Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > ThaiSSL 3Q2015 Index > บทที่ 1 ธรรมชาติของพระเจ้า > บทที่ 2 อับราฮัม: มิชชันนารีคนแรก > บทที่ 3 เป็นมิชชันนารีอย่างไม่คาดฝัน > บทที่ 5 มิชชันนารีผู้พ > > > > > > > >
.
บทที่ 13 ทั้งโลกต้องได้ยิน
.
บทที่  13
ทั้งโลกต้องได้ยิน

19 - 25  กันยายน  2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
กิจการฯ 4:12 ; เพลงสดุดี  87:4-6 ; ยอห์น 10:16 ; โรม 2:12-16 ; ยอห์น 14:6 ; โรม 1:18.   

ข้อควรจำ
     “จงถวายพระเกียรติแด่พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ อาจให้ท่านทั้งหลายตั้งมั่นคงตาม
                   กิตติคุณ ซึ่งข้าพเจ้าได้ประกาศนั้นและตามที่ได้ประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์
                   ตามการเปิดเผยข้อความอันล้ำลึก ซึ่งได้ปิดบังไว้ตั้งแต่อดีตกาล แต่มาบัดนี้
                   ได้เปิดเผยให้ปรากฏแล้ว และโดยคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะทรงให้ชนชาติทั้งปวง
                   เห็นประจักษ์ ตามซึ่งพระเจ้าผู้ทรงดำรงถาวร ได้ทรงบัญชาไว้เพื่อให้เขาได้เชื่อ
                   โดยพระเยซูคริสต์ ขอพระสิริจงมีแด่พระเจ้าผู้ทรงสัพพัญญูแต่องค์เดียวสืบๆ
                   ไปเป็นนิตย์ อาเมน” (โรม 16:25-27)    


อย่างเราได้เรียนรู้มา องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงใช้ผู้คนนำข่าวสารแห่งพระกิตติคุณไปยัง
คนอื่นๆ
แต่ตลอดประวัติศาสตร์ของโลก มีคนนับหลายพันล้านคนได้ตายไปโดยไม่ได้รู้แผนการแห่งความรอดของพระคัมภีร์ พวกเขาไม่ทราบเกี่ยวกับข่าวดีแห่งพระคุณของพระเจ้าตามที่ทรงเปิดเผยให้ทราบในพระเยซูคริสต์ สิ่งนี้นำไปสู่คำถามหนักหน่วงสองประการ ประการแรก, ในวันพิพากษาโลกพระเจ้าจะทรงทำอะไรเพื่อจัดการกับผู้คนหลายพันล้านคนที่ไม่รู้จักพระองค์? ประการที่สอง, มีความรอดอะไรนอกเหนือจากคริสเตียนทราบเรื่องแผนการแห่งรอดในพระเยซูไหม?   
       จุดสำคัญสุดจะจดจำไว้คือพระเยซูทรงเปิดเผยให้เห็นพระลักษณะอุปนิสัยของพระเจ้า สิ่งนี้บอกเราได้มากเกี่ยวกับความรักของพระองค์สำหรับผู้คนทั้งมวล และพระประสงค์ของพระองค์ให้คนจำนวนมากสุดเท่าที่จะมากได้รับความรอด พระเจ้าจะทรงพิพากษาด้วยความยุติธรรม ไม่ว่าจะทรงทำการใดเพื่อความรอดของมนุษย์ ในที่สุดจะมีเสียงประกาศไปก้องสวรรค์ว่า: "ข้าแต่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระราชกิจของพระองค์ใหญ่ยิ่งและมหัศจรรย์นัก  ข้าแต่องค์พระมหากษัตริย์แห่งประชาชาติทั้งปวง วิธีการทั้งหลายของพระองค์ยุติธรรมและเที่ยงตรง” (วิวรณ์ 15:3)


วันอาทิตย์   ไม่ทรงโปรดให้มีนามอื่นทั่วใต้ฟ้า (กิจการฯ 4:12)


       คริสเตียนบางคนมีความเชื่อว่า มีเพียงเหล่าผู้ฟัง และตอบสนองข่าวพระกิตติคุณของพระคริสต์เท่านั้นจึงจะรอดได้ ผู้คนเหล่านั้นถูกเรียกว่า “ผู้กีดกันคนนอก” และเชื่อว่าผู้ไม่ถือศาสนาคริสต์ทั้งปวงเป็นผู้ต่อต้านพระเจ้า ดังนั้นพวกที่ไม่เชื่อในพระคริสต์ พวกเขาอยู่นอกแวดวงผู้ได้รับความรอดด้วยพระคุณของพระเยซู
       มีคริสเตียนบางกลุ่มตั้งข้อจำกัดมากขึ้น พวกเขาอ้างว่าผู้คนอยู่นอกคริสต์จักรของพวกเขาไม่ได้รับความรอด แม้จะอ้างว่าเป็นคริสเตียน (คริสตจักรอื่นๆ ก็ตาม) สำหรับพวกเขาคริสตจักรอื่นที่มีความเชื่อแตกต่างออกไปได้วางพวกเขาอยู่นอกการเอาพระทัยใส่ของพระเจ้า จึงไม่มีโอกาสได้เข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ ยกตัวอย่างเช่น ในปี ค.ส.1302พระสันตะปาปา บอนนิเฟซ ที่ 8 (Boniface VIII) ได้ประกาศว่า “เพื่อความรอด ทุกคนมีความจำเป็นต้องมอบถวายตัวเขา หรือหล่อนแด่องค์สันตะปาปาแห่งโรม” ในเวลาต่อมามีคริสตจักรโปเตสแตนต์บางคณะสอนบางสิ่งเกือบคล้ายกันว่า ผู้เชื่อในคริสตจักร (ที่พวกเขาสังกัดอยู่) เท่านั้นจึงจะได้รับความรอด

       อ่าน พระธรรม กิจการฯ “ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า'' (กิจการฯ 4:12) เราต้องมีความเข้าใจพระคัมภีร์ข้อนี้อย่างไร?
       ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้บอกไว้ชัดเจน: จะพบความรอดได้ในพระเยซูคริสต์เท่านั้น ไม่มีนามอื่นใดใต้ฟ้าจะให้ความรอดแก่มนุษย์ได้ และที่สำคัญอย่าให้อ่าน หรือตีความหมายนอกเหนือกว่าถ้อยเหล่านี้กล่าวไว้
      จินตนาการชายคนหนึ่งอยู่ในตึกที่ถูกไฟไหม้ ก่อนจะหนีออกมาได้เขาต้องฝ่าควัน และความร้อนจัด พอมาถึงทางเดินเขาล้มลงหมดสติ นาทีนั้นพนักงานดับเพลงได้พบเขาและช่วยนำตัวออกมา ส่งให้รถยนต์ของมูลนิธิฯ และพนักงานให้ออกซิเจนแก่เขา แล้วรีบรุดส่งเขาไปโรงพยาบาล หลังจากอยู่ในโรงพยาบาลไม่กี่ชั่วโมงเขาตื่นขึ้นมา พอพักอีกสองชั่วโมงเขาก็ได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้
       จุดที่นำมากล่าว ชายคนนี้ไม่ทราบว่ามีใครช่วยชีวิตของเขาให้รอดตาย ในทำนองเดียวกัน ใครคนหนึ่งที่ได้รับการช่วยให้รอดก่อนพระเยซูทรงเสด็จมาบังเกิดในเนื้อหนัง และหลังจากพระเยซูทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน ผู้คนทั้งสองประเภทได้รับความรอดผ่านทางพระเยซูเท่านั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นได้ยินพระนามของพระเยซู หรือแผนการแห่งความรอดของพระองค์หรือไม่
       ในท่ามกลางผู้ไม่ยอมเชื่อว่ามีพระเจ้า (the heathen) อาจมีบางคนนมัสการพระเจ้าอย่างไม่รู้ตัว พวกเขาไม่เคยได้รับแสงสว่างจากคริสเตียน หรือผู้ประกาศพระกิตติคุณ พวกเขาอาจไม่รู้จักพระบัญญ้ติของพระเจ้าที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ แต่พวกเขาได้ยินพูดกับพวกเขาในธรรมชาติ และได้ปฏิบัติสิ่งต่างที่พระบัญญัติกำหนดไว้ งานของพวกขาพิสูจน์ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้สัมผัสดวงใจของพวกเขา และพวกเขาตระหนักว่าเป็นบุตรหลานของพระเจ้า” จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “ผู้พึงปรารถนาแห่งปวงชน” หน้า 638

วันจันทร์   คนหนึ่งต้องทราบมากเพียงใด (เพลงสดุดี 87:4-6)

       มีแสงสว่างอะไร ที่พระธรรม เพลงสดุดี 87: 4-6 ; ยอห์น 10:16 ; กิจการฯ 14:17 ; กิจการฯ 17:26-28 ; และโรม 2:12-16  ให้แนวคิดในเรื่องนี้?

      “พระเจ้าจะทรงประทานให้แต่ละคนมองไปยังสิ่งพระองค์ได้ทำ พระองค์จะทรงประทานชีวิตนิรันดร์แก่เหล่าผู้มุ่งทำการดี พวกเขาต้องการศักดิ์ศรี เกียรติ และชีวิตที่ไม่สิ้นสุด ดังมีข้อพระคัมภีร์กล่าวว่า “เพราะพระองค์จะประทานแก่ทุกคนตามควรแก่การกระทำของเขา สำหรับคนที่พากเพียรทำความดี แสวงหาศักดิ์ศรี เกียรติ และความเป็นอมตะนั้น พระองค์จะประทานชีวิตนิรันดร์ให้” (โรม 2:6, 7)
       ตรงนี้ท่านเปาโลดูเหมือนจะสอนว่ามีบางคนอยู่นอกแวดวงคริสเตียน พวกเขาได้รับชีวิตนิรันดรเป็นผลลัพ์มาจาก “การเชื่อฟังในหลักการสุดชีวิต” (obedience-unto-life) คือการเชื่อฟัง “บัญญัติแห่งสติรู้ผิดรู้ชอบ” ซึ่งปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า และความรู้ในความแตกต่างระหว่างความดี และความชั่วซึ่งมีความสำคัญ ซึ่งจะทำให้เกิดความแตกต่างในวันพิพากษาสำหรับเหล่าผู้ไม่เคยได้ยินแผนการแห่งความรอด บุคคลเช่นนั้นได้ดำเนินชีวิตตามการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในดวงใจของพวกเขา

       เราไม่รู้จักสิ่งอยู่ในดวงใจของผู้คน ดังนั้น เหตุใดเราซึ่งเป็นคริสเตียนทั้งปวง และที่ไม่เป็นคริสเตียนเช่นกันต้องระมัดระวังไม่ตัดสินสิ่งอยู่ในดวงใจของคนอื่น หรือบอกว่าคนหนึ่งจะรอดหรือไม่?

วันอังคาร  ลัทธิว่าด้วยมนุษย์ทั้งมวล และทฤษฎีพหุนิยม  (ยอห์น 14:6 ; และมัทธิว 7:13)

       บางคนสอนว่าในที่สุดแล้วพระเจ้าจะทรงช่วยมวลมนุษย์ให้รอด ไม่ว่าพวกเขาจะเชื่อในพระเยซูหรือไม่ “ลัทธิที่ว่ามนุษย์ทั้งมวลไม่ว่าจะถือศาสนาใด” (universalism) ลัทธินี้ชื่อว่าทุกคนมีความเกี่ยวพันกับพระเจ้าซึ่งทำให้พวกเขาได้รับความรอด แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยได้ยินเรื่องพระกิตติคุณ ยอห์น 3:16 กล่าวว่า “เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์” ตามแนวคิดนี้ถ้าพระเจ้าทรงรักทุกคน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้ใครต้องพินาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพินาศหมายถึงการทนทุกข์ทรมานในนรกไม่มีวันสิ้นสุด? พระเจ้าจะทรงเผาคนหนึ่งที่พระองค์ทรงรักได้อย่างไร? ตรงนี้เราสามารถมองเห็นคำสอนผิดๆ รวมไปถึงการทนทุกข์ทรมานในไฟนรกไม่วันจบด้วย ก็เป็นคำสอนที่ผิดเช่นกัน !
       เกี่ยวเนื่องกับ “ลัทธิว่าด้วยมนุษย์ทั้งมวลไม่ว่าจะถือศาสนาใด” และ “ทฤษฎีพหุนิยม” เป็นการเชื่อว่าทุกศาสนาล้วนสอนให้เป็นคนดี ดังนั้นจึงมีความดีเท่าเทียมกัน ไม่มีศาสนาใดดีกว่าศาสนาอื่นๆ ศิษยาภิบาลในโบสถ์แห่งหนึ่งในรัฐคาลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาเขียนลงในเว็บไซต์ว่าสมาชิกในโบสถ์ของเขา “ไม่เชื่อว่าศานาคริสต์มีความเชื่อดีกว่าศาสนาอื่นๆ”
       สำหรับทฤษฎีพหุนิยม กล่าวว่า: พิธีนมัสการในวงกว้างเรื่องความเชื่อในศาสนา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ สัญลักษณ์และ คำอุปมา เป็นความแตกต่างในเปลือกนอก แต่ในส่วนลึกของแต่ละศาสนามีคุณค่าอย่างเดียวกัน ลัทธิพหุนิยมชี้ว่า ศาสนาส่วนมากสอน เรื่องให้รักพระเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์ และคอยความหวังแห่งพระพรในชีวิตอนาคต สอดคล้องกับคำกล่าวของพวกเขา ความเชื่อทั้งปวงสอนส่วนลึกในสิ่งเดียวกัน ดังนั้น ศาสนาทั้งปวงดีพอๆกัน เป็นเส้นทางที่ดีนำไปสู่พระเจ้า และพวกเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งหยาบคาย ที่จะยกความเชื่อของคริสเตียนอยู่เหนือความเชื่อของเหล่าผู้มีศรัทธาความเชื่อของผู้ไม่เป็นคริสเตียน

       อ่าน พระธรรม ยอห์น 14:6 ; วิวรณ์ 20:14 ; วิวรณ์ 21:8 ; ดานียล 12:2 ; ยอห์น 3:18 ; มัทธิว 7:13, 14 ; และ 2 เธสะโลนิกา 2:10. พระคัมภีร์มีอะไรจะกล่าวเกี่ยวกับทั้ง “ลัทธิว่าด้วยมวลมนุษย์ไม่ว่าจะถือศาสนาใด” และ “ทฤษฎีพหุนิยม” อะไรบ้าง?

       คุณจะให้คำตอบอะไรแก่บางคนผู้โต้แย้งว่า สิ่งที่คริสเตียนอ้างสิทธิ์ว่าเส้นทางพระคริสต์เป็นเส้นทางเดียวสู่ความรอด (อ่าน ยอห์น 14:6) เป็น “การจำกัดคนนอกไว้เกินไป” (exclusive) แบ่งปันคำตอบของคุณกับชั้นในวันสะบาโตที่จะถึงนี้


วันพุธ    คนบาปทั้งหลาย ต้องการพระคุณ  (ยอห์น 3:17) 
       “เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น” (ยอห์น 3:17) เราได้พบความหวังยิ่งใหญ่อะไรใน พระธรรม ยอห์น 3:17. สำหรับทุกคน? เราจะสามารถรับความจริงสำคัญนี้ และทำให้เป็นของเราเองได้อย่างไร? และข้อพระคัมภีร์นี้หนุนใจเราให้เอื้อมออกไปยังคนอื่นได้อย่างไร?
       สอดคล้องกับพระคัมภีร์ เราทุกคนเป็นคนบาป (โรม 3:23) และพระเจ้าทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่ (กิจการฯ 17:30 ; กิจการฯ 26:20 ; 2 เปโตร 3:9) และได้รับการช่วยให้รอด (1 ทิโมธี 2:4) นับแต่การล้มลงในเอเดนเป็นต้นมา พระประสงค์ของพระเจ้าคือทรงช่วยมนุษย์ผู้ทำบาป และกบฏต่อพระเจ้าให้พ้นจากความตายตลอดไป เราต้องการข้อพิสูจน์อะไรมากกว่าที่ทรงเปิดเผยให้ทราบในความรักของพระเจ้ามีต่อเราบนไม้กางเขน และทรงปรารถนาจะช่วยเราให้รอด?        
       แต่พระคัมภีร์ชัดเจนว่าพระเจ้าจะไม่ช่วยเหล่าผู้ทำการกบฏต่อต้านพระองค์อย่างเปิดเผย

       มีคำเตือนอันทรงพลังอะไรพบในปฐมกาล 6:11-13 ; โรม 1:18 ; 2 เธสะโลนิกา 2:12 ; วิวรณ์  21:8 ; และวิวรณ์ 22:15?

      
พระเจ้าทรงรักมนุษย์ทั้งมวล แต่ทั้งมวลเป็นคนบาปและต้องการพระคุณ และพระคุณนี้ทรงประทานมาในพระเยซูและ พระองค์ได้ทรงเรียกคริสตจักรของพระองค์ให้เผยแผ่ข่าวดีแห่งพระคุณนี้แก่ชาวโลก
       “คริสตจักรคือกลุ่มชนที่ทรงเลือกสรรให้ทำงานเพื่อความรอดสำหรับมนุษย์ คริสตจักรถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อการรับใช้และพันธกิจของคริสตจักรคือการนำพระกิตติคุณไปประกาศทั่วโลก นับแต่แรกเริ่มพระเจ้าทรงวางแผนให้คริสตจักรของพระองค์สะท้อนความรัก และพระสติปัญญาเต็มพิกัดของพระองค์ไปทั่วโลก ทรงเรียกเหล่าสาวกในคริสตจักรให้เดินออกจากความมืด ไปสู่ความสว่างมหัศจรรย์ของพระองค์ เพื่อแสดงให้โลกเห็นพระสิริของพระองค์ คริสตจักรเป็นดุจคลังสินค้าและความรุ่มรวยในพระคุณของพระคริสต์ ซึ่งที่สุดคริสตจักรจะสำแดงความจริงสุดท้าย และความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้าต่อจักรวาล” (เอเฟซัส 3:10)  จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไว้ท์ ใน “The Acts of the Apostles, page 9


       ในทางใดบ้างโดยส่วนตัวเราสามารถ (ไม่ใช่ศิษยาภิบาล หรืออาจารย์ ไม่ใช่ผู้ปกครอง หรือ มัคนายก แต่
เป็นคุณเอง) เรียนรู้ดีกว่าจะ “สำแดงพระสิริของพระองค์ออกมา” ให้ประจักษ์แก่โลกที่กำลังจะพินาศ? คุณ
จะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในชีวิตของคุณ เพื่อจะทำสิ่งนี้?


วันพฤหัสบดี   การเรียกให้ดำเนินพันธกิจ   (1 โครินธ์ 9:22, 23)       
       “ต่อคนอ่อนแอ ข้าพเจ้าก็เป็นคนอ่อนแอ เพื่อจะได้คนอ่อนแอ ข้าพเจ้ายอมเป็นคนทุกชนิดต่อคนทั้งปวงเพื่อจะช่วยเขาให้ได้รอดได้บ้างโดยทุกวิถีทาง ข้าพเจ้าทำอย่างนี้ เพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐเพื่อข้าพเจ้าจะได้มีส่วนในข่าวประเสริฐนั้น” (1 โครินธ์ 9:22, 23) หลักการสำคัญที่ท่านเปาโลให้ใน 1 โครินธ์ 22, 23 คืออะไร? และเราจะสะท้อนท่าทีอย่างเดียวกันในชีวิตของเราได้อย่างไร?

       องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งพันธกิจในพระสติปัญญาของพระองค์ ได้เลือกจะทำงานผ่านมนุษย์เพื่อนำข่าวสารแห่งการให้อภัย และความรอดสู่โลก พระองค์ทรงเลือกชายชาย-หญิงที่อ่อนกำลังให้ทำงานร่วมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทูตสวรรค์ทั้งหลาย ชนอิสราเอลจะต้องเป็น “แสงสว่างที่มั่นคง” ในสมัยพระคัมภีร์เดิม แต่บ่อยครั้งจริงๆ พวกเขา “เอาถังครอบไว้” (มัทธิว 5:15) หลายครั้งพระพรของพวกเขาที่ได้รับมาถูกเก็บไว้ภายในอิสราเอล แทนที่จะผสมผสานและทำการแบ่งปัน พวกเขาปิดตัวพวกเขาเองจากนานาชาติเพื่อจะหลีกเร้นจากอิทธิพลไม่ดีของโลก
       แผนการต่อไปของพระเจ้าสำหรับพันธกิจเพื่อชาวโลก พระองค์ทรงเรียกให้พวกเขาเป็น “เกลือ” เพื่อออกไปและ“สร้างสาวก” (มัทธิว 28:19) ประวัติศาสตร์แห่งพันธกิจของคริสเตียนเต็มไปด้วยการ “การเสียสละส่วนตน” ของมิชชันนารีทั้งหลาย ผู้ซึ่งเดินทางออกไปเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก พวกเขานำพระกิตติคุณแห่งชีวิตไปยังผู้คน ชุมชนต่างๆ และบางครั้งทั้งประเทศ
       บ่อยครั้งจริงๆ ความสำเร็จของพันธกิจถูกจำกัดไว้ด้วยความอ่อนแอของเหล่ามิชชันนารีเอง และการจัดระเบียบองค์กรของพวกเขาขาดวิสัยทัศน์ หรือไม่รัดกุมเพียงพอ อันรวมถึง (1) การวางแผนประกาศออกไปขาดยุทธวิธี และขาดความเข้าใจในภารกิจ (2) วางแนวทางพันธกิจเฉพาะด้านการศึกษา การดูแลเรื่องสุขภาพ หรือตั้งหน่วยพัฒนา หรือบรรเทาทุกข์ แต่มองข้ามการเทศนาประกาศพระกิตติคุณ (3) หน่วยงานต้นสังกัดให้การสนับสนุนด้านการเงินไม่เพียงพอ และจัดให้มีผู้ร่วมงานไม่เพียงพอ (4) มิชชันนารีไม่เหมาะสมกับภารกิจ และ (5) ประเทศที่ไปตั้งหน่วยงาน ห้ามไม่ให้ทำการเทศนาประกาศพระกิตติคุณ
       แน่นอน ยังไม่เคยมีใครพูดว่าทั้งหมดที่กล่าวมาจะเป็นเรื่องง่าย เรากำลังอยู่ “ตรงกลาง” ของการต่อสู้ขัดแย้งยิ่งใหญ่(great controversy) ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน ดังนั้นศัตรูจะทำทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้เพื่อหยุดงานการเอื้อมออกไปยังเพื่อนบ้านของเราเอง หรือเดินทางไปแสนไกลสุดมุมโลก แต่เราจะไม่ท้อใจ เพราะว่าเราได้รับพระสัญญาอัศจรรย์หลายประการ และเราสามารถมั่นใจว่าพระเจ้าจะทรงให้พระสัญญาของพระองค์สำเร็จตามพระประสงค์บนโลกนี้ ดังที่เราได้รับการบอกว่า “คำของเราซึ่งออกไปจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่าแต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้  และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น” (อิสยาห์ 55:11)

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       พระคัมภีร์ใหม่ใช้คำภาษากรีกเป็นคำนามสองคำ ติดตามด้วยคำคุณศัพท์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า “ข่าวประเสริฐนี้จะประกาศไปทั่วพิภพ” (มัทธิว 26:13 ; มาระโก 14:09), “ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน (มาะโก16 :15); และ“ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า จะประกาศไปทั่วโลก” (มัทธิว 24:14) ดังนั้นคำภาษากรีก “คอสมอส” “kosmos” ซึ่งหมายถึงดาวเคราะห์ (planet) คือโลกของเรานี่เอง อย่างไรก็ส่วนส่วนคำกรีกอีกคำหนึ่งโฟกัส หรือมุ่งชี้ไปถึงประชากรในโลกทั้งมวล
       “โลกทั้งใบนั้นใหญ่เพียงใด” สำหรับคริสเตียนยุคแรกเริ่ม? ไม่กี่ปีต่อมาหลังจากที่พระเยซูทรงถูกตรึงกางเขน คริสเตียนมิชชันนารีได้เดินไปประกาศ ปัจจุบันเรียกชื่อเกาะไซปรัส, ประเทศเลบานอน, ซีเรีย, ตุรกี, มาซิโดเนีย, กรีซ, และ อิตาลี มีข้อพิสูจน์ว่าพวกเขานำพระกิตติคุณไปประกาศถึงภาคใต้ของรัสเซีย (เซย์เธีย-โบราณ) ไปไกลถึงภาคใต้ของเอธิโอเปีย ภาคตะวันออกของอินเดีย และภาคใต้ของสเปน
       มิชชันนารีคริสเตียนยุคแรกเริ่มเชื่อว่าพวกเขาต้องประกาศพระกิตติคุณให้ทั้งโลกฟังไหม? สอดคล้องกับพระธรรม“กิจการของอัครทูต” พระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคอสต์ ซึ่งถือเป็น “วันเกิดของคริสตจักรคริสเตียน”  ท่านเปโตรได้เริ่มต้นประกาศด้วย “ฤทธิ์อำนาจยิ่งใหญ่ของพระเจ้า” ให้กับผู้มาเยี่ยมกรุงเยรูซาเล็มจากนานาประเทศฟัง คนเหล่านี้ได้เดินทางมาจากประต่างๆ จากเหตุการณ์คริสตจักรแรกเริ่มคริสเตียนได้รับรู้ถึงเป้าหมายสูงสุดของพันธกิจคือการประกาศไปทั่วโลกกว้าง ย้อนกลับไปถ้าพวกเขาได้เข้าใจสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ปัจจุบันเราไม่ควรทราบเรื่องนี้มากกว่าหรือ?


คำถามเพื่อการอภิปราย
 
1.  คริสตจักรเข้าใจขนาดของ “โลกทั้งใบ” ขยายออกใหญ่โตตั้งแต่วันเพ็นเทคอสต์ พระมหาบัญชาให้เหล่าสาวกประกาศพระกิตติคุณว่า “เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา” (มัทธิว 28:19) ยังคงเป็นความจริงในปัจจุบันสำหรับคริสตจักรกระทั่งพระคริสต์ทรงเสด็จมา แล้วการประกาศข่าวของทูตสวรรค์สามองค์ในพระธรรมวิวรณ์ 14:6-12. ลงตัวกับพระมหาบัญชาอย่างไร?
  2.   คุณจะตอบคำถามข้อนี้อย่างไร: ถ้าผู้คนสามารถรับการช่วยให้รอดได้ แม้ปราศจากการได้ยินข่าวพระกิตติคุณของพระเยซู อย่างนี้จะเกิดประโยชน์อะไร จากการที่มิชชันนารี และผู้ประกาศพระกิตติคุณได้เสี่ยงชีวิตเพื่อทำการประกาศพระกิตติคุณออกไป?
                *********************

 

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272