Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน > บทที่ 5 มิชชันนารีผู้พ > > > > > > >
.
บทที่ 12 เปาโล: พันธกิจ และข่าวสาร
.
บทที่  12
เปาโล: พันธกิจ และข่าวสาร

12 - 18  กันยายน  2015

บ่ายวันสะบาโต    

อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
1 โครินธ์ 1:22-24 ; 1 ทิโมธี 6:12 ; 2 ทิโมธี 4:7 ; 1 โครินธ์ 15:12-22 ; กิจการฯ 15:38-41.

ข้อควรจำ      “ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่า ข้าพเจ้าได้ฉวยไว้ได้แล้ว แต่ข้าพเจ้า
                    ทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วเสีย และโน้มตัวออกไปหาสิ่งที่อยู่
                    ข้างหน้า ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไปสู่หลักช้ย เพื่อจะได้รับรางวัล ซึ่งในพระ
                    เยซูคริสต์พระเจ้าได้ทรงเรียกจากเบื้อบนให้เราไปรับ” (ฟีลิปปี 3:13, 14)             


ท่านเปาโลพัฒนาแนวคิดคริสเตียนในประวัติศาสตร์แห่งความรอด ท่านทำสิ่งนี้บนพื้นฐาน
ของคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิม, ประวัติศาสตร์ชาติยิว, ชีวิต และคำสอนของพระเยซู ทั้งหมดมีศูนย์กลางบนชีวิต การสิ้นพระชนม์ และการคืนพระชนม์ของพระคริสต์ เพราะพื้นฐานด้านวัฒนธรรมทั้งในศาสนายูดาห์ (Judaism) และสังคมของกรีก-โรมันของท่านเปาโล ทำให้ท่านมองเห็นอย่างลึกซึ้งว่าจะนำชาวยิวคริสเตียนออกจากการเป็นพลเมืองฮีบรูที่เคร่งครัดในศาสนพิธี และปฏิบัติหลักศีลธรรมในชีวิต มาสู่โลกคริสเตียนซึ่งถือวัฒนธรรมหลากหลายอย่างเหมาะสมได้อย่างไร
       จดหมายฝากของท่านเปาโลทั้ง 13 ฉบับ บัดนี้ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ใหม่ สนับสนุนการดำเนินชีวิตในความเชื่อ ท่านเสนอหลักข้อเชื่อพอๆ กับหัวข้อเป็นประโยชน์สำหรับชีวิตประจำวัน ท่านให้คำแนะนำ ให้การหนุนใจ และเตือนในเรื่องการการใช้ชีวิตคริสเตียนส่วนบุคคล, ความสัมพันธ์ และชีวิตของคริสตจักร หัวข้อหลักในจดหมายฝาก ท่านเปาโลเน้นว่า “เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ ในหมู่พวกท่านเลย เว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์ และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงกางเขน” (1 โครินธ์ 2:3)
       ท่านเปาโลไม่เป็นเพียงนักเขียนจดหมาย ท่านเป็นถูกยอมรับว่า เป็นมิชชันนารีที่ประสบความสำเร็จสูงส่ง ท่านทำการประกาศเผยแผ่จากซีเรีย ไปถึงอิตาลี บางทีแม้แต่สเปน ภายใน 10 ปีท่านเปาโลและทีมงานสถาปนาคริสตจักรขึ้นมากมายในสี่พื้นที่ของอาณาจักรโรมัน
       สัปดาห์นี้เราจะมองไปยัง (ก) พันธกิจ (ข) และข่าวสารที่ท่านเปาโลทำการประกาศเผยแผ่

วันอาทิตย์   ชาวกรีก และชาวยิว  (1 โครินธ์ 1:22-24)

       อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 1:22-24. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี่ช่วยเราให้เข้าใจวิถีความแตกต่างของผู้คนเกี่ยวพันกับความจริงอย่างไร? เราสามารถเรียนรู้อะไรตรงนี้ที่สามารถช่วยเราในการเป็นพยานกับกลุ่มคนที่แตกต่างกันไป?
       ในการอพยพจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์หลายประการเพื่อปกป้องชนอิสราเอล ไว้  ชาวยิวหลายรุ่นอายุต่อมาคาดหวังว่าจะมีผู้สื่อข่าวใหม่ส่งมาจากพระเจ้า และพวกเขาควระทำให้ชนอิสราเอลเป็นที่รู้จักของนานาชาติอีกครั้งด้วยเครื่องหมาย ความพิศวงนานา และการอัศจรรย์หลากหลาย     
       แต่ชาวกรีกมีความแตกต่าง พวกเขาเชื่อว่าทุกสิ่งจะต้องมีเหตุผล และสิ่งที่จะสนองความพอใจของพวกเขา คือสติปัญญาของมนุษย์
      ท่านเปาโลไม่ลืมเรื่องวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ด้านจิตวิญญาณของผู้คนเป้าหมายของท่าน และท่านใช้มันเป็นเส้นทางสู่การเทศน์พระคริสต์ถูกตรึงกางเขน เหล่าผู้ต้องการเครื่องหมายจะพบได้ในชีวิต และการดำเนินพันธกิจของพระเยซู และในคริสตจักรยุคแรกเริ่ม แต่เหล่าผู้ต้องการเหตุผลสำหรับทุกสิ่งจะพบได้ในการโต้แย้งของท่านเปาโลสำหรับข่าวพระกิตติคุณ บุคคลทั้งสองประเภทมีความต้องการจริงๆเพียงอย่างเดียว คือความต้องการจะรู้จักพระคริสต์ ผู้ทรงเป็นขึ้นสู่ชีวิต และ “ฤทธิ์เดชในการคืนพระชนม์ของพระองค์” (ฟีลิปปี 3:10) วิธีการที่ใช้ขึ้นอยู่กับผู้คนท่านกำลังเป็นพยาน
       เมื่อท่านเปาโลเทศนาให้ชาวยิวฟัง ท่านวางพื้นฐานเรื่องเทศน์บนประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ท่านเชื่อมต่อพระคริสต์กับดาวิด และใช้คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เก่าชี้ไปยังพระคริสต์ ซึ่งทำนายเรื่องพระองค์จะทรงถูกตรึง และการฟื้นพระชนม์ (กิจการฯ 13:16-41) ท่านเปาโลเริ่มต้นกับสิ่งพวกเขาคุ้นเคย สิ่งพวกเขาเคารพนับถือ และเชื่อ และจากจุดเริ่มต้นนั้นท่านเปาโลแสวงหาลู่ทางนำพวกเขาสู่พระคริสต์
       สำหรับชนต่างชาติ ข่าวสารของท่านเปาโลรวมถึงพระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง ทรงค้ำจุนโลก และทรงเป็นผู้พิพากษา ท่านอธิบายถึงการเข้ามาในโลกของความบาป และความรอดทางพระเยซูคริสต์ (กิจการฯ 14:15-17; กิจการฯ 17:22-31) ท่านเปาโลต้องเริ่มต้นต่างกันกับคนกลุ่มนี้ มากกว่าท่านได้ทำกับชาวยิว (หรือชาวต่างชาติผู้ร่วมในความเชื่อของชาวยิว) แต่เป้าหมายหลักคือการนำพวกเขาไปสู่พระคริสต์

       คิดเกี่ยวกับความเชื่อของคุณเองวางบนพื้นฐานอะไร?  คุณมีเหตุผลดีอะไรจึงทำเช่นนั้น? เหตุผลของคุณอาจแตกต่างจากคนอื่นอย่างไรๆ? เหตุใดจึงสำคัญจะตระหนักในความแตกต่างเหล่านี้?

วันจันทร์   ทหาร และนักกรีฑา  (1 โครินธ์ 9:24-27)
     
      ในฐานะนักพูดช่ำชองในพันธกิจการประกาศ ท่านเปาโลใช้สิ่งคุ้นเคยอธิบายสิ่งที่พวกเขาไม่คุ้นเคย ท่านใช้ตัวอย่างชีวิตประจำวันของกรีก-โรมันซึ่งเป็นสมัยของท่าน เพื่อแสดงให้เห็น “สภาพที่เป็นจริง” ของชีวิตใหม่ในพระคริสต์ ท่านใช้ตัวอย่างสองจุดจากการกลับใจใหม่ในส่วนเป็นรื่องเทศนา และในจดหมายฝากของท่านคือ (1) นักกรีฑา และเกมของพวกเขา และ (2) ทหารโรมันซึ่งปรากฏในสายตาตลอดเวลา
       ผู้คนในสมัยท่านเปาโลชื่นชมผู้ได้รับความสำเร็จด้านกีฬา หรือกรีฑาเหมือนในปัจจุบัน ชาวกรีกในสมัยพระคัมภีร์ใหม่รักการวิ่งแข่งขัน ในช่วงหลายศตวรรษ พวกเขาจัดให้มีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไม่น้อยกว่าสี่ครั้ง แต่ละครั้งจัดบนพื้นที่ต่างๆ ของประเทศกรีก การวิ่งแข่งขันสี่ประเภทเป็นที่นิยมมากที่สุด รวมถึงการสวมเครื่องยุทธภัณฑ์ทั้งชุดวิ่งแข่งเกมมวยปล้ำก็เป็นที่นิยมเช่นกัน พวกนักกรีฑาจะได้รับการฝึกซ้อมอย่างหนัก และผู้กำชัยชนะจะได้รางวัลมหาศาล ไม่ว่าเขาจะเป็นคนเชื้อชาติไหน อยู่ในสังคมระดับใดมาก่อน ไม่มีใครคำนึงถึงภูมิหลังของเขา หรือหล่อน ขอเพียงมีผลงานเป็นเลิศในด้านด้านกีฬา หรือกรีฑาเป็นพอ

       อะไรคือกุญแจของบทเรียนสำหรับชีวิตคริสเตียนที่ผู้อ่านของท่านเปาโลพบใน 1 โครินธ์ 9:24-27; กาลาเทีย 5:7 ; 1 ทิโมธี 6:12 ; และ 2 ทิโมธี  2:5?
 
       จักรพรรดิออกัสตัสของอาณาจักรโรมัน ได้เปลี่ยนระบบจากการเกณฑ์ทหาร ซึ่งประจำการใน “ช่วงเวลาสั้น” มาเป็นการรับสมัคร “นักรบอาชีพ” เต็มเวลา จากนั้นจัดเป็นกองพันทหาร หรือหลายกองพันตั้งค่ายประจำการอยู่ทั่วอาณาจักรโรมัน กองทหารเหล่านี้จะได้รับการเปลี่ยนยุทธภัณฑ์ และอาวุธใหม่เสมอเมื่อมีการคิดค้นอาวุธมีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ ในสมัยของท่าเปาโล ทหารอาชีพเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกจากชนชาติต่างๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของโรมัน โดยไม่ต้องเป็นประชากรของโรมันมาก่อน ค่าตอบแทนนอกจากเงินเดือนประจำยังมีรางวัลอื่นมอบให้เมื่อพวกเขารับใช้ในกองทัพจนครบเทอม อย่างไรก็ดีทหารเหล่านี้ต้องกล่าวสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อจักรพรรดิ ซึ่งในการสงครามใหญ่จักรพรรดิจะเป็นผู้บัญชาการทัพด้วยตนเองเสมอ

       ใน 2 โครินธ์ 10:4, 5 ; เอเฟซัส 6:10-18 ; 1 ทิโมธี 6:12 ; และ 2 ทิโมธี 2:3, 4. ท่านเปาโลทำการเปรียบเทียบอะไรระหว่างการเป็นทหาร และการดำเนินชีวิตคริสเตียน?
       อาจเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายของท่านเปาโล ท่านใช้ทั้งการเป็นทหาร และ การเป็นนักกรีฑาในการอธิบายทรรศนะแห่งชีวิตของท่านเองในฐานะเป็นคริสเตียนมิชชันนารี ท่านกล่าวเป็นพยานว่า “ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว” (2 ทิโมธี 4:7)

       ในทางใดความเชื่อเป็นเหมือนทหารที่ “ต่อสู้” และในทางไหนความเชื่อเป็นเหมือนนักกรีฑาเข้าทำการ “แข่งขัน”? คุณจะมีประสบการณ์จริงตามคำอุปมานี้ในชีวิตคริสเตียนของคุณเองอย่างไร? คำอุปมาอันไหน (ทหารต่อสู้ หรือ นักกรีฑาแข่งขัน) เหมาะสมกับประสบการณ์ของคุณเองมากกว่า, เหตุใดคุณคิดอย่างนั้น?
วันอังคาร   เปาโล และธรรมบัญญัติ  (โรม 3:31)     
       “ถ้าเช่นนั้นเราลบล้างธรรมบัญญัติด้วยความเชื่อหรือ เปล่าเลยเรากลับสนับสนุนธรรมบัญญัติเสียอีก”
(โรม 3
:31) ท่านเปาโลกำลังพูดถึง “ธรรมบัญญัติ” ประเภทไหนตรงนี้?

       พระคัมภีร์ฉบับแปลเป็นภาษาไทยจากจดหมายฝากทุกฉบับของอัครทูตเปาโลคำว่า “ธรรมบัญญัติ” หรือ“บัญญัติ” ปรากฏ 130 ครั้ง ในพระธรรมกิจการของอัครทูตปรากฎ 20 ครั้ง ท่านเปาโลพยายามจะให้ผู้ฟัง และผู้อ่านของท่านไม่ว่าพวกเขาจะมาจากพื้นฐานวัฒนธรรมใด เพื่อที่จะเข้าใจ “ธรรมบัญญัติ” ซึ่งมีความหมายหลายอย่าง โดยเฉพาะชาวยิว พระบัญญัติ (นำหน้าด้วยคำว่า “พระ”) สิบประการ เป็นข้อกำหนดให้ปฏิบัติสำหรับผู้คนทั้งมวล ตลอดกาลเวลา แต่ท่านเปาโลไม่คิดว่า “บัญญัติ” อื่นใดในพระคัมภีร์เดิม และในวัฒนธรรมของชาวยิวจะกำหนดไว้สำหรับคริสเตียนทั้งมวลต้องถือปฏิบัติ
       ในงานเขียนของอัครทูตเปาโล คำว่า “ธรรมบัญญัติ” อาจจำแนกประเภทได้ดังนี้:
       (ก) “ธรรมบัญญัติว่าด้วยศาสนพิธี (religious ceremonies) หมายถึงกฏเกณฑ์ในเรื่องศาสนพิธีของชาวยิว
       (ข) และ “กฏหมายว่าด้วยการปกครองพลเรือน” (civil law) สำหรับใช้ในการปกครองประชากรชาวยิว
       (ค) “กฏเกณฑ์เรื่องสุขภาพ” (health law) กฏเกณฑ์ว่าด้วยสุขภาพ เช่นเรื่องฝังกลบเมื่อถ่ายอุจจาระ ล้างมือก่อนรับทานอาหาร ไม่รับประทานเลือดสัตว์ ไม่กินเนื้อสัตว์ที่ตายเอง รวมถึงอาหารที่สะอาด และไม่สะอาด คนโรคเรื้อนต้องแยกจากครอบครัวไปอยู่ต่างหากกับกลุ่มของพวกเขาเองฯลฯ
      (ง)  กฏเกณฑ์เรื่องการชำระให้บริสุทธิ์ (purification law) เช่นการล้างมือ อาบน้ำเมื่อถูกต้องสัตว์ที่ตายเอง หรือจับหรือยกศพคนตายฯลฯ
      (จ)  ท่านเปาโลเขียนเกี่ยวกับ “อยู่ใต้ธรรมบัญญัติ” (โรม 3:19) และเกี่ยวกับ “การพ้นจากธรรมบัญญัติ” (โรม 7:6) ซึ่งท่านเปาโลพรรณนาว่าเป็น “บัญญัติแห่งความบาป” (โรม 7:25) ซึ่งเป็น “บัญญัติ” ที่บริสุทธิ์เช่นกัน (โรม 7:12) หมายถึงพระบัญญัติสิบประการ
      (ฉ) ท่านเปาโลเอ่ยถึง “บัญญัติของท่านโมเสส” (law of Meses) (1 โครินธ์ 9:9) ขณะเดียวกันเป็นบัญญัติของพระเจ้า (law of God) (โรม 7:25) (พระบัญญัติสิบประการ) ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาอาจดูเหมือนทำให้ผู้ไม่ใช่ชาวยิวรู้สึกสับสน แต่สำหรับผู้เชื่อชาวยิวที่เติบโตมาในวัฒนธรรมฮีบรู เมื่ออ่านอย่างพิจารณา จะเข้าใจกระจ่างว่าหมายถึงกฏเกณฑ์ หรือบัญญัติประเภทใด

       พระธรรม โรม 13:8-10 ; โรม 2:21-24 ; 1 โครินธ์ 7:19 ; เอเฟซัส 4:25, 28 ; เอเฟซัส 5:3 ; และ เอเฟซัส 6:2. ช่วยเราให้เข้าใจว่า “บัญญัติว่าศีลธรรม” ของพระเจ้าคือ พระบัญญัติสิบประการนั่นเอง ซึ่งไม่ได้สิ้นสุดที่ไม้กางเขนแต่อย่างใด?   

      “บัญญัติว่าด้วยศาสนพิธี” (the ceremonial law) อธิบายว่า คนหนึ่งเข้าถึงพระเจ้าผ่านระบบปุโรหิต พลับพลาของชาวฮีบรู และเครื่องถวายบูชา ท่านเปาโลตระหนักแล้วว่า บัญญัติดังกล่าวสิ้นลงที่ไม้กางเขน เพราะได้รับใช้วัตถุประสงค์
ของชาวยิวจนถึงการถวายบูชาของพระคริสต์ จึงไม่มีความจำเป็นต้องประกอบพิธีดังกล่าวอีกต่อไป และเรื่องนี้ชัดเจนมากภายหลังพระวิหารได้ถูกทำลายลง
       แต่ “พระบัญญัติสิบประการ” อย่างไรก็ดี เป็นเรื่องแตกต่างไป ในจดหมายฝากของท่านเปาโลอ้างอิงพระบัญญัติสิบประการ และพูดถึงในลักณะทั่วไปเกี่ยวกับสิ่งอื่นๆของพระบัญญัติสิบประการ ในทุกกรณีท่านกล่าวถึงพระบัญญัติสิบประการเป็นว่าสิ่งชอบด้วยกฏหมายสำหรับคนทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นชาวยิวเอง หรือชาวต่างชาติ เพราะเขียนต่อต้านการทำบาป (ผู้ละเมิดจะเป็นบาป) ลองคิดดู ท่านเปาโลจะขจัดบัญญัติตรง ที่ให้คำนิยามว่าอะไรไรคือความบาปหรือ (“ผู้ที่กระทำบาปก็ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ บาปเป็นสิ่งที่ผิดธรรมบัญญัติ” (1 ยอห์น 3:4) ตัวอย่างเช่นจะเป็นการไม่มีเหตุผลจะบอกกับใครๆว่าอย่าขับรถเร็วเกินกำหนด ในขณะที่ไม่มีป้ายบอกไว้ หรือไม่กฏจราว่าด้วยความเร็วกำหนด

วันพุธ    ไม้กางเขน และ การคืนพระชนม์  (1 โครินธ์ 2:2) 
       “เพราะข้าพเจ้าตั้งใจว่าจะไม่แสดงความรู้เรื่องใดๆ ในหมู่พวกท่านเลย เว้นแต่เรื่องพระเยซูคริสต์และการที่พระองค์ทรงถูกตรึงที่กางเขน” (1 โครินธ์ 2:2)
       ไม่มีข้อสงสัยใดๆ ไม้กางเขนของพระคริสต์มีความสำคัญสำหรับสำหรับทุกสิ่ง ที่ท่านเปาโลดำรงอยู่ และสอน แต่ท่านเปาโลไม่ได้สอนเรื่องไม้กางเขนจากที่ไม่มีอะไร หากท่านสอนพร้อมกับคำสอนอื่นๆด้วย หนึ่งในนั้น คือบางทีสิ่งนี้อาจนี้เชื่อมโยงใกล้ชิดกับไม้กางเขนที่สุด  คือการคืนพระชนม์ ถ้าปราศจากการฟื้นพระชนม์ไม้กางเขนก็จะปราศจากความหมาย

       อ่าน พระธรรม 1 โครินธ์ 15:12-22. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เปิดเผยความสำคัญของ “ความตาย” และ “การคืนพระชนม์ของพระเยซู” ว่ามีต่อพระกิตติคุณอะไรบ้าง? หลักข้อเชื่อเช่นที่สอนเรื่องความตายว่าเป็นเหมือนการนอนหลับมีความสำคัญสำหรับเหตุผลของของพระคัมภีร์เหล่านี้? อนึ่งหากผู้ที่ตายแล้วในพระคริสต์ได้ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์แล้ว มีอะไรที่ท่านเปาโลกำลังพูดถึงตรงนี้?

       น่าเศร้าใจจริง คริสเตียนจำนวนมากยังถือตามธรรมเนียม พอๆ กับผู้ไม่ได้เชื่อในศาสนาคริสต์ ซึ่งเชื่ออย่างผิดๆว่า ดวงวิญญาณของมนุษย์มีชีวิตอยู่ตลอดไป ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อที่ท่านเปาโลสอน ท่านเปาโลชี้ให้เห็นว่า:
       (-)  มีเพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงพระชนม์เป็นอมตะตลอดนิรันดรกาล (1 ทิโมธี 6:16) ;
       (-)  ชีวิตนิรันดร์เป็นของประทานจากพระเจ้าให้กับผู้ที่ได้รับการช่วยให้รอด (1 เธสะโลนิกา 4:16) ;
       (-)  ความตายเป็นเหมือนการนอนหลับจนกว่าพระคริสต์จะเสด็จกลับมาครั้งที่สอง (1 เธสะโลนิกา 4:13-15 ; 1 เธสะโลนิกา 15:6, 18, 20, 23)
       การนมัสการในเกือบทุกศาสนารวมถึงคำสอนผิดๆหลายอย่างวางบนพื้นฐานแนวคิดว่าดวงวิญญาณมีชีวิตอยู่ตลอดไป การสอนผิดเหล่านี้ร่วมไปถึงเรื่อง “การเวียนว่ายตายเกิด” , “การอธิษฐานเผื่อนักบุญ”, “การเคารพนับถือดวงวิญญาณ (ของญาติผู้ใหญ่ที่ตายไปแล้ว”, “นรกคือไฟไหมคนบาปที่ถูกลงโทษด้วยไฟไม่รู้ดับ”, “การติดต่อหรือเข้าทรงวิญญาณ” การเข้าใจคำสอนอันถูกต้องของพระคัมภีร์ ซึ่งสอนว่าความตายเป็นการปกป้องอย่างแท้จริงต่อการโกหกคำใหญ่เหล่านี้ ช่างน่าเสียใจเช่นกันเหล่าผู้คิดกบฏต่อคำสอนเรื่องความจริงของพระคัมภีร์ บ่อยครั้งเป็นคริสเตียนจากคริสตจักรประเภทอื่นๆ

วันพฤหัสบดี   ไปด้วยกันได้ดี  (กิจการฯ 15:38-41)       
       ท่านเปาโลเป็นคนงานที่ทำงานหนัก ท่านมีแรงผลักดันเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เดียว บุคคลเช่นนี้มักจะโดดเดี่ยวมีเพื่อนฝูงน้อย แต่มีผู้ยกย่องจำนวนมาก ในขณะเดินทางไปดำเนินพันธกิจ มีเพื่อนร่วมเดินทางสองหรือสามคนติดตามไปด้วย อย่างน้อยมีแปดคนได้รับการเอ่ยชื่อว่าเป็นเพื่อนร่วมงานใกล้ชิดกับท่านเปาโล (กิจการฯ 13:2 ; กิจการฯ 15:22, 37; กิจการฯ 16:1-3 ; กิจการฯ 19:22 ; โคโลสี 4:7,10,11 ; ฟีเลโมน ข้อที่ 24) เพิ่มจากนี้คือคำทักทายของท่านเปาโลกับ 24 คนในโรมบทที่16 ซึ่งนอกเหนือจากการทักทายสมาชิกในครอบครัว
       ที่จริงท่านเปาโลเชื่อในเรื่องการทำงานเป็นทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่เริ่มต้นงานใหม่ แต่ในเวลาเดียวกัน ท่านเปาโลได้ทำผิดพลาดบางครั้ง คือมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน
       อ่าน พระธรรม กิจการ 15:38-41. มีอะไรเกิดขึ้นตรงนี้? และเรื่องนี้บอกอะไรแก่เราเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของผู้รับใช้คนสำคัญของพระผู้เป็นเจ้าคนหนึ่ง?
       “ข้อพระคัมภีร์ตรงนี้บอกให้ทราบถึงความอ่อนแอของท่าน “มาระโก” ท่านรู้สึกกล้ว และท้อถอย ก่อนหน้านี้ท่านแน่ใจว่าท่านสามารถมอบถวายชีวิตให้กับงานของพระเจ้าได้ แต่ความที่ไม่เคยพบความยากลำบาก ท่านรู้สึกหมดกำลังใจจากอันตราย และความยุ่งยากขณะที่เดินทางไป...ท่านจึงละทิ้งท่านเปาโล และบารนาบัส แล้วเดินทางกลับบ้าน การละทิ้งงานครั้งนี้ ในช่วงเวลาหนึ่งทำให้ท่านเปาโลตัดสินท่านมาระโกรุนแรงว่าใช้การในงานมิชชันนารีไม่ได้ แต่ท่านบารนาบัสมีความโน้มเอียงจะให้อภัยท่านท่านมาระโก เพราะเห็นว่าว่ามาระโกยังด้อยประสบการณ์ ท่านบารนาบัสรู้เสียดายหากมาระโกจะหยุดจากงานรับใช้พระเจ้าจริงๆ ท่านบารนาบัสมองเห็นว่าหากให้โอกาสแก่มาระโกซึ่งมีคุณสมบัติในการรับใช้พระเจ้าอยู่แล้ว เขาจะมีประโยชน์ในงานของพระเจ้าในภายภาคหน้าแน่นอน” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี.ไว้ท์. ใน “The Acts of the Apostles, pages 169, 170
       เรื่องบันทึกในพระธรรมกิจการฯเผยให้เห็นว่า ท่านเปาโลคาดหวังให้เพื่อนร่วมงาน เป็นคนอดกลั้นอดทนในการงานมีความ “อึด” ต่อความยากลำบาก พร้อมจะเผชิญอันตราย ท่านเปาโลมองเห็นความสำคัญในการ “ทำตนเป็นตัวอย่าง”ในพันธกิจของพระเจ้า เป็นคนซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ มีความรักความผูกพันธ์ท่ามกลางสมาชิกในทีมงาน บ่อยครั้งปฏิบัติต่อกันเหมือนเป็นสมาชิกในบ้านเรือน ทีมงานยังเป็นแหล่งฝึกฝนงานให้กับคนใหม่ผู้เข้ามาร่วมทีมประกาศเผยแผ่แน่นอน บางสิ่งไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น อย่างในกรณีของท่านยอห์น มาระโกที่เปิดเผยให้ทราบตรงนี้

       อ่าน 2 ทิโมธี 4:11 พระคัมภีร์ข้อนี้สอนอะไรเกี่ยวกับการเติบโต และการให้อภัย?

       เราทุกคนย่อมเคยทำผิดพลาดมาบ้าง คุณสามารถเรียนรู้จะให้อภัยผู้ทำผิดที่ทำให้คุณเจ็บปวดได้อย่างไร? และคิดด้วยเช่นกันเกี่ยวกับบุคคลคุณทำให้เขา หรือพวกเขารู้สึกเจ็บปวด คุณได้พยายามทำให้เกิดการเยียวยาในสถานการณ์เหล่านั้นหรือไม่? หรือว่าคุณยังไม่ได้ทำ เหตุใดจึงไม่ทำเสียเดี๋ยวนี้เลย?

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       มีผู้เปรียบอัครทูตเปาโลเหมือน “ผลกระทบของผีเสื้อในทฤษฎีความสับสน” (Butterfly Effect in Chaos Theory” ซึ่งหมายความว่า “การกระพือปีกของผีเสื้อตัวหนึ่งในคาลิฟอร์เนียทำให้เกิดพายุเฮอร์ริเคนในเอเซีย” งานเขียนของท่านเปาโล และในฐานะนักเทศน์ได้ช่วยผลักดันให้ชาวยิวกลุ่มเล็ก ซึ่งซ่อนตัวอยู่ ณ มุมหนึ่งของอาณาจักรโรมันขึ้นสู่ศาสนาของโลก แนวคิดของท่านเปาโลในจดหมายฝาก 13 ฉบับได้ผลักดันให้เกิดอิทธิพลยิ่งใหญ่กว่าวรรณคดีของกรีกโบราณเมื่อเปรียบเทียบขนาดกัน
คำถามเพื่อการอภิปราย
 
1.  ท่านเปาโลหลีกเลี่ยงความทรมาน หรือความตายสำหรับความเชื่อ
(martyrdom) ของท่านโดยหนีไปที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีก กรุงเอเธนส์ เป็นศูนย์กลางแห่งสติปัญญาของกรีก-โรมัน เป็นเมืองของนักปรัชญา
          เมธี หลายเมืองเป็นที่พำนักชั้นดีสำหรับผู้หลบหนี รวมทั้งคริสเตียน ท่านอัครทูตไม่ปล่อยเวลาให้เปล่า 
          ประโยชน์หลังจากศึกษารูปปั้น และรูปหล่อต่างๆแล้ว ท่านเริ่มเทศนา และสนทนาโต้ตอบกับชาวยิว และ คนที่เชื่อพระเจ้าในธรรมศาลา และกับคนทั้งหลาย ณ สนามชุมนุมทุกวัน อ่านพระธรรม กิจการฯ 17:16-31 ท่านเปาโลใช้วิธีใดเพื่อจะเข้าถึงคนเหล่านั้น? ตัวอย่างของท่านช่วยให้เราเข้าใจว่า กลุ่มคนที่แตกต่างกันต้องการฟังข่าวพระกิตติคุณที่เหมาะสมกับพวกเขาอย่างไร? ในเวลาเดียวกัน มองดูว่าท่านเปาโลไม่ทำให้ความจริงอ่อนลงเพื่อจะเข้าถึงพวกเขาได้ง่ายขึ้นแต่อย่างใด ในงานของเราเพื่อเอาชนะดวงวิญญาณ
          เราจะต้องแน่ใจว่าเราจะไม่ทำความเชื่อสำคัญอ่อนกำลังลงได้อย่างไร?
     2.  เหตุใดคำสอนเรื่อง “สภาวะของคนตาย” จึงเป็นคำสอนที่สำคัญมาก?  มีคำสอนผิดเรื่องสภาวะของ
          คนตายอย่างไรบ้าง?  หลักคำสอนถูกต้องตามพระคัมภีร์จะช่วยปกป้องเราไว้จากหลักความเชื่อผิดได้
          อย่างไร?  วัฒนธรรมของคุณเองสอนเกี่ยวกับความตายไว้อย่างไร? มีความเชื่อเรื่องสภาวะของคนตายอะไรบ้าง ที่เป็นกำแพงแข็งแรงต่อต้านคำสอนที่ถูกต้อง?
     3.  ใคร่ครวญมากขึ้นเกี่ยวกับคำถามว่า การอัศจรรย์ช่วยทำให้ความเชื่อของเราเข้มแข็งขึ้นไหม?  คิดเกี่ยว
          กับบทบาทของเหตุผลด้วย ในชั้นเชิญผู้เต็มใจเป็นพยานว่าพวกเขามีความเชื่อมาได้อย่างไร?  พวกเขามีประสบการณ์ในเครื่องหมายอะไรบ้างไหม? พวกเขาควรมีบทบาทอะไร ไม่ใช่เพียงเข้ามาหาพระเจ้าเพราะ 
          ความเชื่อ แต่ในการรักษาความเชื่อไว้เข้มแข็งด้วยอย่างไร?
       
                   *******************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272