเชื่อ และจิตใจแห่งการขอบพระคุณ  (ลูกา 7:36-50)  

       ในพระธรรม ลูกา 7:36-50 พระเยซูทรงเปลี่ยนมื้ออาหารเป็นบทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณ ที่นำเกียรติสู่ผู้หญิงเคยทำบาปร้ายแรง...ซีโมนชาวฟาริสี เป็นผู้นำทางศาสนายิวคนหนึ่ง เชิญพระเยซูไปรับประทานอาหารเป็นการขอบคุณที่บ้านของเขา หลังจากแขกถูกเชิญให้นั่งในที่เหมาะสม มีบางสิ่งเกิดขึ้น “ดูเถิด มีผู้หญิงคนหนึ่งของเมืองนั้นเคยเป็นหญิงชั่วเมื่อรู้ว่าพระองค์ทรงเอนพระกายเสวยอยู่ในบ้านของคนฟาริสีนั้น นางจึงถือผอบน้ำมันหอมมายืนอยู่ข้างหลังใกล้พระบาทของพระองค์ ร้องไห้น้ำตาไหลเปียกพระบาท เอาผมเช็ด จุบพระบาทของพระองค์มาก” (ลูกา 7:37, 38)

       อ่าน พระธรรม ลูกา 7:36-50. เราสามารถเรียนรู้บทเรียนอะไรจากของขวัญ แห่งการขอบพระคุณของผู้หญิงคนนั้น และพระองค์ยอมรับการกระทำแห่งความเชื่อของนางอย่างไร?
 
      
“ในสายตาของมนุษย์ กรณีของผู้หญิงคนนี้เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ แต่พระคริสต์ทรงมองเห็นความเป็นไปได้  สำหรับส่วนดีของมารีย์ พระองค์มองเห็นด้านดีในอุปนิสัยของนาง แผนการไถ่ให้รอดพ้น  ประทานให้ความเป็นไปได้ของมนุษย์ด้วยความหวังยิ่งใหญ่ เหมือนสิ่งมารีย์ได้ทำเพื่อขอบพระคุณพระเยซู   มารีย์ได้กลายเป็นผู้เข้าส่วนในธรรมชาติของพระเจ้า มารีย์เป็นผู้หญิงคนแรกที่อุโมงก์ฝังศพของพระเยซูเมื่อทรงเป็นขึ้นสู่ชีวิต และมารีย์เองเป็นคนแรกที่ประกาศการฟื้นพระชนม์ของพระผู้ช่วยให้รอด” จาก หนังสือ ของเอลเลน ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน”  หน้า 568.
       ในพระธรรม ลูกา 8:43-48, ในกรณีผู้ต้องทุกข์ทรมานยิ่งใหญ่ ได้กลายเป็นผู้ได้รับพระกรุณายิ่งใหญ่จากพระผู้ช่วยให้รอด เป็นเวลาหลายปีมาแล้ว ที่ผู้หญิงคนนี้เป็นโรคตกโลหิต เป็นโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ โรคร้ายนี้ได้ทำลายร่างกาย และดวงวิญญาณของนาง  หลังจากชีวิตหมองเศร้ามา 12 ปี   มีประกายแห่งความหวังส่องสว่างวาบขึ้น  เมื่อผู้หญิงที่เป็นโรคร้าย “ได้ยินกิตติศัพท์ของพระเยซู” (มาระโก 5:27)
       นางได้ยินมาแค่ไหน? เพียงเล็กน้อย หรือมากทีเดียว เราไม่ทราบ แต่นางทราบว่าพระเยซูทรงพระเมตตาคนยากจน นางทราบด้วยว่าพระองค์ต้อนรับผู้คน  ที่คนอื่นไม่สนใจ  ทรงวางพระหัตถ์บนคนโรคเรื้อน  โรคเรื้อนก็หายสะอาด พระองค์ทรงเปลี่ยนน้ำเปล่าให้เป็นน้ำองุ่น เหนือสิ่งอื่นใดพระองค์ทรงเมตตาต่อผู้ที่สิ้นหวัง และนางเองก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้นแต่การได้ยินยังไม่เพียงพอ การได้ยินต้องนำไปสู่การมีความเชื่อ (โรม 10:17) และความเชื่อนั้นนำนางสู่ “การกระทำง่ายๆ”  ด้วยการสัมผัสชายฉลองพระองค์  การสัมผัสนั้นจะต้องมาพร้อมความเชื่อ ความเชื่อเช่นนั้นสามารถรับพระพรจากผู้ประสาทชีวิต หลังจากพระเยซูทรงทราบว่า  นางสัมผัสชายฉลองพระองค์ พระเยซูทรงตรัสกับนางด้วยน้ำเสียงเจือความเมตตาว่า “ลูกหญิงเอ๋ย ที่เจ้าหายโรคนั้น เพราะเจ้าเชื่อ จงไปเป็นสุขเถิด” (ลูกา 8:48)

       เป็นการง่ายที่จะมองดูผู้คน และวิจารณ์พวกเขา คุณเป็นอย่างนี้ไหม? แม้บางครั้งเราไม่พูดเป็นคำออกมา  แต่ในใจของเรา  เราตัดสินพวกเขา สิ่งนี้ผิดมาก เราสามารถเรียนรู้จะหยุดตัดสินคนอื่นเมื่อเราไม่ทราบ  สิ่งที่เราควรทำคือ  ถามตนเองว่า เราจะทำอะไรถ้าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับพวกเขา?
 -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพุธ    ผู้หญิงบางคนติดตามพระเยซู  (ลูกา 10: 38-42) 

       อ่าน พระธรรม ลูกา 10:38-42. เราสามารถเรียนรู้บทเรียนสำคัญฝ่ายจิตวิญญาณอะไรจากเรื่องนี้? (อ่าน พระธรรม ลูกา 8:14. ด้วย)
 
       ในฐานะเจ้าของบ้าน “มารธายุ่งในการปรนนิบัติมาก จึงมาทูลพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ไม่สนพระทัยหรือ ซึ่งน้องสาวของข้าพระองค์ปล่อยให้ข้าพระองค์ทำการปรนนิบัติแต่คนเดียว ขอพระองค์สั่งเขาให้มาช่วยข้าพระองค์” (ลูกา 10:40)   มารธาพยายามจัดการทุกอย่างเพื่อแขกพิเศษ  คือพระเยซู  แต่มารีย์ “นั่งใกล้พระบาทของพระเยซู” มารธารู้สึกเหนื่อย และยุ่งมาก จึงบ่นเรื่องน้องสาวคือมารีย์กับพระเยซู  พระเยซูทรงรับรู้ว่ามารธาทำงานหนักตามลำพัง  พระองค์ไม่ว่ากล่าวมารธา  สำหรับการตัดสินใจของนาง  ในการรับใช้พระองค์และคนอื่น พระองค์เพียงชี้ให้เห็นความจำเป็นในการจัดสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก่อนสิ่งอื่นใด การสร้างความสัมพันธ์กับพระเยซูเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของการเป็นสาวก  ส่วนการสร้างมิตรสัมพันธกับคนอื่นสามารถทำทีหลังได้
       “พันธกิจการประกาศของพระเยซูจำเป็นต้องได้คนรอบคอบ และทำงานหนัก  มีงานหลากหลายในพันธกิจของพระเจ้าสำหรับคนอย่างมารธา ซึ่งเป็นงานด้านศาสนาที่ไม่ต้องทำในเชิงรุก แต่ก่อนอื่นให้พวกเขาต้องนั่งลงที่แทบพระบาทของพระเยซู ปล่อยให้งานหนัก และพลกำลังถูกทำให้บริสุทธิ์โดยพระคุณของพระคริสต์ก่อน เมื่อนั้นชีวิตที่อุทิศเพื่อการดี จะไม่มีสิ่งใดเอาชนะได้”  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า  525.
       อ่าน พระธรรม ลูกา 8:1-3 ; ลูกา 23: 55 , 56 ; ลูกา 24 :1-12. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนอะไร เกี่ยวกับงานของกลุ่มผู้หญิงในด้านศาสนบริการ (Ministry) ของพระคริสต์?
       ขณะที่พันธกิจเติบโตขึ้น “ต่อมาพระองค์ก็เสด็จไปตามบ้านเมือง ทรงประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า” (ลูกา 8:1) พระองค์ทรงมีอัครทูต 12 คนอยู่กับพระองค์ ท่านลูกาบันทึกคำพยานอันทรงพลังของผู้หญิงหลายคน  ผู้พระเยซูทรงรักษาโรคให้ และผู้ได้รับการสัมผัสจากการเทศนาของพระองค์ รวมไปถึงผู้หญิงที่ฐานะมั่งคั่งหลายคน ได้ติดตามพระองค์ในงานด้านศาสนบริการ ที่เติบโตขึ้น   ตรงนี้บางคนที่ท่านลูกาเอ่ยชื่อ:  1) ผู้หญิงบางคนที่พระองค์ทรงขับผีออกให้ ซึ่งรวมถึงมารีย์ มักดาลา  2) โยอันนา ภรรยาของคูซา ซึ่งเป็นผู้จัดการด้านธุรกิจของเฮโรด  3) สูสันนา และ 4) ผู้หญิงอื่นอีกหลายคนผู้ “เคยปรนนิบัติพระองค์ และสาวกด้วยปัจจัยของพวกนาง” (ข้อ 3)

       เราเข้าใจแล้วว่า พระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อมนุษย์ทุกคน ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ในสายพระเนตรของพระเจ้า เราแสดงท่าทีตามความจริงข้อนี้กับคนอื่นอย่างไร? เราสามารถจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เราไม่มองดูคนอื่นด้วยสายตาดูหมิ่นถิ่นแคลน?
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดี   ซื่อสัตย์ในการอธิษฐาน, เสียสละในการบริจาค  (ลูกา 18:1-8)                 

       ท่านลูกาแสดงให้เห็น พระเยซูหันไปเล่าเรื่องหญิงม่ายสองคน ทั้งนี้เพื่อสอนความจริงสำคัญฝ่ายจิตวิญญาณ
      
ในกรณีแรก (ลูกา 18:1-8) พระเยซูทรงพระเมตตาต่อหญิงม่าย ผู้ไม่มีอิทธิพลอะไร นางต้องไปเฝ้าอ้อนวอนผู้พิพากษาตัดสินคดีอย่างยุติธรรมให้กับนาง ทั้งนี้นางเป็นเหยื่อของความอยุติธรรม เพราะถูกโกง นางเชื่อว่าโดยตัวบทกฎหมาย และความยุติธรรมเธอจะชนะ แต่ผู้พิพากษาคนนี้ต่อต้านพระเจ้า และต่อต้านผู้คน เป็นที่ชัดเจนว่าเขาจะไม่ช่วยหญิงม่าย ที่จริงการให้ความเมตตา และความยุติธรรมแก่หญิงม่ายเป็นสิ่งที่ต้องกระทำ (อพยพ 22:22-24; เพลงสดุดี 68:5; อิสยาห์ 1:17) แต่ผู้พิพากษาเลือกที่จะไม่เชื่อฟังกฏหมาย อย่างไรก็ดี หญิงม่ายมีอาวุธอย่างหนึ่ง คือความดื้อรั้นอดทนเป็นอาวุธ สร้างความรำคาญให้ผู้พิพากษา ในที่สุดเขายอมทำตามคำขอร้องของหญิงม่าย
       เรื่องอุปมานี้สอนบทเรียนสำคัญสามประการ: 1) จงอธิษฐานเสมออย่าท้อถอย (ลูกา 18:1)   2) การอธิษฐานจะเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง แม้แต่ดวงใจของผู้พิพากษาที่ไม่ยุติธรรม  และ   3) ความเชื่อมั่นคงเป็นความเชื่อที่นำไปสู่ชัยชนะ   ความเชื่อแท้ จะนำไปสู่สติปัญญาสำหรับคริสเตียนทุกคน: อย่ายอมแพ้ แม้จะหมายถึงการรอคอยชัยชนะครั้งสุดท้ายเมื่อ “บุตรมนุษย์เสด็จมา” (ลูกา 18:8)
       ในกรณีที่สอง (ลูกา 21:1-4 ; มาระโก 12:41-44) พระเยซูพึ่งเสร็จจากการวิจารณ์ผู้นำศาสนาที่มีสองหน้า คือ พวกธรรมาจารย์ และผู้นำทั้งหลายรอบพระวิหาร จากนั้นพระเยซูทรงชี้ให้เห็นความแตกต่างชัดเจน : หญิงม่ายยากจนผู้แสดงออกว่าถือศาสนาแท้จริง
       พระเยซูทรงพรรณนาถึงผู้นำศาสนาบางคน อย่างเช่นผู้ขาดความเมตตา “เขามักริบเอาเรือนของหญิงม่าย และแสร้งอธิษฐานเสียยืดยาว  เขาทั้งหลายจะต้องมีโทษหนักยิ่งขึ้น” ((ลูกา 20:47)   และพวกเขา ละเมิดกฎเกณฑ์ของพระคัมภีร์เกี่ยวกับการดูแลหญิงม่าย และคนยากจน คนจำนวนมากในสมัยนั้นให้ทาน หรือบริจาคเพียงเพื่อให้คนทั่วไปมองพวกเขาว่า “เป็นคนใจบุญ” พวกเขาบริจาคมากก็จริง แต่เป็นจำนวนเพียงเล็กน้อย จากความมั่งคั่งของพวกเขา จึงไม่ใช่การถวายทรัพย์ หรือบริจาคอย่างเสียสละ เมื่อพูดถึงผู้คนในสมัยนี้ไม่แตกต่างจากสมัยก่อนเลย
       การแสดงออกเพื่อความเด่น เป็นเหตุผลของกลุ่มแรก แต่การเสียสละ
และถวายพระสิริแด่พระเจ้าเป็นเหตุผลของหญิงม่ายในการถวาย  หญิงม่ายตระหนักว่าพระเจ้าทรงเป็นเจ้าของสรรพสิ่ง โดยการถวายเงินทั้งหมดคือเหรียญทองแดงสองอัน ถือว่าเป็นการถวายอย่างเสียสละ พระเยซูทรงกล่าวชมเพราะว่าวิญญาณ (น้ำใจ) ของนางถูกต้อง
       คุณเสียสละตัวเองมากไหม เพื่อทำให้เกิดผลดีกับคนอื่น และเพื่อพระราชกิจของพระเจ้า?
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “พระเยซูทรงนึกถึงมารดาของพระองค์ เมื่อพระองค์กำลังเจ็บ ปวดรวดร้าวบนไม้กางเขน เมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์และฟื้นพระชนม์แล้ว ทรงปรากฎพระองค์แก่กลุ่มผู้หญิง ซึ่งพวกเขาร้องไห้ดีใจที่ได้พบพระองค์ ณ บัดนั้นพระเยซูทรงมอบหมายให้พวกนางเป็นผู้เผยแพร่ข่าวแรก แห่งความยินดีว่า พระผู้ช่วยให้รอดทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว ปัจจุบันพระเยซูยังคงเป็นมิตรที่ดีสำหรับผู้หญิงทุกคน และพระองค์พร้อมจะช่วยเหลือผู้หญิงในทุกส่วนของชีวิต” จาก หนังสือ ของ เอลเลน จี.ไวท์ ใน ”บ้านในอุดมคติ”, หน้า  204.

คำถามเพื่อการอภิปราย

1.   ส่วนน่าสนใจมากที่สุดของพระกิตติคุณ รวมไปถึงพระกิตติคุณลูกาด้วย คือการกล่าวถึงงานของกลุ่มผู้หญิงในช่วงพระเยซูฟื้นพระชนม์จากความตาย พระกิตติคุณทุกเล่มบันทึกว่า ผู้หญิงเป็นกลุ่มแรกที่ได้พบพระคริสต์   หลังการฟื้นขึ้นสู่ชีวิตใหม่ พวกผู้หญิงเป็นกลุ่มแรกที่ประกาศเรื่องการฟื้นพระชนม์ของพระเยซู แก่คนอื่นๆ  ผู้เชี่ยว ชาญได้ทำการค้นพระคัมภีร์ และสามารถให้ข้อมูลว่า พระคัมภีร์ ช่วยสนับสนุนความจริง  ว่าเรื่องการฟื้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นเรื่องจริง ขณะมีบางคนปฏิเสธ หรือตั้งคำถาม เกี่ยวกับเรื่องนี้ บางคนแม้แต่แย้งว่า  การฟื้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นเรื่อง “โกหก” ซึ่งประดิษฐ์ขึ้น  โดยผู้เขียนพระคัมภีร์ แต่คนเหล่านี้ไม่สามารถเข้าใจว่าเหตุใด  ในเมื่อผู้เผยพระวจนะคิดจะสร้างเรื่องนี้ขึ้นมา  เพื่อจะทำให้ผู้คนสมัยนั้นเชื่อ แต่เหตุใดจึงเขียนว่าทรงปรากฏแก่พวกผู้หญิงหลังการฟื้นพระชนม์  เพราะสมัยนั้นผู้หญิงไม่ได้รับการเชื่อถือ   ถ้าเป็นเรื่องประดิษฐ์ขึ้นจริง  เพื่อจะให้ผู้คนทั่วไปเชื่อ    ทำไม  จึงไม่ใช้ผู้ชาย แต่กลับไปใช้พวกผู้หญิงแทน?

 
        
อภิปราย: ...........................................................................................................


                                          ********************
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272