Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > index Thai SSL 4Q2015 > บทที่ 1: การเรียกเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ >
.
บทที่ 2: วิกฤติการณ์
.
บทที่  2
                     วิกฤติการณ์                   
วันที่  3 - 9  ตุลาคม 2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
ผู้วินิจฉัย 2:1-15 ; 1 พงศ์กษัตริย์ 12:26-31 ; 2 พงศาวดาร 33:9,10 ; เยเรมีย์ 2:1-28 ; เยเรมีย์ 5:2, 3.

ข้อควรจำ      อิสราเอลนั้นเป็นส่วนบริสุทธิ์ของพระเจ้า  คือเป็นผลิตผลรุ่นแรกของ
            พระองค์ คนทั้งปวงที่ได้กินผลนั้นก็ผิด เหตุร้ายจึงมาถึงเขา พระเจ้าตรัสดังนี้
            แหละ" (เยเรมีย์ 2:3)


ถ้าเราจะเลือกคำเดียวพรรณนาถึงสภาพของมนุษย์นับตั้งแต่ล้มลงในความบาป คำนั้นคือ “วิกฤติการณ์” มันจะเลวร้ายเพียงใดหนอจึงจะสามารถทำให้เข้าใจได้ดีที่สุด และจะมีอะไรจะนำเราออกจากวิกฤติการณ์ นั่นจะต้องเป็นการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูบนไม้กางเขน วิกฤติการณ์จะต้องร้ายแรงทีเดียว ขอเพียงหยุด
คิดว่าพระเยซูต้องผ่านอะไรเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติการณ์นี้
       พระคัมภีร์ตลอดทั้งเล่ม มีหลายเรื่องราวเกิดเป็นวิกฤติการณ์จากครั้งหนึ่ง แล้วอีกครั้งต่อไป สถานการณ์ในห้วงเวลาของท่านเยเรมีย์ และพันธกิจรับใช้ของท่านไม่มีความแตกต่าง
       ประชากรของพระเจ้าเผชิญหน้ากับการท้าทายหลากหลาย ทั้งจากภายใน และจากภายนอก น่าเสียดายการปฏิบัติอันน่าสะพรึงกลัวหลายครั้งมาจากชาวต่างชาติที่อยู่แวดล้อมอิสเราเอล แต่ในหลายลักษณะวิกฤติการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดมา
จากภายใน คำว่า “ภายใน” ไม่ได้เพียงหมายถึงผู้นำที่ชั่วร้าย และปุโรหิตโสมม ซึ่งแน่นอนนั่นร้ายกาจเพียงพอ แต่คำว่า
“ภายใน” หมายถึงประชาชนที่ดวงใจของพวกเขาได้แข็งกระด้างอันเนื่องมาจากความบาป และการหลงเจิ่นจากครรลอง
ของพระเจ้า ซึ่งทำให้พวกเขาปฏเสธจะฟังคำเตือนพระเจ้าส่งมาให้พวกเขา การเตือนเหล่านี้ควรได้ช่วยพระพวกเขาให้
รอดพ้นจากความหายนะ
       ความบาปนั้นเลวร้ายเพียงพอ แต่เมื่อคุณปฏิเสธจะหน้าหน้าหนี มันจะนำคุณสู่วิกฤติการณ์!
 
วันอาทิตย์  
มองประวัติศาสตร์อย่างผ่านๆ  (ผู้วินิจฉัย 2: 1-15)
 
       ในที่สุดชนอิสราเอลได้เข้าสู่แผ่นดินแห่งพระสัญญาหลังจากหลายสิบปีเร่ร่อนอยู่ป่ากันดาร แต่ไม่นานนักก่อนที่ปัญหาความยุ่งยากได้เริ่มต้นขึ้น จะว่าไปเป็นมาจากผู้คนในชั่วอายุใหม่ “และชาติพันธุ์รุ่นนั้นทั้งสิ้น ก็ถูกรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขา อีกชาติพันธุ์หนึ่งก็เกิดขึ้นตามมา เขาไม่รู้จักพระเจ้า หรือรู้พระราชกิจ ซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำเพื่ออิสราเอล” (ผู้วินิจฉัย 2:10) วิฤติารณ์ด้านจิตวิญญาณหากเริ่มเกิดจะติดเชื้อกระจายไปท่ามกลางประชาชน ซึ่งเป็นมาตลอดประวัติศาสตร์ของชาติ และเป็นผลกระทบไปยังคริสตจักรของคริสเตียนเช่นกัน
       อ่าน พระธรรม ผู้วินิจฉัย 2:1-5. มีอะไรเป็นสาเหตุของวิกฤติการณ์? และมันแสดงออกให้เห็นอย่างไร?
 
       พระธรรมผู้วินิจฉัย 2:11 กล่าวว่า “คนอิสราเอลก็กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า คือปรนนิบัติพระบาอัลทั้งหลาย”  ผู้คนจากชั่วอายุหนึ่ง มายังอีกชั่วอายุหนึ่ง ค่อยๆก้าวออกห่างพระเจ้าไกลขึ้นทุกที จนกระทั่งทั้งชาติได้ทำสิ่งตรงกันข้ามกับที่พระเจ้าบอกให้พวกเขาทำ อันเนื่องมาจากความบาปของพวกเขา พวกเขาต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่า แม้กระนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา พระองค์ทรงส่งผู้วินิจฉัย (ผู้วินิจฉัย 2:16)มาเป็นผู้นำให้พ้นมือของผู้ที่มาเบียดเบียนพวกเขา
       หลังยุคสมัยของผู้วินิจฉัย ประเทศอิสราเอลเข้าสู่ช่วงเวลาสันติสุข และความรุ่งเรืองภายใต้ “กษัตริย์ที่รวมกันเป็นหนึ่ง” เริ่มจากการปกครองของกษัตริย์ซาอูล ต่อมาก็เป็นกษัตริย์ดาวิด และกษัตริย์ซาโลมอน ช่วงเวลาดังกล่าวทอดยาวประมาณหนึ่งร้อยปี ภายใต้การปกครองของดาวิด และซาโลมอน ประเทศอิสราเอลเป็นชาติที่ทรงอำนาท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้าน
       แต่ช่วงเวลา “ดี” ไม่ยั่งยืน หลังการตายของกษัตริย์ซาโลมอน (ประมาณ 931 ปีก่อน ค.ศ.) ประเทศเดียวแบ่งออกเป็นสองอาณาจักร “อิสราเอล” อยู่ด้านเหนือ มีกรุงสะมาเรียเป็นเมืองหลวง ส่วน “ยูดาห์” อยู่ด้านใต้ มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นราชธานี ถ้าจะตำหนิผู้มีส่วนในการแยกประเทศ ส่วนมากคงไม่พ้นกษัตริย์ซาโลมอน แม้ว่าพระองค์จะได้ชื่อว่ามีสติปัญญาเป็นเลิศ แต่พระองค์ทำข้อผิดพลาดหลายประการ ประเทศอิสราเอลซึ่งประกอบด้วยชนสิบสองเผ่าได้รับความทุกข์ยากภายใต้การปกครองของกษัตริย์ซาโลมอน เพราะพระองค์ใช้จ่ายเงินทองฟุ่มเฟือยในช่วงที่ท่านหลงห่าง
ไปจากพระเจ้า นอกจากการรีดเงินภาษีแล้วยังกำหนดให้ประชาราษฎร์ทำงานรับใช้ด้วย” จาก  หนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และกษัตริย์”, หน้า 88, 89. สิ่งต่างๆ ไม่เคยกลับมาเหมือนเดิมสำหรับประชากรที่ได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า ทุกสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเตือนไม่ให้ทำ พวกเขากลับทำสิ่งนั้น พวกเขาจึงเก็บเกี่ยวผลลัพธ์อันแสนเศร้านานัปการ

       คิดเกี่ยวกับปัญหาของชนรุ่นต่อไป ที่ไม่มีคุณค่า และความเชื่อของผู้ที่อยู่ก่อนหน้า เราในฐานะเป็นตริสตจักรเราจะจัดการกับประเด็นดังกล่าวอย่างไร? เราสามารถเรียนรู้จะส่ง “คุณค่า” ของเราต่อให้ผู้มาภายหลังเรา ได้อย่างไร?
 
วันจันทร์   
 สองอาณาจักร  (1 พงศ์กษัตริย์ 12:26-31)

       หลังจากประเทศอิสราเอลถูกแบ่งออกเป็นสองประเทศ สิ่งต่างๆ เสื่อมจากเลวไปสู่เลวกว่า ประเทศด้านเหนือคืออิสราเอลกษัตริย์เยโรโบอัมได้ทำการเลือกผิดร้ายแรงฝ่ายจิตวิญญาณบางประการ อันเกิดเป็นอิทธิพลชั่วร้ายฝังแน่นเป็นเวลานาน

       อ่านพระธรรม 1 พงศ์กษัตริย์ 12:26-31. สิ่งนี้ควรบอกเราเกี่ยวกับการเลือกของเรา สามารถทำให้ตาเราบอดโดยสถานการณ์เราพบตัวเราเองอยู่ในนั้นอย่างไร?

       กษัตริย์เยโรโบอัมแนะนำการนมัสการรูปเคารพ เพื่อกันไม่ให้ชนอิสราเอลเดินทางไปนมัสการพระเจ้าในพระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม (ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลฝ่ายใต้) ทำให้ชาติอิสราเอลได้รับคำแช่งสาปอันน่ากลัว “การหลงเจิ่นไปจากครรลองของพระเจ้าสมัยการครองราษฏร์ของเยโรโบอัมได้กลายเป็นรอยด่างที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งต่อมาได้นำความหายนะมาสู่อาณาจักรฝ่ายเหนือ” จาก หนังสือของ เอลเลน ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และ กษัตริย์”, หน้า 107. ในปี 722 ก่อน ค.ศ. แชลมาเนเสอร์ (Shalmaneser) กษัตริย์แห่งแอสซีเรีย ได้นำอาณาจักรฝ่ายเหนือมาถึงจุดจบ เมื่อได้ชัยชนะต่ออาณาจักรอิสราเอลแล้ว ได้ควบคุมประชาชนไปอยู่ตามภาคต่างๆ ของอาณาจักรอัสซีเรีย (อ่าน 2 พงศ์กษัตริย์ 17:1-7) นั่นเป็นจุดไม่วันหวนกลับ! เป็นช่วงเวลานานที่ชนอิสราเอลได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
       สิ่งต่างๆดูไม่เลวร้ายในอาณาจักรฝ่ายใต้ สำหรับอาณาจักรยูดาห์ แต่ก็ใช่จะไร้จุดด่างพร้อย องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพยายามช่วยประชากรของพระองค์จากความผิดอันน่ากลัวที่บังเกิดขึ้นกับอาณาจักรฝ่ายเหนือ ซึ่งในช่วงเวลาไม่นานหลังจากนี้ อาณาจักรบาบิโลนเริ่มเป็นอำนาจคุกคามอาณาจักรฝ่ายใต้ (ยูดาห์ กรุงเยรูซาเล็ม) สิ่งที่น่าเสียใจกษัตริย์หลายองค์ของอาณาจักรยูดาห์ค่อยๆ นำประชาติถลำลึกสู่การหลงเจิ่นจากเส้นทางของพระเจ้า
      
       พระธรรม 2 พงศาวดาร 33:9-10, 21-23 และ 2 พงศ์กษัตริย์ 24:8-9,18-19 กล่าวอะไรเกี่ยวกับการปกครองภายใต้กษัตริย์ยูดาห์บางองค์?

       ในอาณาจักรฝ่ายใต้มีกษัตริย์ไม่ดีขึ้นนั่งบัลลังก์หลายองค์ ขณะเดียวกันมีหนังสือหลายเล่มที่ผู้เผยพระวจนะเขียนขึ้น รวมทั้งพระธรรมเยเรมีย์ก็ถูกเขียนขึ้นในช่วงเวลานี้ หนังสือเหล่านี้บรรจุพระวจนะที่พระเจ้าส่งให้กับประชากรของพระองค์ พระเจ้าทรงพยายามอย่างยิ่งจะหันเหจิตใจประชากรของพระองค์จากความบาป และการหลงทางจากวิถีของพระองค์ซึ่งกำลังกัดกร่อนดวงใจของคนในชาติ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ปล่อยให้ประชากรของพระองค์หลงหายไปโดยปราศจากการให้พวกเขามีเวลา และโอกาสเหลือเฟือที่จะหันหน้าจากทางชั่วร้าย พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะช่วยพวกเขา ให้รอดจากจุดจบน่ากลัว ที่ความบาปของพวกเขาจะนำมาให้       

       เป็นการยากที่คุณจะก้าวออกจากวัฒนธรรมของคุณเอง และสื่งแวดล้อม แล้วมองไปที่ตัวคุณเองโดยปราศจากอารมณ์ ข้อเท็จจริงคือมันเป็นไปไม่ได้ เหตุนี้เราต้องทดสอบขีวิตของเรากับมาตรฐานของพระคัมภีร์เสมอ? เรามีมาตรฐานอะไรอื่นอยู่ไหม?

 
วันอังคาร
  ความชั่วร้ายสองประการ  (เยเรมีย์ 2:1-28)
 
       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 2:1-28 แล้วตอบคำถามต่อไปนี้:

       พระสัญญาอะไรพระเจ้าได้ทรงทำกับชนอิสราเอล เมื่อพวกเขาซื่อสัตย์? (อ่าน ข้อ 2, 3)

       มีสิ่งใดบ้างพวกปุโรหิต พวกผู้แถลงธรรม พวกผู้ปกครอง และพวกผู้เผยพระวจนะ (เทียมเท็จ) กำลังทำอันเป็นความบาป? (อ่าน ข้อ 8)

       ในทางน่ากลัวอะไรบ้างเหล่าประชากรได้ถูกหลอกลวงเกี่ยวกับสภาพแท้จริงในด้านจิตวิญญาณของพวกเขา? (อ่านข้อ 23, 24)


       ทั้งชาติได้รับประสบการณ์การเปลี่ยนบางประการด้านจิตวิญญาณภายใต้การนำของกษัตริย์เฮเซคียาห์ และโยสิยาห์แต่ประชาชนหันไปสู่ทางเดิมของพวกเขา และตกลงสู่การหลงเจิ่นร้ายแรงกว่า ขณะที่ท่านเยเรมีย์ดำเนินพันธกิจการรับใช้ของท่าน ท่านเยเรมีย์พูดอย่างแข็งขันเกี่ยวกับสิ่งกำลังดำเนินไป
       ถ้อยคำของท่านเยเรมีย์ใน เยเรมีย์ 2:13 น่าสนใจมาก ประชาชนได้ทำสิ่งชั่วร้ายสองประการ: (ก) พวกเขาได้ทอดทิ้งองค์พระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุแห่งชีวิต ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ พวกเขาได้ทำแอ่งหินขังน้ำ (cistern) แตก ทำให้ขังน้ำไม่ได้อีกต่อไป

       ใน พระธรรม เยเรมีย์ 2:5 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสว่า “บรรพบุรุษของเจ้าจับความอะไรได้ในเราเล่า  เขาจึงไปห่างเสียจากเรา  และไปติดตามสิ่งไร้ค่า และได้กลายเป็นสิ่งไร้ค่า ไป โดยการหันหลังให้กับพระเจ้าพวกเขาสูญเสียทุกสิ่ง” (เยเรมีย์ 2:5) คำว่า “สิ่งไร้ค่า” พวกเขาจึงเป็นคน “ที่ไร้ค่า” คำในภาษาฮีบรู “สิ่งที่ไร้ค่า” และคน
ที่ “ไร้ค่า” มาจากคำ “เอช.บี.แอล” (hbl)  ซึ่งบ่อยครั้งแปลว่า “ความว่างเปล่า” ซึ่งหมายถึง “หมอก หรือไอน้ำ” หรือ “ลมหายใจ” สิ่งที่น่าสังเกตุคือ “สิ่งที่ไร้ค่า” ที่เรายึดถือไว้จะทำให้เราเป็นคน “ไร้คุณค่า”

 
วันพุธ   
 การคุกคามของชาวบาบิโลน  (เยเรมีย์ 27:6)  
 
       เบื้องหลังเหตุการณ์ด้านการเมืองช่วงที่ท่านเยเรมีย์ดำเนินพันธกิจการรับใช้ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ รายละเอียดหลายอย่างได้หายไป แต่สิ่งที่เราเห็นบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ (บวกกับการค้นพบทางโบราณคดี) มีข้อมูลมากเกินพอจะทำให้เรามองเห็นสภาพทั่วไปของสิ่งได้บังเกิดขึ้น ซึ่งดูเหมือนไม่มีใครมีอำนาจควบคุมขณะชาติต่างๆเหล่านั้นทำสงครามเอาแพ้เอาชนะกัน เพื่อยึดครองพื้นที่ และอำนาจ แต่พระคัมภีร์สอนเราแตกต่างไป

       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 27:6  “บัดนี้เราได้ให้แผ่นดินเหล่านี้ทั้งสิ้นไว้ในมือของ เนบูคัดเนสซาร์
กษัตริย์แห่งบาบิโลนผู้รับใช้ของเรา”
เราควรจะเข้าใจสิ่งนี้อย่างไร?

 
       ช่วงปีต้นๆ ในพันธกิจการรับใช้พระเจ้าของท่านเยเรมีย์ อาณาจักรขนาดเล็กของยูดาห์อยู่ในภาวะชะงักงันท่ามกลางการทำสงครามระหว่างสามมหาอำนาจคือ บาบิโลน และอียิปต์ และแอสซีเรีย (Assyria) เมื่ออาณาจักรแอสซีเรียสูญเสียอำนาจในศตวรรษที่ 7 ก่อน ค.ศ. อียิปต์พยายามจะรวบอำนาจ และควบคุมพื้นที่ทั้งหมด แต่ในการสงครามใหญ่แห่ง “คาร์เชมิ” (Carchemish) ในปี 605 ก่อน ค.ศ. อียิปต์ถูกบดขยี้โดยบาบิโลน และบาบิโลนกลายเป็นมหาอำนาจครองโลกของยุคนั้น
       บาบิโลน (กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์) ได้ทำให้ยูดาห์เป็น “ชาติผู้รับใช้” (vassal) ของบาบิโลน กษัตริย์เยโฮยาคิมแห่งยูดาห์สามารถอยู่บนบัลลังก์เป็นเมืองขึ้นของบาบิโลน ด้วยการกล่าวปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์บาบิโลนแต่ประเทศเล็ก ประเทศน้อยอีกหลายประเทศที่อยู่ภายใต้บาบิโลนไม่ต้องการภักดีต่อบาบิโลน พวกเขาต้องการต่อสู้และปลดแอกตนเองเป็นประเทศอิสระจากอาณาจักรบาบิโลน แต่สำหรับประเทศยูดาห์ พระเจ้าไม่มีแผนให้ชาวยูดาห์ลุกขึ้นต่อสู้ แทนที่จะต่อสู้ พระเจ้าทรงใช้บาบิโลนเป็นเครื่องมือของพพระองค์เพื่อลงโทษยูดาห์สำหรับการหลงเจิ่นจาก
เส้นทางของพระเจ้าของพวกเขา
 
       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 25:8 -12. ท่านเยเรมีย์ มีข่าวสารอะไรสำหรับประชาชนชาวยูดาห์?
 
       ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ท่านเยเรมีย์เตือนประชาชนเกี่ยวกับสิ่งที่จะบังเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความบาปของพวกเขาหลายครั้งผู้นำด้านการเมือง และผู้นำฝ่ายศาสนาปฏิเสธที่จะรับฟังคำเตือน แทนที่จะฟังพวกเขาเชื่อว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงช่วยพวกเขาให้รอดพ้น ทั้งนี้ก็เพราะว่าพวกเขาเป็นพลไพร่พิเศษของพระเจ้า

       เมื่อไรเป็นครั้งสุดท้ายคุณเชื่อในสิ่งที่คุณต้องการจะเชื่อ ไม่ว่าความเชื่อนั้นจะเป็นการเชื่อผิดก็ตาม? คุณ
ได้เรียนรู้บทเรียนอะไรจากประสบการณ์ความเชื่อของชาวยูดาห์ เพื่อที่สิ่งเดียวกันจะไม่เกิดขึ้นอีกกับคุณ?

 
วันพฤหัสบดี 
   การกล่าวปฏิญาณที่ไม่จริง (เยเรมีย์ 5:1)
       พระธรรม เยเรมีย์ 5:1 กล่าวว่า “จงวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในถนนกรุงเยรูซาเล็ม  จงมองและสังเกต จงค้นตามลานเมืองดูทีว่า จะหามนุษย์สักคนหนึ่งได้หรือไม่ คือคนที่กระทำการยุติธรรม  และแสวงหาความจริง เพื่อเราจะได้อภัยโทษให้แก่เมืองนั้น”  เมื่ออ่านข้อความนี้ทำให้เราคิดถึงเรื่องสองเรื่อง เรื่องแรกจาก “ไดโอเกเนส” (Diogenes) นักปรัชญากรีกในศตวรรษที่สี่ก่อน ค.ศ. ชาวกรีกคนนี้เล่าว่าเขาเดินไปรอบๆตลาดในเวลากลางวัน เขาบอกว่าเขากำลังมองหา “ชายที่ซื่อสัตย์” อีกเรื่องหนึ่งพระเจ้าตรัสกับท่านอับราฮัม พระเจ้าบอกกับท่านว่า ถ้าพระองค์พบคนชอบธรรมในเมืองโสโดม 50คน (ท่านอับราฮัม ไม่ค่อยแน่ใจต่อรองลงเหลือ 10 คนพระองค์จะไม่ทำลายเมืองที่โลท และครอบครัวอาศัยอยู่) ปรากฏ
ว่าพระเจ้าไม่พบคนชอบธรรมแม้เพียง 10 คนในเมืองโสโดม
       แต่จุดแท้จริงของ เยเรมีย์ 5:1 คือองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสผ่านท่านเยเรมีย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่า การหลงเจิ่นไปจากพระเจ้าของชาวยูดาห์นั้นร้ายแรงเพียงใด ทั้งกรุงเยรูซาเล็มที่พระวิหารตั้งอยู่ไม่มีคนซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อพระเจ้าแม้เพียงคนเดียว!

       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 5:2, 3. สิ่งชั่วร้ายต่างๆ (ในสายพระเนตรของพระเจ้า) ในกรุงเยรูซาเล็มนั้นสาหัสสากรรจ์เพียงใด? อ่าน เลวีนิติ 19:12)

       ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้นำเราไปสู่จุดที่ปรากฏตลอดพระธรรมเล่มนี้ ไม่ว่าชนชาติของพระเจ้าจะหลงผิดร้ายแรงเพียงใด ถ้าพวกเขาสำนึกผิดและสารภาพกลับใจ พระเจ้าทรงให้อภัยพวกเขาได้ ยังมีคนจำนวนมากเชื่อว่าพวกเขายังคงซื่อสัตย์ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า! พวกเขายังอ้างพระนามของพระองค์ แต่พวกเขากำลังสิ่งที่ “ไม่จริง” แทนที่จะเป็น“ในความสัตย์จริง อย่างยุติธรรม และอย่างเที่ยงตรง” (เยเรมีย์ 4:2) ตามที่พระเจ้าทรงบัญชาพวกเขา พวกเขาไม่ฟังคำเตือนที่มาจากพระเจ้า แทนที่จะฟังพวกเขาดำเนินชีวิตของพวกเขา และปฏิบัติศาสนาประหนึ่งว่าทุกสิ่งถูกต้องระหว่างพวกเขา และพระเจ้า แต่ความจริงมีว่าเกือบจะไม่มีสิ่งใดถูกต้องระหว่างพวกเขากับพระเจ้าเลย
       พลไพร่ของพระเจ้าถูกหลอกให้หลงลึกเพียงใดสามารถเข้าใจได้จาก พระธรรมเยเรมีย์ 7:4 ซึ่งบอกว่า ประชาชนรับเอาคำปลอบประโลมจอมปลอมในถ้อยคำที่ว่า hekhal yhwh hekhal yhwh hekhal yhwh hemma!  ซึ่งแปลว่า “นี่คือพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระวิหารของพระผู้เป็นเจ้า” พวกเขากระทำเหมือนกับ
ว่าพระวิหารเป็นสิ่ง “ทั้งหมด” ที่พวกเขาต้องการ เพื่อทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดีกับพวกเขา แต่เมื่อคุณอยู่ในภาวะวิกฤติ และคุณไม่รับรู้ในสภาพความเป็นจริง สถานการณ์ยิ่งจะเลวร้ายลงกว่าเดิม

       พร้อมด้วยความจริงมหัศจรรย์ ที่พระเจ้าทรงประทานให้คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส เราสามารถจะแน่ใจได้อย่างไรว่า เราจะไม่ตกสู่แนวคิดผิดในความนึกคิดว่า การเน้นความจริงพิเศษในศาสนาของเรานั้นเป็นการเพียงพอแล้วจะช่วยเราให้รอดได้?

 
วันศุกร์
   ศึกษาเพิ่มเติม
       มีความสำคัญแตกต่างกันมากระหว่าง “วิถีของพระเจ้า” และ “เส้นทางของมนุษย์” ในปัจจุบัน และยุคนี้คนจำนวนมาก “ต่อต้าน” ต่อแนวคิดที่ได้รับการบอกจากผู้มีอำนาจข้างนอก (คณะ กลุ่ม พลพรรค์ของตน) ว่าให้ทำอะไร หรือได้รับการบอกถึงสิ่ง “ที่ถูก” และสิ่ง “ที่ผิด” พวกเขาต้องการทำสิ่งต่างๆ ในวิธีของพวกเขา คนเหล่านี้จะทำสิ่งใดๆ ที่พวกเขา
คิดเป็นสิ่ง “ที่ถูก” ในสายตาของพวกเขาเอง ปัญหามีว่าอะไรคือสิ่ง “ที่ถูก” ในสายตาคนหนึ่งบ่อยครั้งเป็นสิ่งผิดในสายพระเนตรของพระเจ้า นั่นคือเหตุผลว่าเราต้องยอมมอบถวายทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่สติรู้ผิดรู้ชอบของเราเองให้กับพระวจนะของพระเจ้า เราจำเป็นต้องทราบว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกในสายพระเนตรของพระองค์
 

คำถามเพื่อการอภิปราย
  1.  มีตัวอย่างที่ดีอะไรบ้างคุณสามารถคิดได้ เกี่ยวกับ “คนดี” แต่ทำในสิ่ง “เลวมาก? อาจเป็นว่าในเวลานั้น
        สิ่งที่พวกเขาทำ พวกเขาคิดว่าพวกตนกำลังทำในสิ่งที่ถูก แต่มาทราบภายหลังว่าไม่ใช่ หลายวัฒนธรรม
        ในปัจจุบันมองย้อนไปยังสิ่ง “น่ากลัว” ของอดีตที่ผ่านมาแล้ว เราสามารถเรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้? เหตุใด
        เราควรยอมรับคำสอนของพระคัมภีร์ และใช้ความระมัดระวังในการตีความหมายพระคัมภีร์ของเรา?
        มีบางครั้งผู้คนใช้ข้อพระคัมภีร์สนับสนุนสิ่งต่างๆที่พวกเขาทำ สิ่งนี้ควรได้บอกเราเกี่ยวกับพระบัญญัติ
        สิบประการว่ามีความสำคัญเพียงใด ในฐานะที่พระบัญญัติสิบประการเป็นพื้นฐานทั้งสิ้นแห่งความเชื่อ
        ของเรา?

                ********************

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272