Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน > บทที่ 5 มิชชันนารีผู้พ > > > >
.
บทที่ 9: เปโตร และ คนต่างชาติ
.
บทที่  9
เปโตร และ คนต่างชาติ
22 - 28  สิงหาคม  2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
กิจการฯ 2:5-21 ; กิจการฯ 10:1-8 ; กิจการฯ 10:23-48 ; โรม 2:14-16 ; กิจการฯ 10:9-22 ; กิจการฯ 11:1-10 ;
กิจการฯ 15:1-35.     

ข้อควรจำ      “ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า "จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่ง
                   พระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้ว
                   ท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ... ด้วยว่าพระสัญญานั้นตกแก่
                   ท่านทั้งหลายกับลูกหลานของท่านด้วย และแก่คนทั้งหลายที่อยู่ไกล คือทุกคน
                   ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของเราทรงเรียกมาเฝ้าพระองค์” (กิจการ 2:38,39)          


ท่านเปโตรเป็นอัครทูตคนแรกเทศนาเรื่องความรอดแก่คนต่างชาติ ท่านเป็นผู้นำคริสตจักรต่อเนื่องหลายปี ท่านยังคงดำเนินพันธกิจของพระเจ้า กระทั่งท่านอัครทูตเปาโลได้กลายเป็นมิชชันนารีเด่นขึ้นในการประกาศพระกิตติคุณแก่ชนต่างชาติ ทั้งท่านเปาโล และท่านเปโตร เป็นกำลังสำคัญในการเป็นผู้นำคริสตจักรยุคแรกเริ่ม ซึ่งตอนแรกผู้เข้ามาเชื่อส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ท่านเปาโล และเปโตรตระหนักดีของพระมหาบัญชาใน (มัทธิว 28:18,19) ว่าพวกท่านจะต้องประกาศเผยแผ่พระกิตติตุณไปทั่วโลก
       งานหลักของท่านเปโตรคือนำผู้เชื่อใหม่ไม่ว่าจะเป็นชาวยิว หรือชาวต่างชาติให้มีความผูกพันกันเป็นหนึ่ง ชาวต่างชาติที่กลับใจใหม่ยังไม่เข้าใจวัฒนธรรมของชาวยิว และชาวยิวผู้รับเชื่อในพระเยซูมีความโน้มเอียงจะคิดว่าพระเจ้ายังทรงกำหนดให้ชาวยิวทั้งหลายถือประเพณี และปฏิบัติตามพระบัญญัติอย่างเคร่งครัด เช่นเดียวกับมิชชั่นนารีรุ่นบุกเบิก ท่านเปโตรต้องทำการแยกระหว่างการถือบัญญัติเคร่งครัด และการปฏิบัติตามประเพณี เป็นท่านเปโตรเอง ณ ที่ประชุมสภากรุงเยรูซาเล็ม หลังจากที่ประชุมได้ปรึกษากัน และลงมติแล้ว ท่านเปโตรเป็นผู้ประกาศว่า “พระองค์ไม่ทรงถือเราถือเขา แต่ทรงชำระให้บริสุทธิ์โดยความเชื่อ” (กิจการฯ 15:9) นอกจากนี้ท่านเปโตรได้ช่วยทำงานในประเด็นต่างๆ ซึ่งคุกคามความสามัคคีของคริสตจักรยุคแรกเริ่ม
 
วันอาทิตย์    เปโตร ณ วันเพ็นเทคอสต์  (กิจการฯ 2:5-21)
       ถ้อยคำสุดท้ายของพระเยซูก่อนพระองค์เสด็จสู่สวรรค์ ทรงบอกถึงธรรมชาติของมิชชันนารีว่า “แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" (กิจการ 1:8ตรงนี้อีกครั้งหนึ่งเราพบพระบัญชาให้ประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณไปทั่วโลก นี่เป็นเป็นเพียง 50 วันหลังการสิ้นพระชนม์ และการทรงเรียกได้เริ่มเปิดเผยออก โดยที่ท่านเปโตรกำลังทำส่วนสำคัญมากในงานด้านพระกิตติคุณ

       อ่าน พระธรรม กิจการ 2:5-21. เหตุการณ์นี้เปิดเผยให้ทราบถึงแผนการของพระเจ้าสำหรับการนำพระ
กิตติคุณประกาศเผยแผ่ไปทั่วโลกกว้าง และชาวยิวมีส่วนอะไรในแผนการประกาศเทศนานี้?


       พระมหาบัญชาได้พบความสำเร็จสมจริงในวันเพ็นเทคอสต์ การหลั่งลงของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณแก่โลก การหลั่งลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในครั้งนั้นทำให้เกิดผลลัพธ์ใหญ่หลวง ซึ่ง เป็นตัวอย่างของผลลัพธ์ยิ่งใหญ่กว่าในหลายปีที่จะตามมา
       คำเทศนาของท่านเปโตรในวันเพ็นเทคอสต์ ได้แสดงให้เห็นจุดสำคัญหลายจุด ซึ่งยังเป็นความจริงแม้ในปัจจุบัน:
       ประการแรก, คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม และพระสัญญาต่างๆสำเร็จสมจริงในพระคริสต์ (กิจการฯ 2:17-21) ซึ่งแสดงให้เห็นในฤทธานุภาพ และการอัศจรรย์ขณะดำเนินพันธกิจบนโลก และผ่านทางการสิ้นพระชนม์ และคืนพระชนม์ของพระองค์ (กิจการฯ 2:22, 23)
       ประการที่สอง, พระเยซูทรงได้รับการเชิดชูพระเกียรติ พระบิดาทรงให้พระบุตรนั่งบนบัลลังก์ด้านขวาของพระองค์และพระบิดาทรงตั้งพระองค์เป็นพระผู้เป็นเจ้า และเป็นพระคริสต์ (กิจการ 2:33-36) บุคคลที่กลับใจใหม่ และรับบัพติศมาจะได้รับการอภัยจากความบาป (กิจการฯ 2:38-39)
       ท่านเปโตรได้เทศนาในวันเพ็นเทคอสต์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้บันดาลให้ชนชาติต่างๆ ประมาณ 15 ชาติได้ฟังข่าวสารพระกิตติคุณในภาษาของพวกเขาเอง ผู้คนเหล่านี้ได้เดินทางจากทั่วโลกมายังกรุงเยรูซาเล็มเพื่อนมัสการพระเจ้า เรื่องเทศนาดังกล่าวนี้ และที่ชาวต่างชาติได้ฟังในภาษาของเขาเอง เท่ากับท่านเปโตรได้เปิดเส้นทางสำหรับพระกิตติคุณสู่ชาติต่างๆ เหล่านั้น หรือกล่าวได้อีกว่าท่านเปโตรได้ใช้สะพานสำคัญเพื่อนำข่าวดีสู่ชนชาติต่างๆ ในพื้นที่ตะวันออกกลางของโลกในสมัยของท่าน

       เหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเพ็นเทคอสต์แสดงให้เห็นเกี่ยวกับความต้องการยิ่งใหญ่ของเรา คือต้องการพระวิญญาณบริสุทธิ์มาสถิตในชีวิตของเราอย่างไร? เราสามารถเลือกทำอะไร เพื่อเราจะเข้าใกล้ชิดยิ่งขึ้นต่อ
การทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์?


วันจันทร์   การกลับใจของโครเนลิอัส ตอนที่ 1 (กิจการ 10:1-8 ; กิจการฯ 10:23-48)
       
            อ่าน พระธรรม กิจการฯ  10 :1-8 ; และ 10:23-48. เรื่องของชาวต่างชาติคนนี้ได้กลายเป็นผู้ติดตามพระคริสต์สอนเราเกี่ยวกับความรอด และการเป็นพยานอย่างไร?

      นายร้อยทหารโรมันชื่อ “โครเนลิอัส” เป็นนายทหารประจำกองทัพโรมัน ซึ่งเกิดในครอบครัวและสิ่งแวดล้อมของผู้กราบไหว้รูปเคารพ การกลับใจของโครเนลิอัส และทั้งครอบครัวได้ถูกเรียกว่า “เพ็นเทคอสต์ชาวต่างชาติ” เป็นเรื่องสำคัญในพระธรรมกิจการฯ เป็นหนึ่งในประเด็นถกกันมากโดยคริสตจักรแรกเริ่มต้องตัดสินใจ: คำถามมีว่าคนต่างชาติสามารถเป็นคริสเตียนได้โดยไม่ต้องกลายเป็นคนยิวก่อนได้ไหม?
       กองบัญชาการกองทัพโรมันสำหรับแคว้นยูเดียทั้งหมด อันรวมถึงกรุงเยรูซาเล็ม โครเนลิอัสเป็นนายร้อยอยู่ในกองทหารที่เรียกว่า “กองอิตาเลีย” เป็นหนึ่งของนายร้อยหกคน มีทหารใต้บังคับบัญชา 600 นาย กองทหารของเขาตั้งอยู่ที่เมืองซีซารียา (Saesarea) ชื่อของเขาเผยให้เห็นว่าเขามาจากครอบครัวทหารโรมันที่มีชื่อเสียง ย้อนกลับไปในอดีตหนึ่งในตระกูลของเขาเป็นแม่ทัพโรมัน ทำการรบเอาชนะกองทัพของชาวคาเถจ ซึ่งนำโดย “ฮันนิบัล” (Hannibal) ….ที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดนายร้อยโครเนลิอัส และครอบครัวเป็นคนยำเกรงพระเจ้า เป็นคนที่ชื่นชมในความสัมพันธ์ด้านวิญญาณจิต
เขาอธิษฐานเป็นประจำ และเป็นคนชอบช่วยเหลือคนอื่นที่มีปัญหา หรือขัดสน พระเจ้าทรงได้ยินคำอธิษฐานของเขา และได้ส่งทูตสวรรค์องค์หนึ่งมาแจ้งข่าวพิเศษให้กับเขา
       “โครเนลิอัสเชื่อในพระเจ้าผู้ทรงสร้างสวรรค์ และแผ่นดินโลก โครเนลิอัสถวายพระสิริแด่พระเจ้า และยอมรับสิทธิอำนาจของพระองค์ เขาแสวงหาการทรงนำในกิจกรรมทุกอย่างของชีวิต เป็นผู้ชื่อสัตย์ต่อพระยาห์เวห์ทั้งในบ้านเรือน และในสังคมนอกบ้าน โครเนลิอัสได้สร้างแท่นบูชาขึ้นในบ้านของเขา เขาไม่กล้าก้าวรุดไปในแผนการชีวิตโดยพลการ และดำเนินความรับผิดชอบโดยปราศจากการช่วยเหลือของพระเจ้า”  จาก หนังสือของเอลเลน ไว้ท์. ใน “The Acts of the Apostles,  page 113

       สังเกตด้วยว่า มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อโครเนลิอัสได้พบกับท่านเปโตร “ครั้นเปโตรเข้าไป โครเนลิอัสก็ต้อนรับเปโตรและหมอบที่เท้ากราบไหว้ท่าน ฝ่ายเปโตรจึงจับตัวโครเนลิอัสให้ลุกขึ้น และกล่าวว่า "จงยืนขึ้นเถิด ข้าพเจ้าก็เป็นแต่มนุษย์เหมือนกัน" (กิจการ 10:25, 26) ท่าทีอ่อนน้อมเช่นนี้คงทำให้เปโตรรู้สึกช็อค อย่างนี้ทำให้เราเข้าใจว่าชาวต่างชาติคนนี้ยังคงมีความจริงหลายสิ่งจะต้องเรียนรู้ต่อไป แต่ไม่ต้องสงสัย เพราะเขาพร้อมจะเรียนรู้อยู่แล้ว

       แม้ว่าโครเนลิอัสไม่เข้าใจความจริงทั้งหมด มีคุณลักษณะอะไรของโครเนลิอัสที่เราทั้งหลายควรจะทำได้ดี ในการติดตามชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราเอง?
 
วันอังคาร   การกลับใจของโครเนลิอัส ตอนที่ 2 (กิจการ 10:33)             
       “ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่ทรงเลือกหน้าผู้ใด แต่คนใดๆในทุกชาติที่เกรงกลัวพระองค์ และประพฤติตามทางชอบธรรมก็เป็นที่ชอบพระทัยพระองค์” (กิจการ 10:34, 35)  สำหรับเราข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ไม่ทำให้เรารู้สึกช็อก แต่สำหรับพวกเขา เมื่อเป็นถ้อยคำจากปากท่านเปโตร เป็นการสารภาพที่ทำให้ช็อค เราต้องจำว่าท่านเปโตรเป็นใคร ท่านมาจากไหน ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นกับท่าน ขณะท่านยังต่อสิ้นดิ้นรนเอาชนะ (อ่าน กาลาเทีย 2:11-16) ไม่ต้องสงสัยว่าประสบการณ์ของท่านเปโตรกับโครเนลิอัสได้ช่วยทำให้ท่านเข้าใจกระจ่างยิ่งในท่าทีผิดๆ ที่ท่านเคยมีมาก่อน และยังช่วยทำให้ท่านมองเห็นภาพดีขึ้น ในสิ่งพระเจ้าทรงมีแผนจะทำสำหรับข่าวพระกิตติคุณ

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 10:33.  โครเนลิอัสได้พูดอะไรกับท่านเปโตรที่บอกเราว่า เขาเข้าใจว่าการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าหมายถึง “การเชื่อฟังพระองค์” ด้วย?

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ  11:14. พระคัมภีร์ข้อนี้ช่วยเราให้เข้าใจความต้องการเผยแผ่พระกิตติคุณแม้กับคนที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว อย่างกรณีของโครเนลิอัส?

       พระธรรม โรม 2:14-16 ช่วยเราให้เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโครเนลิอัสอย่างไร?
 
       เหมือนเราได้อ่าน โครเนลิอัสเป็นชาวต่างชาติ “ท่านและครอบครัวเป็นคนยำแกรงพระเจ้า” (กิจการฯ 10:2) แต่มีอีกหลายสิ่งเขาต้องเรียนรู้ (และเราทั้งหลายด้วย) อย่างไรก็ดี โครเนลิอัสอดอาหาร คำอธิษฐานของเขา และ การให้ทานแก่คนมีความขัดสนเผยให้เห็นว่าดวงใจของเขาเปิดให้กับองค์พระผู้เป็นเจ้าและเมื่อถึงเวลาอันเหมาะพระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์ในชีวิตของเขา
       จุดสำคัญที่จะจำไว้ในเรื่องนี้ ทูตสวรรค์ปรากฏแก่โครเนลิอัสอย่างไร แต่ทูตสวรรค์ไม่เทศนาสั่งสอนพระกิตติคุณกับเขา แทนที่จะสอนแต่เปิดเส้นทางให้โครเนลอัสได้พบท่านเปโตร ซึ่งต่อมาได้บอกเขาเกี่ยวกับพระเยซู (อ่าน กิจการฯ 10:34-44) นี่เป็นตัวอย่างแสดงว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้มนุษย์เป็นผู้สื่อข่าวของพระองค์แก่โลก

วันพุธ    นิมิตของท่านเปโตร   (กิจการฯ 10:9-22 และ กิจการฯ 11:1-10) 
       อ่าน พระธรรม  กิจการฯ 10:9-22 และ กิจการฯ 11:1-10. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เผยให้เห็นเกี่ยวกับท่าทีผิดๆของท่านเปโตร การไม่ยอมรับคนต่างชาติ ว่าได้หยั่งรากลึกเพียงไร ดังนั้นท่านเปโตรต้องได้รับการสื่อสารโดยตรงกับพระเจ้าเพื่อจะเปิดจิตใจของท่านให้ยอมรับได้อย่างไร?
       การกลับใจใหม่ของโครเนลิอัส และบทบาทของท่านปโตรในพันธกิจการเป็นพยานมีความสำคัญสำหรับคริสตจักรพระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์กับมิชชันนารี (ท่านเปโตร) และผู้เป็นเจ้าภาพให้การต้อนรับ (โครเนลิอัส) ขณะที่ทูตสวรรค์ได้มาเยี่ยมโครเนลิอัส และท่านเปโตรเองก็ได้รับนิมิต
       น่าสนใจจะทราบว่าขณะท่านเปโตรอยู่ที่เมืองยัฟฟา พักอยู่ในตึกของซีโมนช่างฟอกหนัง (กิจการฯ 9:43; กิจการฯ10:6, 32) นี่เป็นบางสิ่งเราไม่อยากพลาดไป การฟอกหนังสัตว์ และช่างฟอกหนังเป็นอาชีพที่ชาวยิวรังเกียจทั้งนี้เพราะพวกเขาจับต้อง และจับซากสัตว์ที่ตายแล้ว และในขั้นตอนการฟอกพวกเขาจะต้องชำระล้างพวกปัสสาวะ หรืออุจจาระของสัตว์ด้วย การฟอกหนังไม่ได้รับอนุญาตให้ทำในตัวเมือง สังเกตว่า “ตึกของซีโมนอยู่ริมฝั่งทะเล” (กิจการฯ 10:6) “   
       ขณะท่านเปโตรอาศัยอยู่ในตึกของช่างฟอกหนังท่านได้รับนิมิต มีเสียงสั่งให้ท่านฆ่าสัตว์ที่ต้องห้ามทั้งหลายปรุงเป็นอาหารรับประทาน และเมื่อท่านเข้าใจความหมายของนิมิตพระเจ้าทรงประทานให้แล้ว ท่านเปโตรตระหนักว่าที่ผ่านมาท่านมีเป้าหมาย และวัตถุประสงค์แตกต่างไปในเรื่องการประการพระกิตติคุณ ซึ่งเหมือนชาวยิวทั่วไปท่านรังเกียจคนต่างชาติ แต่ในประสบการณ์เกิดขึ้นกับทั้งท่านเปโตร และครอบครัวของโครเนลิอัส ท่านเปโตรทราบว่าท่านต้องขจัด “อคติเกี่ยววัฒนธรรม” บางประการออกไป นิมิตท่านเปโตรได้รับ ท่านเปโตรได้รับความจริงว่า “สัตว์ต้องห้ามทุกชนิด” หมายถึงประชากรทุกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ไม่ใช่สิ่งต้องห้าม (อย่างที่ชาวยิวรังเกียจ) แต่มนุษย์ทุกชาติทุกภาษาเป็นบุตรของ
พระเจ้า”
       การที่ท่านเปโตรถูกเรียกให้เป็นพยานแก่นายร้อยโครเนลิอัส และครอบครัวเป็นการบอกว่า มนุษย์ทุกรูปทุกนามเป็นที่ยอมรับได้สำหรับพระเจ้า แต่ไม่ใช่ทุกศาสนาเป็นที่ยอมรับได้เท่าเทียมกัน โครเนลิอัสเป็นผู้มี “ศรัทธาในศาสนา”ซึ่งในอีกด้านหนึ่งอาจเกือบเหมือนกับคนอื่นๆในสังคมของชาวโรมัน ซึ่งมีส่วนร่วมการกราบไหว้นมัสการ “พระมิตรา” (Mithra) “พระ” (god) ที่นับถือกันมากในหมู่พ่อค้า ประชาชน และทหารในช่วงก่อน 68 ปีก่อน ค.ศ. ถึง ประมาณ ค.ศ. 290) และในฐานะเป็นนายทหาร โครเนลิอัสอาจเหมือนนายทหารคนอื่น มีช่วงเวลากำหนดไว้สำหรับนำทหารนมัสการจักรพรรดิ์ ซึ่งตรงนี้ไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับพระเจ้า
       ตรงนี้มีบทเรียนใช้ได้ในปัจจุบันสำหรับผู้จะเข้าถึง “ผู้ถือศาสนาที่ไม่ใช่คริสเตียน” บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกับศาสนาคริสต์ บางครั้งกระทำไปในวิญญาณของความถูกต้องด้านการเมือง  แต่ท่าทีเช่นนี้นำไปสู่การทำให้ความเชื่อเข้มแข็งของคริสเตียนอ่อนกำลังลง อันรวมไปถึงการเชื่อฟังพระบัญญัติสิบประการด้วย

       เราจะให้การนับถือบุคคลซึ่งเชื่อในหลักคำสอนของศาสนา ที่เราเชื่อว่าไม่ถูกต้อง โดยไม่ทำให้คนนั้น
หรือพวกเขาเข้าใจผิดว่า เราเชื่อถือในคำสอนศาสนาของพวกเขาเช่นกัน? มีอะไรแตกต่างระหว่างการเราให้การนับถือบุคคล และ การให้การนับถือความเชื่อของพวกเขา?
 
วันพฤหัสบดี   การตัดสินใจของสภากรุงเยรูซาเล็ม  (กิจการฯ 15:1-35)       
       ความสำเร็จในช่วงแรกเริ่มในพันธกิจสำหรับคนต่างชาติ ทำให้บางคนยก “คำถามเอาจริงเอาจัง” ขึ้นมาถามผู้นำในยุคนั้นเกี่ยวกับคนต่างชาติกลายเป็นผู้เชื่อในพระเยซู เป็นที่เข้าใจกันชัดเจนว่าพวกเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ“ความจริง” พระวจนะขัอหนึ่งกล่าวว่า “แต่ถ้าทรงหักกิ่งบางกิ่งออกเสียแล้ว และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกเทศป่ามาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอก” (โรม 11:17) เมื่อไรก็ตามเมื่อมีผู้คนจากศาสนาอื่น และวัฒนธรรมอื่นเข้ามาร่วมในกลุ่มชนแห่งความเชื่อ ความเครียดมักเกิดขึ้นเสมอ ในกรณีนี้ คริสเตียนชาวยิวมักได้รับการนับถืออย่างสูงอันเนื่องมาจากได้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติ และพิธีกรรมต่างๆ ของพระคัมภีร์เดิม สิ่งนี้ทำให้คริสเตียนยิวคาดหวังให้ผู้เชื่อชาวต่างชาติยอมรับ และเชื่อฟังพระบัญญัติเช่นกัน ประเด็นหลักคือพิธีสุหนัต ชาวคริสเตียนยิวเชื่อว่าพิธีสุหนัตเป็นเครื่องหมายของการเชื่อฟังข้อกำหนดทุกข้อของศาสนายูดาห์ (Judaism) หรือศาสนา
ยิว จึงมีการยกคำถามขึ้นมาว่า “ควรให้ชาวต่างชาติที่กลับใจมาเป็นคริสเตียนต้องเข้าสู่พิธีสุหนัตหรือไม่?” คริสเตียนยิวบางคนคิดว่าควรเป็นเช่นนั้น พวกเขาออกเสียงในความคิดเห็นของพวกเขาด้วยภาษาหนักหน่วง สำหรับพวกเขาการร่วมในพิธีดังกล่าวมีความสำคัญสำหรับความรอด

       มีมติอะไรออกมาจาก “สภากรุงเยรูซาเล็ม” ซึ่งช่วยตอบคำถามสำคัญเรื่องพิธีสุหนัต? อ่านพระธรรม กิจการฯ  15:1-35.

       คำถามเรื่องการเข้าสุหนัตเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการประชุมของสภากรุงเยรูซาเล็ม และที่ประชุมสภาศึกษาถึงแนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมเป็นวงกว้าง และสรุปว่า พระกิตติคุณไม่ได้ตั้งข้อกำหนดในเรื่องนี้สำหรับการกลับใจใหม่ จากการตัดสินใจของสภากรุงเยรูซาเล็ม (กิจการฯ 15:23-29) ผู้นำได้ร่วมกันจัดรายการสามัญขึ้น ที่คริสเตียนชาวยิว และชาวต่างชาติสามารถร่วมสามัคคีธรรมในสันติสุข ขณะที่พื้นฐานคุณค่าของชาวยิวได้รับการนับถือ แต่ชาวต่างชาติไม่ถูกบังคับให้เข้าสุหนัต การตัดสินใจของสภาฯ ให้ทั้งคุณประโยชน์ และเป็นการปฏิบัติตามหลักการในพระคัมภีร์ และเป็นการกำหนดตัวอย่างสำหรับโบสถ์ หรือคริสตจักรเพื่อจัดการกับประเด็น และปัญหาต่างๆ ก่อนที่จะกลายเป็น “เผือกร้อน” เกินไป มิชชันนารีผู้มีประสบการณ์เรียนรู้ และตระหนักในความสำคัญในหลักข้อเชื่อของคริสเตียน และรักษาโฟกัสใน
ประเด็นเหล่านั้นไว้ แทนที่จะนำไปสู่ “การติดกับดัก” โดยสิ่งต่างๆ ที่ไม่สำคัญต่อความเชื่อ

       มีบทเรียนอะไรเราสามารถเรียนรู้ได้จากสภากรุงเยรูซาเล็ม ที่อาจช่วยคริสตจักรในปัจจุบัน ขณะที่อาจ
ต้องจัดการกับหัวข้อ หรือประเด็น “ร้อน”?  พวกเขาได้ทำอะไรที่สามารถรับใช้เป็นตัวอย่างสำหรับเรา?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       “ณ ที่ประชุมสภากรุงเยรูซาเล็ม ท่านเปโตรแบ่งปันประสบการณ์ของท่านที่บ้านของโครเนลิอัส ท่านเปโตรกล่าวว่า ท่านรู้สึกประหลาดในขณะเมื่อกล่าวเป็นพยาน พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ลงมาสถิตยังผู้ฟังของท่าน ทั้งชาวยิว และชาวต่างชาติ ต่างได้รับแสงสว่าง และสง่าราศีส่องลงมายังเหล่าชาวยิวผู้ได้รับสุหนัต และบนใบหน้าของชาวต่างชาติที่ไม่เคยเข้าสุหนัต นี่เป็นการเตือนท่านเปโตรว่าอย่าได้ถือว่ากลุ่มหนึ่ง “ต่ำกว่า” กว่ากลุ่มอื่นๆ ทั้งนี้เพราะพระโลหิตของพระคริสต์ได้ชำระพวกเขาจากสิ่งไม่สะอาดทั้งปวง.....
       “ณ ที่ประชุมสภากรุงเยรูซาเล็มท่านเปโตรนำผู้ฟังทั้งหลายไปยังจุดพวกเขาสามารถฟัง คำพยานของท่านเปาโลและ บารนาบัสด้วยความอดทน เมื่อท่านทั้งสองกล่าวถึงประสบการณ์ในการทำงานกับชาวต่างชาติ ในที่สุดทุกคนต่างเข้าใจกระจ่างในน้ำทัยของพระเจ้าสำหรับชาวต่างชาติที่กลับใจมาเชื่อเป็นคริสเตียน” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์ ใน  “The Acts of the Apostles, pages  193, 194

คำถามเพื่อการอภิปราย
 
1.   นิมิตที่ท่านเปโตรได้รับ เคยถูกใช้สนันสนุนข้อโต้แย้งในเรื่องอาหารหารที่สะอาด และไม่
          สะอาด ซึ่งเป็นบัญญัติพบในพระคัมภีร์เดิม (เลวีนิติบทที่ 11) โดยตีความตามตัวอักษรว่า
          คริสเตียนไม่จำเป็นต้องถือปฏิบัติเรื่องอาหารอีกต่อไป บางคนใช้นิมิตนี้เพื่อสนับสนุนให้
          รับประทานเนื้อสัตว์ได้ทุกประเภท ทั้งๆ ที่ท่านเปโตรผู้ได้รับนิมิตเองได้อธิบายไว้ชัดเจน
          ว่า “ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่า คนชาติยิวนั้นจะคบให้สนิทกับคนต่างชาติ หรือเข้าเยี่ยมก็
        เป็นที่ห้าม แต่พระเจ้าได้ทรงสำแดงแก่ข้าพเจ้าแล้วว่า ไม่ควรเรียกคนหนึ่งคนใดว่าเป็นที่
        ห้ามหรือมลทิน” (กิจการฯ 10
:28) จึงสรุปได้ว่านิมิตของท่านเปโตรไม่เกี่ยวกับเรื่องอาหาร
          การกิน แต่เกี่ยวกับการยอมรับบุคคลคนอื่นว่าเป็นบุตรหลานของพระเจ้า ไม่ว่าพวกเขาจะ
          เป็นใคร แต่เหตุใดยังมีผู้คนใช้นิมิตนี้เป็นข้ออ้างอิงว่าผู้เชื่อสามารถจะรับประทานอะไรก็
          ได้ตามที่ปรารถนา? สิ่งนี่ควรได้บอกเราเกี่ยวกับว่า เราจำเป็นต้องระมัดระวังมากเพียงใด
          ในการตีความหมายข้อพระคัมภีร์?                           
                     **********************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272