Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 > Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง > ThaiSSL 2Q 2015 Chp3:พระเยซูคริสต์คือใคร ? > Thai SSL 2Q 2015 Chp4 > Thai SSL 2Q 2015 Chp5 > Thai SSL 2Q 2015 Chp 6 > Thai SSL 2Q 2015 Ch >
.
Thai SSL 2q2015Ch8
.
                                                       บทที่  8
                                                 พันธกิจของพระเยซู
                                            
16 - 22  พฤษภาคม  2015               
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
ลูกา 15:4-7, 11-32 ; ลูกา 16:19-31 ; ลูกา 18:35-43 ; ลูกา 19:1-10
ข้อควรจำ      เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด"  (ลูกา 19:10)

       ถ้าให้เราเขียนคำแถลงพันธกิจของพระเยซู เราคงทำได้ไม่ดีกว่า ที่จะทวนซ้ำถ้อยคำของพระองค์: ที่ว่า
“เพราะว่าบุตรมนุษย์ได้มาเพื่อจะเที่ยวหาและช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด" (ลูกา 19:10)
       อะไร “หลงหาย” ?  ก็คือมนุษยชาติทั้งโลกใบนี้ที่แยกตัวจากพระเจ้า และพวกเขาต้องจ่ายค่าจ้างของความบาป คือความตาย มนุษย์จึงรู้สึกสิ้นหวัง หากพระเจ้าไม่เป็นฝ่ายดำเนินแผนการแห่งความรอด มนุษย์ทั้งมวลจะพินาศ แต่ขอบพระคุณพระเยซู ที่เราทั้งปวงพบเหตุผลยิ่งใหญ่ ที่ทำให้เราทั้งมวลมีความหวังเต็มล้นขึ้นมา
       “การล้มลงในความบาป มนุษย์แยกออกห่างจากพระเจ้า โลกถูกตัดออกจากสวรรค์ ทอดข้ามอวกาศอันไพศาลไม่มีสิ่งใดเชื่อมโยงกับพระเจ้า   แต่ผ่านทางพระคริสต์เท่านั้น โลกได้เชื่อมต่อกับสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง พระคริสต์ได้เป็นสะพานทอดข้ามช่องว่างที่ความบาปสร้างขึ้น.....พระองค์เชื่อมโยงมนุษย์ผู้ล้มลง ความบาปทำให้พวกเขาอ่อนแอและสิ้นหวัง แต่ด้วยอำนาจของพระเจ้า มนุษย์กลับมามีความหวัง” จาก หนังสือของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “สันติวิถี” หน้า 20                 
       จากพระธรรมเล่มแรก “ปฐมกาล” และ เล่มสุดท้ายของพระคัมภีร์คือ “วิวรณ์” เนื้อหาเป็นเรื่องราวของพระเจ้าทรงค้นหามนุษย ชาติ  ผู้หลงหาย  ท่านลูกาแสดงให้เห็นความจริงของเรื่องนี้โดยเล่าคำอุปมาสำคัญ 3 เรื่องด้วยกัน    1) แกะหลงหาย (ลูกา 15:4-7)     2) เงินเหรียญหาย (ลูกา 15:8-10) และ 3) บุตรน้อยหลงหาย (ลูกา 15:11-32)

วันอาทิตย์   แกะหลงหาย และเงินเหรียญหาย  (ลูกา 15:4-7)
       อ่าน พระธรรมลูกา 15:4-7. สิ่งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าสำหรับเรา? เหตุใดจึงสำคัญมาก ที่จะเข้าใจผู้เลี้ยงแกะ ซึ่งออกไปเสาะหาแกะตัวที่หลงหาย?

       “ดวงวิญญาณที่ได้มอบถวายให้กับพระคริสต์มีคุณค่ายิ่งนักในสายพระเนตรของพระองค์มากกว่าโลกทั้งใบ (ที่ไม่กลับใจ) พระเยซูเต็มพระทัยรับความเจ็บปวดทรมาน  บนเนินเขาคาลวารี  แม้เพียงวิญญาณดวงเดียว จะรอดในอาณาจักรของพระองค์ พระองค์จะไม่ละทิ้งแม้เพียงคนเดียว  พระองค์ได้ตายเพื่อไถ่บาป หากผู้ติดตามของพระองค์เลือกจะติดตามพระองค์ พระองค์จะยึดเขาไว้แนบแน่น” จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน”  หน้า 483.
       อ่าน ลูกา 15:8,9   เรื่องอุปมานี้พบได้เฉพาะในพระธรรมลูกา ส่วนเรื่องเงินเหรียญหายอาจมีความหมายหนึ่งในสองประการ ประการแรก,  แผ่นดินยูเดียสมัยพระเยซูเต็มไปด้วยคนยากจน บ้านแต่ละหลังส่วนมากมีเงินไม่กี่สิบเหรียญ “ดร๊าชมา” (drachma) เงินหนึ่งเหรียญดร๊าชมา  มีค่ามากกว่าค่าแรงงานหนึ่งวัน นั่นก็เพียงพอจะช่วยให้ครอบครัวหนึ่งไม่อดหิวในหนึ่งวัน ประการที่สอง เป็นเครื่องหมายของการแต่งงาน ที่เจ้าบ่าวจะให้สายคล้องศีรษะประกอบด้วยเงินสิบเหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมาก ถ้าเป็นครอบครัวยากจนจะต้องกระ เหม็ดกระแหม่เป็นเวลานาน จึงจะมีเงินพอซื้อสายคล้องศีรษะเงินเหรียญได้
       ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด การทำเงินหายแม้เพียงเหรียญเดียว เป็นเหตุให้หญิงผู้เป็นเจ้าของเศร้าโศกมาก เธอจะจุดตะเกียงค้นหา (บ้านในสมัยนั้นอาจมีหน้า ต่างเล็กๆบานเดียว) เธอใช้ไม้กวาด กวาดทุกซอกทุกมุมทั่วบ้าน จนกระทั่งเธอได้พบเงินเหรียญ ดวงใจของเธอจะตื่นเต้นดีใจ กระทั่งอดไปบอกข่าวความยินดีกับเพื่อนๆ ไม่ได้
       “ไม่ว่าเงินเหรียญที่ว่า จะเป็นทองคำ เงินแท้ หรือโลหะผสม (แล้วแต่ฐานะเจ้าของเหรียญ) เหรียญนั้นหล่นในท่ามกลางฝุ่นผง มันจึงเปรอะเปื้อนโดยความบาป เป็นสิ่งไม่มีชีวิตจึงไม่รู้ตัวว่าตกหาย แต่มันมีค่ามากสำหรับเจ้าของ แม้จะเป็นโลหะก็ตาม อนึ่งเหรียญมักจะมีสองด้านเสมอ คือใบหน้าผู้ปกครอง และชื่อรัฐบาลผู้ผลิต ในทำนองเดียวกัน มนุษย์เมื่อแรกสร้าง ได้ถูกสร้างในพระฉายาของพระเจ้า ผู้ทรงทำให้มีชีวิตไหวกายได้  ด้วยคำตรัสของพระองค์   แม้ชีวิตของเราจะมัวหมองด้วยความบาป แต่มนุษย์ทุกคนยังมีความละม้ายคล้าย คลึงกับพระผู้สร้างภายในดวงวิญญาณของเขาและเธอ” จาก หนังสือ ของ เอลเลนจี. ไวท์ ใน “Christ’s Object Lossons, page 194.


       วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และสาขาวิชาทั้งหมดบอกเราว่า มนุษย์เราเป็นมา “โดยบังเอิญ” ในจักรวาลที่ไม่มีพระเจ้า และไม่มีเทพองค์ใดเอาใจใส่เกี่ยวกับอนาคต หรือตัวเรา  สรุปได้ว่าความเป็นมาของมนุษย์ และสรรพสิ่งตามทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  กับพระเจ้าผู้ทรงสร้างจักรวาล สร้างมนุษย์ และสรรพสิ่ง พระองค์ทรงรัก และทรงห่วงใยเราอย่างยิ่งเพียงใด?

วันจันทร์    เรื่องอุปมาบุตรคนเล็กหลงหาย: ตอน 1 (ลูกา 15:13-16)

       อุปมานี้มีเฉพาะในพระธรรมลูกา เป็นเรื่องอุปมา ที่ได้รับการยกย่องในประวัติศาสตร์ว่ามีความงดงาม และสั้นที่สุดในธรรมชาติของความรักและการให้อภัย เป็นเรื่องของบุตรน้อยเสเพล (ลูกา 15:11-32) เราอาจเรียกว่าเรื่องอุปมาของบิดาผู้เต็มล้นด้วยความรัก และบุตรชายผู้หลงทางสองคน บุตรคนเล็กเลือกใช้ชีวิตตามใจต้องการในดินแดนห่างไกล ขณะที่ความรักของบิดาได้ติดตามเขาไป ในห้วงความรักความห่วงใย ส่วนบุตรคนโตเลือกจะอยู่ที่บ้านกับบิดา แต่ไม่เข้าใจแก่นแท้ในดวงใจของบิดา  อีกทั้งไม่เข้าใจความหมายของการเป็นพี่ชาย   เรื่องอุปมานี้สามารถแบ่งการศึกษาออกเป็นเจ็ดส่วน   สี่ส่วนเกี่ยวกับบุตรคนเล็ก สองส่วนกับผู้เป็นบิดา และหนึ่งส่วนกับพี่ชาย
       1.  “ขอทรัพย์ที่เป็นส่วนของข้าพเจ้าเถิด” (ลูกา 15:12) เด็กหนุ่มคงได้ยินจากเพื่อนๆ เกี่ยวกับ “สิ่งดีๆ” ทั้งหลายในแดนไกล ชีวิตในบ้านเข้มงวดเกินไป แม้ความรักจะอบอวล แต่ทุกสิ่งมีข้อจำกัด   ดิน แดนห่างไกล ไม่มีกฎเกณฑ์  ไม่มีบิดาคอยปกป้องควบคุม ความรักที่เขาได้รับตอนนี้ “ปริ่มจนล้น” บุตรคนเล็กต้องการความเป็นอิสระ แก่ตน จึงมุ่งแสวงหาเสรีภาพ ซึ่งเป็นเมล็ดแห่งการคิดขบฎต่อบิดาของเขา
       2.  “ส่วนตัวเรา” (ลูกา 15:13-17) เมื่อได้รับทรัพย์ส่วนแบ่งแล้ว บุตรคนเล็กมุ่งเดินทางไปเมืองไกล ห่างจากบ้าน ที่มีบิดาคอยเอาใจใส่ แนะนำดูแล และเขาได้ผลาญทรัพย์ของตนที่นั่นด้วยการเป็นนักเลง คำว่า “นักเลง” ในภาษากรีกคือ (asotos) ซึ่งปรากฏเป็นคำนามสามครั้งในพระคัมภีร์ใหม่   1) คนเมาเหล้าองุ่น (เอเฟซัส 5:18)    2) นักเลงดื้อกระด้าง (ทิตัส 1:6) และ    3) คนประพฤติตามราคะ เสเพลวุ่นวาย (1 เปโตร 4:3, 4) เป็นคนดำเนินชีวิตทำลายทั้งสุขภาพตนเอง และทรัพย์สิน ซึ่งไม่นานทรัพย์ได้หมดไป เพื่อนกิน ทั้งชายหญิงพากันหน่ายหนี หางานทำไม่ได้  จำใจไปเลี้ยงหมู ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้ายสุดๆ สำหรับคนยิว        
        3.  “ข้อให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้าง”
(ลูกา 15:17-19) แม้จะเลวชาติเพียงใด ชายหนุ่มยังคงเป็นบุตร ด้วยการตัดสินใจเลือกเอง เขาหันหลังกลับเดินเท้ามุ่งสู่บ้าน พร้อมกับการเตรียมถ้อยคำไว้ว่า “ขอ ให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด” บุตรน้อยคิดว่าบ้านหลังเดิมที่เขาเคยอยู่ในฐานะบุตร ตอนนี้บรรยากาศ และสิ่งแวด ล้อมกำลังจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง โดยที่บุตรน้อยไม่ทราบเลยว่าผู้เป็นบิดาจะมีความรู้ปลื้มปิติเพียงใด ที่บุตรคนนี้เหมือนตายแล้วบัดนี้ได้เกิดใหม่

       โลกอาจปรากฏให้เห็นเสน่ห์น่าดึงดูด และท้าทายน่าลองยิ่ง มีหลายสิ่งในโลกทดลองให้คุณคิดว่ “โอ..ไม่เลวร้ายอะไรนี่”, แต่ในส่วนลึกลงไปคุณรู้ว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น?

วันอังคาร  เรื่องอุปมาบุตรคนเล็กหลงหาย
: ตอน 2. (ลูกา 15:17-20)
       4.  หวนกลับบ้าน 
(ลูกา15:17-20) การเดินทางกลับบ้านของบุตรคนเล็ก เป็นการเดินทางแห่งการสำนึกผิดและกลับใจใหม่
       ประการแรก, เป็นการยอมรับของผู้เป็นบิดา บุตรคนเล็กสำนึกผิด เขาได้เตรียมถ้อยคำไว้ว่า “จำเราจะลุกขึ้นไปหาบิดา และพูดกับท่านว่า “บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์ และผิดต่อท่านด้วย” (ลูกา 15:18)
       ประการที่สอง, การสารภาพผิด สิ่งบุตรเสเพลได้ทำ  ไม่ใช่เป็นเพียง “ข้อผิดพลาด” แต่เป็นความบาปซึ่งละเมิดต่อพระเจ้า และบิดาของเขาเอง
       ประการที่สาม, การสำนึกผิด  บุตรน้อยได้เตรียมจะกล่าวต่อไปว่า “ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด'' (ลูกา 15:19)
       ประการที่สี่, การอ้อนวอนขอความกรุณา  (ลูกา 15:19)  บุตรน้อยขอร้องว่า “ขอให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้าง” เมื่อเราสำนึกผิด กลับใจมาหาพระเจ้า เราต้องยอมมอบถวายตัวเราให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ นี่เป็นเครื่องหมายของการกลับใจ เหมือนบุตรคนเล็กกลับบ้าน
      5.  บิดาผู้รอคอย (ลูกา 15:20, 21) ฝ่ายบิดาเฝ้ารอ และคอยด้วยความหวัง นับแต่นาทีที่บุตรคนเล็กก้าวเดินออกจากบ้านไปเมืองไกล การรอคอยได้สิ้นสุดลงเมื่อบิดาเห็นบุตรกลับมา “ยังอยู่แต่ไกล บิดาแลเห็นเขาก็มีความเมตตา จึงวิ่งออกไปกอดคอจุบเขา” (ลูกา 15:20) ไม่มีภาพใด “จับใจ” เท่ากับการพรรณนา พระลักษณะนิสัยการเฝ้า คอยของพระเจ้า  เหมือนการเฝ้าคอยของบิดา ในเรื่องอุปมาตอนนี้
       6.  ความชื่นชมยินดีของครอบครัว  (ลูกา 15:22-25) บิดาสวมกอดบุตรชาย สั่งผู้รับใช้ให้จัดเสื้อผ้าชุดใหม่ นำรองเท้าคู่ใหม่มาให้บุตรชายสวม อีกยังให้นำแหวนมาสวมนิ้วมือของเขา เท่านั้นยังไม่พอผู้เป็นบิดาสั่งให้พ่อบ้านเตรียมอาหาร และเครื่องดื่ม จัดงานฉลองต้อนรับการกลับมาของบุตรคนเล็ก ทั้งครอบครัวร่วมในการเฉลิมฉลอง สมมติว่าบุตรที่จากไป เปรียบเหมือนความตาย การกลับมาของบุตรเท่ากับการฟื้นสู่ชีวิตใหม่ จึงควรค่าแก่การฉลอง ที่จริงแล้วบุตรน้อยเป็นบุตรเสเพล แต่จะอย่างไรเขาก็ยังเป็นบุตร แต่ที่วิเศษยิ่งกว่า คือ ตอนนี้เหมือนเขาได้เกิดใหม่แล้ว “จะมีความปรีดีในสวรรค์ เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับในใหม่” (ลูกา 15:7)
       7.  บุตรคนโต  (ลูกา 15:22-25) บุตรคนเล็กได้หลงหายไปเมื่อเดินก้าวออกจากบ้าน และเดินทางไปแดนไกล บุตรคนพี่ก็พลอยหลงไปด้วย เพราะว่า เขาอยู่ในบ้านของบิดาแต่ร่างกาย หากดวงใจของเขาท่องเที่ยวอยู่ในแดนไกล ดวงใจของเขามีความโกรธ (ข้อ 28) ชอบการบ่นว่า และถือว่าตนเองเป็นคนชอบธรรม (ข้อ 29)     เมื่อน้องชายหวนมาบ้าน เขากลับปฏิเสธจะให้การต้อนรับ ถ้อยคำของบิดาที่กล่าวกับบุตรคนโต แสดงให้เห็นท่าทีของสวรรค์ มีต่อคนบาปทั้งปวง  ที่เศร้าเสียใจ และสำนึกผิด...ผู้เป็นบิดากล่าวกับบุตรคนโตว่า “แต่สมควรที่เราจะได้รื่นเริงและยินดี เพราะน้องของเจ้าคนนี้ตายแล้ว แต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีก” (ลูกา 15:32)

       ลองจินตนาการตัวคุณเองว่า อยู่ในที่ของบุตรคนโต  ความคิดของเขาอาจผิด แต่ก็นับว่า “สมเหตุสมผล”  ที่เขารู้สึกอย่างนั้น?  เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า พระกิตติคุณขอให้เราทำมากเกินกว่า สิ่งที่อาจ “ไม่สมเหตุผล” แก่ชาวโลกนี้อย่างไร?
 
วันพุธ    การสูญเสียโอกาส  (ลูกา 16:19-31
     
 พระเยซูทรงเสด็จมาเพื่อแสวงหาและช่วยผู้หลงหายในความบาป แต่พระองค์ไม่เคยบังคับใครรับเอาความรอดพระองค์เสนอให้ ความรอดเป็นของประทานให้เปล่า และมีให้สำหรับคนทั้งปวงแต่คนนั้นต้องรับเอาสิ่งที่เสนอให้ฟรีด้วยความเชื่อ ซึ่งจะนำไปสู่ชีวิตที่เชื่อฟังต่อน้ำพระทัยของพระเจ้า ในเวลาเดียวกัน  เราจะมีประสบ การณ์เช่นนั้น คือขณะเรายังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เมื่อตายแล้วไม่โอกาสเหลือให้อีกต่อไป

       อ่าน พระธรรม ลูกา 16:19-31 เรื่องอุปมานี้  มีข่าวสารสำคัญอะไร?

       เรื่องอุปมานี้ปรากฏเฉพาะในพระธรรมลูกา และเรื่องอุปมาสอนเราความจริงยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความรอดสองประการ    1) ความสำคัญของ “วันนี้” ที่จะรับเอาความรอดได้     2) เมื่อความตายมาเยือนโอ- กาสรับความรอดจะถูกริบไป
       วันนี้เป็นวันแห่งความรอด เรื่องอุปมาไม่ได้สอนว่า มีบางสิ่งเลวร้ายมากับความร่ำรวย และบางสิ่งดีเลิศมากับการเป็นคนยากจน แต่เรื่องอุปมาสอนว่า โอกาสรับเอาความรอด “ฟรี” จงทำขณะเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้นอย่าสูญเสียโอกาสขณะเรากำลังมีลมหายใจเข้าออกบนโลกนี้ ให้เรามาฟังคำเชื้อเชิญของพระเจ้าผ่านท่านอัครทูตเปาโล ผู้เขียนบันทึกไว้ว่า “เพราะพระองค์ตรัสว่า ในเวลาอันชอบเราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า นี่แน่ะ บัดนี้เป็นเวลาอันชอบ แน่ะ บัดนี้เป็นวันแห่งความรอด” (2 โครินธ์ 6:2)
       เรื่องอุปมาสอนด้วยว่า รางวัลชั่วนิรันดร์ไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นเจ้าของทรัพย์สินมั่งคั่งบนโลก อย่างเศรษฐีในเรื่องนี้ นุ่งห่มผ้าสีม่วงอย่างดี และกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือย แต่เศรษฐีพลาดจากสิ่งดีที่สุดในชีวิต คือเขาไม่ตระหนักว่าพระเจ้าที่ลาซารัสเชื่อ และปรนนิบัติเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ และพระเยซูคริต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของโลก
       ไม่มีโอกาสครั้งที่สองสำหรับชีวิตชั่วนิรันดร์หลังความตาย ความจริงประการที่สองคือ ไม่มีโอกาสครั้งที่สองสำหรับความรอดหลังความตาย พระวจนะของพระเจ้ากล่าวว่า “มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นมีการพิพากษาฉันใด พระคริสต์ก็ฉันนั้น” (ฮีบรู 9:27)  อีกจุดหนึ่งของเรื่องอุปมาคือ เพื่อแสดงให้คนทั้งปวงทราบว่า พระเจ้าได้ทรงประทานข้อพิสูจน์ให้คนทั้งปวงมากเพียงพอแล้ว ตอนนี้เราต้องตัดสินใจจะรับเชื่อ หรือต่อต้าน พระเจ้า

       เรารักที่พูดกันว่า พระเจ้าทรงรักเรามากเพียงใด และพระองค์ได้ทรงทำมากเพียงไหนเพื่อช่วยเราให้รอดซึ่งดีเยี่ยม ตรงกันข้ามเรื่องอุปมานี้สอนเราเกี่ยวกับอันตรายของการไม่พูดถึงความรักของพระเจ้าและการที่พระองค์ทรงเสนอความรอดให้กับเราอย่างเอาจริงเอาจัง..เพราะเหตุใด?
 
วันพฤหัสบดี  ตาบอดแต่บัดนี้ข้าพระองค์มองเห็น (ลูกา 18
:35-43)       
       ข้อแถลงพันธกิจของพระเยซูคือ พระองค์เสด็จมาเพื่อแสวงหา และช่วยผู้หลงหายให้รอด พระองค์มาเพื่อทำให้ชายและหญิงทั้ง หลายได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์ เพื่อจะเปลี่ยนพวกเขา ด้านร่างกาย, จิตใจ, จิตวิญญาณ และสังคม ท่านลูกา ยกสองตัวอย่างมาให้เราเห็น พระเยซูทรงช่วยกู้ชายสองคนผู้มีชีวิตแหลกสลาย ไร้เกียรติ สิ้นหวัง ถูกดูหมิ่น ให้กลับมีจิตใจและร่างกายสมบูรณ์ คนหนึ่งคือชายตาบอด ผู้พิการทางกาย และอีกคนจิตวิญญาณตกต่ำ ถูกเกลียดชัง เขาเป็นคนเก็บภาษี ทั้งสองเป็นตัวแทนของพระคริสต์สำหรับพันธกิจแห่งความรอด เพราะชายทั้งสองไม่ได้อยู่นอกอาณาเขตที่ดวงฤทัยของพระองค์เอื้อมไม่ถึง
       อ่าน พระธรรม ลูกา 18:35-43.  มีอะไรสอนเราเกี่ยวกับ การพึ่งวางใจพระเจ้าอย่างเต็มล้น? มีใครท่ามกลางพวกเรา ที่บางเวลาไม่เคยร้องออกมาว่า “ขอทรงเมตตาข้าพระองค์ด้วยเถิด”?

       ท่านมาระโกบันทึกว่าชายตาบอดชื่อ “บารทิเมอัส” (มาระโก 10:46) นั่งขอทานอยู่ริมหนทางนอกเมืองเยรีโค เป็นคนพิการ ยากจน ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม แต่ในทันใดนั้นเขาตื่นเต้นดีใจ มีเสียงร้องบอกต่อๆกันมาว่า พระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จมา เขาได้ยินกิตติศัพท์ว่าพระองค์ทรงเมตตาผู้ตกทุกข์ได้ยากไม่เลือกหน้า พอจับสำเนียงได้ว่าพระเยซูเสด็จมาใกล้แค่ร้องเสียงดัง พระองค์จะได้ยิน เขารีบลุกขึ้นและร้องขอความช่วยเหลือว่า “ท่านเยซู บุตรดาวิดเจ้าข้า ขอทรงเมตตาข้าพระองค์เถิด” (ลูกา 18:38) ความเชื่อไม่ต้องการสิ่งที่ตามองเห็น หรือหูได้ยิน ไม่ต้องการเท้า หรือมือ ต้องการเพียงหัวใจที่เชื่อมต่อกับพระผู้สร้าง
       อ่าน พระธรรมลูกา 19:1-10. ใครคือ “ชายตาบอด” ในเรื่องนี้?

      มีเพียงท่านลูกาเล่าเรื่องของศักเคียส เป็นประสบการณ์สุดท้ายของหลายประสบการณ์กับบุคคลอันเป็นที่รู้จักกันดี พันธกิจของของพระคริสต์คือ เพื่อแสวงหา และช่วยผู้หลงหายให้รอด ประสบการณ์การช่วยศักเคียส ซึ่งเป็นหัวหน้าคนเก็บภาษีในเมืองเยรีโค ซึ่งชาวยิวว่าเป็นหัวหน้าคนบาป แต่เป็นหัวหน้าคนบาปที่พระเยซูทรงแสวงหาเพื่อจะช่วยให้รอด สถานที่พระเยซูพบศักเคียส และวิธีการช่วยเหลือของพระเยซูถือเป็นเรื่องแปลก: บนต้นมะเดื่อ ขณะที่เขาพยายามจะดูว่าพระเยซูเป็นใคร พระผู้ช่วยให้รอดสั่งให้ศักเคียสลงมาจากต้นไม้ เพราะพระเยซูทรงเชิญพระองค์เองไปทานอาหารเที่ยงที่บ้านของเขา แต่ที่สำคัญกว่านั้น พระเยซูทรงมีข่าวสารต้องบอกเขาว่า “วันนี้ความรอดมาถึงครอบครัวนี้แล้วเพราะคนนี้เป็นลูกของอับราฮัมด้วย” (ลูกา 19:9)

       เป็นการง่ายที่จะมองเห็นความผิด และความอ่อนแอของคนอื่น แต่บ่อยครั้งเราทำตัวเหมือนคนตาบอด มีพื้นที่ไหนในชีวิตของคุณที่คุณต้องเปิดตาใจ, สารภาพ และก้าวไปสู่ชัยชนะเหนือสิ่งที่คุณผลัดวันประกันพรุ่งเป็นเวลานาน?

 วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “เรื่องอุปมาแกะตัวหนึ่งหลงหาย หมายความถึงทั้ง   ก) บุคคลหนึ่งเมื่อก่อนได้เข้ามาหาพระเจ้าแล้ว แล้วต่อมาหลงเจิ่นไปจากพระองค์    ข) บุคคลหนึ่งยังไม่กลับใจมาหาพระเจ้า แต่ได้หลงไปบนเส้นทางแห่งความบาป และชีวิตประสบความหายนะอันเนื่องจากความบาปนั้น”  จาก หนังสือ ของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “Christ’s Object Lessons, page 190”
 
คำถามเพื่อการอภิปราย
  1.  ทุกศาสนา พรรณนาภาพของมนุษย์เสาะแสวงหาพระเจ้า หรือทางหลุดพ้น แต่ศาสนาคริสต์วาดภาพให้เห็นพระเจ้าเป็นผู้ค้นหา        พระธรรมปฐมกาล บันทึกว่า “อาดัม..เจ้าอยูไหน?”  ต่อมาพระเจ้ามองหาคาอินแล้วทรงตรัสถามเขาว่า “อาแบลน้องชายของเจ้าอยู่ไหน?” พระเจ้าทรงตรัสกับผู้เผยพระวจนะ เอลียาห์ ว่า “เอลียาห์เอ๋ย เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่?”  ศักเคียสชายร่างเตี้ยอยากจะเห็นพระเยซู    ไม่สามารถเบียดฝูงชน เข้าใกล้เส้นทางที่พระเยซูจะเดินผ่านได้  จึงปีนต้นมะเดื่อ รอเวลาที่พระเยซูจะดำเนินมา เมื่อพระเยซูทรงเสด็จมาถึง ทรงมองขึ้นไป และทราบความปรารถนาในใจของ ศักเคียส จึงทรงตรัสว่า “ศักเคียสเอ๋ย จงรีบลงมา เพราะเราจะต้องพักอยู่ที่ตึกของท่านในวันนี้” (ลูกา 19:5) คุณเคยมีประสบการณ์พระเจ้าทรงมองหาคุณบ้างไหม?
 2.  ในเรื่องอุปมา เศรษฐี และลาซารัส พระเยซูตรัสว่าแม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นจากความตาย ผู้คนจะไม่ฟังคำพยานของเขาอยู่ดี ในทางใด บ้าง รื่องอุปมานี้ทำนายล่วงหน้าว่า  จะมีคนมากมายไม่เชื่อในการฟื้นพระชนม์ของพระเยซู ยกตัวอย่างเช่น ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ไม่เชื่อ แม้ว่าจะมีพยานบุคคลในสมัยนั้น และข้อพิสูจน์อื่นๆว่า พระเยซูทรงเป็นขึ้นจากความตายแล้ว      
 3.  สิ่งประทับใจมากที่สุดประการหนึ่งในพันธกิจการเผยแผ่ และการรับใช้ของพระเยซูคือ พระองค์ทรงปฏิบัติต่อทุกคนเสมอหน้ากัน ยกตัวอย่างเช่น คนตาบอดขอทาน ศักเคียส นิโคเดมัส และหญิงชาว
สะมาเรีย ไม้กางเขนเป็นสิ่งพิสูจน์ในเรื่องนี้มากกว่าทุกอย่าง ผู้คนทุกเพศ วัย และ ฐานะมีความเท่าเทียมกันในสายพระเนตรของพระเจ้า ความจริงสำคัญนี้  มีอิทธิพลทำให้เราปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไร?


                                       **********************
 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272