Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > 2ndQtr2015 TSSL > index Thai SSL 2ndQtr2015 > Thai SSL 2Q Chap2- บัพติศมา และ การทดลอง > ThaiSSL 2Q 2015 Chp3:พระเยซูคริสต์คือใคร ? > Thai SSL 2Q 2015 Chp4 > Thai SSL 2Q 2015 Chp5 > Thai SSL 2Q 2015 Chp 6 > Thai SSL 2Q 2015 Ch > > > > > >
.
ThaiSSL2Q2015 Ch13
.

บทที่ 13

การถูกตรึงที่กางเขน และการเป็นขึ้นมาใหม่

20 - 26 มิถุนายน 2015

บ่ายวันสะบาโต

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้: ลูกา 3:1-6 ; ลูกา 22:39-46 ;
2
โครินธ 13:8 ; ลูกา 22:53 ; มัทธิว 12:30 ; 1 โครินธ์ 15:14

 

ข้อควรจำ “บุตรมนุษย์จะต้องถูกอายัดไว้ ในมือของคนบาป และต้องถูกตรึงที่กางเขน และวันที่สามจะเป็นขึ้นมาใหม่" (ลูกา 24:7)

นับแต่วัยเด็กพระเยซูทรงทราบว่า พระองค์ได้เสด็จมายังโลกนี้ เพื่อจะทำให้น้ำพระทัยของพระบิดาสำเร็จ (ลูกา 2:41-50) พระองค์ทรงสั่งสอน รักษาโรค และดำเนินศาสนบริการ ด้วยความเชื่อมั่นคงและเชื่อฟังพระบิดา ตอนนี้เวลาได้มาถึงหลังจากได้ฉลอง “อาหารมื้อค่ำกับกับอัครทูต” พระองค์เสด็จไปตามลำพัง ทรงทราบว่าอีกไม่นานพระองค์จะถูก อัครทูตคนหนึ่งทรยศ และอัครทูตอีกคนปฎิเสธ ว่าไม่รู้จักพระองค์ พวกคนบาปจะนำพระองค์ไปไต่สวน และในที่สุดตรึงพระองค์ที่กางเขน และวันที่สามหลังจากที่พระองค์ทรงสิ้น พระชนม์ พระองค์จะทรงได้ชัยชนะเหนือความตาย ด้วยการเป็นขึ้นมาใหม่
ตลอดชีวิตพระเยซูทรงทราบดีว่า พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ในหลายแห่งของพระกิตติคุณทั้งสี่ คำว่า“ต้อง” ถูกใช้ในความสัมพันธ์ระหว่าง “ความเจ็บปวดรวดร้าว” และ “ความตาย” ของพระเยซู (ลูกา 17: 25 ; ลูกา 22 : 37 ; ลูกา 24 : 7 ; มัทธิว 16 : 21 : มาระโก 8: 31 ; มาระโก 9 : 12 ; และ ยอห์น 3:14) พระองค์ “ต้อง” เสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ “ต้อง” ทนทุกข์เจ็บปวด พระองค์ “ต้อง” ถูกปฎิเสธ พระองค์ “ต้อง” ถูกยกขึ้น ฯลฯ ไม่มีสิ่งใดจะหยุดพระบุตรของพระเจ้าจากการเสด็จไปยัง “กลโกธา” (แปลว่ากะโหลกศีรษะ) พระองค์ทรงปฏิเสธ ที่จะยอมรับคำแนะนำของซาตาน ที่ให้หลีกเลี่ยงไม้กางเขน (มัทธิว 16:22, 23) พระองค์เชื่อว่า พระองค์ “ต้อง” ทนทุกข์ทรมานหลายประการ จนถูกประหารชีวิต แต่ในวันที่สามพระองค์จะทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาใหม่ (มัทธิว 16:21) การที่พระเยซูทรงดำเนินไปยังไม้กางเขน ไม่ใช่การเลือก แต่เป็นสิ่งที่พระเยซู “ต้อง” ทำ (ลูกา 24:25, 26 , 46) นี่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งใน “ความลึกลับ” ของพระเจ้า ซึ่งถูกเก็บซ่อนไว้เป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ซึ่งตอนนี้ถูก “เผยออก” ให้กับประชากรขององค์พระผู้เป็นเจ้า (โคโลสี 1:26)

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์ สวนเกทเสมนี: การดิ้นรนต่อสู้กับความกลัว (ลูกา 22: 39-46)

บัดนี้ ในเวลาของพระเจ้า สวนอีกแห่งหนึ่ง คือสวน “เกทเสมนี” (ลูกา 22:39-46) ได้กลายเป็นสนามรบแห่งที่สอง (นับต่อจากสวนเอเดนที่ซาตานล่อลวงอาดัม และเอวา) จะว่าไปทุกพื้นที่บนโลกได้กลายเป็นสนามรบระหว่าง “ความจริง”และ “การโกหก” ระหว่าง “ความชอบธรรม” และ “ความบาป” ระหว่างแผนการแห่งความรอดของพระเจ้า และเป้าหมายของซาตานเพื่อทำลายมนุษย์
ในสวนเอเดน มนุษย์โลกพ่ายแพ้ ต่อความบาปมุ่งสู่ความพินาศอย่างสิ้นเชิง ในสวนเกทเสมนี โลกได้รับประกันชัยชนะไว้แน่นอน ในสวนเอเดนเราได้เห็น “ตนเอง” ทรยศต่อ “พระเจ้า” แต่ที่สวนเกทเสมนี ได้เห็น “ตนเอง” มอบถวายให้กับพระเจ้า และแสดงให้เห็นชัยชนะเหนือความบาป

เปรียบเทียบสิ่งได้เกิดขึ้นในสวนเอเดน (ปฐมกาล 3:1-6) กับสิ่งได้เกิดขึ้นที่สวนเกทเสมนี (ลูกา 22:39-46)มีความแตกต่างใหญ่หลวงอะไรกับสิ่งได้เกิดขึ้นในสวนทั้งสองแห่ง?

สวนเกทเสมนียืนหยัดเพื่อความสำคัญสองประการ: 1) ความจริงที่ว่า ซาตานพยายามนำพระเยซูละทิ้ง “พันธกิจและพระประสงค์ของพระเจ้า” 2) สำหรับความสง่างามของการอธิษฐาน ในการทูลขอพลกำลังจากพระเจ้า เพื่อน้ำพระทัยของพระองค์จะสำเร็จ สวนเกทเสมนีแสดงให้เห็นว่า การสงครามนั้น “แข็งแกร่ง” แต่ “ตัวตน” นั้นอ่อนแอ แต่ชัยชนะเป็นสิ่งแน่นอนสำหรับผู้มีประสบการณ์ในพลกำลัง ซึ่งได้รับจากการอธิษฐาน บทสรุปคำอธิษฐานอันมีชื่อเสียงของพระเยซู ทรงทูลต่อพระบิดาว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์พอพระทัย ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดีอย่าให้เป็นไปตามใจข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เถิด” (ลูกา 22:42)
กองกำลังทั้งหลายของซาตานตั้งประจัญหน้ากับพระเยซู ตลอดจนอัครทูต และสาวกทั้งหลายที่พระเยซูทรงรักมากที่สุด พวกเขาไม่เข้าใจความเจ็บปวดรวดร้าวของพระเยซู ศิษย์คนนั้นที่จูบพระเยซูเพื่อเป็นเครื่องหมายชี้ตัวให้พวกทหารจับพระองค์ เป็นเพียงลมหายใจที่จางหายไป กลุ่มปุโรหิต และยามรักษาพระวิหารหลายคนแทบจะพร้อมใจกันตรูเข้ามาจับพระเยซู แต่พระเยซูทรงแสดงให้เราเห็นว่า การอธิษฐาน และการมอบถวายจิตใจให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดาเป็นเหตุให้พระองค์ทรงได้รับพลกำลังที่ดวงวิญญาณต้องการ เพื่อจะยืนหยัดในช่วงกระแสการทดลองที่ถาโถมเข้ามาดุจพายุ

ครั้งต่อไปเมื่อคุณพบกับการทดลองจนรู้สึกจะยืนหยัดต่อไปไม่ไหว ให้คุณพยายามรับเอาประสบการณ์ อย่างเดียวกับพระเยซูในสวนเกทเสมนี แทนที่จะรับเอาประสบการณ์ของอาดัมและเอวาในสวนเอเดน? อะไรคือสิ่งสำคัญมาก ที่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างประสบการณ์ทั้งสองที่กล่าวถึง?
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

วันจันทร์ ยูดาส อิสคาริโอท (ลูกา 22:3)


ซาตานทำงานหนักมาก เพื่อทำให้อัครทูตทั้งหมด หันไปจากพระเยซู และทรยศต่อพระองค์ อะไรทำให้ซาตานประสบความสำเร็จกับยูดาส อิสคาริโอท (ลูกา 22:3)

ยูดาสเป็นอัตรทูตที่มีศักยภาพมาก เขาควรได้เป็นอัครทูตเปาโลอีกคนหนึ่ง แต่เขากลับเดินผิดทิศทางอย่างสิ้นเชิง ยูดาสควรมีประสบการณ์ของเกทเสมนี แต่ประสบการณ์ของเขาคล้ายมากกับการล้มลงในสวนเอเดน มีความผิดพลาดอะไรเกิดขึ้น?
ยูดาส รั้งเอาวิญญาณชั่ว แห่งความละโมบไว้ในใจ จนกระทั่งมันได้กลาย เป็นเป้าหมายอันทรงพลังในชีวิตของเขา การรักเงินทองมากกว่าได้ทำให้ความรักในพระคริสต์ขาดความสมดุลไป” จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 716.
เมื่อพระเยซูทรงเลี้ยงคน 5,000 คน (นับเฉพาะผู้ชาย) ด้วยขนมปัง 5 ก้อน และ ปลา 2 ตัว (ลูกา 9:10-17) ยูดาสเป็นคนแรกผู้มี “ความเข้าใจ” คุณค่าการอัศจรรย์เพื่อประโยชน์ทางด้านการเมือง เขาจึงเริ่มวางแผนการ “ใช้สถานการณ์บังคับเพื่อสถาปนา พระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์” จากหนังสือของเอลเลน จี. ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 718, 719. แม้พระเยซูทรงบอกอัตรทูตก่อนหน้าแล้วว่า อาณาจักรของพระองค์ไม่ได้อยู่ในโลกนี้ แต่ความโลภทำให้
ยูดาสตามืดบอดไป แต่เมื่อยูดาสได้เห็นชัดแล้วว่า พระเยซูถวายพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อไถ่บาปจริงๆ และแผนการของเขาล้มเหลว ยูดาสรู้สึกท้อแท้ และเสียใจมาก โดยเฉพาะเมื่อยูดาสตั้งความหวังไว้ “สูงส่ง” เมื่อเกิดผิดหวัง
ยูดาสจึงรู้สึกขมขื่นจนทนแบกรับไม่ไหว” จากหนังสือของ เอลเลน จี.ไวท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 719. อีกประการหนึ่งเมื่อพระเยซูไม่ตั้งอาณาจักรของพระองค์ขึ้นบนโลก ยูดาสจึงพลาดจากตำแหน่ง อำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ ที่เขาฝันไว้ แต่สิ่งมีค่าสูงสุด ที่ยูดาสพลาดคือ ชีวิตชั่วนิรันดร์ และ “ที่” บนสวรรค์ที่พระเยซูทรงกำลังเตรียมไว้ให้” (ยอห์น 14:1-3) อันรวมไปถึงพื้นที่ในอาณาจักรชั่วนิรันดร์ (โลกที่ถูกสร้างใหม่) ของพระเจ้าที่จะมาถึงในอนาคตด้วย
ถ้าเราจะศึกษาสิ่งที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของยูดาส เราคงจำได้ ณ โอกาสหนึ่งซีโมนชาวฟาริสี เชิญพระเยซูและเหล่าสาวก ไปรับประทานอาหารที่บ้านของเขา มีหญิงคนหนึ่งนำผอบน้ำหอมราคาแพงมา นางชโลมพระบาทของพระเยซู และเอาผมของเธอเช็ดที่พระบาทของพระองค์ จนทั้งเรือนหอมฟุ้งด้วยกลิ่นน้ำหอมนั้น ยูดาสตำหนิหญิงคนนี้ว่า เป็นการกระทำที่ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (ยอห์น 12:1-8) สิ่งทั้งหมดที่ยูดาสมองเห็นคือเงิน และความรักเงินทองของเขา อยู่เหนือความรักในองค์พระคริสต์ ความปรารถนาเงินทอง และอำนาจนี่เองที่ได้นำยูดาสให้ติดป้ายราคา “ของประทานแห่งสวรรค์” เหมือนเป็นสิ่งไร้ค่า (มัทธิว 26:15) ....และในเวลาต่อมา “ซาตานได้เข้าดลใจกับยูดาส” (ลูกา 22:3) และยูดาสได้สูญเสียดวงวิญญาณของเขาไป

มีสิ่งใดผิดเกี่ยวกับตำแหน่ง อำนาจ หรือเงินทอง เมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ กลายเป็นปัญหา “มีชัยเหนือ” ความซื่อสัตย์จงรักภักดีที่เราควรมีต่อพระเจ้า เหตุใดจึงสำคัญเสมอที่เราจะ ทดสอบตัวเราเองว่าเราไม่ได้กลายเป็นคนหนึ่ง ที่ “หลอกลวงตนเองเหมือนยูดาส?
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอังคาร อยู่ฝ่ายพระองค์ หรือต่อต้านพระองค์ (ลูกา 23:39-43)

ไม้กางเขนเป็น “เครื่องแบ่ง” ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ เป็นเครื่องแบ่งระหว่าง “ผู้เชื่อ” และ “ผู้ไม่เชื่อ” ระหว่างผู้ “เป็นปฎิปักษ์” และ ผู้ “อยู่ฝ่ายพระเยซู” ระหว่าง “ชีวิตชั่วนิรันดร์” และ “ความตาย” ไม่มีมนุษย์คนใดจะยืนอยู่ตรงกลางเกี่ยวกับไม้กางเขน ในตอนจบ เราจะต้องยืนอยู่ข้างนี้ หรือไม่ก็ยืนอยู่ฟากข้างโน้น !
พระเยซูทรงประกาศิตว่า “ผู้ใดไม่อยู่ฝ่ายเราก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา และผู้ใดไม่รวบรวมไว้กับเรา ก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป” (มัทธิว 12:30) นับว่าเป็นคำหนักหน่วง เมื่อฟังแล้วอาจทำให้เรารู้สึกไม่สบายใจบ้าง แต่พระเยซูเพียงอธิบายสิ่งที่ “แท้” (real) และ “ความจริง” (truth) สำหรับผู้มีส่วนร่วมใน “การสงครามขัดแย้งยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” เราอยู่ฝ่ายพระเยซูคริสต์ หรือ ฝ่ายซาตาน

บุคคลต่อไปนี้ มีส่วนเกี่ยวพันกับพระเยซูอย่างไร? และเราสามารถเรียนรู้อะไรจากตัวอย่างของพวกเขา ที่สามารถเช่วยเรา ให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า และไม้กางเขน?

สมาชิกของสภาแซนเฮดริน (Sanhedrin) (ลูกา 22:53) ผู้มีอำนาจของชาวยิวเหล่านี้ได้ทำผิดพลาดอะไร? เพราะเหตุใดพวกเขาจึงตัดสินใจเช่นนั้น? เราจะปกป้องตัวเราเองจากการทำผิดทำนองเดียวกัน เมื่อพวกเขาพิพากษาตัดสินพระเยซูได้อย่างไร?

ปีลาต (ลูกา 23:1-7, 13-25) มีอะไรนำปีลาตให้พูดว่า “ดูเถิด เราพาคนนี้ออกมามอบให้ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านรู้ว่าเราไม่เห็นว่าเขามีความผิดสิ่งใดเลย” (ยอห์น 19:4) และในเวลาเดียวกัน ได้ตัดสินใจมอบพระเยซูให้พวกผู้นำชาวยิวนำพระเยซูไปตรึงกางเขน เราสามารถเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดของเขา ในความล้มเหลวที่ปีลาตไม่ได้ทำในสิ่งเขารู้ว่า ถูกต้อง?

เฮโรด (ลูกา 23:6-12) อะไรคือความผิดพลาดครั้งใหญ่ของเฮโรด? และเราสามารถเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้?

ผู้ร้ายทั้งสอง (ลูกา 23:39-43) คนบาป (thieves) มองไปยังไม้กางเขนอันเดียวกัน แต่พวกเขามีความเห็นต่างกัน ฉากนี้แสดงให้เห็น คนบาปคนหนึ่งอยู่ฝ่ายความรอด และอีกคนปฎิเสธความรอด ...ถามว่าคุณเลือกอยู่ฝ่ายไหน ของการสงครามใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


วันพุธ พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาแล้ว (กิจการของอัครทูต 1:22)

ในเพียงห้าบทแรกของพระธรรม กิจการของอัครทูต อย่างน้อย มีแปดตัวอย่างของการ “คืนพระชนม์”ของพระเยซู กิจการฯ 1:22 ; กิจการฯ 2 :14-36 ; กิจการฯ 3:14, 15 ; กิจการฯ 4 :1, 2, 10, 12, 33 ; และ กิจการฯ 5:30-32. เหตุใด การฟื้นพระชนม์ของพระเยซูจึงมีความสำคัญ ต่อการเทศนาเผยแผ่ของเหล่าสาวก และในความเชื่อของคริสตจักรแรกเริ่ม ? และ เหตุใด จึงยังคงมีความสำคัญมาก สำหรับเราในปัจจุบันเช่นกัน?

กลุ่มผู้หญิงที่เห็นเหตุการณ์ด้วยสายตาของพวกนางเองว่าพระเยซูทรงฟื้นพระชนม์แล้ว พวกนางรีบเร่งออกไปจากอุโมงค์ว่างเปล่าเพื่อไปแบ่งปันข่าวดีกับคนอื่นๆ แต่ “ฝ่ายอัครทูตไม่เชื่อ ถือว่าเป็นคำเหลวไหล” (ลูกา 24:11) แทน ที่จะเชื่อ ตอนแรกเหล่าอัครทูตคิดว่า นี่เป็นเรื่อง “เหลวไหล” ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่พวกผู้หญิงพากันแต่งเรื่องขึ้น (ข้อ 10,11) เวลาผ่านไปนานเพียงใดก่อนที่เหล่าอัครทูต และสาวกจะตระหนักว่าพวเขาเองเป็นฝ่ายผิดมาก!
เรื่องการฟื้นพระชนม์ของพระคริสต์เป็นส่วนสำคัญในภารกิจของพระเจ้าในการช่วยมนุษยชาติให้รอด และมีความสำคัญสำหรับชีวิต และความเชื่อของคริสเตียน อัครทูตเปาโลกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าพระคริสต์มิได้ถูกชุบให้เป็นขึ้นมา การเทศนาของเรานั้นก็ไม่มีหลัก ทั้งความเชื่อของท่านทั้งหลายก็ไม่มีหลักด้วย” (1 โครินธ์ 15:14 ) ไม่มีหลัก “หรือว่างเปล่า” เพราะว่า การฟื้นพระชนม์ของพระคริสต์เท่านั้นเราทั้งหลายได้พบความหวัง ถ้าปราศจากความหวังดังกล่าวชีวิตของเราจะพบจุดจบเพียงในโลกนี้ ชีวิตของพระคริสต์ไม่ได้สิ้นสุดลงที่อุโมงค์ สอดคล้องตามพระสัญญา ชีวิตของเราไม่ได้สิ้นสุดในหลุมฝังศพ เพราะในวันพระคริสต์เสด็จกลับมาครั้งที่สอง เราจะฟื้นสู่ชีวิตใหม่ !
ถ้าพระคริสต์ไม่ทรงฟื้นพระชนม์จากความตาย ประวัติศาสตร์ยาวนานในปฏิบัติการช่วยประชากรของพระองค์ จะถึงปลายทางที่ความมรณะ และจอดอยู่ที่อุโมงค์ฝังศพ ถ้าการฟื้นพระชนม์ของพระคริสต์ไม่ใช่เรื่องจริง อย่างนี้เราก็ไม่มีพระสัญญาแห่งความหวัง ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ความเชื่อของ คริสเตียนก็จะถูกจองจำไว้ในอุโมงค์เก็บศพ ความเชื่อก็ไร้ประโยชน์ เพราะว่าเป้าหมายของความเชื่อไม่ได้รับการพิสูจน์ว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ แต่อุโมงค์เก็บศพไม่อาจกีดกั้นอำนาจเหนือความตายของพระเจ้าได้ เพราะพระองค์ได้ทรงเป็นขึ้นสู่ชีวิตในวันที่สาม หลังจากที่พระองค์ปลงพระชนม์ที่ไม้กางเขนในเย็นวันศุกร์ พวกผู้หญิงมีศรัทธาแก่เกล้าหลายคนกล่าวเป็นพยานชุดแรกในเรื่องนี้ ต่อมาเหล่าอัครทูตทั้งหมด และสาวกทั้งหลายต่างได้เห็นพระองค์ด้วยสายตา และได้ฟังพระดำรัสกันทุกคน เพราะพระองค์ปรา-กฎแก่พวกเขา หลายครั้งในตลอด 40 วัน หลังการคืนพระชนม์
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดี   สิ่งทั้งปวงจะต้องสำเร็จสมจริง (ลูกา 24:13-49)

 

อ่าน พระธรรม ลูกา 24:13-49. ข้อไหนบอกเราเกี่ยวกับเหตุการณ์ ทันทีหลังการฟื้นพระชนม์ของพระคริสต์? การสนทนากับเหล่าสาวกในหลายโอกาส พระเยซูทรงใช้อะไร เพื่อช่วยคนเหล่านี้ให้เข้าใจว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับพระองค์? เหตุใดสิ่งนี้จึงสำคัญสำหรับเราในปัจจุบัน ในการเป็นพยานของเราแก่โลกนี้?


ในบ่ายของวันที่พระเยซูทรงฟื้นพระชนม์ พระเยซูทรงปรากฎพระองค์แก่ศิษย์สองคนในร่างกายของมนุษย์บนเส้นทางไปหมู่บ้านเอมมาอูส เมื่อไปถึงหมู่บ้านพระองค์ทรงถูกขอให้อธิษฐานเพื่ออาหาร ที่พวกเขาเตรียมมาต้อนรับพระองค์ เมื่อพระองค์ยกพระหัตถ์ขึ้น ศิษย์ทั้งสองเห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์ ทันในนั้นพวกเขาสำเหนียกว่า เป็นพระเยซู ขณะที่พวกเขาตื่นเต้นดีใด พลันพระเยซูทรงอันตธานจากสายตาพวกเขา ศิษย์ทั้งสองตัดสินใจรีบรุดกลับไปแจ้งข่าวดีแก่เหล่าสาวก ซึ่งรวมตัวกันที่ห้องชั้นบน ศิษย์ทั้งสองเดินทางมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม พระเยซูก็ทรงเสด็จมาถึงเช่นกัน ทรงปรากฎกายยืนท่ามกลางพวกเขา ตอนหนึ่งพระเยซูทรงตรัสกับพวกเขาในคืนนั้นว่า “'มีคำเขียนไว้อย่างนั้นว่า พระคริสต์จะต้องทรงทนทุกข์ทรมาน และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายในวันที่สาม และจะต้องประกาศทั่วทุกประชาชาติในพระนามของพระองค์ ให้เขากลับใจใหม่ รับการยกบาป ตั้งต้นที่กรุงเยรูซาเล็ม ท่านทั้งหลายเป็นพยานด้วยข้อความเหล่านั้น (ลูกา 24:46-48)

ตรงนี้พระเยซูทรงชี้ไปยังพระคัมภีร์ นอกเหนือจากพระองค์ทรงมาปรากฎกายต่อหน้าพวกเขาในเนื้อหนังตัวตนมีชีวิตไหวกาย รับประทานอาหาร และตรัสสนทนากับพวกเขา พระองค์ทรงใช้พระคัมภีร์เพื่อช่วยพวกเขาให้เข้าใจอย่างแน่ชัดว่ามีอะไร ได้เกิดขึ้นกับพระองค์ ตรงนี้พระเยซูทรงเชื่อมโยงการฟื้นพระชนม์ของพระองค์เข้ากับพันธกิจการเทศนาเผยแผ่พระกิตติคุณไปยังประชาชาติทั้งปวง
จะเห็นว่า แม้จะมีพยานบุคคล เป็นข้อพิสูจน์อันทรงพลังหลายคนว่าพระเยซูเป็นใคร พระองค์ยังชี้ให้ผู้ติดตามของพระองค์กลับไป ยังพระวจนะของพระเจ้า จะว่าไป ถ้าปราศจากพระวจนะของพระเจ้าท่ามกลางเรา ในปัจจุบันเราจะทราบได้อย่างไรว่า เราได้รับการเรียกให้เทศนาเผยแผ่พระกิตติคุณแก่ชาวโลก? และเราจะทราบแน่ได้ว่าอะไรคือพระกิตติคุณ? ดังนั้นพระคัมภีร์มีความสำคัญต่อเราในวันนี้ เหมือนมีความสำคัญสำหรับพระเยซู และเหล่าสาวกของพระองค์ในสมัยก่อนโน้น เช่นกัน

คุณใช้เวลากับพระคัมภีร์มากเท่าไร? คำสอนของพระคัมภีร์มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ต่อการตัดสินใจต่อการเลือกของคุณ และการปฎิบัติของคุณต่อคนอื่นอย่างไร?
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์ ศึกษาเพิ่มเติม:

ความสำคัญในการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ จะมองเห็นได้โดยเหล่าผู้ชอบธรรม และทูตสวรรค์ของพระเจ้า คนบาปไม่สามารถมีบ้านบนสวรรค์ ถ้าปราศจากลูกแกะซึ่งถูกฆ่า ซึ่งได้วางพื้นฐานไว้แล้วตั้งแต่แรกสร้างโลก อย่างนี้เราจะไม่ถวายพระเกียรติ และสดุดีไม้กางเขนของพระคริสต์หรือ? แม้แต่เหล่าทูตสวรรค์ผู้ถวายพระเกียรติและพระสิริแด่พระคริสต์ ก็ยังไม่อาจพ้นอันตรายมีความปลอดภัยได้ เว้นแต่พวกเขาจะมองไปยังความเจ็บปวดรวดร้าวของพระบุตรพระเจ้า โดยผ่านอำนาจการทำงานของไม้กางเขน เหล่าทูตสวรรค์จะได้รับการปกป้องไว้จากการหลงเจิ่นไป ถ้าปราศจากไม้กางเขน เหล่าทูตสวรรค์ไม่อาจปลอดภัยจากความชั่วร้ายมากกว่าเหล่าทูตสวรรค์ผู้หลงติดตามซาตาน ก่อนที่ซาตานจะล้มลงในความบาป เหล่าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์ยังล้มลงในความบาปได้ อย่างเดียวกับมนุษย์ที่ถูกสร้างมาอย่างบริสุทธิ์ยังล้มลงในสวนเอเดน, สถานที่สมบูรณ์ แห่งพระพรและความสุข คนทั้งปวงที่ประสงค์ความปลอดภัยในแผ่นดินโลก หรือในสวรรค์ จะต้องมองไปที่พระเมษโปดกของพระเจ้า” จาก ข้อเขียนของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “The SDA Bible Commentary, volume 5, page 1132.


 

คำถามเพื่อการอภิปราย

 
1. ใน ความเป็นคริสเตียนเราต้องดำรงชีวิตอยู่โดยความเชื่อ เราต้องเชื่อในบางสิ่งที่เราไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างเต็มร้อย ทั้งนี้เพราะเราไม่มีพยานที่เห็นด้วยตา แน่นอนผู้คนทำอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ในเชิงวิทยาศาสตร์ ผู้เขียน เขียนว่า “ในการสรุป เรามีข้อพิสูจน์ตรงเพียงไม่กี่เรื่องจากสิ่งทั้งหลาย
ที่เราเชื่อ” หนังสือของ ริชาร์ด ดีวิทท์ ในหนังสือชื่อ “Worldviews: An Introduction to the History and Philosophy (Study of Truth) of Science, Second Edition, 2010, page 15. แต่ เรามีเหตุผลดีมาก สำหรับความเชื่อของเรา และสำหรับสิ่งต่างๆ ที่เราเชื่อ คิดถึงสิ่งที่พระเยซูทรงตรัสกับเหล่าสาวกด้วยพระมหาบัญชาว่า “ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะได้ประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง” (มัทธิว 24:14) ตอน นี้ให้เรามาคิดเกี่ยวกับเวลา ที่พระเยซูตรัสสั่งพระบัญชานี้ ตอนนั้นกลุ่มผู้เชื่อ หรือมีความเข้าใจว่าพระองค์เป็นใคร และพระองค์กำลังจะทำอะไรต่อไป? ลอง คิดด้วยเกี่ยวกับการดิ้นรนต่อสู้ เป็นเวลาหลายร้อยปีในอาณาจักรโรมัน ขอให้เก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ และช่วยกันอภิปราย คำพยากรณ์อัศจรรย์ข้อ
นี้ แล้วแบ่งปันกับชั้นเรียน ในสิ่งที่ควรจะช่วยเรา ให้ไว้วางใจในพระวจนะของพระเจ้ามากขึ้นอย่างไร?

2. ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับข้ออ้างอิงของ เอลเลน จี. ไวท์ ข้างบน สิ่งนี้ได้ช่วยเราให้เข้าใจว่า “ปัญหาของความบาป ช่างเป็นเรื่องจริงจัง เป็นสิ่งสามัญ และแพร่ไปทั่วจักรวาลเพียงใด? แม้แต่เหล่าทูตสวรรค์ยังไม่อาจจะได้รับความรอด ถ้าปราศจากการเพ่งมองไปยังพระเยซู สิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร?


 

*************************
Go Back to Index Page

 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272