Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 > Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง > ThaiSSL 2Q 2015 Chp3:พระเยซูคริสต์คือใคร ? > Thai SSL 2Q 2015 Chp4 > Thai SSL 2Q 2015 Chp5 > Thai SSL 2Q 2015 Chp 6 > Thai SSL 2Q 2015 Ch > > > > >
.
thaiSSL2QCh12
.


บทที่ 12               พระเยซูในกรุงเยรูซาเล็ม
                             13 - 19 มิถุนายน 2015

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ : ลูกา 19:28-40 ; เศคาริยาห์ 9:9 ; ลูกา 19:45-48 ; มัทธิว 21:12-17 ; ลูกา 20:9-26.

 

ข้อควรจำ “ครั้นพระองค์เสด็จมาใกล้เห็นกรุงแล้ว ก็กันแสงสงสารกรุงนั้น" (ลูกา 19:41)



สัปดาห์สุดท้ายของพระเยซู ทรงใช้ชีวิต ณ กรุงเยรูซาเล็ม ระหว่างสัปดาห์นั้นมีเหตุกาณ์เขย่าโลกบังเกิดขึ้นด้วย : 1) การเสด็จเข้าไปอย่างผู้มีชัย 2) พระเยซูกันแสงสงสารมหานครแห่งนี้ ซึ่งไม่ใส่ใจว่ากำลังจะมีอะไรเกิดขึ้น 3) การชำระพระวิหารให้บริสุทธิ์ 4) เหล่าผู้นำร่วมกันต่อต้าน ทั้งวางแผนลับจะกำจัดพระองค์ 5) อารมณ์รุนแรงเกิดขึ้นช่วง “อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซูกับอัครทูตทั้งสิบสอง” (the Last Supper) และความปวดร้าวสุดทน ณ สวนเกทเสมนี 6) การเยาะเย้ย และการสืบสวนสอบสวน 7) การตรึงพระเยซูบนกางเขน และในที่สุด 8) การฟื้นพระชนม์ ...ไม่มีชาวเมืองใดเคยได้เห็น และจะไม่มีหลังจากนี้ ที่ประวัติศาสตร์จะบันทึกวิกฤติการณ์ขั้นบันได ของสิ่งที่ได้บังเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียว ณ ช่วงนี้ “การสงครามต่อสู้ขัดแย้งยิ่งใหญ่ ระหว่างความดี และความชั่วพุ่งขึ้นสู่ระดับสูง ไม่มีใครนอกจากพระเยซูองค์เดียวอาจเข้าใจในความสำคัญที่กำลังเกิดขึ้น
พระเยซูทรงผ่านกรุงเยรูซาเล็มหลายครั้งในชีวิตของพระองค์ พระกิตติคุณทั้งสี่บันทึกว่า 1) บิดามารดานำพระกุมารเยซูไปที่พระวิหาร 2) การถาม และตอบคำถามของพระเยซูกับพวกอาจารย์ในพระวิหาร เมื่อพระเยซูอายุได้ 12พรรษา 3) ผู้ทำการทดลอง, ซาตานนำพระยูไปยังจุดสูงสุดของพระวิหาร..และบัดนี้เป็นสัปดาห์ปิดฉากพันธกิจ และศาสนบริการในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นจุดผู้เขียนพระกิตติคุณทั้งสี่ให้ความสนใจเป็นพิเศษ
____________________________________________________________________________

วันอาทิตย์ การเสด็จไปในกรุงเยรูซาเล็มอย่างผู้มีชัยชนะ (ลูกา 19: 28-40)

พระเยซูทรงเสด็จมาบังเกิดที่เมืองเบธเลเฮม ทรงเจริญวัยขึ้นในเมืองนาซาเร็ธ ทรงสั่งสอน เทศนา และรักษาโรคให้กับประชาชนทั่วแคว้นกาลิลี สะมาเรีย ยูเดีย และ เปเรีย (Perea) ในช่วงใกล้ปิดฉากพันธกิจของพระองค์ พระกิตติคุณ ลูกาบันทึกว่า “ครั้นจวนเวลาที่พระองค์จะถูกรับขึ้นไป พระองค์ทรงตั้งพระทัยแน่วไปยังกรุงเยซูซาเล็ม” (ลูกา 9:51) การเสด็จเข้าไปยังกรุงเยรูซาเล็มเป็นการเริ่มต้นสัปดาห์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์โลก สัปดาห์นั้นเริ่มด้วยการทรงหลังลา เสด็จเข้าไปดุจกษัตริย์เสด็จเข้าไปในนครหลวง และในเวลานี่เองพระเยซูทรงมองเห็นการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์

อ่านพระธรรมลูกา 19:28-40. จินตนาการถึงความตื่นเต้นของเหล่าอัครทูต และสาวก พวกเขาคงพากันคิดว่า “แน่นอน” นี่เป็นเวลาพระเยซูจะยินยอมให้ประชาชน ประกาศยกพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ ขึ้นนั่งบัลลังก์ของกษัตริย์ดาวิดในกรุงเยรูซาเล็ม มีบทเรียนสำคัญอะไรเกี่ยวกับการ “คาดหวังอย่างผิดๆ” ที่เราอาจเรียนรู้ได้จากเรื่องนี้?

เมื่อพระเยซูทรงบังเกิด นักปราชญ์จากตะวันออกเดินทางมายังกรุงเยรูซาเล็ม และถามว่า “กุมารผู้ที่มาบังเกิดเป็นกษัตริย์ของชนชาติยิวนั้นอยู่ที่ไหน เราได้เห็นดาวของท่านปรากฎ เราจึงมาหวังจะนมัสการท่าน” (ลูกา 2:2) และบัดนี้เพียงไม่กี่วันก่อนไม้กางเขน เหล่าสาวกของพระองค์ และฝูงชนที่มากันเต็มกรุงเยรูซาเล็ม “เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้จุดซึ่งจะลงไปจากภูเขามะกอกเทศแล้ว เหล่าสาวกทุกคนมีความเปรมปรีดิ์ เพราะบรรดาราชกิจอันยิ่งใหญ่ ซึ่งพวกเขาได้เห็นนั้น จึงเริ่มสรรเสริญพระเจ้าเสียงดังว่า “ขอให้พระมหากษัตริย์ผู้ที่เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป้นเจ้า ทรงพระเจริญ จงมีสันติสุขในสวรรค์ และพระสิริในที่สูงสุด” (ลูกา 19: 37, 38)
ฉากอัศจรรย์ในกรุงเยรูซาเล็ม ก็สำเร็จสมจริงตามคำพยากรณ์ซึ่งกล่าวว่า “ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ยจงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มทเอ๋ย จงโห่ร้องดูเถิด กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความยุติธรรม และความรอดพระองค์ทรงอ่อนสุภาพ และทรงลา ทรงลูกลา” (เศคาริยาห์ 9:9)
ทั้งหมดได้เป็นไป สอดคล้องกับแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า แต่จิตใจของเหล่าอัครทูต และสาวกทั้งหลายของพระเยซูต่างรู้สึกตื่นเต้นโดยธรรมเนียมประเพณี, คำสั่งสอน ความคาดฝัน และวัฒนธรรมสำหรับเวลาของพวกเขาเองจน ทำให้พวกเขาทั้งหลายลืมคำเตือนของพระอาจารย์โดยสิ้นเชิงเกี่ยวกับสิ่งจะเกิดขึ้น ว่าทั้งหมดหมายความอย่างไร

พระคริสต์ทรงได้ตรัสกับพวกเขา แต่พวกเขาไม่ฟัง หรือพวกเขาได้ฟัง แต่สิ่งที่ พระองค์ตรัส มันแย้งความคาดหวังของพวกเขามากเกินไป และความคาดหวังนั้นได้ปิดกัน สิ่งที่พระองค์ทรงตรัสไว้ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ทำในสิ่งเดียวกัน เมื่อมาถึงเรื่องความจริงในพระคัมภีร์?
___________________________________________________________________________

วันจันทร์ เยรูซาเล็ม: การชำระพระวิหาร (ลูกา 19:46)

พระธรรม ข้อหนึ่งกล่าวว่า “มีพระวจนะเขียนไว้ว่า พระนิเวศของเราควรจะเป็นนิเวศอธิษฐาน แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็นถ้ำของพวกโจร” (ลูกา 19:46)
ก่อนพระเยซูทรงเสด็จเข้าสู่เยรูซาเล็มอย่างผู้มีชัย พระองค์ร้องไห้สงสารผู้คน และตัวกรุงเยรูซาเล็มเอง แต่หลังจากที่พระองค์ได้เสด็จเข้าไปในนครแห่งนี้แล้ว สิ่งแรกที่พระองค์ทำคือตรงไปยังพระวิหาร

อ่าน พระธรรม ลูกา 19:45-48 ; มัทธิว 21:12-17 ; มาระโก 11:15 -19. มีบทเรียนสำคัญอะไรเราอาจเรียนรู้จากสิ่งพระเยซูได้ทำ? เรื่องเหล่านี้ควรพูดกับเราในฐานะเป็นสมาชิกของกลุ่ม ที่ทำงานเกือบเหมือนกับกลุ่มในพระวิหาร? อ่าน พระธรรม เอเฟซัส 2:21. ด้วย

พระกิตติคุณทั้งสี่ต่างพูดถึงการชำระพระวิหาร ท่านยอห์นพูดถึงการชำระพระวิหารครั้งแรก (ยอห์น 2:13-25) ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างพระเยซูเดินทางไปยังพระวิหารในเทศกาลปัสกาในปี ค.. 28 แต่ท่านอื่นๆ กล่าวถึงการชำระพระวิหารครั้งที่สองในตอนจบพันธกิจ และศาสนบริการของพระเยซู ในปี ค.. 31 การชำระพระวิหารทั้งสองครั้ง แสดงให้เห็นว่าพระคริสต์ทรงใส่พระทัยในความบริสุทธิ์ของพระวิหาร และพิธีกรรมต่างๆ ทั้งนี้สาธิตให้เห็นด้วยว่าพันธกิจของพระองค์ และสิทธิอำนาจของพระเมสสิยาห์คืออย่างไร
ปฎิบัติการของพระเยซูเรื่องการชำระพระวิหาร เกิดขึ้นระหว่างการเสด็จเยี่ยมครั้งที่สอง ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ก่อนการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ประเด็นนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญ: พระเยซูทรงทราบแล้วว่าอีกไม่นานพระองค์จะถวายพระองค์เป็นเครื่องถวายบูชา และพิธีกรรมต่างๆ ก็จะสิ้นสุดลง (ลูกแกะตัวจริงได้มาตายไถ่บาปแล้ว) แน่นอนชาวยิวที่ไม่เชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นลูกแกะตัวจริงของพระเจ้า พวกเขาจะดำเนินพิธีกรรมในพระวิหารต่ออีกประมาณ 40 ปี จนถึงในปี ค.. 70 เมื่อกรุงเยรูซาเล็มและพระวิหารถูกทำลายลง พิธีกรรมถวายบูชาจะสิ้นสุดไปโดยปริยาย
เรื่องนี้พระเยซูไม่ทรงประทานคำตอบให้เรา แต่ที่น่าเป็นไปได้เพราะว่า พระวิหารยังคงเป็นพระนิเวศ (บ้าน) ของพระเจ้า เหตุผลมีน้ำหนักที่สุดคือ พระเยซูกำลังจะถวายบูชาพระองค์เป็นเครื่องไถ่บาปของมนุษย์ พระวิหารยังเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อช่วยชาวยิวทั้งหลายให้เข้าใจว่า พระเยซูเป็นใคร และการสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนแท้จริงมีความหมายอย่างไร นอกจากนี้พระวิหารยังอาจช่วยแสดงให้เห็น “แผนแม่บทแห่งความรอด” ซึ่งจะมีคนอีกจำนวนมากได้เข้าใจว่าพระเยซูคือ “พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์ ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่แรกทรงสร้างโลก” (วิวรณ์ 13:8)
___________________________________________________________________________

วันอังคาร ผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ (ลูกา 20:9-19)

เรื่องอุปมาผู้เช่าสวนองุ่นที่ชั่วร้าย (ลูกา 20:9-19) ให้บทเรียนในประวัติ ศาสตร์เพื่อช่วยประชากรของพระเจ้า ศูนย์กลางของเรื่องนี้คือพระเจ้า ผู้ซึ่งมีความรักต่อเนื่องสำหรับคนบาปผู้อ่อนแอ เรื่องนี้เกี่ยวกับผู้นำชาวยิวในสมัยพระเยซูโดยตรง และผู้นำเหล่านั้นทราบเต็มประตู ท่านลูกาบันทึกว่า “ฝ่ายพวกธรรมาจารย์ และพวกมหาปุโรหิตรู้อยู่ว่า พระองค์ได้ตรัสคำอุปมานั้น กระทบพวกเขาเอง” (ลูกา 20:19) ขณะเดียวกันเป็นบทเรียนสอนคนทั้งปวงโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา กล่าวคือสำหรับผู้คนทุกรุ่นอายุ ทุกคริตจักร และทุกคนที่พระเจ้าทรงรัก และไว้วางพระทัย ซึ่งพระองค์คาดหวังให้พวกเขาถวายความจงรักภักดีเป็นการตอบแทน ปัจจุบันเราทั้งหลายเป็น “ผู้เช่าสวนองุ่นรุ่นใหม่” ซึ่งเราสามารถเรียนบทเรียนจากเรื่องอุปมานี้ซึ่งเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของชนชาวยิว ขณะที่เราทั้งหลายเป็นชาวยิวฝ่ายจิตวิญญาณ

อ่านพระธรรม ลูกา 20:9-19 มีหลักการสำคัญอะไรสอนตรงนี้ ซึ่งมีความหมายสำหรับเรา ถ้าเราทำข้อผิดพลาดอย่างเดียวกับผู้เช่าสวนองุ่นในเรื่องอุปมา?

แทนที่ผู้เช่าสวนองุ่นจะจ่ายค่าเช่าด้วยผลแห่งความรัก และความบริสุทธิ์ แต่คนงานในสวนองุ่นทำให้พระองค์ผิดหวัง พระเจ้าในฐานะเป็นเจ้าของสวนองุ่น ได้ส่งผู้รับใช้ คนแล้วคนเล่าไปเตือน ตรงนี้คือพระองค์ได้ส่งผู้เผยพระวจนะคนแล้วคนเล่า ไปเตือนชนอิสราเอล (เยเรมีย์ 35:15) พระเจ้าทรงซื่อสัตย์ในความรักของพระองค์ ทรงเชิญชวน และนำพวกเขากลับมา แบกความรับผิดชอบ เป็นผู้อารักขาทรัพย์สิน (stewarship) ของพระองค์ แต่เหล่าผู้เผยพระวจนะได้กลายเป็น “เหยื่อ” พวกเขาส่วนใหญ่ได้รับการปฎิบัติด้วย การปฎิเสธที่จะรับฟัง ถูกข่ม ถูกจับ แม้แต่ถูกทำร้าย จากประชากรของพระเจ้าเอง พระเยซูทรงตรัสกับพวกฟาริสี ซึ่งนัยหนึ่งเป็นตัวแทนชนอิสราเอลทั้งปวงว่า “มีใครบ้างในพวกผู้เผยพระวจนะ ซึ่งบรรพบุรุษของท่านมิได้ข่มเหง และพวกเขาได้ฆ่าบรรดาคนที่พยากรณ์ถึงการเสด็จกลับมาขององค์ผู้ชอบธรรม บัดนี้ท่านทั้งหลายได้อายัดพระองค์ไว้ และฆ่าเสีย” (กิจการฯ 7:52)
ประวัติศาสตร์ของพระเจ้าเป็นเรื่อง “ความรัก” เรื่องยาว ที่น่าเศร้าคือชนอิสราเอลใจแข็งกระด้าง เงยหน้าสั่นศีรษะปฎิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อย่างไรก็ดี พระสิริของพระเจ้าจะประสบผลงดงามตอนจบ เหมือนกับการฟื้นพระชนม์จะต้องมาหลังไม้กางเขน ก้อนศิลา (พระคริสต์) ที่ชนอิสราเอลทิ้งไปได้กลายเป็นศิลาหัวมุม (เป็นศีรษะ) ของพระวิหารซึ่งจะเป็นพระนิเวศแห่งอาณาจักรของพระจ้า สถานที่ ที่ผู้ได้รับความรอดทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน เป็นคนยิว หรือชนต่างชาติทั้งหลาย ซึ่งชาวยิวเรียกว่าเป็น “เจนไทล์” (gentile -สำหรับชาวยิว คนทุกชาติ ที่ไม่ใช่ยิว ล้วนเป็นชาวต่างชาติ) โดยไม่แยกว่าเป็นชายหรือเป็นหญิง จะดำรงชีวิต “เป็นหนึ่งในพระคริสต์” ทั้งหมด

ปัจจุบันเราอาจไม่มีผู้เผยพระวจนะอยู่ท่ามกลางพวกเรา เพื่อให้เรากลั่นแกล้ง เยาะเย้ย ไม่เชื่อฟัง หรือแม้ทำร้ายเอา แต่เราอาจปฏิเสธผู้สื่อข่าวของพระเจ้า เหมือนชนอิสราเอลสมัยโบราณ แล้วเราจะสามารถแน่ใจได้อย่างไรว่า เราผู้ได้ถูกเรียกให้ “ถวายผลจากสวนองุ่น” จะไม่หันหลังให้ผู้สื่อข่าวเหล่านี้ และข่าวสารของพวกเขาทั้งหลาย?
___________________________________________________________________________

วันพุธ พระเจ้า และ ซีซาร์ (จักรพรรดิ์อาณาจักรโรมัน) (ลูกา 20:20-26)

อ่าน พระธรรม ลูกา 20:20-26 เราเรียนรู้จากที่พระเยซูทรงสอนตรงนี้ และใช้ในสถานการณ์ชีวิตของเรา ในประเทศไหนก็ตามที่เราอาศัยอยู่อย่างไร?

ในสมัยของพระเยซู คนเก็บภาษีได้รับการแต่ตั้งจากรัฐบาลโรมัน เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีใครชอบ เรื่องเงินภาษีเป็นประเด็นละเอียดอ่อน พวกฟาริสีซึ่งเป็นผู้นำศาสนา ส่งคนสอดแนม ไปถามพระเยซูว่า เป็นการถูกต้องไหมจะเสียภาษีโดยตั้งคำถามเช่นนี้พวกเขามีอะไรซ่อนอยู่ในใจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพระเยซูทรงตอบว่าเป็นการถูกต้องจะเสียภาษี คำตอบนี้แสดงว่าพระเยซูอยู่ฝ่ายรัฐบาลโรมัน เท่ากับต่อต้านความรู้สึกของชาวยิวทั้งปวง หากพระเยซูทรงตอบว่า ไม่ต้องเสียภาษี ก็จะกล่าวหาว่าพระเยซูทรงเป็นผู้นำชาวยิวแข็งข้อกับรัฐบาลโรมัน ซึ่งเท่ากับการเป็นกบฎ พวกเขาหวังว่ากับดักที่วางไว้จะได้ผล เพราะไม่ว่าพระเยซูจะตอบอย่างไรก็ไม่อาจหนีพ้นการปรักปรำได้
แต่พระเยซูทรงมองทะลุสิ่งที่อยู่ในใจพวกเขา พระองค์หยิบเหรียญขึ้นมา แล้วตรัสถามว่า “รูปและจารึกนี้เป็นของใคร เขาทูลตอบว่า “ของซีซาร์” แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “ของซีซาร์จงถวายแก่ซีซาร์ และของของพระเจ้าจงถวายแด่พระเจ้า” (ลูกา 20:24, 25)
พระคริสต์ทรงให้คำตอบอย่างซื่อสัตย์ต่อคำถาม....พระองค์ทรงตรัสว่า ประชาชนทั้งหลายมีชีวิตอยู่ ภายใต้การคุ้มครองของรัฐบาลโรมัน พวกเขาควรยอมรับอำนาจ และให้การสนับสนุน สิ่งนี้ควรได้กระทำไปตราบใดที่ไม่มีสิ่งใดขัดแย้งกับหลักการสำคัญของพระเจ้า แต่ขณะดำรงชีวิตไปอย่างสงบ ให้เชื่อฟังกฎหมายของแผ่นดิน ผู้ติดตามพระเจ้าทั้งหลายควรถวายความจงรักภักดีแด่พระเจ้าเป็นสิ่งแรก และตลอดเวลา” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 602.

มีวิธีใดบ้างเราสามารถเป็นประชากรที่ดี ในประเทศที่เราอาศัยอยู่ ขณะในเวลาเดียวกัน จำไว้เสมอว่า ที่แท้แล้ว เราเป็นประชากรของมหาอาณาจักร ที่พระมหานคร “มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้ทรงสร้าง” (ฮีบรู 11:10)
__________________________________________________________________________

วันพฤหัสบดี อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู และเหล่าอัครทูต (ลูกา 22:13-20)

อ่าน พระธรรม ลูกา 22:13-20. เหตุใดจึงสำคัญที่ “อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู และอัครทูต” จัดขึ้นในช่วงเทศกาลปัสกา?

พระเยซูทรงเชื่อมต่อ “อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู และอัครทูต” เข้ากับจังหวะเวลาของเทศกาลเลี้ยงฉลองปัสกา การสถาปนาปัสกาแสดงให้เห็นความอ่อนแอของมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นไปไม่ได้ ที่ชนอิสราเอล โดยลำพังเขาเอง จะปลดปล่อยพวกเขาจากการเป็นทาสในอียิปต์ได้ ในทำนองเดียวกัน เราไม่สามารถช่วยตัวเราจากผลลัพธ์ของความบาป เสรีภาพมาจากพระเจ้า ประหนึ่งของขวัญจากความรัก และพระคุณของพระองค์ เป็นบทเรียนที่ชนอิสราเอลต้องสอนลูกหลานของพวกเขา จากคนรุ่นอายุหนึ่งสู่คนอีกรุ่นอายุหนึ่ง (อพยพ 12:26, 27)

อาหารค่ำมื้อสุดท้ายของพระเยซู กับเหล่าอัครทูต” (The Lord Supper) ปัจจุบันคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสเรียกชื่อเหตุการณ์นี้ ในภาษาไทยว่า “พิธีมหาสนิท” อัครทูตเปาโล โดยการดลใจของพระวิญญาณบริสุทธิ์เขียนไว้ว่า “เพราะว่าเรื่องซึ่งข้าพเจ้าได้มอบไว้กับท่านแล้วนั้น ข้าพเจ้าได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า คือในคืนที่เขาอายัดพระเยซูเจ้านั้น พระองค์ทรงหยิบขนมปัง ครั้นขอบพระคุณแล้วจึงทรงหัก แล้วตรัสว่า “นี่เป็นกายของเรา ซึ่งให้แก่ท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา” (1 โครินธ์ 11:23, 24) และในพระวจนะอีกข้อหนึ่ง อัครทูตมัทธิวได้บันทึกพระบัญชาของพระเยซูไว้ว่า “ด้วยว่านี่เป็นโลหิตของเรา อันเป็นโลหิตแห่งพันธสัญญา ซึ่งต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก” (มัทธิว 26:28) การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นวิธีเดียวของพระเจ้า เพื่อจะช่วยเราทั้งหลายจากความบาป โดยการร่วมในพิธีมหาสนิทเราจะระลึกว่า การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นของประทานจากสวรรค์ เพื่อความรอดของเรา พระเยซูทรงอวยพระพรให้พิธีมหาสนิท และทรงบัญชาให้ผู้เชื่อทั้งหลาย ถือปฏิบัติจนกว่าวันพระองค์จะเสด็จกลับมา
พระเยซูทรงสอนว่า พระโลหิตของพระองค์จะต้องหลั่งออกเพื่อยกบาปโทษคนเป็นอันมาก ทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่ระลึกถึงต่อเนื่องไปจนวันปิดฉากประวัติศาสตร์โลก การไม่ยอมรับคำสอนนี้ และเลือกทำในสิ่งอื่นใดเพื่อความรอด คือการปฏิเสธพระเจ้า และวิธีการที่ทรงเลือกไว้แล้วสำหรับความรอด
บทเรียนสำคัญสองประการ (ในบทเรียนจำนวนมาก) ปรากฎเด่นขึ้นคือ
1) “พระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อเรา นี่เป็นบทเรียนแรก ที่จะจดจำไว้เมื่อเข้าร่วมพิธี ณ โต๊ะเสวยขององค์พระผู้เป็นเจ้า 2) บทเรียนที่สองคือ เรานั่งรวมเป็นกลุ่มเพราะการสิ้นพระชนม์นั้น ซึ่งได้นำเรามาร่วมสัมพันธ์เป็นหนึ่ง แม้เราจะนั่งบนม้านั่งยาว (bench) หรือเก้าอี้คนละตัว ในภาพรวมเรานั่งในฐานะเป็นกลุ่มผู้ได้รับความรอด และเรากำลังคอยการเสด็จกลับมาขององค์พระผู้เป็นเจ้า จน กว่าจะถึงวันนั้น โต๊ะขององค์พระผู้เป็นเจ้า จะเป็นเครื่องเตือนถึงประวัติความเป็นมา ซึ่งบ่งบอกถึง “ชีวิต” และ “ความหวัง”

พระคริสต์ทรงถวายพระวรกาย และ พระโลหิตของพระองค์เพื่อประทาน “ชีวิตชั่วนิรันดร์แห่งพระสัญญา” แก่คุณ คุณสามารถจะทำให้ความจริงอันอัศจรรย์นี้เป็นเส้นทางของคุณ ที่จะให้ความหวังแก่คุณเสมอไหม?
___________________________________________________________________________

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:


ที่จะรับประทานเนื้อ และดื่มพระโลหิตของพระคริสต์ ก็เท่ากับเราต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนบุคคล โดยการทำเช่นนั้น เราเชื่อว่าพระองค์ทรงประทานอภัยความบาปของเรา และเราถูกชำระเบ็ดเสร็จในพระ องค์ โดยการเพ่งมองไปยังความรักของพระองค์ และคิดใคร่ครวญถึงชีวิต และพันธกิจของพระองค์ เรากลายเป็นหุ้นส่วนในธรรมชาติของพระองค์ อาหารมีความสำคัญเข้าสุ่ร่างกายเราฉันใด พระคริสต์ก็ต้องเข้าสู่ดวงวิญญาณ ของเราฉันนั้น อาหารจะไม่ช่วยเรา หากเราไม่รับประทานอาหารเข้าไปเพื่อบำรุงร่างกาย ซึ่งเป็นชีวิตของเรา พระคริสต์จะต้องเข้าไปในดวงวิญญาณของเรา ในทำนองเดียวกัน พระคริสต์จะไม่มีคุณค่าต่อเรา หากเราไม่รู้จักพระองค์ในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดส่วนตัวของเรา การเพียงรู้จักพระองค์จะไม่เกิดผลดี “เราต้องรับประทาน” พระองค์เข้าไป นั่นคือการต้อนรับพระองค์เข้ามาสู่ดวงใจของเรา ดังนั้นชีวิตของพระองค์จะกลายเป็นชีวิตของเรา ความรัก และพระคุณของพระองค์จะต้องซึมซับเข้าสู่ดวงวิญญาณของเรา” จาก หนังสือ ของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 389.

 

คำถามเพื่อการอภิปราย
 

คิดถึงฉากพระเยซูกำลังชำระพระวิหาร ในทางใดบ้างที่เราสามารถนำเอาความเชื่อ และความบริสุทธิ์ของเรา มาวางบนโต๊ะจำหน่ายสินค้าเหล่านี้? ศาสนาอาจเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์, สนองความทะเยอทะยาน, และแสวงหาตำแหน่งได้อย่างไร? สำคัญยิ่งกว่านั้นในฐานะเป็นโบสถ์ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ตกลงสู่กับดักเหล่านี้?





********************

________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272