Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน > บทที่ 5 มิชชันนารีผู้พ > >
.
บทที่ 7 พระเยซู: เจ้านายของมิชชันนารี
.

บทที่  7
พระเยซู: เจ้านายของมิชชันนารี
8 - 14  สิงหาคม  2015

บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
2 ทิโมธี 1:8, 9 ; อิสยาห์ 42:1-9 ; ดาเนียล 9:24-27 ; ลูกา 2:8-14 ; มัทธิว 10:5,6 ; กิจการฯ 1:1-14.   

ข้อควรจำ      “พระเยซูตรัสกับเขาอีกว่า “สันติสุขจงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด พระ
                    บิดาทรงใช้เรามาฉันใด เราก็ใช้ท่านทั้งหลายไปฉันนั้น" (ยอห์น 20:21)      


สอดคล้องกับพระคัมภีร์ไบเบิล งานพื้นฐานของ “ตรีเอกานุภาพ” พระเจ้าสามพระภาคคือ “มิชชันนารี” นั่นคือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ มีส่วนประสานงานกันเพื่อช่วยผู้คนให้ได้รับความรอด พันธกิจของทั้งสามพระองค์เริ่มต้นเมื่อมนุษย์ล้มลงในความบาป และได้ดำเนินเรื่อยมา และจะต่อเนื่องไปจนวาระสุดท้องของโลก ถึงตอนนั้นพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยกันกู้โลกนี้เสร็จสมบูรณ์ สอดคล้องตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
       สอดคล้องกับพระกิตติคุณทั้งสี่ พระเยซูทรงสละบัลลังก์ลงมาเกิดเป็นมนุษย์ ซึ่งมีความจำเป็นเพื่อให้การดำเนินพันธกิจของพระองค์สำเร็จ ในพระเยซูคริสต์ ความหมายของประวัติศาสตร์เป็นที่เข้าใจได้ดีขึ้น พันธกิจโดยภาพรวมของพระเจ้าทั้งสามพระภาค คือผสานฤทธานุภาพเป็นหนึ่งในพันธกิจ และความต้องการอย่างยิ่งยวดของมนุษย์ ที่จะดำรงชีวิตอย่างมีความหมายได้สำเร็จสมจริง
       ในพระคัมภีร์ใหม่ เราเรียนเรื่องวัตถุประสงค์ของพระเยซูคริสต์ในการทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ เราพบเค้าโครงของรายการพันธกิจ ในพระกิตติคุณทั้งสี่ เราได้เห็นตัวอย่างพระเยซูทรงพบกับผู้คนมาจากชนชาติอื่น และผู้คนจากความเชื่อใน “พระ” อื่น จากพระวจนะของพระเจ้า เราเรียนรู้ถึงพันธกิจยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเพื่อช่วยคนบาปทั้งหลายให้รอดพ้น

วันอาทิตย์   พระเยซูในพระคัมภีร์เดิม  (2 ทิโมธี 1:8, 9)
       พระธรรม 2 ทิโมธี 1:8, 9 เป็นข้อพระคัมภีร์สำคัญเพื่ออธิบายถึงการเชื่อว่าความรอดเป็นมาโดยการกระทำดีนั้นไร้ประโยชน์ ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้เผยให้เห็นธรรมชาตินิรันดร์แห่งความรอด และสอนด้วยว่าความรอดของเราถูกวางแผนไว้แล้วนานแสนนาน
       ไม่น่าแปลกใจพระคัมภีร์เดิมตลอดทั้งเล่ม ได้เปิดเผยให้เห็นพระเยซูคริสต์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คำพยากรณ์อันทรงพลัง ได้สอนอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ตัวจริง
 
       อ่าน พระธรรม อิสยาห์ 61:1 ;  ดาเนียล 9:24-27 ; อิสยาห์ 7:14 ;  อิสยาห์ 9:6 ; และ อิสยาห์ 42:1-9. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ทำนายเกี่ยวกับพระเยซู และงานของพระองค์ในฐานะเป็นพระเมสสิยาห์อะไรบ้าง?
 
       ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ พรรณนาพันธกิจของพระเยซูด้วยถ้อยเหล่านี้ (1) “จงดูผู้รับใช้ของเรา ผู้ซึ่งเราเชิดชูผู้เลือกสรรของเรา ผู้ซึ่งใจเราปีติยินดี เราได้เอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้แล้ว ท่านจะส่งความยุติธรรมออกไปให้แก่บรรดาประชาชาติ” (6) "เราคือพระเจ้า เราได้เรียกเจ้ามาด้วยความชอบธรรม เราได้ยุดเจ้าและรักษาเจ้าไว้ เราได้ให้เจ้าเป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ เป็นความสว่างแก่บรรดาประชาชาติ” (7) “เพื่อเบิกตาคนที่ตาบอด เพื่อนำผู้ถูกจำจองออกมาจากคุก นำผู้ที่นั่งในความมืดออกมาจากเรือนจำ” (อิสยาห์ 42:1, 6, 7)

       คิดใคร่ครวญเกี่ยวกับแนวคิดอันอัศจรรย์ที่พระเยซู องค์พระผู้สร้าง ได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ และใน
ร่างกายของมนุษย์ พระองค์ทรงดำรงค์ชีวิต และสิ้นพระชนม์ มีความหวังยิ่งใหญ่อะไรเสนอให้คุณในขณะโลกนี้ไม่ได้เสนอความหวังอะไรให้คุณเลย?

วันจันทร์  ที่ปรารถนาแห่งปวงชน  (ลูกา 2:8-14)
       พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทั้งในคริสตจักร และในโลก การเสด็จมาครั้งแรกของพระองค์เป็นความสำเร็จสมจริงตามคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม เพื่อช่วยมวลชนที่ตกลงไปในความบาปทั้งชาวยิว และชาวต่างชาติ ให้ได้รอด การเสด็จมาของพระองค์ทำให้ยุคสมัยที่เคยแยกชาวยิว และชาวต่างชาติออกจากกันหมดสิ้นไป กรุงเยรูซาเล็มยังคงเป็นศูนย์กลางอย่างน้อยอีกช่วงเวลาหนึ่ง แต่พระวิหารที่กษัตริย์เฮโรดสร้างขึ้นในกรุงเยรูซาเล็มไม่มีความหมายอีกต่อไป สำคัญที่สุดคือเมื่อชาวยิวถวายดวงใจของพวกเขาให้พระคริสต์ เพราะพวกเขากลายเป็นวิหารที่มีชีวิตอยู่ และคริสเตียนยิวเหล่านี้เป็น “ชนกลุ่มน้อยอิสราเอลที่ยังเหลืออยู่” ซึ่งในสมัยคริสตจักรยุคแรกเริ่มได้ถูกเรียกให้นำพระกิตติคุณไป
สู่ชาวโลก”
       การประกาศเรื่อง “พันธกิจแห่งโลกกว้างของพระคริสต์” ว่าทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของชนทุกชาติ ได้รับการทบทวนตอนพระองค์เสด็จมาบังเกิด ในช่วงวัยเด็กของพระองค์ และตอนที่พระองค์ทรงรับบัพติศมา

      พระธรรม ลูกา 2:8-14 ; ลูกา 2:25-33 ; ลูกา 3:3-6 ; และ ยอห์น 1:29 สอนเกี่ยวกับ “พันธกิจในโลกกว้าง” ของพระเยซูอะไรบ้าง?

       ไม่มีข้อสงสัย, พระเยซูทรงเสด็จมาในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดสำหรับผู้คนทั้งมวล ผู้รับเอาพระองค์ไว้ ความจริงข้อนี้มีความหมายอะไรสำหรับเรา โดยเฉพาะเมื่อเรามีความเป็นมิชชันนารีอยู่ในจิตใจ?
       “วิญญาณแห่งมิชชันนารีจำเป็นต้องถูกนำกลับมาเป็น “ชีวิต” ในโบสถ์ของเรา  สมาชิกทุกคนในโบสถ์ควรศึกษาว่าจะช่วยผลักดันงานของพระเจ้าให้รุดหน้าไปได้อย่างไร ทั้งด้านงานมิชชันนารีในพื้นที่ และในต่างประเทศ นับพันส่วนของงานกำลังถูกทำให้แล้วเสร็จ ซึ่งควรทำให้เสร็จสิ้นในพื้นที่ของมิชชันนารี พระเจ้าทรงเรียกคนงานของพระองค์ให้เพิ่มพื้นที่ใหม่สำหรับพระองค์ ยังมีท้องที่ซึ่งจะบังเกิดผลดีกำลังรอให้คนงานผู้ซื่อสัตย์เข้าไปทำการ” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์. ใน Testimonies for the Church, volume 6, page  29

วันอังคาร  พันธกิจสู่ชนชาติยิว  (มัทธิว 10:5, 6)     
       พระเยซูทรงตรัสตอบว่า “เรามิได้รับใช้มาหาผู้ใด เว้นแต่แกะหลงหายวงศ์วานอิสราเอล” (มัทธิว 15:24)
       ช่วงเวลาระหว่างการปรากฏพระองค์ครั้งแรกต่อสาธารณะชน และการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระองค์ พระเยซูทรงดำเนินพันธกิจของพระองค์กับชาวยิว โดยเฉพาะบริเวณกาลิลี เริ่มแรกองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกล่าวถึงพระองค์กับชนอิสราเอล ก่อนไม้กางเขนพระเยซูทรงมีข่าวดีไม่กี่ครั้งสำหรับชาวต่างชาติ ปรากฏชัดว่าพระเยซูทรงประสงค์จะปลุกชนอิสราเอลให้ตระหนักในจุดยืนของพวกเขา (แต่ครั้งอดีตทรงวานแผนให้เป็นชาติมิชชันนารี) และดำเนินพันธกิจของพระเจ้าสำหรับมนุษยผู้หลงหาย ชนอิสราเอลจะต้องได้รับโอกาสเป็นพยานด้วยข่าวสารของพระเจ้าแก่ชาวโลก
 
       อ่าน พระธรรม มัทธิว 10:5, 6. “สิบสองคนนี้ พระเยซูทรงใช้ให้ออกไปและสั่งเขาว่า "อย่าไปทางที่ไปสู่พวกต่างชาติ และอย่าเข้าไปในเมืองของชาวสะมาเรีย แต่ว่าจงไปหาแกะหลงของวงศ์วานอิสราเอลนั้นดีกว่า” เหตุใดพระเยซูกล่าวเช่นนี้ตรงนี้? เราจะเข้าใจถ้อยคำเหล่านี้ในภาพใหญ่ของสิ่งพระคริสต์เสด็จมาดำเนินการ และในพันธกิจโดยภาพรวมอย่างไร? เปรียบพระคัมภีร์ข้อนี้กับมัทธิว 28:19.

       เมื่อเราพิจารณาชีวิต และภารกิจการรับใช้พระเจ้าของพระเยซู เราต้องเข้าใจความแตกต่างอันชัดเจน ความคิดของพระองค์ หลักการ และการวางแผน ในด้านหนึ่ง และวิธีการทรงทำการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ขณะอีกด้านหนึ่งในงานวันต่อวัน และพันธกิจการรับใช้ พระเยซูทรงวางพระองค์ในวัฒนธรรมของชาวยิว ซึ่งเป็นอย่างพระคัมภีร์เดิมกล่าวไว้ทุกประการ การทรงมาเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูเพื่อประโยชน์ของมนุษย์ทั้งปวง
       ตรงนี้เราได้เรียนรู้หลักการสำคัญของพระคัมภีร์ ถูกนำไปสถาปนาศูนย์พันธกิจ เป้าหมายแรกคือเพื่อเป็นฐานอันเข้มแข็งในการดำเนินพันธกิจ: ในอิสราเอล คือท่ามกลางชาวยิว เมื่อลงหลักปักฐานได้แล้ว พันธกิจการประกาศพระกิตติคุณแห่งความรอดจะประกาศเผยแพร่ออกไปทั่วโลกทั้งใบ

       คิดเกี่ยวกับโบสถ์ท้องถิ่นของคุณ โบสถ์ทำการรับใช้ได้ดีเหมือนตัวอย่างที่แสดงให้เห็นข้างบนไหม: พื้นฐานสมาชิกโบสถ์เข้มแข็งเพื่อสามารถจะประกาศออกไปกับคนอื่นไหม? คุณสามารถหลีกเลี่ยงอันตราย ของการเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางได้อย่างไร? กล่าวคือเป็นกังวลแต่กับความต้องการของตนเอง แทนที่จะมุ่งดำเนินพันธกิจเรื่องการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ และการเป็นพยาน?

วันพุธ    พันธกิจสู่คนต่างชาติ   (มัทธิว 5:13, 14) 
      พระเยซูทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ของพระองค์ท่ามกลางชาวยิว พระองค์ทรงรับใช้พวกเขาบนพื้นฐานของวัฒนธรรมชาวยิว แต่พระองค์ทรงชี้ให้เห็นชัดเจนว่า คำสั่งสอน และพันธกิจการรับใช้พระเจ้าของพระองค์เป็นของโลกกว้าง พระกิตติคุณก็ดี คำสั่งสอนก็ดี จะต้องถูกเผยแผ่ไปยังชนทุกชาติ โดยให้เริ่มกับชนอิสราเอลก่อนเพื่อเป็นฐานราก จากนั้นประกาศออกไปทั่วทุกแห่ง เพราะแผนการแห่งความรอดของพระเจ้ามีไว้สำหรับชนชาติยิว และชาวต่างชาติทั้งมวล นี่เป็นส่วนสำคัญในพระมหาบัญชา

       คำสอนของพระเยซูใน พระธรรม มัทธิว 5:13, 14 ; มาระโก 14:9 ; ลูกา 14 :10-24 ; และ มัทธิว 13 :36-43.เผยให้ห็นพันธกิจสำหรับคนต่างชาติอย่างไร?
 
       พระเยซูทรงดำเนินภารกิจของพระเจ้าส่วนใหญ่ท่ามกลางชาวยิว แต่ไม่มีข้อกังขานับแต่ตอนแรกเริ่มพันธกิจของพระองค์สำหรับโลกทั้งใบ นับแต่ครั้งรับบัพติศมา ท่านยอห์นผู้ให้บัพติศมากล่าวชัดเจนว่า “วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า “จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผูทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย” (ยอห์น1:29) คำว่าโลกในภาษากรีกคือ “คอสมอส” (kosmos) ปรากฏในพระกิตติคุณทั้งสี่ ประมาณ 100 ครั้ง และประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้กล่าวถึงงานของพระเยซู ในฐานะพระผู้ช่วยให้รอดของโลกว้าง
 
       คำอุปมาที่พระเยซูทรงเล่าใน พระธรรม ลูกา 14:16-24,  เหล่าแขกผู้ได้รับเชิญให้ไปในงานเลี้ยงใหญ่ ต่างก็หาข้อแก้ตัวต่างๆ นาๆ ว่าไม่อาจไปในงานได้ อ่านข้อแก้ตัวเหล่านั้น ในระดับหนึ่ง ไม่มีรายใดไม่สมเหตุผลใช่ไหม?  มีบทเรียนสำคัญอะไรเราควรเรียนรู้จากเรื่องนี้สำหรับตัวเราเอง?
 
วันพฤหัสบดี   พระมหาบัญชา  (มัทธิว  28:18-20)       


       พระเยซูทรงใช้เวลา 40 วันระหว่างการฟื้นพระชนม์ และการเสด็จกลับสู่สวรรค์ในการเตรียมเหล่าอัครทูต สาวกทั้งหลาย และคริสตจักรของพระองค์สำหรับการประกาศพระกิตติคุณไปทั่วโลกกว้าง พระธรรม มัทธิว ซึ่งเป็นพระกิตติคุณเล่มแรกได้บันทึกพระมหาบัญชาอันเป็นที่รู้จักดีที่สุด โดยให้นำพระกิตติคุณไปประเกาศทั่วโลก แต่ในห้วง 40 วันมีเหตุการณ์อื่นๆ หลังจากพระเยซูทรงคืนพระชนม์แล้วพระเยซูได้ทรงให้รายละเอียดมากขึ้นในพระบัญชาเรื่องการเผยแผ่พระกิตติคุณ ดังปรากฏให้เห็นสองครั้งในกรุงเยรูซาเล็ม และสองครั้งที่แคว้สนกาลิลี ครั้งที่หนึ่งที่ทะเลทิเบเรียส (กาลิลี)
และบนยอดเขา และอีกครั้งในรายงานการประชุม ตามที่บันทึกในพระธรรม กิจการของอัครทูต 1:1-14.
 
       มีเหตุการณ์หกครั้งในพระกิตติคุณทั้งสี่ ซึ่งบันทึกพระมหาบัญชา: บนภูเขาแคว้นกาลิลี (มัทธิว 28:18-20) ณ โต๊ะเสวย (มาระโก 16:15-20) ในกรุงเยรูซาเล็ม (ลูกา 24:46-49) ณ ห้องชั้นบน (ยอห์น 20:19-31) ที่ชายทะเล (ยอห์น 21:4-25) ช่วงขณะที่พระองค์กำลังถูกรับขึ้นสู่สวรรค์ (กิจการฯ 1:1-11) มีจุดสำคัญอะไรที่เหตุการณ์เหล่านี้สอนเรา?

       จากการเชื่อฟังพระมหาบัญชาของพระเยซู ภายใต้การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เหล่าอัครทูตได้เริ่มทำการเผยแผ่พระกิตติคุณไปทั่วอาณาจักรโรมัน ตัวอย่างเช่นท่านเปาโลออกไปเทศนาสั่งสอนในฝั่งด้านเหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ท่านฟีลิปทำการในแคว้นสะมาเรีย ท่านมัทธิวเดินทางไปประเทศเอธิโอเปีย ขณะท่านโธมัสไปประเทศอินเดีย
       เหล่าอัครทูตเริ่มงานขนาดเล็ก และเต็มไปด้วยการขัดขวาง ผ่านอำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า เหล่าสาวกผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้สามารถเผยแผ่พระกิตติคุณไปสู่โลก ไม่ว่าจะมีข้อผิดพลาดอะไร  ความกลัว ความสงสัย และต่อการสู้ดิ้นรนใดๆพวกเขาต้องเผชิญ พวกเขาตอบรับการทรงเรียก และทำงานเพื่อความรอดของโลก พวกเขาแบ่งปันสิ่งพวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับพระเยซู และสิ่งพระเยซูได้ทำไปแล้วเพื่อพวกเขา นี่ไม่ใช่สิ่งคริสเตียนควรเป็น และควรทำมิใช่หรือ?

       คุณได้รับของสิ่งใดจากพระคริสต์? ของประทานจากพระเจ้าทรงประทานแก่คุณมีอิทธิพลต่อท่าที ความความรู้สึกของคุณต่อการเป็นพยาน และเผยแผ่พระกิตติคุณแก่ผู้อื่นอย่างไร?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “สอดคล้องกับพระธรรม มัทธิว พระเยซูได้กล่าวทำนายว่า “ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะได้ประกาศไปทั่วโลก ให้เป็นคำพยานแก่บรรดาประชาชาติ แล้วที่สุดปลายจะมาถึง” (มัทธิว 24:14) ในเวลาเดียวกัน พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงอีกจุดหนึ่งชัดเจนว่า “แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียว” (มัทธิว 24:36)  สังเกตถ้อยคำของพระเยซูเช่นกันว่า “พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ไม่ใช่ธุระของท่าน ที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์” (กิจการฯ 1:7)
       “ดังนั้นขณะข่าวดีแห่งพระกิตติคุณได้ถูกทำการประกาศเผยแพร่ไปรวดเร็วอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่เราเชื่อว่าพระเยซูจะทรงเสด็จกลับมาในไม่ช้า เราไม่ควรยึดติดกับเรื่องวันเวลา และคอยเดาว่าเป็นวันใด “เราจะต้องไม่คอยเดาว่าเป็นเวลา หรือแสวงหาวันซึ่งพระเจ้าไม่ทรงสำแดงให้ทราบ พระเยซูได้ทรงบอกแก่เหล่าสาวกของพระองค์ว่า “จงเฝ้าระวังอยู่” แต่ไม่ทรงบอกวันแน่นอน ดังนั้นแทนที่จะเป็นกังวลเรื่องวันเวลา เหล่าผู้ติดตามพระเยซูทั้งหลายควรจะอยู่ในห้วงของการคอยฟังเสียงจากนายทัพของพวกเขาทั้งหลาย พวกเขาต้องเฝ้าระวัง อธิษฐาน และทำงาน ขณะที่พวกเขากำลังใกล้วันขององค์พระผู้เป็นเจ้าเข้าไปทุกขณะ” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์. ใน “Selected Messages, book 1,  page 189,


 คำถามเพื่อการอภิปราย
 
 1.   พระคัมภีร์สอนชัดเจนว่าอย่าหนดวันเวลา ที่พระคริสต์จะเสด็จมา แต่ไม่นานนักเราได้ยินในข่าวเกี่ยว
          กับกลุ่มคริสเตียนบางกลุ่ม กำหนดวันที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา คุณคิดไหมว่าเหตุใดผู้คนดื้อรั้นเกี่ยว
          กับการทำสิ่งนี้ มีบางกลุ่มเหมือนกันทำการรณรงค์เพื่อทำโครงการ? (จะว่าไป ถ้าพระเยซูจะเสด็จกลับ
          มาวันที่ 19 มิถุนายนปีถัดไป (หรือเติมวันใดก็ได้ที่คุณต้องการ) เหตุใดจึงเป็นสิ่งไม่ดีสำหรับคริสเตียน
          ในการกล่าวเป็นพยานแก่โลก เมื่อวันที่กำหนดไว้เหล่านี้ ปีแล้วปีเล่า ปรากฏให้เห็นว่าเป็นวันไม่จริง?

   2.    คิดย้อนกลับไปถึงช่วงเวลาเหล่าผู้เชื่อยุคแรกเริ่มเผชิญในช่วงหลายปีของการดำเนินพันธกิจ โดยเฉพาะขณะพวกเขาจำนวนยังไม่มาก มีปัญหาอะไรบ้างเราเผชิญอยู่ในปัจจุบัน? มีอะไรเราสามารถเรียนรู้ได้จาก  ความสำเร็จของคริสตจักรแรกเริ่มสามารถจะช่วยเราให้ดำเนินการเผยแผ่พระกิตติคุณไปทั่วโลกได้?
               ********************

 
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272