Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 > Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง > ThaiSSL 2Q 2015 Chp3:พระเยซูคริสต์คือใคร ? > Thai SSL 2Q 2015 Chp4 > Thai SSL 2Q 2015 Chp5 > Thai SSL 2Q 2015 Chp 6 > Thai SSL 2Q 2015 Ch > > >
.
ThaiSSL2q2015Ch10
.

บทที่  10

                                      ติดตามพระเยซู ในชีวิตประจำวัน

                                                  30 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2015

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :    
ลูกา 11:37-54; ลูกา 12:4-21, 35-53; อาโมส 6:1; ลูกา 8:4 -15; ลูกา 22:24-27.

ข้อควรจำ      “ฝ่ายอัครทูตทูลพระองค์ว่า “ขอพระองค์โปรดให้ความเชื่อของพวกข้าพเจ้ามากยิ่งขึ้น"  (ลูกา 17:5)
               
       พระเยซูทรงเป็นพระบรมครู แต่พระองค์ไม่ทรงก่อตั้งโรงเรียนศาสนศาสตร์ หรือ สำนักปรัชญา พระประสงค์ของพระองค์คือ “เพื่อจะเที่ยวหา และช่วยผู้ที่หลงหายไปนั้นให้รอด” (ลูกา 19:10) พระองค์ทรงเสด็จมาเพื่อสาธิตพระลักษณะนิสัยของพระเจ้า ตัวอย่างดีที่สุดของความรักปรากฎให้เห็นบนไม้กางเขน ที่นั่นพระเยซูแสดงให้คนทั้งปวง และโลกอื่นๆ ที่ยังไม่ล้มลงในความบาปเห็นว่าจริงๆ แล้วพระเจ้ามีน้ำพระทัยอย่างไร และบนไม้กางเขนนั่นเอง พระเยซูทรงได้จ่าย “ค่าจ้างของความบาป” สำหรับความบาปของคนทั้งปวง เพื่อพวกเขาจะรอดได้
       ในการทำเช่นนี้ พระเยซูได้ทรงจัดตั้งชุมชนผู้ได้รับความรอดขึ้น นั่นคือชุมชนที่ประกอบขึ้นจากผู้ยอมรับเอาการสิ้นพระชนม์ไถ่บาปของพระองค์ ซึ่งเท่ากับพวกเขาถูกเลือกให้เป็นตัวอย่าง เพื่อสะท้อนชีวิต และคำสอนของพระองค์
       การเรียกให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนผู้ได้รับความรอด   เป็นการเรียกให้ถวายความจงรักภักดีเต็ม กับผู้ทรงเรียก คือพระเยซูคริสต์ ผู้ถูกเรียกได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระองค์ เป็นสาวกผู้มีวัตถุประสงค์ในชีวิต และสาวกทั้งหลายตระหนักว่า ไม่มีการประกอบกิจใดจะเข้ามาแทนที่ การถวายความซื่อสัตย์ภักดีต่อพระคริสต์ และน้ำพระทัยของพระองค์         

       การเป็นสาวกสมบูรณ์เป็นไปได้วิธีเดียว  คืออัญเชิญให้พระคริสต์เสด็จมาทรงพระชนม์อยู่ในเรา  ซึ่งทรงกำหนดให้เราเชื่อฟังกฏเกณฑ์บางข้อ

วันอาทิตย์   อย่าเป็นเหมือนชาวฟาริสี  (ลูกา 11:37-54)

       มีตัวอย่างมากกว่า 80 ตัวอย่างเกี่ยวกับชาวฟาริสีในพระกิตติคุณทั้งสี่ และ 25 เปอร์เซ็นต์พบได้ในพระกิตติคุณลูกา  ชาวฟาริสีมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก  เกี่ยวการถือบัญญัติเคร่งครัดของพวกเขา  แต่ชาวสะดูสี (Sadducees) เป็นที่รู้จักว่าเป็นพวกมีแนวคิด “หย่อนยาน” (เช่นสอนว่าการเป็นขึ้นจากความตายไม่มี ทูตสวรรค์หรือวิญญาณก็ไม่มี กิจการฯ 23:7,8) สำหรับชาวฟาริสีบ่อยครั้งถือบัญญัติเคร่งตามตัวอักษร (legalists) พวกเขาอ้างว่าเชื่อในพระคุณ แต่ขณะเดียวกันสอนว่าความรอดเป็นมาจากการถือรักษาพระบัญญัติอย่างเคร่งครัด

       อ่าน พระธรรม ลูกา 11:37-54. พระเยซูทรงเตือนเกี่ยวกับอะไร? เราเห็นหลักการเดียวกันนี้แสดงให้เห็นในปัจจุบันอย่างไร? เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ติดตามบางสิ่ง ที่พระเยซูได้ทรงเตือนไว้แล้ว?

        ตัวอย่างที่พระเยซูทรงเตือนพวกฟาริสี พบได้ในพระธรรม ลูกา "แต่วิบัติแก่เจ้า พวกฟาริสี ด้วยว่าพวกเจ้าถวายทศางค์ของสะระแหน่และขมิ้นและผักทุกอย่าง และได้ละเว้นความชอบธรรมและความรักพระเจ้าเสีย สิ่งเหล่านั้นพวกเจ้าควรได้กระทำอยู่แล้ว แต่สิ่งอื่นนั้นก็ไม่ควรละเว้นด้วย ...วิบัติแก่เจ้า พวกฟาริสี ด้วยว่าพวกเจ้าชอบที่นั่งอันมีเกียรติในธรรมศาลา และชอบให้เขาคำนับที่กลางตลาด” (ลูกา 11:42, 43)
       พระเยซูทรงเตือนเช่นกันว่า เหล่าผู้แสดงว่าเชื่อศรัทธาในศาสนา แต่ในใจปฎิบัติศาสนาเพื่อให้ผู้คนยอมรับ ยกย่องและนับถือ กล่าวได้ว่า “ใจยังไม่สะอาด” พวกเขาเป็นอย่างเดียวกับผู้สัมผัสคนตาย (ลูกา 11:44 ; กันดารวิถี 19:16 ด้วย)
       อีกอย่าง พระเยซูทรงประกาศว่า วิบัติแก่ผู้เชี่ยวชาญพระบัญญัติ พวกเขาใช้การศึกษา และประสบการณ์ของพวกเขา เพื่อวางภาระหนักในการถือปฏิบัติศาสนาบนบ่าของคนอื่น พระองค์ทรงตรัสว่า “เพราะพวกเจ้าเอาของหนักที่แบกยากนัก วางบนมนุษย์  แต่ส่วนพวกเจ้าเอง ก็ไม่จับต้องเลยแม้แต่นิ้วเดียว” (ลูกา 11:46)
       สิ่งแปลกที่สุดคือ พวกฟาริสียกย่องนับถือ ผู้เผยพระวจนะผู้ล่วงหลับไปนานแล้ว แต่พวกเขาร่วมกันต่อต้านผู้เผยพระวจนะ  ที่กำลังทำการเพื่อพระเจ้า เหมือนที่พระเยซูได้ทรงตรัส พวกเขาวางแผนจะฆ่าพระบุตรของพระเจ้า...ทั้งๆที่พวกเขาควรจะรับฟังข่าวสารจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นผู้เผยพระวจนะ ผู้สื่อข่าวแห่งความรัก ความเมตตา
       วิบัติสุดท่ายที่พระเยซูยกมากล่าวมีความน่ากลัวยิ่ง  พวกฟาริสีได้รับการมอบสิทธิด้วย “ลูกกุญแจ” สู่อาณาจักรของพระเจ้า แต่พวกเขาล้มเหลวในการทำหน้าที่ พวกเขาไม่ได้ใช้กุญแจอย่างฉลาด ด้วยการเปิดให้ประชากรของพระเจ้าเข้าไปสู่อาณาจักรของพระองค์  แทนที่จะเปิด  แต่พวกเขากลับได้ปิดกั้นประชากรของพระเจ้า ให้อยู่ด้านนอก  ซ้ำร้ายพวกเขาโยนกุญแจนั้นทิ้งไป

วันจันทร์   ยำเกรงพระเจ้า  (ลูกา 12:4 -12)

       พระธรรม ข้อหนึ่งกล่าวว่า  “จงยำเกรงพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์” (วิวรณ์ 14:7) นี่เป็นการประกาศข่าวของทูตสวรรค์องค์แรก ในจำนวนสามองค์ ในพระธรรม วิวรณ์ บทที่ 14 ซึ่งเป็นข่าวสารสำคัญมากสำหรับชีวิตคริสเตียนเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส ความยำเกรงพระเจ้าไม่ได้หมายถึง “ความเกรงกลัว” แต่หมายถึงความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นใคร และพระองค์ทรงยอมรับเราอย่างไร และเหตุใดเราต้องถวายความจงรักภักดีแด่พระองค์ทุกวัน

       อ่าน พระธรรม ลูกา 12:4-12. พระเยซูกำลังตรัสกับเราอย่างไรเกี่ยวกับความกลัว?
 
       ข้อพระคัมภีร์แสดงให้เราเห็นว่าเราไม่ควรกลัวใคร เราไม่ควรกลัวสิ่งใดที่สามารถโจมตีเรา แต่เพียงร่างกายภายนอกในโลกปัจจุบัน แต่เราควรยำเกรงพระเจ้า และเชื่อฟังพระองค์ เพราะในพระหัตถ์ของพระเจ้า มีอนาคตนิรันดร์ พระองค์ทรงห่วงใยเรายิ่งนัก พระคัมภีร์ข้อหนึ่งกล่าวว่า “นกกระจาบห้าตัวเขาขายสองบาทมิใช่หรือ และนกนั้นแม้สักตัวเดียวพระเจ้ามิได้ทรงลืมเลย... ถึงผมของท่านทั้งหลายก็ทรงนับไว้แล้วทุกเส้น อย่ากลัวเลยท่านทั้งหลายก็ประเสริฐกว่านกกระจาบหลายตัว” (ลูกา 12:6,7) กล่าวได้ว่าเราแต่ละคนมีความสำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้า หากเราเชื่อตามนี้จริงๆ ความกลัวในโลกหลายอย่างจะค่อยๆ จางหายไป?
       อ่านพระธรรม ลูกา 12:13-21 พระเยซูทรงกำลังเตือนเราเกี่ยวกับอะไรตรงนี้?
       พระเยซูทรงปฎิเสธจะเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง กับการโต้เถียงกันระหว่างพี่น้องสองคนในเรื่องการแบ่งมรดก แต่พระองค์ชี้ไปยังพระบัญญัติ 10 ประการ (อพยพ 20:17) ซึ่งต่อต้านการมีความอิจฉา และพระองค์ทรงชี้ไปยังความจริงสำคัญตลอดเวลา: ชีวิตของเราไม่ได้ประกอบขึ้นจากสิ่งของต่างๆ (ลูกา 12:15) คนร่ำรวยผู้โง่เขลา อาศัยอยู่ในโลกใบเล็กของเขาเอง  สิ่งอื่นใดไม่มีความสำคัญสำหรับเขา  เราจะต้องระมัดระวังเพียงใดเพื่อจะไม่ตกไปสู่กับดักอันเดียวกัน

       เราทุกคนชื่นชอบสิ่งที่เป็นวัตถุทั้งหลาย แต่คิดดูอีกทีว่า ว่าสิ่งเหล่านั้นสร้างความพึงพอใจให้เราจริงๆ เล็กน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อตรึกตรองถึง
ความสุขที่เราจะได้รับชั่วนิรันดร  ดังนั้นเหตุใดจึงง่ายมากที่เราจะทำผิดพลาด
ในสิ่งพระเยซูได้ทรงเตือนไว้แล้วในเรื่องนี้   พระธรรมลูกา 12
:16-21?

วันอังคาร   จงเตรียมพร้อม และเฝ้าระวัง  (ลูกา 12:35-53)

       “พระคริสต์ทรงเรียกผู้ติดตามพระองค์ทุกยุคสมัยว่า “จงเฝ้าระวังอยู่เสมอ และจงซื่อสัตย์” บัดนี้เรากำลังยืนอยู่ที่ริมขอบของโลกซึ่งจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์ เราจะต้องชูความจริง  ซึ่งเป็นประดุจโคมไฟดวงใหญ่  เรามีงานสำคัญต้องทำ ดังนั้น เราจะต้องเป็นคนยาม และเฝ้าระวังอย่างซื่อสัตย์” จาก หนังสือของ
เอลเลน จี. ไวท์ ใน “Testimonies for the Church, volume 5, pages 460, 461

       อ่าน พระธรรม ลูกา 12:35-53  และสรุปว่าข้อพระคัมภีร์เหล่านี้มีความ หมายอะไรสำหรับคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณได้เฝ้าคอยมาเป็นเวลานาน เพื่อการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู

       อย่าชะล่าใจ แล้วละความซื่อสัตย์ใดๆ “แต่ถ้าบ่าวนั้นจะคิดในใจว่า 'นายของข้าคงจะมาช้า” (ลูกา 12:45) แล้วจะตั้งต้นโบยตีบ่าวชายหญิงและกินดื่มเมาไป  นายของบ่าวผู้นั้นจะมาในวันที่เขาไม่คิด  ในโมงที่เขาไม่รู้  และจะทำโทษเขาถึงสาหัส ทั้งจะขับไล่เขาให้ไปอยู่กับคนที่ไม่สัตย์ซื่อ” (ลูกา 12:46) ในกรณีคนหนึ่งได้รับเกียรติในการทำงานของพระเจ้าได้ดี อย่างนี้ เขาจะได้รับมอบ หมายให้ทำงาน และรับผิดชอบมากขึ้น และพระเจ้าทรงคาดหวังจากเขามากขึ้นเช่นกัน (ลูกา 12:48)  
       ในสมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าทรงเตือนชนอิสราเอลผู้ปล่อยใจละเลยเช่นกัน “วิบัติแก่ผู้เอกเขนกอยู่ในศิโยน และบรรดาผู้ที่รู้สึกตัวว่าปลอดภัยแล้ว(อาโมส 6:1) ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นว่าพระคริสต์ทรงเตือนสาวกคริสเตียนเกี่ยวกับความเกียจคร้าน ปล่อยตัวปล่อยใจสบายๆ อัครทูตเปาโลอธิบายว่าชีวิตคริสเตียนเป็นเหมือนการเข้าสงครามฝ่ายจิตวิญญาณ (เอเฟซัส 6:12) จุด สำคัญคือ คริสเตียนทุกคนมีส่วนร่วมในการทำสงครามระหว่างพระคริสต์และซาตาน และไม้กางเขนเป็นเส้นแบ่งเขตชัดเจน ซึ่งบอกให้ทราบว่า  ความเชื่ออย่างต่อเนื่อง ในพระคริสต์แห่งไม้กางเขน สามารถจะเป็นฝ่ายชนะในการสงครามครั้งสุดท้ายได้

       พระเยซูทรงตรัสผ่านเรื่องอุปมาตอนนี้ว่า  “ผู้ใดได้รับมากจะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมากและผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก” (ลูกา 12:48)  พระคัมภีร์ข้อนี้ มีความหมายอะไรต่อเรา ในฐานะเป็นเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสคนหนึ่ง?

วันพุธ    จงเป็นพยานซื่อสัตย์   (ลูกา 8:4-15)  

       พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้มาประชุมกันก่อนโลกนี้ได้อุบัติขึ้น (เอเฟซัส 1:4) ทรงร่วมพัฒนาแผนการแห่งความรอด แม้แต่ก่อนมนุษย์คนแรกได้ถูกสร้างขึ้น  และล้มลงในความบาป  พระเจ้าได้ทรงวางแผนการไว้รองรับ  เพื่อจะช่วยโลกให้รอด  แผนการที่ว่านี้  มีไม้กางเขนเป็นศูนย์กลาง และข่าวดีของไม้กางเขนจะต้องบอกต่อๆ กันให้แก่มนุษย์ทุกคนในโลก นี่คือความรับผิดชอบพระเจ้าทรงมอบไว้กับคริสเตียนทุกคน
      พระเยซูทรงบัญชาอัครทูต และสาวกทั้งปวงว่า “แต่ท่านทั้งหลาย จะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการฯ 1:8) พระบัญชาสุดท้ายของพระเยซู แสดงให้เห็นความสำคัญ ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเน้นให้ผู้ติดตาม ทำหน้าที่  ด้วยการเป็นพยานเพื่อพระองค์

        มีบทเรียนการเป็นพยานอะไรที่คริสเตียนต้องเรียนรู้จากคำอุปมาเรื่องผู้หว่านเมล็ดพืช และพื้นดิน?  ลูกา 8:4-15   อะไร และเมื่อไรผู้ที่ออกไปเป็นพยานจะได้รับรางวัลจากพระคริสต์? ลูกา 18:24-30  มีบทเรียนอะไร ที่เราสามารถเรียนรูได้จากเรื่องเงินเหรีนญ “มินา” (ลูกา 19:11-27) ซึ่งสอนเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบในการเป็นพยาน?

       ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้แต่ละข้อ, และอื่นๆ, ได้บอกถึง อันตราย, ความรับผิดชอบ และรางวัลของการเป็นพยาน และความเชื่อ เราได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเรื่องหนักหน่วง แต่เมื่อเราคิดถึงการที่พระเยซูทรงถวายพระองค์เป็นเครื่องบูชาไถ่บาปเพื่อเรา เมื่อเปรียบเทียบแล้ว สิ่งที่พระองค์ขอให้เราทำเป็นสิ่งเล็กน้อยเพียงใด?

วันพฤหัสบดี   จงเป็นหัวหน้าผู้รับใช้   (ลูกา 22:24-27)       

       อ่าน พระธรรม ลูกา 22:24-27. แม้ว่าเหล่าอัครทูตจะเตรียมความพร้อมสำหรับอาหารค่ำมื้อสุดท้าย (the Last Supper)  พวกเขายังถกเถียงกันว่า ใครในพวกเขาจะได้เป็นใหญ่ที่สุด ในอาณาจักรของพระเจ้า   พระเยซูจัดการกับความโง่เขลาของพวกเขาอย่างไร? และอะไรคือสิ่งที่แตกต่างกันมากในคำตอบของพระองค์?

       พระเยซูทรงตรัสว่า “แต่พวกท่านจะหาเป็นอย่างนั้นไม่ ผู้ใดในพวกท่านที่เป็นใหญ่ที่สุด ให้ผู้นั้นเป็นเหมือนผู้เยาว์ที่สุด และผู้ใดเป็นนายให้ผู้นั้นเป็นเหมือนคนรับใช้” (ลูกา 22:26) ในคำตอบของพระคริสต์  องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งจักรวาลเปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการเป็นผู้นำ “ด้วยว่าใครเป็นใหญ่กว่า ผู้ที่นั่งโต๊ะหรือผู้เดินโต๊ะ ผู้ที่นั่งโต๊ะมิใช่หรือ แต่ว่าเราอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลายเหมือนผู้รับใช้...ฝ่ายท่านทั้งหลายเป็นคนที่ได้อยู่กับเรา ในเวลาที่เราถูกทดลอง” (ลูกา 22:26-28)
       พระเยซูทรงพรรณนาการเป็นผู้รับใช้ และการปฎิเสธตนเอง ถือเป็นพื้นฐานแนวทางในการเป็นผู้นำของพระองค์  ในลักษณะนี้  พระองค์ทรงแนะนำหลักการใหม่สำหรับความสัมพันธ์ของมนุษย์: ความสำเร็จสมจริงไม่ได้มาจากอำนาจ  แต่จากการรับใช้  การเป็นผู้นำได้รับสิทธิ์บริหารจัดการ แต่ไม่ใช่ได้มาจากอำนาจ  แต่จากการเป็นผู้รับใช้  การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มด้วยการนั่งบัลลังก์  แต่ที่ไม้กางเขน ที่จะมีชีวิตอยู่คือต้องตายก่อน  พระคริสต์ตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าเมล็ดข้าวไม่ได้ตกลงไปในดิน และเปื่อยเน่าไป ก็คงอยู่เป็นเมล็ดเดียว แต่ถ้าเน่าเปลื่อยไปแล้ว ก็จะงอกขึ้นเกิดผลมาก” (ยอห์น 12:24)
       ใน พระธรรม ลูกา 9:46-48. บางสิ่งอุบัติขึ้นเกือบเหมือนกันท่ามกลางเหล่าสาวกเกี่ยวกับว่าใครจะได้เป็นใหญ่สุด หลักการของโลกยังคงฝังแน่นในจิตใจของเหล่าสาวก
       คำตอบของพระเยซูตรงเข้าไปสู่ใจกลางของปัญหา ที่ปะทุขึ้น ซึ่งกลายเป็นจุดหนึ่งที่ยากสุด และท้าทายที่สุดในชีวิตคริสเตียน ในคำตรัสของพระเยซู โดย เฉพาะอย่างยิ่งส่วนที่เกี่ยวกับ “ผู้เล็กน้อยที่สุดท่ามกลางพวกเท่าน” (ข้อ 48)แสดงให้เห็นว่า  แตกต่างจากกฎเกณฑ์ของโลกอย่างไร?

       เมื่อหลักการต่างๆ ของโลกมีความแตกต่างจากสิ่งที่พระเยซูได้สอน แบบอยู่กันคนละขั้ว  ดังนั้น  เราจะอยู่รอดอย่างไร  ถ้าเราใช้หลักการของพระเยซู ในชีวิตประจำวันของเรา?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม:  

       “ใครกำหัวใจของเราไว้? ความคิดของเราผูกพันอยู่กับใคร? เรารักที่จะพูดถึงใคร? เราให้ความสนใจใคร? ใครป้อนพลังให้กับเรา?   ถ้าเราเป็นของพระคริสต์  ความคิดของเราจะตกผลึกกับพระองค์  และความคิดหวานชื่นที่สุด จะเป็นการคิดคำนึงถึงพระองค์  สิ่งทั้งหมดที่เรามี  จะถูกมอบถวายแด่พระองค์ เราปรารถนาจะเลียนแบบพระลักษณะนิสัยของพระองค์  เราจะหายใจเข้าออกด้วยวิญญาณ (spirit) ของพระองค์  ทำทุกสิ่งตามน้ำพระทัยของพระองค์  และทำทุกสิ่งให้เป็นที่พอพระทัยของพระองค์”  จาก หนังสือ ของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “สันติวิถี”  หน้า  58.

คำถามเพื่อการอภิปราย
 
1.  พระเยซูทรงเรียกชาวนาผู้มั่งคั่ง และประสบความสำเร็จว่าเป็นเศรษฐีโง่ (ลูกา 2:20) คนหนึ่งอาจไม่ร่ำรวย หรือไม่ค่อยประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้ถูกเรียกว่าเป็นคนโง่  (ในสายพระเนตรของพระเจ้า) แล้วอะไรทำให้คนหนึ่งเป็นคนโง่ในสายพระเนตรของพระเจ้า?
 2.  ในโบสถ์ของเราบางแห่งเราเห็นคนสองกลุ่ม:  กลุ่มแรกเป็นกลุ่มผู้มีการศึกษาดี มีงานอาชีพใช้สมองและความชำนาญ เช่นแพทย์ เภสัชกร วิศวกร อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย นักธุรกิจ ข้าราชการระดับหัวหน้า หรือหัวหน้าชุมชน (professionals groups) ฯลฯ พวกเขาทั้งหมดได้รับการนับถือ กลุ่มที่สอง  เป็นกลุ่มมีอาชีพรับจ้าง ลูกจ้าง ส่วนใหญ่ใช้กำลังกาย ใช้มือ ในการทำงาน หรือค้าขายขนาดเล็ก เรียกว่าเป็นคนระดับล่าง พวกเขาค่อนข้างเงียบ ไม่มีใครเห็นความสำคัญ จะไปจะมาไม่ค่อยมีใครสังเกต คุณสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อทำให้กลุ่มที่สองรู้สึกว่าพวกเขามีคุณค่า และมีความสำคัญในสายพระเนตรของพระเจ้าเท่าเทียมกับกลุ่มแรก?
3.  เป็นการง่ายที่จะวิพากษ์วิจารณ์พวกฟาริสี ในแง่ที่พวกเขาบิดเบือนข้อเชื่อ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า  เราจะไม่ตกอยู่ในอันตรายของการทำผิดคล้ายกัน? เราจะยืนหยัดมั่นคงในสิ่งที่ถูก และยอมจ่ายราคา ที่เราต้องยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกเพียงใด โดยไม่ต้องกลายเป็นเหมือนพวกฟาริสี?  และเราจะตัดสินใจว่าอะไรเป็นสิ่งถูก และอะไร เป็นสิ่งมีคุณค่า แทนที่จะโต้แย้ง หรือทะเลาะกันใน ประ เด็นไม่ใช่เรื่องสำคัญ? 

    
                                             ********************


 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272