Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน > บทที่ 5 มิชชันนารีผู้พ > > > > > >
.
บทที่ 11 เปาโล: ภูมิหลัง และการเรียก
.
บทที่  11
 เปาโล
: ภูมิหลัง และการเรียก
5 - 11  กันยายน  2015

บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
กิจการฯ 9:1 ; ฟีลิปปี 3:6 ; 1 โครินธ์ 15:10 ; กิจการฯ 9:1-22 ; กิจการฯ 26:18 ; กาลาเทีย 2:1-17.    

ข้อควรจำ      “ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า "จงไปเถิด เพราะว่าคนนั้นเป็
                   ภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ สำหรับจะนำนามของเราไปยังประชาชาติ
                   กษัตริย์และพวกอิสราเอล เพราะว่าเราจะสำแดงให้เขาเห็นว่า เขาจะต้อง
                   ทนทุกข์ลำบากมากเท่าใดเพราะนามของเรา"” (กิจการฯ 9:15,16)         


บุคคลหนึ่งมีความสำคัญมากที่สุดในพระคัมภีร์ใหม่คือท่านเปาโล ในตอนแรกท่านถูกเรียกชื่อว่า “เซาโลแห่งเมืองทาร์ซัส” ต่อมาท่านเป็นที่รู้จักในเชื่อ “เปาโล” ท่านเปาโลมีความสำคัญต่อคริสตจักรแรกเริ่ม เหมือนท่านโมเสสมีความสำคัญต่อชนอิสราเอล ความแตกต่างมีว่า ท่านโมเสสนำชนอิสราเอลออกมาให้พ้นคนต่างชาติ (อียิปต์) เพื่อชนอิสราเอลจะสามารถดำเนินตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ แต่ท่านเปาโลนำพระวจนะของพระเจ้าจากอิสราเอลสู่คนต่างชาติ เพื่อคนต่างชาติสามารถจะดำเนินตามน้ำพระทัยของพระเจ้าได้เช่นกัน
       ผู้คนรู้จักเกี่ยวกับท่านเปาโลมากกว่าคนอื่นๆ ในฐานะเป็นคริสเตียนในศตวรรษแรก ท่านเป็นที่จดจำสำหรับงานสำคัญของท่าน ซึ่งมีอิทธิพลต่อการประกาศออกไปของคริสเตียนในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา งานประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ การก่อตั้งคริสจจักร และการเยี่ยมเยียนดำเนินไปกับหลายชนชาติรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นับเป็นตัวอย่างอันทรงพลังสำหรับพันธกิจคริสเตียนในปัจจุบัน และอนาคต
       ท่านเปาโลได้รับเกียรติสำหรับการยกความจริงในพระคัมภีร์ออกจากวัฒนธรรมของชาวยิว ในวัฒนธรรมของชาวยิวบัญญัติถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของพวกเขา ชาวยิวคิดว่ามีความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างวัฒนธรรมของชาวยิว และสิ่งพวกเขาคิดว่าเป็นข่าวประเสริฐอันเป็นอมตะของพระเจ้าสำหรับประชาชาติ
       สัปดาห์นี้ก่อนอื่นเราจะมองไปยังคนหนึ่ง นอกเหนือจากพระเยซู ที่คนจำนวนมากถือว่าเป็นบุคคลสำคัญที่สุดในพระคัมภีร์ใหม่

วันอาทิตย์    เซาโลแห่งทาร์ซัส  (กิจการฯ  22:25-28)

       ท่านเปาโลเกิดที่เมืองทาร์ซัส เมืองสำคัญตั้งอยู่บนเส้นทางการค้าระหว่างซีเรีย และเอเซียตะวันตก (กิจการ 22:3) เมืองทาร์ซัสเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมหลากหลาย และเป็นแหล่งธุรกิจ และการเรียนรู้ด้วย เมืองนี้เป็นบ้านพักชั่วคราวของ “ซิเซโร” (Cicero) ซึ่งเป็นทั้งนักพูด ผู้นำ และนักการเมืองผู้มีเชื่อเสียง
       บิดามารดาของท่านเปาโลเป็น “ไดแอสโพระ” (Diaspora) ซึ่งหมายถึงคนยิวที่ไม่ได้อยู่ประเทศอิสราเอล จากตระกูลเบนยามิน ชื่อได้รับตอนเกิดคือ “เซาโล” ในภาษาฮีบรูหมายถึง “ขอจากพระเจ้า” แต่ภายหลังท่านเริ่มดำเนินพันธกิจกับคนต่างชาติ (กิจการฯ 13:9) ท่านได้เปลี่ยนชื่อว่า “เปาโล” แทน (เป็นชื่อของครอบครัวเด่นดังชาวโรมัน) เนื่องจากท่านเปาโลเป็นพวกฟาริสี ท่านเปาโลอาจแต่งงานมีภรรยาแล้ว แต่เราไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับตัวหล่อนเลย รู้จักเพียงน้องสาว และหลานชายของท่าน ที่ถูกเอ่ยถึงใน กิจการฯ 23:16. อนึ่งท่านเปาโลเป็นประชากรของอาณาจักรโรมันโดยกำเนิด
       เหมือนกับเด็กชายชาวยิวส่วนใหญ่ ท่านเปาโลอาจได้เรียนหนังสือในโรงเรียนของธรรมศาลา จนกระทั่งอายุได้ 12 ปี จากนั้นท่านได้เดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม ได้เรียนต่อกับอาจารย์ของชาวยิวที่เรียกว่า “รับไบ (rabbi) และในที่สุดท่านเปาโลได้ศึกษากับอาจารย์ชาวยิวผู้มีชื่อเสียงระดับประเทศชื่อ “กามาลิเอล” (กิจการฯ 22:3) และเหมือนกับผู้ชายชาวยิวทั่วไปซึ่งจะต้องเรียนวิชาชีพด้วย และท่านเปาโลเลือกเรียนวิชาการเย็บเต้นท์
       ท่านเปาโลเป็นชาวฟาริสี (ฟีลิปปี 3:5) คำว่า “ฟาริสี” (หมายถึงผู้ที่แยกตัวออกมา) เป็นที่รับรู้ว่าพวกฟาริสีเชื่อในบัญญัติทั้งทุกข้อ (ก) ที่เขียนไว้ในหนังสือของท่านโมเสส (5 เล่มแรกของพระคัมภีร์เดิม) (ข) และที่เขียนขึ้นโดยพวกธรรมาจารย์ ส่งต่อด้วยการคัดลอกเป็นทอดๆ แล้วสอนว่า “เป็นข้อกำหนด หรือบัญญัติให้ชาวยิวทุกคนถือปฏิบัติ พวก พวกฟาริสีจะเป็น “นักชาตินิยม” (patriotism) ซึ่งจงรักภักดีต่อประเทศชาติสุดๆ และจงเกลียดจงชังชาวต่างชาติสุดๆ จุดอ่อนของ “นักปฏิบัติธรรมฟาริสี” คือจะเคร่งครัดข้อปฏิบัติหยุมๆหยิมๆ และคอยตัดสิน หรือตำหนิผู้อื่น ไม่ให้อภัยใครง่ายๆ ชอบอวดตัวว่าพวกตนเองชอบธรรม ท่านเปาโลไม่ได้ซ่อนความจริงไว้ว่าท่านเอง และบิดาของท่านเมื่อก่อนก็เป็นชาวฟาริสี
       อย่างไรก็ดีพื้นฐานการเป็นชาวฟาริสีของท่านเปาโลเป็นส่วนสำคัญในความสำเร็จในงานมิชชันนารีของท่านทั้งกับชาวยิว และชาวต่างชาติ ท่านเปาโลมีความรู้ในพระคัมภีร์เดิมเป็นอย่างดี (สมัยแรกเริ่มของคริสเตียนมีเฉพาะพระคัมภีร์เดิม) ท่านมีความรู้แตกฉานใน “กฎเกณฑ์ หรือบัญญัติ” ที่พวกธรรมาจารย์ (Scribes) ได้ผนวกเข้ากับพระคัมภีร์เดิมด้วย ดังนั้นอัครทูตเปาโลจึงมีคุณสมบัติพร้อม เพราะมีความใจในข้อแตกต่างระหว่างพระบัญญัติของพระเจ้าที่ไม่มีเวลาสิ้นสุด และบัญญัติภาคผนวกของธรรมาจารย์ ซึ่งท่านเปาโลได้สอนว่า ชาวคริสเตียนต่างชาติควรละเลย “ภาคผนวก” ของชาวยิว อย่างที่เราได้เรียนรู้ ประเด็นนี้มีความสำคัญในชีวิตของคริสตจักรยุคแรกเริ่ม ปัจจุบันก็เช่นกัน ความสำคัญของวัฒนธรรมทำให้เกิดประเด็นสำหรับคริสตจักรในบ้างครั้ง ซึ่งคริสจักรต้องแจกแจงออกมาให้ชัดเจน

       มีข้อไหนในหลักข้อเชื่อของคริสเตียน ที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกับวัฒนธรรมของผู้คนอยู่แวดล้อมเรา? คุณ
จะจัดการกับปัญหานี้ขณะยังยืนหยัดในความจริงที่เราเชื่ออย่างไร?


วันจันทร์   เปาโล, ชายคนนั้น  (ฟีลิปปี 3:6, 8)

       เราเป็นใครขึ้นอยู่กับภูมิหลัง ชีวิตในบ้าน วัฒนธรรม และการศึกษาของเรา อันรวมทั้งอุปนิสัย ความคิด ความรู้สึกและการกระทำของเรา ทั้งหมดผสมผสานกันขึ้นบอกว่าเราเป็นคนประเภทใด

       อ่านพระธรรม กิจการฯ  9:1 ;  ฟีลิปปี  3:6 , 8 ; 1 โครินธ์ 15:9 , 10 ; 1 ทิโมธี 1:16 ; กาลาเทีย 1 :14 ;
และ 2 โครินธ์ 11:23-33. ข้อพระคัมภีร์เล่านี้บอกเราเกี่ยวกับอุปนิสัย และบุคลิกของท่านเปาโลอะไรบ้าง?

      
เห็นได้ชัดว่าท่านเปาโลเป็นชายหนุ่มที่มีความรู้สึกรุนแรง ก่อนได้รับ “ประสบการณ์การบังเกิดใหม่” ท่านเปาโลใช้ความทะเยอทะยานของท่านโจมตีคริสตจักรแรกเริ่ม ท่านให้การสนับสุนมวลชนที่เอาหินขว้างท่านสแฟน “ฝ่ายคนที่เป็นพยานปรักปรำสเทเฟน ได้ฝากเสื้อผ้าของตนวางไว้ที่เท้าของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเซาโล (กิจการฯ 7:58) ท่านเปาโลมีส่วนในการจับคริสเตียนชายหญิงไปขังไว้ในเรือนจำ (กิจการฯ 8:3) ท่านเปาโลขู่จะเอาชีวิตของเหล่าสาวก (กิจการฯ 9:1) และท่านได้จัดทีมงานเดินทางไปจับคริสเตียนที่เมืองดามัสกัสมาขังคุก (กิจการฯ 9:2 ; กาลาเทีย 1:13)
       ในเวลาเดียวกันเราสามารถเข้าใจว่าความทะเยอทะยานของท่านเปาโลอาจหยาบกระด้าง ที่จะนำใช้ในพื่อการดี ท่านอุทิศถวายชีวิตของท่านเพื่อการประกาศเทศนาพระกิตติคุณ ซึ่งต้องเผชิญความยากลำบากอย่างทรหด และการท้าทาย มีเพียงบุคคลผู้อุทิศให้กับสิ่งเขาเชื่อสุดใจจึงจะทำเหมือนท่านเปาโลได้ ท่านเปาโลสูญเสียทุกสิ่งเพื่อพระคริสต์ ท่านเปาโลกล่าวว่า “เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือน “หยากเยื่อ” เพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์” (ฟีลิปปี 3:8) คำว่า “หยากเยื่อ” ในพระคัมภีร์ตอนนี้ต้นฉบับภาษากรีกหมายถึง สิ่งไร้ประโยชน์หรือขยะ ท่านเปาโลเชื่อมั่นว่าสิ่งสำคัญในชีวิตของท่านคือได้ติดตามพระคริสต์
       ท่านเปาโลเป็นคนถ่อมใจเช่นกัน ไม่สงสัยเลยนี่เป็นมาจากความรู้สึกผิดในอดีตที่ได้ต่อต้านทำร้ายคริสเตียน ดังนั้นท่านเปาโลคิดว่าตัวท่านเองไม่มีค่าต่อการเรียกอันสูงส่ง และเป็นเหมือนบางคนผู้เทศนาเรื่องความชอบธรรมของพระคริสต์ ซึ่งเป็นความหวังแห่งความรอดหนึ่งเดียวของเรา ท่านเปาโลทราบว่าท่านเป็นคนบาปยิ่งนักแต่ได้เข้าใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ ความรู้เช่นนั้นมากเกินพอจะทำให้ท่านถ่อมใจไว้เสมอ เพราะท่านแวดล้อมด้วยพระกรุณาคุณของพระเจ้า
       “รังสีแห่งพระสิริ และความสง่างามของพระเจ้าส่องออกมาโดยรอบ ผู้เข้าใกล้พระองค์เมื่อได้มองเห็นความบริสุทธิ์แห่งพระอุปนิสัยของพระคริสต์ ทำให้ความบาปทุกประเภทถูกมองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งรังสีนั้นเผยให้ความอ่อนแอแห่งอุปนิสัยของมนุษย์ แสดงให้เห็นความปรารถนาอันไม่บริสุทธิ์ และความผิดบาปในดวงใจ และมลทินแห่งริมฝีปาก” จากหนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “สันติวิถี”  หน้า 29

       ไม่มีใครในพวกเราสามารถปกป้องตัวเองจากความหยิ่งได้  เราควรมุ่งมองไปที่ไม้กางเขนอย่างไร? คำกล่าวที่ว่า “ไม้กางเขนสามารถเยียวยาใครๆ จากความบาปได้หมายความว่าอย่างไร?”

วันอังคาร  จากเซาโล มาเป็น เปาโล   (กิจการฯ 9:1-22)         

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ  9:1-22 เป็นเรื่องการกลับใจของท่านเปาโล  ประสบการณ์นี้เชื่อมโยงกับการเรียกให้เป็นมิชชันนารีของท่านอย่างไร? อ่าน พระธรรม กิจการฯ 26:16-18 ด้วย

       เป็นที่ชัดเจนแต่เริ่มต้นว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงวางแผนใช้ท่านเปาโลให้เอื้อมถึงทั้งชาวยิว และชาวต่างชาติ ไม่มีเหตุการณ์อื่นใดในการศึกษาเรียนรู้ของท่านเปาโล เพื่อให้ท่านเตรียมความพร้อมในงานมิชชันนารี และการเป็นครูมีความสำคัญเทียบได้เท่ากับการกลับใจใหม่ของท่าน บ่อยครั้งในการเป็นพยานของท่าน ท่านเปาโลจะเอ่ยถึงประสบการณ์ดังกล่าว
        พระเจ้าทรงเรียกท่านเปาโลว่า “แต่ว่าจงลุกขึ้นยืนเถิด ด้วยว่าเราได้ปรากฏแก่เจ้าเพื่อจะตั้งเจ้าไว้ให้เป็นผู้รับใช้ และเป็นพยานถึงเหตุการณ์ซึ่งเจ้าเห็น และถึงเหตุการณ์ที่เราจะสำแดงตัวเราเองแก่เจ้าในเวลาภายหน้า” (กิจการ 26:16) ท่านเปาโลไม่อาจเทศนา และสั่งสอนในสิ่งที่ท่านไม่ทราบ แต่ท่านสามารถเทศนา และสอนได้จากประสบการณ์ของท่านเอง และความรู้ในองค์พระผู้เป็นเจ้า จากพระวจนะของพระองค์ในพระคัมภีร์  (อ่าน โรม 1:1, 2.)     

       อ่าน กิจการฯ 26:18. ผลลัพธ์จากงานของท่านเปาโลจะออกมาอย่างไร?

       จากสิ่งนี้เราสามารถมองเป็นผลลัพธ์ 5 ประการจากงานมิชชันนารีแท้:
       1.  เปิดตาของผู้คน ทำให้พระเจ้า และ พระเยซูเป็นจริง ในปัจจุบัน กำลังทำการ และและน่าชื่นชม
       2.  เคลื่อนจากความมืด สู่ความสว่าง และความรู้ นี่เป็นพื้นฐานของพระกิตติคุณ (อ่านลูกา 1:78, 79)
       3.  หันจากอำนาจของซาตาน มาสู่ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
       4.  ได้รับการอภัยจากความบาป ปัญหาของความบาปมีคำตอบ นี่เป็นพื้นฐานการดำรงชีวิต ข่าวสารเรื่องการเยียวยาของคริสเตียน
       5.  รับพื้นที่ท่ามกลางผู้ชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใด นี่หมายถึงเป็นสมาชิกคริสตจักร (โบสถ์) ของพระเจ้า ไม่ว่าเรามีเชื้อชาติ หรือสัญชาติใด หรือเรามีเพศใด

       ถ้ามีใครจะถามคุณ “คุณประสบการณ์ด้วยตัวคุณเองกับพระคริสต์อะไรบ้างไหม? คุณสามารถจะบอกฉันเกี่ยวกับพระองค์ได้ไหม? แล้วคุณจะตอบอย่างไร?

วันพุธ
   เปาโลในพื้นที่แห่งพันธกิจ  (โรม 15 :19) 

       มีความจริงสำคัญอะไรสำหรับพันธกิจประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งเราพบได้ในพระธรรม โรม 15:19 ? อ่าน 1โครินธ์ 1:23 ; 1 โครินธ์  2:2 ; กาลาเทีย 6:14 ; ฟีลิปปี 1:15-18. ด้วย

       มีสิ่งหนึ่งแน่นอนเกี่ยวกับพันธกิจมิชชันนารีทั้งหมดของท่านเปาโล ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปที่ใด ท่านเทศนาเรื่องของพระคริสต์ การพระองค์ถูกตรึงกางเขน เป็นส่วนสำคัญที่สุดในข่าวสารของท่านเปาโล การทำเช่นนั้นแสดงว่าท่านเปาโลซื่อสัตย์ต่อการที่พระคริสต์ทรงเรียกท่าน ท่านจึงควรเทศนาสั่งสอนเกี่ยวกับพระองค์ ข่าวสารสำหรับพันธกิจในปัจจุบันชัดเจน: เราต้องให้พระคริสต์อยู่ข้างหน้า และศูนย์กลางของพันธกิจประกาศออกไปทั้งหมดของเรา
       ท่านเปาโลไม่ได้เทศนาเรื่องพระเยซู เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความจริง จากนั้นออกเดินทางต่อ แต่ท่านเปาโลเน้นการวางรากฐานและสร้างผู้นำ ท่านต้องการก่อตั้งคริสตจักร เพื่อเริ่มชุมชนคริสเตียน จากพื้นที่หนึ่ง ไปยังอีกพื้นที่หนึ่ง ในพื้นที่ของโลกส่วนนี้ ไม่ว่าที่ใดท่านสามารถไปถึง ความรู้สึกส่วนลึกในพันธกิจของท่านเปาโลคือ “การก่อตั้งคริสตจักร”

       อ่าน พระธรรม โคโลสี 1:28. ดูเหมือนมีอะไรท่านเปาโลกำลังพูดถึง? นี่เป็นการประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณหรือ การสร้างสาวก?

       ถ้าคนหนึ่งอ่านจดหมายฝาก ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ใหม่ หลายฉบับของท่านเปาโล เป็นที่ชัดเจนว่าบ่อยครั้งไม่ใช่จดหมายประเภทประกาศเผยแผ่พระกิตติคุณ แต่เป็นจดหมายที่ท่านเปาโลเขียนถึงชุมชนของโบสถ์ซึ่งท่านเป็นผู้สถาปนาไว้ อันรวมไปถึงงานประกาศสั่งสอนในฐานะมิชชันนารี ซึ่งมีเนื้อหาการหนุนใจเพื่อช่วยให้คริสตจักรเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณ
       ดังนั้นเราสามารถมองเห็นอย่างน้อยส่วนสำคัญ 3 ส่วนในจดหมายของท่านเปาโลที่กล่าวถึงงานของมิชชันนารี: (1) เทศนาสั่งสอนรื่องพระเยซู (2) การวางแผนของคริสตจักร และ (3) ช่วยให้คริสตจักรเติบโตขึ้นฝ่ายจิตวิญญาณ

       คิดถึงครั้งสุดท้ายคุณกล่าวเป็นพยานแก่ใครบางคน พระเยซูเป็นส่วนสำคัญในข่าวสารเพียงใด? คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่า คุณได้ยกให้พระองค์เป็น “หัวใจ” ของข่าวสารที่คุณสื่อให้กับคนอื่น?
 
วันพฤหัสบดี
  พันธกิจ และ ลัทธิวัฒนธรรมหลากหลาย  (กาลาเทีย 2:1-17)       

       “ลัทธิวัฒนธรรมหลากหลาย” (Multiculturalism) เป็นคำบัญญัติขึ้นใหม่ปรากฏในพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ดปี  ค.ศ.1960 ผู้เขียนนำมาใช้ตรงนี้เพื่อบรรยายให้เห็นสมัยพระคัมภีร์ใหม่ มนุษย์ถูกแบ่งออกเป็นสองระดับคือ “เรา” (us) และ “พวกเขา” (them) เผ่าพันธุ์ของเรา หรือ ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ของเรา (ก) สำหรับชาวกรีก ใครไม่ใช่คนกรีกคือ “อนารยชน” (barbarians) (ข) สำหรับคนยิว คนใดหรือชาติใดนอกเหนือจากยิวคือ “คนต่างชาติ”
       อย่างเราได้เรียนรู้มาแล้ว พลังแห่งความสำเร็จในพันธกิจท่ามกลางชาวต่างชาติของคริสตจักรแรกเริ่ม คือการที่ผู้นำคริสตจักรได้ทำบางสิ่งเกี่ยวกับการแบ่งแยกกันระหว่างชาวยิว และชาติต่างชาติ คำถามสำคัญมีว่าควรให้ชาวต่างชาติรับบัพตีศมาเป็นคริสเตียนโดยไม่ต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาวยิวเช่นการถือพิธีเข้าสุหนัตก่อนหรือไม่

       อ่าน พระธรรม กาลาเทีย 2:1-17. มีอะไรเกิดขึ้นตรงนี้ และเรื่องนี้แสดงให้เห็นการท้าทายของ “ลิทธิวัฒนธรรมหลากหลาย” อย่างไร ในการประกาศออกไป และพันธกิจ? 

       “ในเวลาต่อมาเมื่อท่านเปโตรเดินทางไปเยี่ยมคริสตจักรเมืองอันทิโอก ท่านได้รับความเชื่อถืออย่างดีจากการที่ท่านปฏิบัติต่อผู้เชื่อชาวต่างชาติสอดคล้องกับแสงสว่างจากสวรรค์ แต่นั่นเป็นแค่ในช่วงแรก เมื่อชาวยิวบางคนเดินทางมาถึงท่านเปโตรก็แยกตัวออกไป อันเป็นเหตุทำให้ท่านถูกท่านเปาโลกล่าวเตือน พระคัมภีร์บันทึกเรื่องนี้ว่า “ด้วยว่าก่อนที่คนของยากอบมาถึงนั้น ท่านได้กินอยู่ด้วยกันกับคนต่างชาติ แต่พอคนพวกนั้นมาถึง ท่านก็ปลีกตัวออกไปอยู่เสียต่างหาก เพราะกลัวพวกที่ถือพิธีเข้าสุหนัต” (กาลาเทีย 2:12) ...ตัวอย่างของความอ่อนแอทำให้ผู้เชื่อชาวต่างชาติมีความฝังใจเจ็บปวด หนักกว่านั้นคือทำให้คริสตจักรถูกคุกคามจากความรู้สึกต้องการแบ่งแยกระหว่างคริสเตียนยิว และคริสเตียนชาวต่างชาติ” จาก หนังสือของเอลเลน จี. ไว้ท์. ใน “The Acts of the Apostles, page 198
       หลังจากท่านเปาโลช่วยเตือนท่านเปโตรในประเด็นดังกล่าวแล้ว อัครทูตทั้งสองได้ตัดสินใจยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นต้นแบบมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเราอาจเรียกว่า “คริสตจักรที่หลากหลายวัฒนธรรม” เมื่อชาวต่างชาติกลับใจใหม่รับเอาพระเยซูเป็นพระผู้ช่วยให้รอด รับบัพติศมาเข้าสู่คริสตจักร พวกเขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามธรรมเนียมของชาวยิว ท่านเปาโลเองมีพื้นฐานเป็นชาวฟาริสีที่ซื่อสัตย์เข้มแข็ง เป็นนักศึกษาของอาจารย์รับไบกามาลิเอล เป็นประชากรโรมัน และในอดีตเคยทำร้ายผู้ติดตามพระเยซู ประสบการณ์หลากหลายเช่นนี้ ทำให้ท่านเปาโลมีความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจทั้งชาวยิวผู้มีพื้นฐานมาแต่บรรพบุรุษ และคริสเตียนชาวต่างชาติผู้มาจากการกราบไหว้ “พระ” อื่นเป็นอย่างดี ท่านจึงมีคุณสมบัติพร้อมจะบอกถึงความแตกต่างระหว่าง “ความจริงของพระคัมภีร์” และ “วัฒนธรรมทางศาสนา” ของช่วงเวลานั้นได้ดี

       คุณจะบอกถึงความแตกต่างระหว่างความจริงแห่งความเชื่อของเรา และวัฒนธรรม, สังคม, หรือแม้แต่
วัฒนธรรมของส่วนบุคคลได้อย่างไร?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
:  

       ต่อคนอ่อนแอข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอเพื่อจะได้คนอ่อนแอ ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวงเพื่อจะช่วยเขาให้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง ข้าพเจ้าทำอย่างนี้ เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในข่าวประเสริฐนั้น”  (1 โครินธ์ 9:22,23)

      
“ชาวยิวคริสเตียนดำรงชีวิตภายใต้การเห็นมองเห็นวิหารโดยธรรมชาติ ด้วยการปล่อยให้จิตใจพวกเขาหวนกลับไปยังพิธีบางอย่างของชนชาติยิว พวกเขามองเห็นคริสตจักรของคริสเตียนละทิ้งพิธีกรรม และธรรมเนีนมปฏิบัติของศาสนายูดาห์ พวกเขารู้สึกว่าอีกไม่นานความบริสุทธิ์ของวัฒนธรรมชาติยิวจะสูญเสียจากการมองเห็น เพราะความเชื่อใหม่ได้เข้ามาแทน ดังนั้นมีชาวยิวไม่น้อยรังเกียจท่านเปาโลว่าเป็นผู้ทำให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้น แม้แต่เหล่าสาวกไม่ใช่ทั้งหมดเตรียมตัวยอมรับอย่างเต็มใจในการตัดสินใจของสภากรุงเยรูซาเล็ม บางคนยังคงภักดีต่อบัญญัติว่าด้วยพิธีกรรม พวกเขาปรักปรำท่านเปาโล และรู้สึกว่าท่านกลายเป็นคนอ่อนแอในการยกบัญญัติของชาวยิวขึ้น” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์. ใน “The Acts of the Apostles, page 197

คำถามเพื่อการอภิปราย
 
1.   อ่านพระธรรม 1 โครินธ์ 9:20 มีบทเรียนอะไรเราสามารถเรียนรู้จากถ้อยคำเหล่านี้ ที่สามารถช่วยเรา
           ให้เข้าใจว่า เราจะดำเนินพันธกิจอย่างไร หรือแม้แต่สามารถจะทำการรับใช้พระเจ้า และเป็นพยาน
           ส่วนบุคคลได้อย่างไร?

    2.   ความบาปในอดีตของท่านเปาโลนั้นน่าละอาย แต่พระเจ้าทรงอภัยให้ท่านเปาโล และประทานอำนาจให้   ท่านในการดำเนินงาน เราสามารถจะเรียนรู้ที่จะยกโทษให้ตัวเราเอง ในสิ่งที่เราอาจได้ทำผิด และแสวง
          หาอำนาจจากพระองค์เพื่อการรับใช้ได้เช่นกัน?                  
                 *********************

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272