Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน > บทที่ 5 มิชชันนารีผู้พ > > > > >
.
chapter 10
.
บทที่  10     ฟีลิป: มิชชันนารี

29 สิงหาคม - 4 กันยายน 2015

บ่ายวันสะบาโต  

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้
:
2 โครินธ์ 4:18 ; กิจการฯ 2:44-47 ; กิจการฯ 4:34-37 ; กิจการฯ 6:1-7 ; กิจการฯ บทที่ 8 ;
กิจการฯ 21:7-10.   

ข้อควรจำ      “แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะ
                  เสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม
                  ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก"
                  (กิจการของอัครทูต 1
:8)           

พันธกิจสากลเป็นเป้าหมายหลักของพระคริสต์ผู้คืนพระชนม์ ในช่วงเวลา 40 วันระหว่างการสิ้น
พระชนม์ของพระเยซู และการเสด็จกลับสู่สวรรค์ของพระองค์ พระคัมภีร์ใหม่บันทึกพระมหาบัญชาของพระองค์ไว้อย่างน้อย 5 แห่ง จะพบได้ใน : มัทธิว 28:18-20 ; มาระโก 16:15 ; ลูกา 24:47-49 ; ยอห์น 20:21; และ กิจการฯ 1:5-8.      ทั้งหมดก่อรูป หรือประมวลกันขึ้นเป็น “หน้าที่มอบหมายให้” คริสเตียนตลอดกาล ท่ามกลางพระบัญชาเป็นแผนพันธกิจสำหรับเอื้อมออกไป จากฐานเยรูซาเล็มไปทั่วเขตแดนยูเดีย และสะมาเรีย จากนั้นในที่สุดไปยังสุดปลายแผ่นดินโลก นี่เป็นพระมหาบัญชาที่คริสเตียนต้องรับไปดำเนินการอย่างเอาจริงเอาจังจนกว่าจะแล้วเสร็จ
       แผนตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นี้เป็นสิ่งสำคัญในพันธกิจของท่านฟีลิปในฐานะเป็นผู้ประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ สอดคล้องกับพระธรรมกิจการฯ บทที่ 8 งานของท่านฟีลิปเคลื่อนไหวออกจากกรุงเยรูซาเล็มในลักษณะเป็นวงกว้าง นี่หมายความว่า งานได้ขยายออกไปรอบทิศทางทั้งใกล้ และไกลออกไป และไกลออกไปตามวันเวลาที่ผ่านไป
       ใครคือท่านฟีลิปผู้ประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ? พระวจนะของพระเจ้าบอกอะไรเราเกี่ยวกับท่านฟีลิป และงานของท่านที่ทำในช่วงแรกเริ่มของคริสตจักร? ในที่สุด เราสามารถเรียนรู้บทเรียนอะไรสำหรับตัวเราเองจากบันทึกของพระคัมภีร์เกี่ยวกับมิชชันนารีรุ่นแรกเริ่มท่านนี้?

วันอาทิตย์    ฟีลิป ผู้ประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ  (2 โครินธ์ 4:18)

       คิดเกี่ยวกับสิ่งท่านเปาโลกำลังพูดใน 2 โครินธ์ 4:18 ขณะเราศึกษาในสัปดาห์นี้เกี่ยวกับท่านฟีลิปผู้ประ
กาศเผยแผ่พระกิตติคุณ เราทราบเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับท่านฟีลิปยกเว้นข้อพระคัมภีร์ไม่กี่ข้อบันทึกเกี่ยว
กับตัวท่าน แต่เท่าที่เราเห็น ท่านฟีลิปประกอบการดี แม้ว่าส่วนมากของสิ่งที่ท่านได้ทำเรารู้เพียงเล็กน้อย
มีใครบ้างคุณรู้จักได้ทำการดียิ่งใหญ่สำหรับพระเจ้า แต่ไม่ได้รับการยกย่องเท่าที่ควร? เหตุใดจึงเป็นสิ่งสำคัญ
จะรักษาหลักการสำคัญจากถ้อยคำของท่านเปาโลไว้ในใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราได้ทำการดีแต่ไม่ได้รับการยกย่อง หรือได้รับความสนใจเท่าที่ควร?


       ฟีลิปเป็นชื่อนิยมตั้งกันในภาษากรีก ซึ่งหมายถึง “คนรักม้า” ในพระคัมภีร์ใหม่มีบุคคลอยู่ 4 คนที่ถูกเรียกชื่อว่า“ฟีลิป” สองชื่อ เป็นชื่อเพิ่มเข้ากับชื่อของ “เฮโรด” ซึ่งเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวผู้ปกครอง “เฮโรเดียน” ซึ่งปกครองชนอิสราเอลอย่างโหดร้ายสมัยพระคัมภีร์ใหม่ และชื่อฟีลิบอีกสองชื่อต่างมีบทบาทเด่นในพันธกิจของพระเจ้า
       ฟีลิปคนแรกคือ “ฟีลิปแห่งเบธไซดา” เป็นสาวกคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเครื่องมือในการนำ “นาธานาเอล” มาพบพระเยซู (ยอห์น 1:43-46) ต่อมา ฟีลิปท่านนี้เองนำกลุ่มชาวกรีกมาหาพระเยซู (ยอห์น 12:20, 21)
       ฟีลิปคนที่สองถูกเรียกว่า “ผู้ประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ” ในพระธรรม กิจการฯ 21:8 ชื่อนี้เคยถูกแยกจากฟีลิปอัครทูต คนแรกปรากฏในคริสตจักรเยรูซาเล็มในฐานะ “มัคนายก” (กิจการฯ 6:2-5) ต่อมาท่านได้กลายเป็น “ผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และเป็นมิชชันนารี” (กิจการฯ 8:12) งานรับใช้พระเจ้าของท่านฟีลิปฐานะเป็นมิชชันนารีกินเวลานานกว่ายี่สิบปี บุตรสาวสี่คนของท่านฟีลิปได้ร่วมรับใช้พระเจ้ากับบิดา และเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นเผยพระวจนะเฉพาะกาล         
       “เป็นท่านฟีลิปเองผู้เทศนาพระกิตติคุณให้ชาวสะมาเรียฟัง และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงนำท่านฟีลิปเดินทางมาพบกับขันทีด้วยวิธีอัศจรรย์ อธิบายข้อพระคัมภีร์ให้กับขันที และประกอบพิธีบัพติศมาให้กับเขา ขันทีท่านนี้เป็นนายคลังของพระนางคานดาสี พระราชินีของชาวเอธิโอเปีย มีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่ประวัติการทำงานรับใช้พระเจ้าของท่านฟีลิป และท่านเปาโลได้ใช้เวลาร่วมงานกันอย่างใกล้ชิด
 
วันจันทร์    รอที่โต๊ะรับทรัพย์ และสิ่งของ  (กิจการฯ 2:44-47 ; กิจการฯ  4:34-37)

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 2:44-47; และ กิจการฯ 4:34-37. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้วาดภาพให้เห็นลักษณะของคริสตจักรแรกเริ่มว่าเป็นอย่างไร?

       สิ่งต่างๆ ดำเนินไปด้วยดีท่ามกลางผู้เชื่อในคริสตจักรแรกเริ่ม แต่เนื่องจากทุกคนยังเป็นคนบาป ไม่นานนักความเครียด จากความเห็นขัดแย้งกันเริ่มปะทุขึ้น

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 6:1-7. มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น? และคริสตจักรจัดการกับแก้ปัญญาเหล่านั้นอย่างไร?
 
       การเติบโตอย่างรวดเร็วของคริสตจักรเยรูซาเล็มเป็นปัญหาด้านสังคม ท่านฟีลิปถูกเลือกเป็นหนึ่งของทีมงาน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ ผู้กลับใจใหม่รวมทั้งผู้ไร้การศึกษาน้อย และคนยากจนมีส่วนในการรับ “สิ่งของแจกทานทุกวัน” (daily common meals) สิ่งนี้เกิดมีปัญญา และมีความต้องการผู้นำของคริสตจักรมากคนขึ้น กลุ่มหญิงม่ายที่พูดภาษากรีกบ่นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมในการรับแจกอาหาร สิ่งนี้เป็นความละเอียดอ่อน ผู้เผยพระวจนะชาวฮีบรูเคยเตือนไว้อย่าละเลยหญิงม่าย และลูกกำพร้า
       เพื่อแก้ปัญหาอันหนักนี้ อัครทูตทั้งสิบสองคน เรียกผู้เชื่อมาร่วมประชุมกัน และพวกเขาได้แนวคิดให้เลือกเจ็ดคนท่ามกลางผู้เชื่อ “ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และสติปัญญา” (กิจการฯ 6:3) เจ็ดคนนี้จะทำการรับบริจาค จัดทำบัญชีสิ่งของ และให้การแบ่งปัน ต่อมาถูกเรียกว่า “มัคนายก (ภาษากรีกหมายถึง ‘ผู้รับใช้’) เป็นผู้นั่งโต๊ะรับบริจาคและแจกจ่าย (อ่าน กิจการฯ 6:3,4) ที่น่าสังเกตคือมัคนายกทั้งเจ็ดมีชื่อเป็นภาษากรีก อาจเป็นความประสงค์ของอัครทูต เพื่อทำให้ชาวกรีกรู้สึกว่าคริสตจักรเปิดประตูให้กับหญิงม่ายที่พูดภาษากรีก และลูกกำพร้า ท่ามกลางมัคคายกทั้งเจ็ดมีชื่อ “ฟีลิป” ด้วยคนหนึ่ง
       เหตุผลอีกอย่างในการเลือกมัคนายกคือ เพื่อไม่ให้อัครทูตคนหนึ่งคนใดทำงานหนักจนเกินไป พวกเขาตระหนักว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกให้พวกเขาทำการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ และพวกเขาควรได้อุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการประกาศพระวจนะของพระเจ้า และการอธิษฐานเป็นสำคัญ

       มีปัญหาหนักใจอะไรบ้างไหมในโบสถ์ท้องถิ่นของคุณ? คุณสามารถทูลขอพระเจ้าทรงใช้คุณให้ช่วยแก้
ปัญหาเหล่านี้ เพื่อทำให้สิ่งต่างๆ ง่ายขึ้นสำหรับโบสถ์จะดำเนินต่อไปด้วยดี?

วันอังคาร 
 ฟีลิปในสะมาเรีย  (กิจการฯ 8:1-6)        

       เซาโล ซึ่งในอนาคตเป็นอัครทูตคนหนึ่ง และเป็นมิชชันนารีเดินทางไปประกาศพระกิตติคุณ ปรากฏตัวให้เห็นครั้งแรกในพระคัมภีร์ ตอนประชาชนผู้ต่อต้านพระกิตติคุณเอาหินขว้างสเทเฟนหนึ่งในมัคนายกเจ็ดคนถึงแก่ความตาย และเซาโล ซึ่งเมื่อกลับใจแล้วเปลี่ยนชื่อเป็น “เปาโล” ได้ยืนดูผู้คนเอาหินขว้างสเทเฟน ถึงแม้ท่านไม่ได้ทำบาปครั้งนี้ แต่เราเชื่อว่าตอนนั้นท่านรู้สึกสะใจ ท่านสเทเฟนเป็นคนแรกของผู้ยอมตายเพื่อปกป้องศาสนาซึ่งเรียกว่า “มาเทอะ” (martyr) แต่การโจมตีรุนแรงต่อคริสตจักร กลับช่วยให้พระกิตติคุณถูกผลักดันให้แพร่ออกไปอย่างรวดเร็ว และกว้างไกล

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 8:1-6.  มีผลลัพธ์อะไรจากการโจมตีรุนแรงเต่อคริสตจักรในกรุงเยรูซาเล็ม?

      
แคว้นสะมาเรียเป็นจุดแรกของพื้นที่ภูมิศาสตร์สำหรับการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ชาวสะมาเรียเองคิดว่าพวกเขาเองมาจากชนอิสราเอล เพราะพวกเขาถูกกองทัพซีเรียกวาดต้อนไปประเทศซีเรียในปี 722 ก่อน ค.ศ. และเมื่อได้รับอิสรภาพแล้วจึงกลับมาตั้งหลักแหล่งในแคว้นสะมาเรีย แต่พวกยิวคิดว่าชาวสะมาเรียเป็นชาวต่างชาติถูกชาวซีเรียบังคับให้มาตั้งถิ่นฐานในประเทศอิสราเอล ความสัมพันธ์ของชาวยิว และสะมาเรียในช่วงพระคัมภีร์ใหม่เต็มไปด้วยปัญหานานัปการ, มีการทะเลาะระหว่างคนทั้งสองเผ่า บางครั้งมีการต่อสู้ก้น แต่เหมือนเราเห็นก่อนหน้านี้ พระเยซูทรงเปิดเส้นทางสำหรับพันธกิจที่บ่อน้ำของยาโคบ พระเยซูทรงเปิดเผยตรงๆกับหญิงชาวสะมาเรียว่าพระองค์คือพระเมสสิยาห์ และหญิงชาวสะมาเรียเชื่อ และกลับใจใหม่อย่างฉับพลัน ด้วยความตื่นเต้นดีใจหญิงชาวสะมาเรียละหม้อน้ำรีบกลับไป เริ่มต้นเป็นพยานโดยประกาศว่า พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดท่ามกลางผู้คนชาวสะมาเรียในบ้านเมืองของนาง
       เริ่มแรกพระเจ้าได้เรียกท่านฟีลิปให้รอที่โต๊ะของคริสตจักร แต่บัดนี้พระองค์ได้ทรงเรียกฟีลิปให้เป็นมิชชันนารีประกาศพระกิตติคุณท่ามกลางชาวสะมาเรีย นี่เป็นเหตุการณ์หลังจากการยอมตายเพื่อศาสนาของท่านสเทเฟน และผู้เชื่อได้กระจัดกระจายไปทั่วดินแดน และท่านฟีลิปได้หนีภัยจากเยรูซาเล็มมายังแคว้นสะมาเรีย ท่านไม่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ ท่านฟีลิปประกาศเผยแผ่ข่าวเรื่องพระเมสสิยาห์ ปรากกฏว่าทั้งชาวยิว ชาวสะมาเรียได้เข้ามารับเอาพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด พระธรรมกิจการฯบันทึกตอนนี้ว่า “ส่วนฟีลิปก็ไปยังเมืองหนึ่งในแคว้นสะมาเรีย และประกาศเรื่องพระคริสต์ให้ชาวเมืองนั้นฟัง...เมื่อฟีลิปได้ประกาศข่าวประเสริฐ ว่าด้วยแผ่นดินของพระเจ้า และพระนามแห่งพระเยซูคริสต์แล้ว คนทั้งหลายก็เชื่อ และรับบัพติศมาทั้งชายและหญิง” (กิจการฯ 8:5,12)

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 8:6-15. ท่านฟีลิปประสบความสำเร็จมากเพียงใดในการประกาศพระกิตติคุณ
ของพระเจ้าในแคว้นสะมาเรีย?
      

       พระเจ้าทรงประทาน ของประทานแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้ท่านฟีลิปในการดำเนินพันธกิจเริ่มแรกในสะมาเรีย ถ้อยคำของหญิงชาวสะมาเรียที่บ่อน้ำกล่าวว่า “ไฉนท่านผู้เป็นยิวจึงขอน้ำดื่มจากดิฉันผู้เป็นหญิงชาวสะมาเรียเพราะพวก พวกยิวไม่คบหาชาวสะมาเรียเลย” (ยอห์น 4:9) บัดนี้ไม่เป็นความจริงต่อไป เป็นเรื่อง “เก่าในประวัติศาสตร์” ของสิ่งที่เคยเป็นไปในอดีต

       มีความรู้สึกด้านลบ และความคิดอคติ ที่เคยเป็นยาพิษในดวงวิญญาณของคุณบ้างไหม ซึ่งจำเป็นต้องกลายเป็นเรื่อง “เก่าในประวัติศาสตร์”?  นี่ไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยให้มันผ่านไปหรือ?

วันพุธ    กับชาวเอธิโอเปีย  (กิจการฯ 8:26-39) 

       สอดคล้องกับพระธรรม กิจการฯ 8:26-39, โอกาสครั้งต่อไปของท่านฟีลิปจะเป็นพยาน คือท่านได้อธิบายข้อพระคัมภีร์อิสยาห์ให้กับขันที นายคลังของประเทศเอธิโอเปีย นี่หมายความว่าท่านฟีลิปมาถึงอีกจุดสู่เส้นทาง “จนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก” (กิจการฯ 1:8) ท่านฟีลิปเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างแคว้นสะมาเรีย กับพันธกิจที่ฉนวนกาซา จากสะมาเรียด้านเหนือของกรุงเยรูซาเล็ม ท่านฟีลิปถูกเรียกไปที่ฉนวนกาซา ทางด้านใต้ของเยรูซาเล็ม ในสะมาเรียท่านฟีลิปทำงานมุ่งกับกลุ่มคน แต่ที่ฉนวนกาซาเป็นการโฟกัสกับบุคคลเดียว ในสะมาเรียท่านฟีลิปสามารถเทศนาสั่งสอนเรื่องพระคริสต์ได้จากหนังสือห้าเล่มของท่านโมเสสเท่านั้น เพราะเหตุใด? นี่คือทั้งหมดชาวสะมาเรียยอมรับ แต่ที่ฉนวนกาซาท่านฟีลิปอาจใช้พระธรรมอิสยาห์ด้วย ซึ่งตอนนั้นน่าจะแปลเป็นภาษากรีกแล้ว
       อ่าน พระธรรม กิจการฯ 8:26-39. ขณะที่คุณอ่าน ให้ตอบคำถามต่อไปนี้ไปด้วย:

       พระคัมภีร์ข้อไหนจากพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 53 ที่ชาวเอธิโอเปียกำลังอ่าน? เหตุใดจึงกล่าวว่านี่เป็นการให้โอกาสสมบูรณ์แบบแก่ท่านฟีลิปในการอธิบายเรื่องความรอดโดยพระเยซูผู้ถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปแก่คนทั้งปวง?
 
       งานของท่านฟีลิปในสะมาเรียเปิดโอกาสให้ท่านประกอบการอัศจรรย์ (กิจการฯ 8:6) แต่สิ่งทั้งหมดที่ท่านทำกับชาวธิโอเปียคือศึกษาพระคัมภีร์ เราเรียนรู้อะไรจากจุดนี้สำหรับตัวเราเองขณะที่เราทำงานกับคนอื่นๆ?


       พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกท่านฟีลิปให้เดินทางต่อทันทีที่งานอธิบาย “ข่าวดีเกี่ยวกับพระเยซู”  เสร็จ และรับบัพติศมาให้ชาวเอธิโอเปียเรียบร้อย ท่านฟีลิปไม่มีโอกาสแบ่งปันหลักความเชื่อของท่านกับผู้กลับใจใหม่ ชาวเอธิโอเปียถูกปล่อยให้รับเอาความเชื่อของคริสเตียนในกรอบวัฒนธรรมแอฟริกันของท่าน ชาวเอธิโอเปียได้รับการนำโดยพระคัมภีร์เดิม และพระวิญญาณของพระเจ้าซึ่งกำลังทำการในตัวเขา ทั้งนี้เพราะเขาเป็นผู้นมัสการพระผู้เป็นเจ้าและเป็นผู้เชื่อในพระจนะของพระองค์อยู่แล้ว

       ท่านฟีลิปได้อธิบายข้อพระคัมภีร์สำคัญเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูให้ชาวเอธิโอเปียฟัง เหตุใดต้องเป็นพระเยซู การสิ้นพระชนม์ของพระองค์ และคืนพระชนม์ของพระองค์เป็นศูนย์กลางข่าวสารเราให้แก่ชาวโลก? จะมีอะไรเกิดขึ้นถ้าข่าวของเราปราศจากเรื่องของพระเยซู?

วันพฤหัสบดี   ฟีลิปผู้ประกาศฯ, บิดา และเจ้าภาพ  (กิจการฯ 8:40)
       
       แน่นอน, ท่านฟีลิปได้ถูกเลือกให้ดำเนินงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า นักศึกษาพระคัมภีร์เห็นด้วยในความหมายของคำว่า “เมื่อท่านทั้งสองขึ้นจากน้ำแล้ว พระวิญญาณบริสุทธิ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรับฟีลิปไปเสีย และขันทีนั้นไม่ได้เห็นท่านอีก จึงเดินทางต่อไปด้วยความพอใจ” (กิจการฯ 8:39) ท่านฟีลิปได้รับคำสั่งให้เดินทางไป “อาโซทัส” (ข้อ 40)?  หรือว่าท่าน “ถูกรับ” ด้วยการอัศจรรย์? ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง จุดสำคัญสำหรับเราคือท่านฟีลิปเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นพระเจ้าทรงสามารถใช้ท่านฟีลิปให้ทำการใหญ่เพื่อพระองค์ได้

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ  8:40. มีอะไรบอกเราเกี่ยวกับท่านฟีลิปซึ่งช่วยเราให้เข้าใจเหตุใดท่านจึงได้ชื่อ
ว่าเป็น “ผู้ประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ” ?

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ  21:7-10. เราสามารถเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับท่านฟีลิปจากข้อพระคัมภีร์ไม่กี่ข้อเหล่านี้?


       ณ จุดนี้ของเรื่องเราได้ศึกษา เราเรียนรู้ว่าท่านฟีลิปเป็นคนรักครอบครัว ท่านแต่งงานแล้วและมีบุตรสาวสี่คน เมื่อท่านฟีลิปถูกเรียกให้เป็นผู้ประกาศพระกิตติคุณหมายความว่าท่านต้องเดินทางอยู่เกือบตลอดเวลา เราทราบเกี่ยวกับท่านฟิลิปเดินทางจากเยรูซาเล็มไปสะมาเรีย จากนั้นไปฉนวนกาซา ตามมาด้วย “เมืองทั้งหมด” ในระยะ 80 กิโลเมตรตามชายฝั่งทะเลระหว่างเมืองอาโซทัส และเมืองซีซารียา อาจมีการเดินทางอีกที่ไม่มีบันทึกไว้ เหมือนกับมิชชันนารีรุ่นบุกเบิกทั้งหลาย ท่านฟีลิปอาจถูกโจมตี และรู้สึกเครียด ท่านผ่านประสบการณ์ “สะดวก หรือยากลำบาก” จากการเดินทางบ่อยๆกระนั้นท่านฟีลิปจัดการดูแลครอบครัวของท่านได้ดีมาก จนบุตรสาวทั้งสี่ได้รับการตัดสิน (judged) จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้รับของประทานแห่งคำพยากรณ์ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าท่านฟีลิปเป็นบิดา (เชื่อว่ามารดามีส่วนด้วย) ที่ดี เป็นผู้สร้างครอบครัวคริสเตียนรุ่นบุกเบิกที่ดำเนินตามน้ำพระทัยของพระเจ้าโดยแท้
       พระธรรม กิจการฯ 21:8-10 บอกเราว่าท่านอัครทูตเปาโลพักอยู่กับท่านฟีลิป “หลายวัน” ยี่สิบห้าปีก่อนหน้านั้น ท่านเปาโลมีชื่อเซาโล มีบันทึกว่า “ฝ่ายเซาโลยังขู่คำราม กล่าวว่าจะฆ่าศิษย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสีย...ทั้งเดินทางไปเมืองดามัสกัส เพื่อจะจับมัดคริสเตียนไปขังคุก” (กิจการฯ 9:1, 2) การโจมตีผู้เชื่อของเซาโลในกรุงเยรูซาเล็ม บังคับให้ท่านฟีลิปหนีไปแคว้นสะมาเรีย (กิจการฯ 8:1-5) บัดนี้หลายสิบปีผ่านไป ท่านเปาโล และท่านฟีลิปพบกัน และท่านฟีลิปเป็นเจ้าของบ้านรับรองท่านเปาโลที่เดินทางมาเยี่ยม นับเป็นการพบกันครั้งที่น่าสนใจ ที่มิชชันนารีรุ่นบุกเบิกทั้งสองเป็นเหมือนพี่น้อง และเป็นเพื่อนร่วมงานของพระคริสต์องค์เดียวกัน ! 

       ในงานของเราที่ทำเพื่อคนอื่นๆ เหตุใดจึงสำคัญเราจะไม่ลืมเลยว่า ความรับผิดชอบประการแรกคือ
ครอบครัวของเรา?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
: 

        “และเมื่อเหล่าสาวกทั้งหลายของพระเยซูถูกขับออกจากกรุงเยรูซาเล็ม บางคนได้พบว่าแคว้นสะมาเรียเป็นสถานที่ปลอดภัย ชาวสะมาเรียให้การต้อนรับ “ผู้สื่อข่าวแห่งพระกิตติคุณ” เหล่านี้ ชาวคริสเตียนยิวได้ทำการประกาศพระกิตติคุณ และเป็นพยานกับชาวสะมาเรีย สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ ชาวสะมาเรียจำนวนมากรับเอาพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด จึงได้กล่าวได้ว่า “ชาวยิวคริสเตียนได้ทำการเก็บเกี่ยวฝ่ายจิตวิญญาณอย่างอุดมท่ามกลางผู้คนที่ครั้งหนึ่งพวกเขารังเกียจเดียดฉันท์ เหมือนกับเป็นศัตรู” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์. ใน “กิจการของอัครทูต”  หน้า  106, 107

คำถามเพื่อการอภิปราย
 
1.   ดังที่เราได้เห็นแล้ว พระกิตติคุณได้ทลายกำแพงขวางกั้นระหว่างผู้คนลง ฟังแล้วลงตัวสมบูรณ์มากใช่
         ไหม? แต่ประสบการณ์จริงบางครั้งก็แตกต่างออกไป มีอะไรเกี่ยวกับมนุษย์ แม้ท่ามกลางคริสเตียนเรา
         ผู้เข้าใจว่าทุกคนเหมือนกันต่อพระพักตร์ของพระเจ้า ผู้เข้าใจแล้วว่าไม้กางเขนทำให้เราทั้งหลายเท่า
          เทียมกัน กระนั้นเรายังปล่อยให้วัฒนธรรม, สังคม และความคิดอคติต่างๆ มาแบ่งเราอย่างขมขื่น
          คริสตจักรแอ๊ดเวนตีสซึ่งประกาศไปทั่วโลกกว้าง จะปล่อยให้ความรู้สึกท้อถอยจากอคติเช่นนั้นเกิด
          ขึ้นได้อย่างไร?

    2.   เราต้องจำไว้ว่าการต่อต้านโจมตีเรื่องเรื่องศาสนาไม่เคยเป็นสิ่งดี ไม่เคยเป็นสิ่งถูกต้อง เราควรมีท่าที
          อะไรต่อผู้กำลังเผชิญกับการโจมตีเรื่องศาสนา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับความเชื่อเรื่องศาสนาของ
          พวกเขา? พระวจนะข้อหนึ่งกล่าวว่า “จงปฏิบัติผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน” (ลูกา
        6
:31)
                         **********************

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272