Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index >
.
บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า
.

                                                              คู่มือศึกษาพระคัมภีร์
                                                          โรงเรียนวันสะบาโตผู้ใหญ่
                                                                                                                                                              ไตรมาสที่ 3

                                                                  ก.ค. – ส.ค. –ก.ย.  2015

มิชชันนารี

คำนำ

       “พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา* ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไปจนกว่าจะสิ้นยุค" (มัทธิว 28:18-20)
       คนหนึ่งอาจพูดได้ว่า “ข่าวของทูตสวรรค์สามองค์แห่งพระธรรมวิวรณ์ บทที่ 14” เป็นพระบัญชายิ่งใหญ่อีกตอนหนึ่งของพระมหาบัญชาใน พระธรรม มัทธิว 28:18-20 ซึ่งพระบัญชาตอนนี้นำไปสู่ความเข้าใจของเราว่าเป็นข่าวสำหรับช่วงเวลาสุดท้ายของประวัติศาสตร์โลก
       ไม่มีคำถาม: พระเจ้าทรงได้บอกคริสตจักรของพระองค์ ประชากรของพระองค์ ให้เผยแผ่พระกิตติคุณไปยังพื้นที่ทุกแห่งบนแผ่นดินโลก นี่เป็นสิ่งคือสิ่งพระเยซูทรงเรียกเราทั้งหลายให้ดำเนินการ (1) ให้ประกาศความจริงเกี่ยวกับพระเยซู และสิ่งทั้งปวงพระองค์ทรงได้ทำสำหรับเรา (ยอห์น 3:16) (2)  และสิ่งที่พระเยซูกำลังทำเพื่อเรา (โรม 8:34) และ (3)  และสิ่งที่พระองค์จะทรงทำเพื่อเราในอนาคต (1 เธสะโลนิกา 4:16)
       คำว่า “พันธกิจ” (mission) ในตัวเองหมายถึง “การส่งออกไป” หรือ “การถูกส่งออกไปเพื่อการรับใช้” ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนเดินทางจากบ้านเพื่อจะทำบางสิ่ง ดังนั้น “พระมหาบัญชา” หมายถึงสิ่งที่ผู้คนดำเนินการแผ่พระกิตติคุณแก่โลก
       ไตรมาสนี้เราจะศึกษาวิธีดำเนินพันธกิจของพระเจ้า เพื่อสื่อสารพระกิตติคุณแก่ประชาชนผู้ไม่ทราบในเรื่องนี้ พันธกิจนั่นเป็นพื้นฐาน แต่ส่วนสำคัญของงานแห่งสวรรค์คือพระเจ้าทรงประทานข่าวดีเพื่อช่วยดวงวิญญาณให้รอด ดังนั้นเราจะศึกษาว่า พระประสงค์นิรันดร์ของพระเจ้าสำเร็จสมจริงในชีวิตของบุคคลในพระคัมภีร์อย่างไร พวกเขาเป็นประชากรของพระเจ้าที่ได้ถูกส่งออกไปช่วยผู้หลงหายให้ได้รับความรอด
       ที่สุดแล้ว พันธกิจของคริสเตียนคือพันธกิจของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา พันธกิจเริ่มในดวงหทัยของพระเจ้า และจะถูกทำให้สำเร็จโดยน้ำพระทัยของพระเจ้า
       เพื่อจะเข้าใจพันธกิจของพระเจ้าดีขึ้น บทเรียนในไตรมาสนี้ถูกวางบนพื้นฐานการติดตามต้นแบบแห่งความรอดในประวัติศาสตร์
       (1)  พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ชาย และ หญิง และทรงประทานเสรีภาพในการเลือกให้พวกเขา
       (2)  ชาย และหญิงคู่แรกได้ใช้เสรีภาพของพวกเขาอย่างผิดทาง ด้วยการไม่เชื่อพระเจ้า และพวกเขาต้องถูกขับออกจากสวนเอเดนไป
       (3)  พระเจ้าไม่อาจใช้อำอาจบังคับพวกเขาให้กลับเข้าไปในสวนเอเดนได้
       (4)  พระเจ้าทรงส่งพระบุตรมาดำเนินพันธกิจ ด้วยการสิ้นพระชนม์แทนมนุษย์ เพื่อนำมนุษย์ทั้งหลายกลับไปมีความสัมพันธ์สอดคล้อง หรือคืนดีกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง
       (5)  พันธกิจของพระเจ้าคือการนำเสนอ “ความรอด” ให้ประชากรทั้งโลกรู้จักทางแห่งความรอดผ่านทางพระเยซู เป้าหมายนี้คือเปิดประตูแห่งความรอดแต่ชาวโลกทั้งมวล                     
       ระดับพื้นฐานที่สุด พันธกิจคือการทำให้คนทั้งโลกทราบเกี่ยวกับพระเยซู และรับรู้ถึงสิ่งพระองค์ได้ทรงทำเพื่อเราแต่ละคน และเกี่ยวกับพระสัญญาจะทรงทำเพื่อเราในปัจจุบัน และตลอดนิรันดร์ สรุปสั้นๆ เราผู้ได้ทราบเกี่ยวกับพระสัญญาอันประเสริฐเหล่านี้ เท่ากับเราได้ถูกเรียกให้บอกเรื่องความรอดนี้แก่คนทั้งหลายรับทราบเช่นกัน
        อาจารย์ ดร. บอร์จ ชานท์ซ ได้รับปริญญาเอก (PhD) จากโรงเรียนศาสนศาสตร์ฟุลเล่อร์ เป็นศาสตรจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย โลมาลินดา ท่านและภรรยา มิซซิซไอริส เป็นมิชชันนารีรับใช้พระเจ้าในทวีปแอฟริกา และ ภาคตะวันออกกลาง เป็นเวลา 14 ปี
       เป็นผู้ร่วมให้การสนับสนุนสถาบัน “สตีเวน เว่นย์ ทอมสัน” ก่อนจะเกษียณเป็น อธิการบดี  (1984-1990) วิทยาลัยนิวโบลด์ ประเทศอังกฤษ และ เป็นหัวหน้าคณะศาสนศาสตร์ และเป็นผู้บรรยาย ที่วิทยาลัยอะวอนเดล ประเทศออสแตรเลีย (1991-2008).                    
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

บทที่  1
มิชชันนารี, ธรรมชาติของพระเจ้า

27 มิถุนายน- 3 กรกฏาคม  2015

บ่ายวันสะบาโต 
 
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ : ปฐมกาล 1: 26-28 ; ปฐมกาล 2 :15-17 ; 1 ยอห์น 2:16 ; ยอห์น 3:14,15 ; 2 โครินธ์ 5:21 ; มัทธิว 5:13-14. ข้อควรจำ “ดูเถิด เรากระทำให้ท่านเป็นพยานต่อชนชาติทั้งหลาย เป็นหัวหน้า และ เป็นผู้บัญชาการเพื่อชนชาติทั้งปวง” (อิสยาห์ 55:4)

 
โลกของเรายุ่งเหยิง! ในฐานะเป็นมนุษย์เรามีเหตุผลเพียงพอจะบอกถึงความยุ่งเหยิง นั้นเพราะว่าเราเป็นคน
บาป มีธรรมชาติความชั่วร้าย เราชอบจะคิดว่าเรากำลังปรับปรุงตัวเอง แต่ประวัติศาสตร์ผ่านมาหลายศตวรรษไม่มีข้อมูลพอที่จะให้กำลังใจได้ และอนาคตดูเหมือนยังไม่เห็นความแจ่มใสรออยู่ ถ้าอดีตเป็นตัวอย่างของอนาคต สิ่งทั้งปวงเราคาดหวังคือ “โลหิต, งานหนัก, น้ำตา, และหยาดเหงื่อ” ประโยคนี้ท่านวินสตัน เชอร์ชิล ผู้นำชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเคยกล่าวไว้
       มนุษย์โลกไม่ได้ถูกปล่อยไว้ตามลำพังในเอกภพอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้ เพื่อเผชิญชะตากรรมตามลำพังด้วยตัวของเราเอง ไม่มีทางเราสามารถจะทำเช่นนั้น ศัตรูตัวฉกาจผู้ต่อต้านเรามีฤทธิ์ยิ่งใหญ่กว่าเรานัก เหตุนี้พระเจ้าจึงต้องวางแผนแห่งความรอด เพื่อพระองค์อาจจะดำเนินการเพื่อเรา ในสิ่งเราไม่สามารถทำด้วยตัวเราเองได้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอาทิตย์   พระเจ้าทรงสร้างชาย และ หญิง  (ปฐมกาล 1:26-28)

       คำถามมนุษย์ถามกันอย่างไม่รู้จักจบ คือถามว่า “เดิมทีมนุษย์มาจากไหน?” คำตอบอยู่ในสองบทแรกของพระคริสตธรรมคัมภีร์ (ที่จริงแล้วมีในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม) หากเราทราบว่าเรามาจากไหน เท่ากับเราได้เริ่มต้นดีว่าเราเป็นใคร เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เราจะดำเนินชีวิตอย่างไร และที่สุดแล้วเราจะไปไหน

      
       อ่านพระธรรม ปฐมกาลสองบทแรกอย่างผ่านๆ แต่โฟกัส (focus) ปฐมกาล 1:26-28 มีความแตกต่างใหญ่หลวงอะไรระหว่างการทรงสร้างมนุษย์ และสรรพสิ่งทั้งปวง? มีความเด่นอะไรเกี่ยวกับมนุษย์เหนือส่วนอื่นใดในกระบวนการเนรมิตสร้างของพระเจ้า?

       1.  มนุษย์ชาย และหญิง เป็นสองสิ่งสุดท้ายในการเนรมิตสร้างสิ่งมีชีวิตทั้งปวง พวกเขามีผลงานการเนรมิตสร้างของพระเจ้าอยู่ก่อนหน้าให้ศึกษา และให้การเอาใจใส่ดูแล
       2.  วิธีการทรงสร้างมนุษย์ของพระเจ้ามีความแตกต่างจากการพระองค์ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จากจุดเริ่มต้นมาถึงจุดนี้ของการเนรมิตสร้าง กล่าวคือพระเจ้าทรงตรัสว่า “จงเกิดมีความสว่าง” ความสว่างก็บังเกิดขึ้น “จงมีภาคพื้นในระหว่าง แยกน้ำออกจากกัน” ก็เป็นดังนั้น “น้ำจงอุดมด้วยฝูงสัตว์” ก็บังเกิดมีสรรพสัตว์เกิดขึ้นในน้ำ แต่เมื่อทรงสร้างมนุษย์ ทรงตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา” (ปฐมกาล 1:26) คำว่า “เรา” ในบันทึกตรงนี้หมายถึงพระเจ้าทั้งสามพระภาค พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้ร่วมกันในการทรงสร้างสรรพสิ่ง และมนุษย์จึง
ไม่มีคำถามว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตสำคัญที่สุดในบรรดาสิ่งมีชีวิต และสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น
       3.  ชาย และหญิงถูกสร้างขึ้นตามพระฉายา (เหมือนรูปร่าง) ของพระเจ้า นี่แสดงว่าอุปนิสัยบางประการของมนุษย์ประพิมพ์ประพายกับพระลักษณะอุปนิสัยอันดีเลิศของพระเจ้า ที่เห็นชัดคือมนุษย์มีความสามารถมองเห็นระหว่าง “สิ่งที่ถูก” และ “สิ่งที่ผิด” ในขณะสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ไม่มีคุณสมบัติพิเศษข้อนี้
        4.  ชาย และหญิง ได้รับการแต่งตั้งให้มีสิทธิอำนาจ ในฐานะเป็นตัวแทนของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เขาทั้งสองมีอำนาจปกครองเหนือสรรพชีวิตทั้งปวง
 
       บทแรกของพระคัมภีร์ไบเบิ้ลแนะนำความเป็นมาของมนุษย์ พระเจ้าไม่ทรงสร้างให้มนุษย์มีชีวิตเป็นเอกเทศ แต่ชีวิตมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า สิ่งนี้บอกเราว่าพระเจ้ามีความสำคัญต่อชีวิตของเรายิ่ง และบอกเป็นนัยว่า เราไม่อาจเป็นคนสมบูรณ์ได้ปราศจากพระองค์? อ่าน พระธรรม กิจการของอัครทูต 17:28 ด้วย
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันจันทร์   เสรีภาพในการคิด และการทำ  (ปฐมกาล 2:15-17)

       ผูกพันกับเรื่องการทรงสร้างโลก พระเจ้าทรงกล่าวเตือนเกี่ยวกับการรับประทานผลไม้ต้องห้าม พระเจ้าทรงอนุญาตให้รับประทานผลไม้สวยงาม น่ารับประทานได้ทุกต้น “เว้นแต่ผลไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นเจ้าอย่ากิน” (ปฐมกาล 2:17) จะเห็นว่านับแต่ตอนเริ่มต้น เราสามารถเข้าใจได้ว่าพระเจ้าทรงประทานให้มนุษย์มีสิทธิในการเลือกระหว่างความดี และความชั่ว ไม่สิ่งมีชีวิตอื่นใดได้รับของประทานนี้


       พระธรรม ปฐมกาล 2:15-17 กล่าวเกี่ยวกับของประทานพระเจ้าทรงให้กับมนุษย์เป็นสิ่งหมายถึงเสรีภาพในการเลือกจริงๆ เพียงใด?

       พระเจ้าอาจได้สร้างมนุษย์ให้เชื่อฟังน้ำพระทัยของพระองค์โดยอัตโนมัติ ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ในสรรพสิ่งไม่มีชีวิตพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่าง ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งปวง ฯลฯ พวกมันทำหน้าที่ และเคลื่อนไหวไปตามทางโคจรที่แน่นอน เที่ยงตรงโดยอัตโนมัติตามกฏเกณฑ์ธรรมชาติที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้

       แต่ในการสร้างมนุษย์ชาย หญิงมีความพิเศษ พระเจ้าทรงสร้างพวกเขาเพื่อพระองค์เอง พระองค์ประสงค์ให้ตัดสินใจเลือกเอง ทรงปรารถนาให้พวกเขานมัสการพระองค์จากการเลือกของพวกเขาเองโดยอิสระ ไม่ต้องรู้สึกว่าถูกบังคับ หาไม่พวกเขาจะไม่รู้สึกรักพระองค์อย่างจริงใจ เพื่อให้ความรักเป็นความจริง ความรักนั้นต้องเกิดจากความรู้สึกอิสระ
       หลักการ “ความรู้สึกอิสระ” ของมนุษย์มีแนวคิดสำคัญสามประการ:
       1.  แม้พระเจ้าจะทรงฤทธานุภาพ แต่ไม่ทรงควบคุม “เสรีภาพ” ในการเลือก และการตัดสินใจของมนุษย์
       2.  บุคคลจะต้องรับผิดชอบในการเลือก และการกระทำของพวกเขา
       3.  เสรีภาพหมายถึง เรามีอิสระในการเลือกเกี่ยวกับการกระทำของเราโดยเฉพาะในการเลือกทำในสิ่งที่ถูก และสิ่งที่ผิด
       มีการเลือกอะไรบางอย่างคุณมีเสรีภาพในการเลือกระหว่างสิ่งที่ถูก และสิ่งที่ผิด ในระหว่างสองสามชั่ว
โมง, สองสามวัน หรือสองสามสัปดาห์จากนี้ไป? คุณสามารถจะทราบได้อย่างไรว่าคุณกำลังใช้ของประทาน
อันบริสุทธิ์นี้ในทางที่ถูก? คิดถึงผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ของการเลือกทางผิด?
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันอังคาร   การล้มลงในความบาป  (ประฐมกาล 3:6, 7)          

       ที่จริงการกัดกินผลไม้เพียงเล็กน้อยไม่ใช่การกระทำที่เป็นความบาป แต่เราต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังว่ามีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น อาดัม และเอวาถูกสร้างมาให้มีเสรีภาพ เพราะพวกเขาถูกสร้างตามแบบพระฉายาของพระเจ้า นี่รวมไปถึงเสรีภาพ และหน้าที่ต้องเชื่อฟังน้ำพระทัยของพระองค์ พวกเขาไม่ได้รับประทานผลไม้เพราะว่าพวกเขาไม่มีอะไรจะ
รับประทาน แต่พวกเขาทำไปจากการเลือกของพวกเขา เป็นการเลือกอย่างเสรีของอาดัม และเอวาทั้งๆที่รู้ว่าพระเจ้าทรงเตือนไว้แล้ว จึงถือว่าเป็นการคิดกบฏต่อน้ำพระทัยอันชัดเจนของพระเจ้า
       ทำนองเดียวกันเราต้องเลือกสำหรับตัวเราเอง ว่าจะทำตามพระเจ้าหรือไม่ เราต้องเลือกจะ “เชื่อฟัง” หรือคิด “กบฏ” ต่อพระวจนะของพระเจ้า พระเจ้าไม่บังคับใครให้เชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ พระองค์ไม่เคยบังคับเราให้เชื่อฟังพระองค์ และพระองค์ไม่สามารถบีบเราให้รักพระองค์ พระเจ้าทรงให้อิสระแก่เราให้เลือกเอง แต่ไม่ว่าเราจะดำเนินไปตามทางสายไหน ในที่สุดเราต้องเตรียมตัวมีชีวิตอยู่กับผลลัพธ์จากการเลือกของเราเอง
       โดยการรับประทานผลไม้ อาดัม และเอวา บอกเป็นนัยกับพระเจ้าว่า พระองค์ไม่ใช่ผู้ปกครองที่สมบูรณ์แบบ การปกครองของพระองค์ได้รับการท้าทาย อาดัม และเอวากลายเป็นผู้ไม่เชื่อฟัง ผลที่ตามมาคือพวกเขาได้นำเอาความบาป และ ความตายมาสู่ครอบครัวของมนุษย์

       อาดัม และเอวาต้องย้ายออกไปอยู่นอกสวนเอเดน (ปฐมกาล 3:23, 24) มันเป็นความจำเป็น แต่เป็นการลงโทษที่ถือเป็นพระเมตตา องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่อาจปล่อยให้ผู้ทรยศมีสิทธิ์ไปถึงต้นไม้แห่งชีวิต ด้วยความรัก และการเอาพระทัยใส่พระเจ้าทรงแยกอาดัม และ เอวาจากผลไม้ที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ตลอดไป และอยู่ในสภาพความบาป (จินตนาการดู โลกที่เต็มไปด้ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และความชั่วร้าย แต่ชีวิตไม่มีวันตาย) อาดัมและเอวาถูกขับให้ออกไปอยู่นอกสวนเอเดน ไปทำมาหาเลี้ยงชีพบนพื้นดินที่ไม่ค่อยเป็นมิตรภายนอก

       เปรียบเทียบข้อพระคัมภีร์สำหรับศึกษาวันนี้ ใน 1 ยอห์น 2:16. ข้อพระคัมภีร์ดังกล่าวให้การเตือนเกี่ยวกับเมล็ดแห่งความบาปหลังจากมนุษย์ล้มลงอย่างไร? ในทางใดบ้างเราต้องเผชิญกับการทดลองอย่างเดียวกันในชีวิตของเราเช่นกัน?

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพุธ    การกระทำอันกล้าหาญของพระเจ้าเพื่อช่วยเราให้รอด (ยอห์น 3:14-15)  

       พระคัมภีร์สอนว่า หลังบิดามารดาคู่แรกของเราล้มลงในความบาป เป็นพระเจ้าเองเสด็จมาเพื่อตามหาพวกเขาไม่ ใช่มนุษย์แสวงหาพระเจ้า ที่น่าเศร้าใจอาดัม และเอวาพากันไปซ่อนตัวไม่กล้ามายืนอยู่ต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ช่างเป็นบทเรียนทรงพลังยิ่งสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้ล้มลง! เราหลบหลีกจากผู้เสด็จมามองหาเรา และเป็นบุคคลเดียวจะช่วยให้เรารอดพ้นได้
       ช่างเป็นพระเมตตาจริงๆ ที่พระเจ้าไม่ทรงตัดบิดามารดาคู่แรกของโลกทิ้งไป และไม่ว่าจะเป็นกรณีใดพระเจ้าจะไม่ทรงทอดทิ้งเราเช่นกัน จากเวลาที่พระเจ้าทรงเรียกอาดัม และเอวาครั้งแรกว่า “เจ้าอยู่ที่ไหน?” (ปฐมกาล 3:9) จนกระทั่งวันนี้ พระองค์ยังคงกำลังเรียกเรา
       “ของประทานที่ไม่มีสิ่งจะเทียบได้คือพระบุตรของพระองค์ พระเจ้าทรงปกคลุมโลกทั้งใบด้วยบรรยากาศแห่งพระคุณ(พระกรุณา และการให้อภัยบาป) สิ่งกล่าวนี้เป็นจริงเหมือนอากาศปกคลุมอยู่รอบโลก ที่คนทั้งปวงเลือกจะหายใจเอาอากาศเพื่อทำให้มีชีวิตไหวกายได้ และวัฒนาขึ้นจนเต็มขนาดของชาย และหญิงผู้อยู่ในพระคริสต์” จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “สันติวิถี”  หน้า 68
       แน่นอน ตัวอย่างมิชชันนารียิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้า ไม่มีใครนอกจากพระเยซูผู้ทรงเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ในโลกนี้เพื่อดำเนินพันธกิจของพระองค์ เพื่อทรงทำลายกิจการของซาตาน เพื่อสาธิตให้เห็นพระลักษณะอุปนิสัยของพระบิดา เพื่อพิสูจน์ว่าข้อกล่าวหาที่ซาตานปรักปรำพระเจ้านั้นเป็นเท็จ ทั้งพิสูจนด้วยว่ามนุษย์สามารถถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้าได้ แต่เหตุผลสำคัญที่สุดพระเยซูทรงมาบับเกิดเป็นมนุษย์ ก็เพื่อจะสิ้นพระชนม์ไถ่บาปให้กับคนทั้งปวงเพื่อทุกคนที่เชื่อและวางใจในพระบุตรจะไม่พินาศในความบาป แต่มีชีวิตนิรันดร์ 
    

       พระธรรม ยอห์น 3:14, 15 ; อิสยาห์ 53:4-6 ; และ 2 โครินธ์ 5:21 สอนเราเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูอะไรบ้าง? 
       “เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทรงพระองค์” (2 โครินธ์ 5:21) แนวคิดนี้ได้ถูกเรียกว่า “การแลกเปลี่ยนยิ่งใหญ่”  พระเยซูทรงแบกรับความบาปของเรา และทนทุกข์เจ็บปวดในฐานะเป็นคนบาป ดังนั้นเราซึ่งเป็นคนบาปได้ถูกชำระให้ปราศจากบาป จึงสามารถกลับไปมีความสัมพันธ์อันถูกต้องกับพระเจ้าเหมือนองค์พระเยซูเอง”

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดี     ตัวอย่างของพันธกิจ   (มัทธิว  5:13, 14)

       “พันธกิจ” เป็นความปรารถนาส่วนพระองค์เพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากจากความพินาศ พันธกิจแห่งความรอดได้รับการผลักดันจากความรักของพระองค์ซึ่งมีต่อเราแต่ละคน ไม่มีเหตุผลใดอยู่ลึกเกินกว่านี้ พระเจ้าทรงส่งพระบุตรลงมาเพื่อนำความรอดมาสู่โลกทั้งใบ พระกิตติคุณยอห์นเพียงเล่มเดียวบรรจุการประกาศเกี่ยวกับพันธกิจของพระเยซูไว้มากกว่า 40 แห่ง (อ่านตัวเช่น ยอห์น 3:17; ยอห์น 12:47) พระบิดาทรงส่งพระเยซูมาช่วยชาวโลกให้รอด ในทำนองเดียวกันพระเยซูทรงส่งเหล่าสาวกของพระองค์เช่นกัน ทรงตรัสว่า “พระบิดาทรงใช้เรามาฉันใด เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยอห์น 20:21)

        อ่าน พระธรรม มัทธิว 5:13, 14. มี “ภาพพจน์” อะไรสองอย่างอันรู้จักว่าเป็น “คำอุปมา” ที่ถูกใช้สำหรับพันธกิจในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้? คำอุปมาดังกล่าวสอนอะไรแก่เรา?

     
 คำอุปมาที่แสดงให้เห็นภาพ (metaphor) เรื่อง “เกลือ” และ “แสงสว่าง” สอนคริสเตียนให้ทราบถึงอิทธิพลของพวกเขาว่าเป็นดุจเกลือ คือเกลือทำงานโดยการผสมตัวมันเองกับสิ่งที่มันคละเคล้า แต่แสงสว่างทำงานโดยให้ความสว่างกับสิ่งทั้งปวงมันส่องไปถึง คำว่า “โลก” ในพระธรรมมัทธิว 5:13 หมายความถึงชาย และ หญิงที่เป็นคริสเตียนได้รับการคาดหวังจากพระเจ้าให้เกิดอิทธิพลด้านดีกับบุคคลแวดล้อม เหมือนเกลือถูกผสมลงไปในอาหาร แต่คำว่า “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” (มัทธิว 5:14) บอกเราว่า มีชาวโลกจำนวนมหาศาลที่ดำรงชีวิตอยู่ในความมืด พวกเขาต้องการได้แสงสว่างแห่งพระกิตติคุณ
       พลไพร่อิสราเอลได้รับการหนุนใจให้ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์ และติดตามหลักการเรื่องสุขภาพพระเจ้าทรงประทานให้พวกเขา พระเจ้าทรงตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า “ซึ่งเจ้าจะเป็นผู้รับใช้ของเรา เพื่อจะยกบรรดาเผ่าของยาโคบขึ้น  เพื่อจะให้อิสราเอลที่เหลืออยู่กลับสู่สภาพดีนั้น ดูเป็นการเล็กน้อยเกินไป เราจะมอบให้เจ้าเป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ เพื่อความรอดของเราจะถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (อิสยาห์ 49:6) การมีสุขภาพดี ประสบความสำเร็จ และจงรักภักดีต่อพระเจ้าแห่งวันสะบาโต และ พระบัญญัติข้ออื่นๆ จะสอนประชาชาติแวดล้อมว่า พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างที่ทรงฤทธานุภาพ และทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของมวลมนุษย์ นานาชาติที่ได้ศึกษา และรับรู้ในชีวิตแห่งความสำเร็จของชาวยิว จะมีความต้องการเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับองค์พระผู้เป็นเจ้า
       เมื่อพระคริสต์ทรงเสด็จมา พระองค์ทรงตรัสด้วยว่า เหล่าผู้ติดตามพระองค์จะเป็นเหมือนเกลือได้อย่างไร อิทธิพลการดำเนินชีวิตด้านดีของพวกเขาเป็นเสมือนเกลือในแผ่นดินโลก คริสเตียนจะต้องช่วยโลกให้หันหน้าจากความบาป มีผู้ยังไม่เชื่อจำนวนไม่น้อยบ่อยครั้งถอยห่างจากการทำสิ่งชั่วร้าย อันเนื่องมาจากอิทธิพลของคริสเตียน คริสเตียนมีอิทธิพลด้านดีโดยการทำสิ่งบริสุทธิ์ยุติธรรม และจากการที่พวกเขาคลุกคลีกับคนทั่วไปเพื่อแบ่งปันข่าวสารแห่งความรอด


       แสงสว่างของคุณดูมัวซัวไม่สว่างใสใช่ไหม? การเป็นเกลือของคุณขาดรสชาติของเกลือบริสุทธิ์ไหม? ถ้าเป็นอย่างนั้น เป็นสิ่งสำคัญคุณจะดำเนินชีวิตสอดคล้องกับน้ำพระทัยของพระเจ้า ด้วยการหันหลังให้กับสิ่งใดๆที่ทำให้คุณเหินห่างจากพระองค์?
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “คริสตจักรของพระเจ้าบนแผ่นดินโลกจะต้องจัดระบบ ระเบียบองค์กรเพื่อส่งมิชชันนารี (ผู้ประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณแห่งความรอด) ออกไป และให้การสนับสนุนต่อเนื่อง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรารถนาจะเห็นทั้งคริสตจักรพัฒนายุทธวิธีการเข้าถึงบุคคลในสังคมระดับสูง และระดับกลาง ระดับล่าง ทั้งคนรวย และคนจนด้วยข่าวสารแห่งความจริง ไม่ใช่ทุกคนถูกเรียกให้ออกไปทำงานในพื้นที่ต่างประเทศด้วยตนเอง แต่ทั้งหมดสามารถทำบางสิ่งด้วยการอธิษฐาน และการถวายปัจจัยของพวกเขาเพื่อการปฏิบัติงานของมิชชันนารี” จากหนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน “Testimonies for the Church” volume 6, page 29
คำถามเพื่อการอภิปราย:

  1.   “ใคร่ครวญมากขึ้นเกี่ยวกับการที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ เหตุใดรากเง่าของมนุษย์จึงมีความสำคัญ?
        ความเข้าใจอย่างถูกต้องในจุดเริ่มต้นของเรา จะช่วยเราให้ตระหนักยิ่งขึ้นว่า “ว่าเราเป็นใคร”  และ
        “อะไร คือวัตถุประสงค์แท้จริงในการดำเนินชีวิตคริสเตียนของเรา” ?


 2.  การถวายบูชาพระชนม์ชีพของพระเยซูเป็น “การกระทำหนึ่งเดียว” ที่เกิดขึ้นในพระเทศขนาดเล็ก ซึ่งอยู่
      ภายในอาณาจักรโรมันอันไพศาลเมื่อเกือบสองพันปีที่แล้ว การสิ้นพระชนม์ครั้งนั้นมีความหมายนิรันดร์
      สำหรับมนุษย์ทุกรูปทุกนาม นับเป็นความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ที่ตกอยู่กับเรา ผู้ทราบดีเกี่ยวกับการสิ้น
      พระชนม์ของพระเยซูว่ามีความหมายประการใด นั่นคือการประกาศให้ผู้ยังไม่ทราบความหมายได้รับรู้ ?
      จะมีวิธีการอื่นใดคนทั้งหลายจะรับทราบในเรื่องนี้ ถ้าบุคคลที่รู้เรื่องนี้แล้วไม่บอกแก่พวกเขา?

                                            ********************
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
กลับไปหน้าสารบัญ
 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272