Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน > บทที่ 5 มิชชันนารีผู้พ > > >
.
บทที่ 8 พันธกิจข้ามวัฒนธรรม
.
บทที่  8
พันธกิจข้ามวัฒนธรรม
15 – 21  สิงหาคม  2015

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
ยอห์น 4:4-30 ; มัทธิว 8:5-13 ; มาระโก 5:1-20 ; มัทธิว 15:21-28 ; ลูกา 17:11-19 ; ยอห์น 12:20-32.   

ข้อควรจำ      ดูเถิด ผู้รับใช้ของเราซึ่งได้เลือกสรรไว้ ที่รักของเรา ผู้ซึ่งเราโปรดปราน เรา
                     จะเอาวิญญาณของเราสวมท่านไว้ ท่านจะประกาศความยุติธรรมไปให้แก่
                     บรรดาประชาชาติ” (มัทธิว 12:18)           


น่าสนใจเพียงใดพระเยซูทรงใช้เวลามากในช่วงปีแรกเริ่มในแคว้นกาลิลี ซึ่งเป็นที่รู้จัก
กันในชื่อว่า “แคว้นเศบูลุนและแคว้นนัฟทาลี ทางข้างทะเลฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น คือกาลิลีของคนต่างชาติ” (มัทธิว 4:15) ทั้งนี้เพราะชาวต่างชาติมีอิทธิพลในพื้นที่นี้ และในเมืองนาซาเร็ธเองพระเยซูทรงใช้เวลาหลายปีก่อนพระองค์เริ่มดำเนินภารกิจการรับใช้พระเจ้าในที่สาธารณะ จะว่าไปเมืองนาซาเร็ธตั้งอยู่ใกล้เส้นทางสำคัญทหารโรมันใช้เดินทัพ และกองคาราวานใช้เป็นทางสัญจร ในกรณีนี้พระเยซูได้ติดต่อกับชนต่างชาติ ที่ไม่ใช่คนยิวในช่วงต้นของชีวิตทั้งหมดของพระองค์
       หลังจากชาวเมืองนาซาเร็ธไม่ยอมรับพระเยซู (ลูกา 4:16-30) พระองค์ทรงดำเนินพันธกิจของพระองค์ในแคว้นกาลิลี โดยใช้เมืองคาเปอรนาอุมเป็นศูนย์กลาง ในเมืองนี้พระเยซูทรงพบกับชาวต่างชาติจำนวนมาก และการะรู้ทันความการเป็นไปในโลกของพวกเขามีอิทิพลต่อพันธกิจการรับใช้ และการสอนของพระองค์ อย่างไรก็ดี พระเยซูทรงมุ่งความสนใจใกล้ชิดกับชาวอิสราเอล แม้ในมุมกว้างพระองค์มองโลกด้วยการใส่พระทัย พระคัมภีร์ใหม่บันทึกไว้ว่า พระเยซูทรงพบปะสนทนากับชนชาติต่างๆ อย่างน้อย 6 ครั้ง สัปดาห์นี้เราจะศึกษาเรื่องราวของ “การพบปะ” เหล่านั้นของพระองค์
____________________________________________________________________________________________________

วันอาทิตย์    หญิงชาวสะมาเรีย  (ยอห์น 4:4 -30)

       ในช่วงเวลาของพระคริสต์ ประเทศอิสราเอลแบ่งออกเป็นสามพื้นที่: แคว้นกาลิลี, แคว้นสะมาเรีย และแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรียตั้งอยู่ระหว่างแคว้นกาลิลี และแคว้นยูเดีย ชาวสะมาเรียนมัสการพระเจ้า (God) ของชนอิสราเอล แต่พวกเขานมัสการ “พระ” ของผู้ไม่เชื่อในพระเจ้าด้วย “พระ” เหล่านี้พวกเขาได้รับมาจากต่างแดน นับว่าแคว้นสะมาเรียเป็นพื้นที่สมบรูณ์แบบสำหรับเหล่าอัครทูตจะเริ่มต้นทำการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ เพราะประชาชนเป็นเพื่อนบ้านของชาวอิสราเอล
 
       อ่าน ยอห์น 4:4-30. เราสามารถเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ เกี่ยวกับพระเยซูทรงเป็นพยานให้ชาวต่างชาติ?
ในทางใดบ้างพระเยซูไม่ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ของชาวยิว เพื่อจะเอื้อมถึงหญิงชาวสะมาเรียคนนี้?


       หญิงชาวสะมาเรียรู้สึกตื่นตัวเมื่อพระเยซูตรัสสนทนา และขอน้ำดื่มจากหล่อน ทั้งๆที่ตลอดมาในประวัติศาสตร์ชาวยิวรังเกียจ และไม่ข้องแวะกับชาวสะมาเรีย หล่อนจึงถามคำถามที่ฉลาด เพื่อจะทราบว่าเหตุใดพระองค์ไม่รังเกียจหล่อนที่เป็นชาวสะมาเรีย พระเยซูตอบคำถามเพื่อจะช่วยหล่อนในด้านจิตวิญญาณ เวลาเดียวกันพระเยซูทรงเปลี่ยนคำสนทนา เมื่อพระองค์บอกให้นางนำสามีของหล่อนมารับฟังด้วย พระองค์ทรงทราบว่าหล่อนไม่ได้แต่งงาน แต่ได้ลอบมีความสัมพันธ์กับชายหลายคน แน่นอน การถามเกี่ยวกับสามีของหล่อนเป็นการเปิดเส้นทางเพื่อให้พระองค์เข้าถึงหล่อน แม้ว่าหล่อนอาจรู้สึกไม่สบายใจ แต่การทำเช่นนี้ พระเยซูสามารถเป็นพยานให้กับหล่อนอย่างได้ผล
       อีกอย่างเราไม่ควรพลาดสิ่งที่เกิดขึ้นในพระธรรม ยอห์น 4:27 ซึ่งบันทึกว่าเมื่อเหล่าสาวกกลับจากการเข้าไปซื้ออาหารในเมือง “ขณะนั้นสาวกของพระองค์ก็มาถึง เขาประหลาดใจที่พระองค์ทรงสนทนากับผู้หญิงแต่ไม่มีใครถามว่า “พระองค์ประสงค์อะไรหรือ “ทำไมพระองค์จึงทรงสนทนากับนาง”  นี่ไม่ใช่พระเยซูทรงละเมิดกฏเกณฑ์ของชาวยิวหรือ
(1) พระองค์ทรงขอน้ำดื่มจากหญิงชาวสะมาเรีย (2)  พระองค์ทรงอยู่กับผู้หญิงตามลำพัง ชายชาวอิสราเอลจะต้องไม่ถูกพบเห็นอยู่กับผู้หญิงอื่นที่ไม่ญาติสนิท หรือคนในครอบครัว ที่น่าสังเกตคือเมื่ออยู่ท่ามกลางชาวอิสราเอลพระองค์ทรงถือพระบัญญัติเคร่งครัด และตอนนี้เราได้เรียนรู้ว่า เมื่อพระเยซูอยู่ที่อื่นพระเยซูทรงปฏิบัติตนแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงทราบว่าบัญญัติข้อไหนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และข้อไหนเป็นพระบัญญัติของพระเจ้า

       คุณเต็มใจออกห่าง “พื้นที่สบายใจ” (comfort zone) ไกลเพียงใด เพื่อจะดำเนินพันธกิจให้การช่วยเหลือคนอื่น?  คุณจะออกไปห่างไกลเพียงใด?
__________________________________________________________________________________________________

วันจันทร์   นายทหารชาวโรมัน  (มัทธิว 8:5-13)

       อ่าน พระธรรม มัทธิว 8:5-13 และ ลูกา 7:1-10. เรื่องเหล่านี้สอนอะไรเรา เกี่ยวกับแม้เต่ความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างลิบลับ เราอาจต้องละเมิด เพื่อพระกิตติคุณจะเข้าถึงเขา หรือหรือพวกเขาได้?

       ในเมืองคาเปอรนาอุม นายร้อยชาวโรมันแสวงหาพระเยซู ชาวยิวเกลียดชังทหารโรมัน เพราะพวกเขามายึดครองประเทศอิสราเอล แม้ในความแตกต่างทางวัฒนธรรม และลัทธิการเมืองที่ห่างกันสุดกู่ เราสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดตรงนี้ ระหว่างชาวโรมันคนนี้ และชาวยิวทั้งหลาย
       พระธรรมลูกากล่าวว่า นายร้อยชาวโรมัน “เมื่อได้ยินถึงเรื่องพระเยซู จึงใช้ผู้ใหญ่บางคนของพวกยิวไปอ้อนวอน เชิญพระองค์เสด็จมารักษาทาสของตน” (ลูกา 7:3) และที่น่าแปลกใจคือผู้ใหญ่ชาวยิวเหล่านั้นได้เดินทางไปเชิญพระเยซูให้เสด็จมารักษาทาสของนายทหารโรมันจริงๆ ใครคือผู้ใหญ่เหล่านี้? ข้อพระคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้แต่ผู้ใหญ่เหล่านี้ดูเมือนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพระเยซู ไม่เหมือนผู้ใหญ่ชาวยิวคนอื่นๆ
       เป็นที่ชัดเจนว่านายร้อยชาวโรมันเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า สังเกตว่าเมื่อพระเยซูมาถึงยังไม่ได้เข้าไปในบ้าน นายร้อยได้ทูลพระเยซูว่า “พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์เป็นคนไม่สมควรที่จะรับเสด็จพระองค์เข้าใต้ชายคาของข้าพระองค์ ขอพระองค์ตรัสเท่านั้น บ่าวของข้าพระองค์ก็จะหายโรค” (มัทธิว 8:8)  คำพยานนี้น่าประหลาดใจยิ่ง ที่ชาวต่างชาติคนหนึ่งมีความเชื่อในพระเยซูมากเพียงใด นายร้อยชาวโรมัน “ไม่รอว่าชาวยิวจะเชื่อพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์หรือไม่ “ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้ แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก” (ยอห์น 1:9) ความสว่างได้ส่องมายังนายร้อย ชาวโรมันคนนี้ ทำให้เขาได้มองเห็นพระสิริอันงดงามแห่งพระบุตรของพระเจ้า” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์. ใน “ความปรารถนาแห่งปวงชน”  หน้า 317
       นายร้อยคนนี้เข้าใจ และเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาของชาวยิว เขาทราบว่าสอดคล้องกับบัญญัติชาวยิวคนหนึ่งไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในบ้านของคนต่างชาติ ดังเขาจึงทูลขอพระเยซูช่วยเขาจากระยะห่าง พลันทาสคนนั้นก็หายจากโรคความเชื่อของนายร้อยชาวต่างชาติเป็นสัญลักษณ์ของวันใหญ่ เมื่อจะมีประชากรจากทั่วโลกหลั่งไหลเข้ามาร่วมกับบรรพบุรุษของชนอิสราเอลแต่กาลก่อน (อย่างเช่น อับราฮัม และ โมเสส) ในงานเลี้ยงฉลองต้อนรับผู้ได้รับความรอดของพระเมสสิยาห์
       เราอาจเรียนรู้บทเรียนแตกต่างกันจากเรื่องการรักษาโรคเหล่านี้ เราทราบด้วยว่าความแตกต่างใหญ่หลวงในด้านวัฒนธรรม ไม่อาจแยกชาวยิว และโรมันออกจากกัน มีบทเรียนอะไรเราได้รับจากเรื่องเหล่านี้  แม้เราจะต้องไปไกลกว่าความแตกต่างด้านวัฒนธรรม ขณะที่ “สติรู้ผิดรู้ชอบ” ยังใช้การได้ดี ทั้งนี้เพื่อจะเข้าถึงคนอื่นๆ ได้?
____________________________________________________________________________________________________

วันอังคาร   การจัดการกับผีร้ายที่เข้าสิง   (ลูกา 8:26-39)          

       อ่าน พระธรรม ลูกา  8:26-39 ; และ มัทธิว 15: 21-28. เรื่องเหล่านี้ช่วยเราให้เข้าใจ พระเยซูทรงเกี่ยวพันกับผู้คนไม่ใช่ชาวยิวอย่างไร? เราจะเข้าใจถ้อยคำของพระเยซูที่ตรัสกับหญิงชาวคานาอันอย่างไร? และอีกอย่างเหล่าสาวกได้รับบทเรียนอะไรหลังจากพวกเขาได้มองเห็นพระเยซูทรงช่วยเหล่าผู้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งแห่งประชากรของพระเจ้า?

       ดินแดนอีกฟากของทะเลกาลิลี เรียกว่า “แดนเกราชา” ในอดีตดินแดนแถบนี้เคยอยู่ภายใต้อาณัติของกรีก ต่อมาอยู่ภายใต้การปกครองรัฐบาลโรมัน และถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นยูเดีย ชายผู้อาศัยตามอุโมงค์ฝังศพถูกผีร้ายเข้าสิง ผีร้ายหลายตนที่รวมกันอยู่ในตัวเขา สร้างปัญหาอันน่ากลัวให้กับเขามาก ชายผู้นี้ต้องความช่วยเหลือจากพระเจ้าอย่างแท้จริง และเขาได้รับพระเมตตาคุณนั้น
       เราแน่ใจได้ว่าผู้คนอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้เป็นคนต่างชาติ เพราะพวกเขาพากันเลี้ยงสุกร และการที่ผีหลายตนที่ถูกขับออกขออนุญาตจากพระเยซู เมื่อได้รับอนุญาตพวกมันเข้าไปสิงในฝูงสุกร และสุกรฝูงนั้นวิ่งไปกระโจนจากหน้าผาลงไปในทะเล และจมน้ำตายทั้งฝูง เหล่าเจ้าของสุกรในเมืองนั้นออกมาขอร้องให้พระเยซูทรงเสด็จไปยังที่อื่น จะเห็นว่าพวกเขาสนใจในด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านจิตวิญญาณ ชายคนที่ถูกผีสิง บัดนี้กลายคนปกติ เขาขอติดตามพระเยซูไปแต่พระเยซูทรงสั่งให้เขาอยู่ในบ้านเมืองของเขาต่อไป และเป็นพยานให้กับทุกคน ในสิ่งที่พระเยซูได้ทรงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา และได้ทรงทำอะไรเพื่อเขาอีกบ้าง? ชีวิตได้สัมผัสกับอำนาจการช่วยเหลือจากพระเจ้าเป็นคำพยานที่มีพลังมาก
       ในเหตุการณ์ต่อไปเด็กสาวจากเขตพื้นที่ของ “ไทระ” และ “ไซดอน” “มีชาวคานาอันคนหนึ่งมาจากพื้นที่แถบนั้นร้องทูลพระองค์ว่า “พระองค์ผู้ทรงเป็นบุตรดาวิดเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาข้าพระองค์เถิด ลูกสาวของข้าพระองค์มีผีสิง เป็นทุกข์ลำบากยิ่งนัก” (มัทธิท 15:22) มารดาของเด็กที่ถูกผีสิง เป็นตัวอย่างของการคละคล่ำ (melting pot) กันของต่างวัฒนธรรมบนพื้นที่แถบนั้น บรรพบุรุษของหล่อนถูกขับไล่ออกจากแผ่นดินของพวกเขาในสมัยของท่านโยชูวา ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งเราได้พบว่า พระเยซูทรงเอื้อมถึงเหล่าชนที่ไม่ใช่ชาวอิสราเอล
       การตรัสกับผู้หญิงชาวคานาอัน ฟังแล้วเป็นสำเนียงภาษาส่อความกระด้าง พระเยซูทรงเปรียบว่าชนชาติของหล่อนเป็นเหมือนสุนัข นี่เป็นการทดสอบความเชื่อของหล่อน และหล่อนแสดงออกให้เห็นว่า หล่อนมีความถ่อมใจลงด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้ขอเพียงพระเยซูทรงขับผีออกจากบุตรสาวของหล่อน
       บทเรียนเป็นงานของพระกิตติคุณซึ่งไม่ใช่เฉพาะชาวยิว แต่ต้องแพร่ไปยังชนชาติอื่นๆด้วย

วันพุธ    คนโรคเรื้อนสิบคน  (ลูกา 17:11-19) 
       อ่าน พระธรรม ลูกา 17:11-19. มีบทเรียนสำคัญอะไรในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้สำหรับเรา ไม่ว่าเราจะเป็นคนเชื้อชาติใด หรือสถานที่เกิดของเราอยู่ที่ไหน?

       สังเกตว่าชายโรคเรื้อนทั้งสิบรู้จักพระเยซู พวกเขาเรียกชื่อของพระองค์ และขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาพวกเขาทั้งหลาย พระเยซูทรงพระเมตตาตรัสว่า “จงไปสำแดงตัวแก่พวกปุโรหิตเถิด” สิ่งน่าสนใจคือ พวกเขาไม่ได้หายจากโรคเรื้อนในทันที แต่ขณะพวกเขาเดินไปอาการของโรคดีขึ้นตามลำดับจนหายเป็นปกติ ด้วยความตื่นเต้นดีใจพวกเขาทั้งเก้าคนเดินทางต่อไป เพื่อแจ้งแก่พวกปุโรหิตตามที่พระเยซูสั่ง ซึ่งเป็นไปตามกฏที่ตั้งไว้สำหรับคนเป็นโรคเรื้อน เลวีนิติ 14:2
       มีคนโรคเรื้อนที่หายโรคสิบคน แต่มีคนโรคเรื้อนชาวสะมาเรียคนเดียวย้อนกลับมาขอบพระคุณพระเยซู ทั้งเก้าคนไม่ลืมคำสั่งของพระเยซู ที่ให้ไปสำแดงตัวต่อปุโรหิต แต่พวกเขาพลาดจากการได้กล่าวขอบพระคุณผู้รักษาโรคเรื้อนของพวกเขาให้หาย ชาวสะมาเรียหวนกลับมาก่อนที่เขาจะไปสำแดงตัวกับปุโรหิต พระคัมภีร์ไม่ได้บอกคนโรคเรื้อนที่หายโรคที่เหลือทั้งหมดเป็นชาวยิว แต่สถานที่พวกเขาพบพระเยซูพอจะอนุมาณได้ว่าพวกเขาเป็นคนยิว และข้อความที่ท่านลูกาเขียนว่า คนที่กลับมาขอบพระคุณเป็นชาวสะมาเรีย และพระเยซูทรงเรียกเขาว่า “ไม่เห็นผู้ใดกลับมาสรรเสริญพระเจ้า เว้นแต่คนต่างชาติคนนี้” (ลูกา 17:18) สำหรับผู้มีคำถามว่า เป็นไปได้ไหมที่คนโรคเรื้อนชาวยิว และสะมาเรียนจะอยู่รวม
กลุ่มกัน  ข้อเท็จจริงมีว่า ผู้ประสบอุบัติเหตุร่วมกัน เป็นโรคร้ายเหมือนกัน หรือประสบภัยพิบัติคราวเดียวกัน ความแตกต่างในผิวพรรณ ความแตกต่างเชื้อชาติ และต่างพื้นที่อาศัยทางภูมิศาสตร์ กำแพงที่แบ่งกั้นเหล่านั้นจะทลายลง พวกเขาจะมาร่วมสัมพันธ์อันดีต่อกันได้อย่างน่าอัศจรรย์ นักเขียนมีชื่อ อัลเบอร์ท สไว้ท์เซอร์ เรียกความสัมพันธ์ในลักษณะนี้ว่า “การร่วมสัมพันธ์กันในความทุกข์ยาก” คนโรคเรื้อนทั้งสิบมีความต้องการอย่างเดียวกัน คือได้รับการรักษาให้หายจากโรค และสิ่งนี้เองได้ทำให้พวกเขามารวมตัวกันเพื่อไปขอพระเมตตาจากพระเยซู
       ตลอดชีวิตการดำเนินพันธกิจรับใช้พระเจ้า พระเยซูทรงย้ำสอนเหล่าอัครทูต และสาวกทั้งหลายให้นำพระกิตติคุณไปเผยแผ่กับชาวโลกทั้งปวง และพระบัญชานี้ชัดเจน หลังจากที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์แล้ว

       คนโรคเรื้อนทั้งสิบต่างแสดงความเชื่อของพวกเขา แต่มีเพียงคนเดียวที่ย้อนกลับมา และขอบคุณองค์พระผู้เป็นเจ้าสำหรับสิ่งพระองค์ทรงทำเพื่อเขา เรื่องนี้บอกเราเกี่ยวกับ “การสรรเสริญ” และ “การขอบพระคุณ” มีความสำคัญมากสำหรับความเชื่ออย่างไร? คุณมีอะไรบ้างควรขอบพระคุณพระเจ้าแต่ยังไม่ได้ขอบพระคุณ? ลองคิดดูว่าคุณจะมีความสุขมากกว่าไหมเมื่อคุณไม่ “ตกค้าง” เรื่องการขอบพระคุณ และจะเป็นการดีกว่าสักเท่าใดที่จะระลึกเสมอว่า คุณจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้
 

วันพฤหัสบดี   ชาวกรีก และพระเยซู  (ยอห์น 12:20-23)       
                อ่าน ยอห์น 12:20-23 เหตุการณ์นี้ช่วยให้เราเข้าใจการร้องเรียกหาความรอด ความหวังของจิตใจที่ต้องการคำตอบซึ่งสามารถพบได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น คือในองค์พระเยซู

       ชาวกรีกเหล่านี้อาจเป็นกลุ่มผู้กลับใจใหม่สู่ศาสนายิว (Judaism) เพราะพวกเขาได้รับอนุญาตให้เข้าไปในลานพระวิหาร อย่างน้อยบนพื้นที่กำหนดไว้สำหรับชนต่างชาติ นักศึกษาพระคัมภีร์ให้ข้อสังเกตว่าชาวกรีกเหล่าได้เข้าหาอัครทูตฟีลิป ผู้แม้จะเป็นคนยิวแต่ใช้ชื่อภาษากรีก ชื่อของเขาอาจดึงดูดชาวกรีกให้เข้าหา ดังนั้นงานบุกเบิกของคริสเตียนอาจทำได้โดยมิชชันนารีชาวต่างชาติ ผู้มีความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจผู้คนที่พวกเขาต้องการเอาชนะเพื่อพระคริสต์ แต่งานการบุกเบิกจะดีที่สุดหากทำเนินการโดยผู้คนมีพื้นฐานอย่างเดียวกับกลุ่มเป้าหมาย
       กลุ่มชาวกรีกมาถามหาพระเยซูเพียงไม่กี่วันก่อนพระองค์ถูกตรึงกางเขน ไม่สงสัยเลยเพราะพวกเขาประทับใจในถ้อยคำของพระเยซูเกี่ยวกับความทุกข์ทรมาน ความตาย และชัยชนะในที่สุด พระเยซูคงได้รับการหนุนใจจากการที่พวกเขา “ปรารถนาจะพบ” พระองค์ การกระทำของชาวกรีกครั้งนี้เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นของการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณไปทั่วโลก เป็นที่เข้าใจว่าแม้แต่ชาวฟาริสียังพูดกันว่า “ท่านเห็นไหมว่าท่านทำอะไรไม่ได้เลย ดูซิ โลกตามเขาไปหมดแล้ว” (ยอห์น 12:19)
       สิ่งเราพบตรงนี้เป็นกลุ่มชาวกรีกอยู่นอกศาสนายิวต้องการมาพบพระเยซู นี่เป็นเครื่องหมายบอกว่าโลกมีความพร้อมสำหรับการสิ้นพระชนม์ไถ่บาปของพระองค์ ชาวกรีกเหล่านี้เป็นตัวแทนของนานาชาติ เผ่าพันธุ์ และปวงชนของโลก พวกเขาถูกโน้มน้าวให้เข้ามาหาพระเยซู ในไม่นานหลังจากไม้กางเขนของพระผู้ช่วยให้รอด พระเยซูทรงตรัสไว้ว่า “เมื่อเราถูกยกขึ้นจากแผ่นดินโลกแล้ว เราก็จะชักนำคนทั้งปวงให้มาหาเรา” (ยอห์น 12:32) สาวกทั้งหลายจะพบว่าโลกพร้อมที่จะรับเอาพระกิตติคุณ

       อ่าน พระธรรม ยอห์น 12:20-32. ข้อพระคัมภีร์ที่กล่าวว่า “ผู้ใดที่รักชีวิตของตนก็ต้องเสียชีวิตและผู้ที่ชังชีวิตของตนในโลกนี้ก็จะธำรงชีวิตนั้นไว้นิรันดร์” (ยอห์น 12:25)  เหตุใดพระเยซูทรงกล่าวถ้อยคำในลักษณะนี้? คุณเคยมีประสบการณ์ตามที่พระเยซูทรงตรัสไว้ตรงนี้ไหม?
_________________________________________________________________________________________________

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 

       “เราบอกท่านทั้งหลายว่า คนเป็นอันมากจะมาจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก จะมาร่วมสำรับกับอับราฮัม และอิสอัค และยาโคบในแผ่นดินสวรรค์ แต่ชาวแผ่นดินนั้นจะต้องถูกขับไล่ไสส่งออกไปในที่มืด ที่นั่นจะมีเสียงร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน” (มัทธิว 8:11,12) ถ้อยคำเหล่านี้ได้ถูกตรัสไว้ถูกจังหวะสำหรับบุคคลบางคน แต่เราไม่ควรพลาดในหลักการ นั่นคือเหล่าผู้รับสิทธิ์ยิ่งใหญ่ ได้รู้จักกับความจริงฝ่ายจิตวิญญาณ จำเป็นต้องระมัดระวัง เป็นการง่ายจะกลาย เป็นคน “เกียจคร้าน” เกี่ยวกับความจริงที่ได้รับมา ความจริงที่อาจไม่มีใครอื่นเทศนา และสั่งสอน ประการแรก เราต้องมั่นใจว่าเราได้หยั่งรากลึกในความจริงเหล่านี้ จากนั้น ประการที่สองเราจำเป็นต้องสอนความจริงเหล่านี้ให้กับผู้ที่ยังไม่ทราบ
 

คำถามเพื่อการอภิปราย

  1.    ไม้กางเขนได้สอนเราว่า ความรอดมีไว้สำหรับคนทั้งปวงในโลก ต่อพระพักตร์ของพระเจ้าเราทุกคนเป็นคนบาป และทุกทั้งปวงต้องการพระคุณ แต่มีหลายกลุ่มบ่อยครั้งคิดว่า พวกเขาดีกว่ากลุ่มอื่นๆ นี่เป็น
 ความรู้สึกธรรมดา และเกิดขึ้นในตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แล้วเกี่ยวกับคุณ สังคมของคุณเอง ด้าน
           การเงิน หรือกลุ่มวัฒนธรรม? คุณถือว่ากลุ่มของคุณแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ ไหม? คุณสามารถเรียนรู้
           ที่เชิงไม้กางเขนเพื่อจะเปลี่ยนแปลงไหม?

    2.   กลุ่มชาวกรีกต้องการพบพระเยซู ไม่สงสัยเลยว่าพวกเขาได้ยินเกี่ยวกับพระองค์ หรือได้เห็นบางคนที่
          พระเยซูได้ทำบางสิ่งเพื่อพวกเขา แต่บัดนี้พระเยซูประทับบนสวรรค์ คริสตจักร และสาวกทั้งปวงเป็น
          ตัวแทนของพระองค์บนโลกนี้ นี่หมายความถึงอะไรสำหรับเรา (ก) เราดำเนินชีวิตประเภทไหน (ข) และเราเป็นตัวแทน (ของพระเยซู) นำเสนอต่อบุคคลแวดล้อม และต่อโลกอย่างไร?    
                *********************
----------------------------------------------------------------

บทที่9
กลับไปหน้าสารบัญ
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272