Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน >
.
บทที่ 4 เรื่องของโยนาห์
.

18 - 24  กรกฎาคม  2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
โยนาห์ บทที่ 1,2,3, 4 ; 2 พงศ์กษัตริย์ 14 :25 อิสยาห์ 56 :7 ; อิสยาห์ 44:8 ; มัทธิว12: 40 ; วิวรณ์ 14:6-12.

ข้อควรจำ      “ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้า
                    ผู้ใด แต่คนใดๆในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบ
                    ธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (กิจการของอัครทูต 10:34, 35)  



โยนาห์ในพระคัมภีร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้เผยพระวจนะชาวฮีบรู ผู้รู้สึกไม่สบายใจกับ
ภารกิจที่ท่านได้มอบหมาย เรื่องนี้อุบัติขึ้นช่วงกษัตริย์เยโรโบอัมนั่งบัลลังก์เหนือประเทศอิสราเอล ประมาณ 750 ปี ก่อน ค.ศ. (2 พงศ์กษัตริย์ 14:25) ท่านโยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะคนเดียวในพระคัมภีร์เดิมพระเจ้าทรงเรียกให้เป็นมิชชันนารีไปประกาศยังต่างประเทศ พระเจ้าไม่ทรงจำกัดความรอดเฉพาะประชากรทรงเลือกสรรไว้เท่านั้น แผนการแห่งความรอดของพระองค์เปิดไว้สำหรับคนทั้งโลก ความจริงข้อนี้ถูกนำขึ้นทบทวนบ่อยครั้งในพระคัมภีร์เดิม โดยเฉพาะในพระธรรมอิสยาห์ และเพลงสดุดี มีบันทึกคำสอนอันเป็นที่นิยมสมัยท่านโยนาห์เขียนไว้นอกพระคัมภีร์ว่า ไม่ยอมรับชาวต่างชาติว่าอยู่ในแผนการแห่งความรอด แม้แต่สมัยพระคัมภีร์ใหม่เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ยากสำหรับชาวยิวผู้เชื่อในพระเยซูจะเรียนรู้และเข้าใจ
       ทั้งสี่บทในพระธรรมโยนาห์ หากเราอ่านอย่างเปิดใจเรื่องประสบการณ์ของท่านโยนาห์ และพบว่าท่านโยนาห์ไม่เต็มใจไปเป็นมิชชันนารียังต่างประเทศ โดยพิจารณามุมมองทั้งด้านบวก และด้านลบ ตรงนี้เป็นความรู้สึกส่วนลึกเกี่ยวกับการถูกเรียกตามถ้อยคำบันทึกไว้ ประมวลเข้ากับความต้องการยิ่งยวดสำหรับพันธกิจในต่างแดน พระธรรมโยนาห์ให้แนวทางบางประการสำหรับมิชชันนารีไปประกาศพระกิตติคุณในต่างประเทศ อีกทั้งหนังสือเล่มนี้ชี้ไปยังคำตอบประเด็นต่างๆ และปัญหาที่มิชชันนารีสมัยใหม่ต้องเผชิญ
     
วันอาทิตย์   ความบกพร่องของผู้เผยพระวจนะ  (2 พงศ์กษัตริย์ 14:25)
       พระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ 14:25 บอกอะไรเราเกี่ยวกับโยนาห์? นี่เป็นข้อมูลประเภทไหนให้ไว้เกี่ยวกับ
ท่าน?
       นอกเหนือจากพระธรรมโยนาห์เอง ชื่อผู้เผยพระวจนะโยนาห์บันทึกไว้ในพระธรรมอีกเล่มหนึ่งในพระคัมภีร์เดิมนั่นคือพระธรรม 2 พงศ์กษัตริย์ 14:25. ตรงนี้ท่านโยนาห์ได้รับเกียรติเป็นผู้เผยพระวจนะ ได้ทำนายว่าชนอิสราเอลตีเอาดินแดนคืนมาจากประเทศซีเรีย
       ท่านโยนาห์เกิดในตำบล “แกธ เฮเฟอร์” (Gath Hepher) ในภาษาฮีบรูหมายถึง “หลุมสำหรับเหยียบเอาน้ำองุ่น” ปัจจุบัน แกธ เฮเฟอร์ เป็นเมืองในแถบ “เซบูลัน” ในเขตภาคเหนือของอิสราเอล ห่างจากนาซาเร็ธไม่กี่ไมล์ นี่หมายความว่าทั้งพระเยซู และท่านโยนาห์เป็นผู้เผยพระวจนะชาวกาลิลี แยกระยะห่างจากกัน 750 ปี


       อ่าน พระธรรม โยนาห์ 1:1-3, 9, 12 ; โยนาห์ 2:1-9 ;  และ โยนาห์ 3:3-10. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้วาดภาพให้เห็นตัวตนของท่านโยนาห์ว่าเป็นคนประเภทไหน ทั้งด้านดี และด้านเสีย?
 
       โยนาห์มีบุคลิกภาพแปลก ทั้งอุปนิสัยเข้มแข็ง และอ่อนแอปนกัน เป็นคนดื้อรั้น และต่อต้านแผนการของพระเจ้า แต่บางขณะเป็นคนสอนได้ และเชื่อฟัง โดยรวมท่านโยนาห์จงรักภักดีต่อพระเจ้า เป็นคนกล้าหาญ และเชื่อเรื่องการอธิษฐานแต่ท่านเป็นคนใจคับแคบ เห็นแก่ตัว และต้องการเห็นศัตรูพบกับความทุกข์ทรมาน พระธรรม 2 พงษ์กษัตริย์ 14:25 บอกว่าท่านโยนาห์เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ขณะท่านโยนาห์เองเปิดเผยให้ภาพในแง่มุมของตัวเองในพระธรรมโยนาห์ ซึ่งได้ชื่อหนังสือจากชื่อของท่านโยนาห์เอง แสดงให้เห็นว่าท่านเป็นคนซื่อสัตย์ โดยบรรยายทุกสิ่งตามความรู้สึกจริง แม้ว่าโดยธรรมชาตินักเขียนผู้เขียนอัตชีวประวัติ (เขียนเรื่องของตนเอง) ย่อมจะซ่อนส่วนไม่เป็นที่ยอมรับ หรือจุดด้อยไว้บ้าง โดยเฉพาะที่เป็นหนังสือยกย่องตัวเองเป็นตัวเอก (หรือวีรบุรุษ) แต่ใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ท่านโยนาห์นำเสนอทุกสิ่งตามที่เป็นจริงทั้งด้านดี และเลวของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอุปนิสัยน่าชื่นชม หรืออ่อนแอ พระเจ้าสามารถทำงานผ่านพวกเขาได้ ถ้าพวกเขามีความเต็มใจ

       มีบุคคลสำคัญในพระคัมภีร์ท่านใด พระเจ้าทรงใช้งานแม้พวกเขาจะมีความบกพร่อง และอ่อนแอ? มี
ความหวังอะไรเราสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง จากข้อเท็จจริงพระเจ้าทรงใช้คนมีสิ่งน่าตำหนิ และอ่อนแอ
ให้ดำเนินพันธกิจเพื่อพระองค์ในการเข้าถึงคนอื่น?


วันจันทร์   มิชชันนารีเริ่มแรกคนหนึ่ง  (โยนาห์ 1:3-17)     
       พระเจ้าทรงตรัสสั่งท่านโยนาห์ว่า "จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และร้องกล่าวโทษชาวเมืองนั้น เหตุความชั่วของเขาทั้งหลายได้ขึ้นมาถึงเราแล้ว" (โยนาห์ 1:2) ในพระคัมภีร์เดิม เมื่อพระเจ้าทรงเรียกประชาชาติ ทรงสั่งว่า “จงมายังกรุง
ศิโยน” (กรุงเยรูซาเล็ม) เพราะนี่เป็นแผนการดั้งเดิมสำหรับชนอิสราเอล ให้ดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระศาสนา เพื่อจะเป็นที่ “ดึงดูด” จิตใจของประชาชาติทั้งหลาย และพวกเขาจะเดินทางมาเพื่อขอทางสว่าง (อิสยาห์ 56:7)
       ผู้เผยพระวจนะโยนาห์เป็นตัวอย่างล่วงหน้า (forerunner) ของเหล่าสาวกในพระคัมภีร์ใหม่ (มัทธิว 28:18-20)พระเจ้าทรงสั่งให้ท่านโยนาห์เดินทางไปกาศข่าวความหายนะของเมืองนีนะเวห์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ เป็นศูนย์กลางของการกราบไหว้รูปเคารพ เมืองนี้มีกองทัพที่เข้มแข็ง และเอาชนะศัตรูด้วยความโหดร้ายทารุณ ท่านโยนาห์ไม่ชอบผู้คนของเมืองนี้ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ จึงวางแผนเดินทางหนีจากพระเจ้า และจากภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แทนที่ท่านโยนาห์จะเดินทางไปเมืองนีนะเวห์ ท่านได้ลงไปยังเมืองยัฟฟา ชำระค่าโดยสารแล้วขึ้นเรือกำปั่นเพื่อเดินทางไปยังทารซิช ให้พ้นจากพระพักตร์ของพระเจ้า

       อ่าน พระธรรมโยนาห์ 1:3-17. มีบทเรียนอะไรเราสามารถเรียนรู้จากเรื่องน่าทึ่งของเรื่องนี้?
       พระเจ้าทรงสอนบทเรียนผู้พยายามหลบหนีด้วยการบันดาลให้เกิดพายุรุนแรง สังเกตว่าลมพายุเชื่อฟังพระผู้สร้าง ขณะผู้เผยพระวจนะของพระองค์ไม่เชื่อฟัง (อ่าน มาระโก 4:41) ช่วงเกิดลมพายุท่านโยนาห์นอนหลับ ขณะที่ลูกเรือชาวต่างชาติพากันร้องขอต่อพระของตน (โยนาห์ 1:5) หลังจากถูกปลุกให้ตื่น ท่านโยนาห์สารภาพว่าท่านเองเป็นสาเหตุให้เกิดลมพายุ ท่านเป็นพยานถึงพระเจ้า และพระผู้สร้าง สังเกตคำพยานของท่าน “ข้าพเจ้าเป็นชาวฮีบรู” ซึ่งบอกให้ทุกคนทราบว่า ท่านเป็นคนชาติยิว และนับถือศาสนาแห่งพระเจ้าผู้ทรงสร้าง เมื่อท่านโยนาห์บอกให้โยนท่านลงไปในทะเลแล้วคลื่นลมจะสงบ แต่กะลาสีเรือพยายามช่วยท่านโยนาห์ และผู้โดยสารอื่นๆ เพราะพวกเขามีความสงสารท่านโยนาห์ แต่เมื่อลมพายุยังพัดรุนแรงไม่หยุด พวกเขาตัดสินใจจับท่านโยนาห์โยนลงในทะเล พายุหยุดพัด คลื่นลมจึงสงบในบัดดล ชาวเรือทั้งหลายพากันประหลาดใจ เชื่อว่าชาวเรือเหล่านั้นบางคนได้กลับใจมาเชื่อพระเจ้าของท่านโยนาห์ พระเจ้าทรงทำ
งานกับท่านโยนาห์ แม้ท่านพยายามจะหนีไปจากการทรงเรียกของพระองค์
       การรอดตายของท่านโยนาห์ เป็นการอัศจรรย์พอๆ กับความปลอดภัยของกำปั่น และผู้คนที่อยู่บนเรือ พระเจ้าทรงเตรียมปลาใหญ่ตัวหนึ่งว่ายมากลืนท่านโยนาห์ลงท้อง ขณะท่านโยนาห์อยู่ในท้องปลา แน่นอนเป็นส่วนที่รู้จักกันดีของหนังสือเล่มนี้ แต่ข่าวสารที่ลึกซึ้งกว่า คือความรัก การเอาพระทัยใส่ของพระเจ้า และการทรงให้ชาวนีนะเวห์ และผู้คนทั้งโลกได้รับเอาความรอด

       ในที่สุดแล้ว มีเพียงพระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว พระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลก (อ่านพระธรรม อิสยาห์ 44:8 ; อิสยาห์ 45:5, 6). พระใดที่ผู้คนกราบไหว้นมัสการเป็นการกราบไว้รูปเคารพ และไม่ถูกต้อง ถ้าเราทั้งหลายมีจิตใจของมิชชันนารี เราจะทราบว่าเหตุใดความจริงข้อนี้จึงสำคัญมากสำหรับเรา ที่จะทำความเข้าใจให้กระจ่างสำหรับตัวเราเอง?
 
วันอังคาร   ในท้องของปลาใหญ่   (มัทธิว 12:40)      
       ประสบการณ์ในท้องปลาใหญ่สามวัน ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ในการสิ้นพระชนม์ และการฟื้นพระชนม์ของพระเยซู(โยนาห์ 1:17- 2:10 ; มัทธิว 12:40). มีบันทึกเรื่องจริงแสนประหลาด มีผู้รอดชีวิตมาได้หลังจากถูกวาฬกลืนลงท้องไปที่หลายชั่วโมง แต่เราต้องจำไว้ว่า พระเจ้าทรงเลือกปลาตัวใหญ่นี้เป็นพิเศษ ขณะเดียวกันพระองค์ทรงใช้ฤทธานุภาพของพระองค์ช่วยรักษาชีวิตท่านโยนาห์ไว้ถึงสามวัน ขณะที่ท่านโยนาห์กำลังอยู่ในท้องปลา ในพระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่มแสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสัมผัสได้โดยปัจเจกชน และบ่อยครั้งพระองค์ทรงทำการอัศจรรย์เพื่อช่วยเหลือชีวิตของบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มชน
        ขณะอยู่ในท้องปลาใหญ่ ท่านโยนาห์เริ่มต้นอธิษฐาน บนเรือกัปตันกำปั่นบอกท่านโยนาห์ว่า “จงร้องขอต่อพระเจ้าของเจ้า” (โยนาห์ 1:6) บัดนี้ในสภาวะสิ้นหวัง ท่านโยนาห์เริ่มอธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจัง และสารภาพผิดสิ่งที่ท่านได้ทำมา คำอธิษฐานของท่านโยนาห์ แบ่งออกได้ 5 ส่วน: (1) ส่วนแนะนำ (2) พรรณนาถึงปัญหา (1) ร้องขอพระเจ้าให้ช่วย (4) รายงานการกระทำของพระเจ้า และ (5) สัญญาว่าจะทำในสิ่งที่ท่านควรทำตั้งแต่ต้น ใครที่ไม่เคยอธิษฐานอย่างนี้มาก่อน? คำถามคือ: คุณได้ทำในสิ่งสัญญาไว้ว่าจะทำไหม?

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 12:40. พระเยซูทรงนำเรื่องของท่านโยนาห์ มาใช้สำหรับเป็นตัวอย่างของพระองค์เองอย่างไร? อ่าน ยอห์น 2:19-22 ด้วย
       พระธรรมโยนาห์ บทที่ 2 จบลงด้วยถ้อยคำว่า “และพระเจ้าตรัสสั่งปลานั้น มันก็สำรอกโยนาห์ออกไว้บนแผ่นดินแห้ง” โยนาห์ 2:10) ในทำนองเดียวกัน หลังจากพระพระคริสต์ทรงคืนพระชนม์แล้ว ทรงบัญชาให้เหล่าสาวกออกไปประกาศทั่วโลก เช่นเดียวกัน หลังท่านโยนาห์ได้ประสบการณ์กับปลาตัวมหึมา ท่านเดินทางไปยังเมืองนีนะเวห์ดินแดนของต่างชาติและท่านได้กลายเป็นมิชชันนารีประสบผลสำเร็จมากที่สุดในพระคัมภีร์เดิม ผลจากการเป็นพยานของท่านโยนาห์ทำให้คนทั้งเมืองได้รับการช่วยให้รอดด้วยพระเมตตาของพระเจ้า การที่ท่านโยนาห์ได้รอดชีวิต ณ ชายหาดนั่นเองทำให้ท่านมีความปรารถนาแรงกล้าจะช่วยชาวซีเรียผู้มีบาปหนักให้พ้นจากความตาย
 
วันพุธ    ชั่วอายุคนของนีนะเวห์  (โยนาห์ บทที่ 3) 
       อ่าน พระธรรมโยนาห์ บทที่ 3 คุณได้พบข่าวสารยิ่งใหญ่อะไรตรงนี้เกี่ยวกับการเอื้อมออกไป และการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ?
       “ข่าวสารของพระเจ้ามายังท่านโยนาห์ในครั้งที่สอง “แล้วพระวจนะของพระเจ้ามาถึงโยนาห์เป็นคำรบสองว่า "จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และประกาศข่าวแก่เมืองนั้นตามที่เราบอกเจ้า" (โยนาห์ 3:1, 2)  คำกริยาสองคำมีความสำคัญสำหรับพระคัมภีร์ข้อนี้ ประการแรก, นี่เป็นการบัญชาครั้งที่สอง พระเจ้าทรงใช้คำว่า “จง (ลุกขึ้น) ไป” ในครั้งที่สองพระเจ้าคงใช้คำเดิม “จงไป” พระเจ้ายังไม่ทรง “ยกเลิก” คำสั่ง พระองค์ทรงให้โอกาส “ครั้งที่สอง” แก่มนุษย์ผู้ล้มเหลว ตรงนี้เรามีแนวคิดเรื่อง “พันธกิจ” ในพระคัมภีร์ใหม่ แนวคิดคือให้ออกไปเป็นพยานแก่ประชาขาติ ซึ่งต่อต้านกับความคาดหวังเดิม ที่ให้ประชาติเข้ามาหาคุณ (สมัยอิสราเอลให้ประชาชาติเข้ามาหาชนอิสราเอล)
       คำกริยาสำคัญอีกตัวหนึ่งคือ “ประกาศ” (proclaim) การเทศนา มีความสำคัญเสมอในพระคัมภีร์ นี่ยังเป็นวิธีดีที่สุดในการเผยแผ่ข่าวพระกิตติคุณ พระเจ้าทรงบอกโยนาห์ ให้ประกาศเทศนา “ข่าวสารที่เราให้แก่เจ้า” ดังนั้นเราต้องประกาศเทศนาประหนึ่งเป็นถ้อยคำของพระเจ้า ไม่ใช่ของเราเอง
       ข่าวสารของพระเจ้าปกติจะมีลักษณะของการ “ปราม” (threat) และพระสัญญา (promise), การพิพากษา และ พระกิตติคุณ (โยนาห์ 3:4) นั่นคือการพิพากษา แต่ก็พ่วงด้วยพระสัญญาแห่งความหวัง นี่เป็นความจริง เพราะเมื่อประชาชนรับฟัง และปฏิบัติตามข่าวสารนั้น พวกเขาได้รับการช่วยให้รอด
       แม้แต่ “ข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะ” แกนกลางของข่าวนั้นในพระธรรมวิวรณ์ 14:6-12.ยังเตือนเราเกี่ยวกับการพิพากษา พระกิตติคุณ และการพิพากษาต้องจูงมือไปด้วยกัน พระกิตติคุณเสนอเราให้พ้นจากการถูกลงโทษ นั่นก็คือการพิพากษา ซึ่งจะนำมายังเราทั้งหลาย
       ไม่มีการเทศนาใดจะบังเกิดผลดี ถ้าส่วนประกอบสำคัญของ (1) ข่าวสารพระกิตติคุณ และ (2) การพิพากษาไม่ถูกรวมไว้ด้วยกัน การปล่อยส่วนหนึ่งส่วนใดไว้ถือเป็นการเสี่ยง ในพันธกิจเราจำเป็นต้องผสานการเทศนาของเราให้ลงตัวกับความต้องการของผู้คนเราพยายามเข้าถึง แต่เราไม่ควรทำเช่นนั้นโดยขาดการประสานของสิ่งทั้งสองเข้าด้วยกัน
       ในพระธรรมโยนาห์ 3:5-10, มีอะไรเกิดขึ้น? ชาวเมืองนีนะเวห์เชื่อ และปฏิบัติตามสิ่งพวกเขาได้ยิน ด้วยการกลับใจใหม่ และดำเนินชีวิตตามคำสอนที่ได้รับ และพวกเขาได้รับการช่วยให้รอดพ้นจากความพินาศ


       “พระเจ้าทรงประทานพระสัญญาอันประเสริฐแก่เรา และทรงกล่าวเตือนอย่างจริงจังเช่นกัน  เรื่องนี้สอนอะไรเราเกี่ยวกับ “ความจริงจังของพระสัญญา และการเตือนเหล่านี้”?

พฤหัสบดี   ความเศร้าใจของโยนาห์  (โยนาห์ 4:10, 11)
       โยนาห์ 4:1-11 เปิดเผยให้เห็นปัญหาใหญ่สุดของพระเจ้าในการจัดการกับผู้เผยพระวจนะของพระองค์เพื่อให้มีส่วนร่วมในพันธกิจของโลก ซึ่งไม่ใช่ระยะทางไกล ลมพายุ ปลาใหญ่ หรือ ประชาชนชั่วร้ายเหมือนชาวเมืองนีเนเวห์ แต่ตัวผู้เผยพระวจนะเอง ความเชื่อของชาวนีนะเวห์มีความแตกต่างจาก “การไม่เชื่อ และวิญญาณโหดของท่านโยนาห์” ท่านโยนาห์เป็นคนเดียวในพระคัมภีร์ผู้ปรักปรำพระเจ้าว่า “ทรงพระเมตตาเกินไป ทรงกรุณา และทรงกริ้วช้า” ท่านโยนาห์กล่าวหาพระเจ้าว่าทรงเต็มไปด้วยความรัก และไม่ทรงลงโทษคนบาป คนหนึ่งอาจคิดว่า คนส่วนมากจะมองเห็นพระลักษณะแท้ส่วนนี้ของพระเจ้า และพากันนึกขอบพระคุณพระองค์”
       “ท่านโยนาห์เรียนรู้ถึงพระประสงค์ขอพระเจ้าที่จะช่วยชาวเมืองให้รอดพ้น แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนชั่วร้าย ณ จุดนั้นท่านควรจะมีความยินดี ในพระเมตตาคุณอันอัศจรรย์ของพระองค์ ผู้ทรงพระเมตตา และให้อภัย แต่แทนที่จะรู้สึกเช่นนั้น ท่านโยนาห์ปล่อยให้จิตใจของท่านเป็นกังวลเกี่ยวกับใครๆ จะหาว่าท่านผู้เป็นผู้เผยพระวจนะเท็จ กล่าวพยากรณ์แล้วไม่เกิดขึ้นสมจริง ท่านเป็นห่วงชื่อเสียงตนเอง ท่านโยนาห์ลืมคุณค่ายิ่งใหญ่กว่านั่นคือดวงวิญญาณของชาวเมืองที่น่าเวทนา พระเมตตาพระเจ้าทรงสำแดงต่อประชาชนผู้กลับใจใหม่แห่งเมืองนีนะเวห์ ทำให้ท่านโยนาห์รู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง และท่านรู้สึกโกรธมากด้วย” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และ กษัตริย์” หน้า  271
       อ่าน พระธรรม โยนาห์ 4:10, 11. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สอนอะไรเราบ้าง เกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างพระอุปนิสัยของพระเจ้า และธรรมชาติบาปของมนุษย์? เหตุใดเราควรมีความยินดีที่พระเจ้า ไม่ใช่เพื่อนมนุษย์ของ เราเอง และพระเจ้าจะเป็นผู้พิพากษาเราในวันสุดท้าย?
       ท่านโยนาห์แสดงความโกรธของท่านสองครั้งในพระธรรมโยนาห์บทที่ 4.ท่านโกรธเพราะพระเจ้าทรงเปลี่ยนพระทัยช่วยชาวนีนะเวห์ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 120,000 คนให้รอดจากความพินาศ ครั้งที่สองท่านโยนาห์โกรธมากเช่นกัน เพราะต้นระหุ่งที่ขึ้นมาบังแสงแดดให้ท่าน อยู่ๆก็เหี่ยวเฉาไป ในความเห็นแก่ตัวของท่าน ผู้เผยพระวจนะไม่อาจใส่สิ่งสำคัญที่สุดไว้ในรายการแรกของท่าน
      พระเจ้าทรงสอนท่านโยนาห์ให้ตระหนักในความเป็นพี่น้องกัน เพราะผู้เชื่อทุกคนมีพระเจ้าเป็นพระบิดาอยู่เหนือคนทั้งปวง ผู้เผยพระวจนะควรยอมรับเพื่อนมนุษย์ที่กลับใจใหม่ แม้พวกเขาจะ “เป็นคนต่างชาติ” ก็ตาม และแม้พวกเขาเป็นคนบาป ดวงวิญญาณมากกว่า 120,000 คน ไม่มีไม่สำคัญกว่าเถาต้นระหุ่งต้นเดียวหรือ?
       อ่านอีกครั้งหนึ่ง ถ้อยคำพระเจ้าทรงต่อว่าท่านโยนาห์ ในทางใดบ้างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถตรัสบาง
สิ่งคล้ายกันนี้กับเรา? บ่อยครั้งเพียงใดเราพบว่าตัวเราเองมีความห่วงใยปัญหาส่วนตัวของเราซึ่งเป็น “เพียงสิ่งเล็กน้อย” มากกว่าการสูญเสียดวงวิญญาณหลายดวง ที่พระคริสต์ทรงหลั่งพระโลหิตของพระเพื่อไถ่พวกเขาให้รอด?


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “พระธรรม โยนาห์มีความสำคัญมากนำไปสู่ความเข้าใจคำสอนเรื่องพันธกิจของพระคัมภีร์ นี่เพราะว่าเกี่ยวกับพระบัญชาของพระเจ้าทรงให้กับประชากรของพระองค์ เรื่องการทำงานกับคนต่างชาติ พระบัญชานี้ยังรับใช้เสมือนเป็นก้าวแรกของพระมหาบัญชาให้สาวกทั้งหลายทำหน้าที่มิชชันนารีออกไปประกาศในพระคัมภีร์ใหม่ และยังมีความสำคัญเช่น
กันสำหรับเรา ที่จะมองไปยังตัวอย่างของการต่อต้านคำสั่งของท่านโยนาห์ ซึ่งในทำนองเดียวกันเป็นการต่อต้านเหล่าสาวกคนอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการอย่างขะมักเขม้นตามพระมหาบัญชาของพระเยซูอยู่ทั่วโลกกว้าง” จาก หนังสือของ Johannes Verkuyl, Comtemporary Missiology, page 96


คำถามเพื่อการอภิปราย
 
 1.   “ในประวัติศาสตร์ของเมืองนีนะเวห์ มีบทเรียนที่คุณควรศึกษาอย่างถี่ถ้วน.....คุณต้องรู้หน้าที่ของคุณ
          ที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นคนบาป และไม่รู้จักพระคุณของพระเจ้า ดังนั้นคุณต้องให้การช่วยเหลือ” จากหนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์  ใน
“Southern Work, page 80. ในหัวข้อที่ชื่อว่า “What is our duty to
        these fellow beings?

  2.   คริสตจักรสุดท้ายที่เหลืออยู่สามารถหลีกเลี่ยงจากการคิดว่า “พวกเขาได้รับคำแนะนำ และพระพรจาก
        องค์พระผู้เป็นเจ้าหลากหลาย (วันสะบาโต, สุขภาพ และการศึกษา) ซึ่งได้ทรงประทานแก่พวกเขา เพื่อ
        ประโยชน์ มากกว่าเป็นข้อได้เปรียบชนชาติอื่นๆ ? อ่านพระธรรม วิวรณ์  3
:17, 18.

  3.   ในทางใดบ้างที่ข่าวของทูตสวรรค์สามองค์ในพระธรรมวิวรณ์ 14:6-12 เผยให้เห็นข่าวที่ท่านโยนาห์มี
        ให้สำหรับชาวนีนะเวห์ ?


                       *******************
กลับไปหน้าสารบัญ
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272