Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > index Thai SSL 4Q2015 > บทที่ 1: การเรียกเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ > บทที่ 2: วิกฤติการณ์ >
.
บทที่ 3: กษัตริย์ห้าองค์สุดท้ายของอิสราเอล
.
บทที่  3
                                 กษัตริย์ห้าองค์สุดท้ายของอิสราเอล                   
                                           10 - 16  ตุลาคม 2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
2 พงศาวดาร บทที่ 34; เยเรมีย์  22:1-19 ; เยเรมีย์ 29:1-14 ; 2 พงศาวดาร 36:11-14 ; เยเรมีย์ 23:2-8.
 
ข้อควรจำ      เขาพิพากษาคดีของคนจนและคนขัดสน เขาก็อยู่เย็นเป็นสุข ทำอย่างนี้เป็นการรู้จัก
                       เราหรือ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ" (เยเรมีย์ 22:16)


นักเขียนมีชื่อชาวรัสเซีย ไฟโอดอร์ คอสโตวสกี ถูกตัดสินจำคุกสี่ปีในเรือนจำไซบีเรีย
ในช่วงปี ค.ศ.1800 สำหรับความผิดการเป็นปรปักษ์ด้านการเมือง ภายหลังเขาได้เขียนเกี่ยว
กับประสบการณ์ เขาพูดเกี่ยวกับเพื่อนนักโทษของเขาว่า ไม่เคยมีใครรู้สึกเสียใจเกี่ยวกับความประพฤติอันน่ากลัวใน
อดีตของพวกเขา ไฟโอดอร์เขียนว่า “ในช่วงหลายปีที่ข้าพเจ้าอยู่ในเรือนจำ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเครื่องหมายของเปลี่ยน
ใจท่ามกลางนักโทษแม้คนเดียว ไม่ท่าทีของการเสียใจท่ามกลางพวกนักโทษเหล่านั้นสำหรับอาชญากรรมที่พวกเขาได้
ก่อขึ้น พวกเขาส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาทำถูกแล้วสำหรับสิ่งที่พวกเขาได้ทำไป” จากหนังสือ ของคอสโตวสกี ใน “ช่วงปี
การพิสูจน์ว่าบริสุทธิ์”,  หน้า 95.
        
       กษัตริย์ห้าองค์สุดท้ายของยูดาห์ ซึ่งครองราชย์ระหว่างพันธกิจการรับใช้พระเจ้าของท่านเยเรมีย์ ยกเว้นกษัตริย์
โยสิยาห์ กษัตริย์ทั้งห้าองค์ดูเหมือนไม่รู้สึกเสียพระทัยเลยเกี่ยวการกระทำของพวกพระองค์ แต่ได้กลายเป็นสิ่งชัดเจน
และชัดเจนยิ่งขึ้นว่าการกระทำของกษัตริย์เหล่านั้นได้นำปัญหานานัปการมาสู่อาณาจักรยูดาห์ จนองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเตือนพวกพระองค์ผ่านท่านเยเรมีย์ว่า พวกพระองค์จะพบอะไรตามมาบ้าง
       พระเจ้าไม่เคยวางแผนประทานกษัตริย์ให้ปกครองประเทศอิสราเอล เมื่อศึกษาไปจนบทสุดท้ายของสัปดาห์นี้
เราจะเข้าใจดีขึ้นว่า “เพราะเหตุใด” และเราจะเข้าใจความกดดันรุนแรงในเรื่องความยากจนที่ท่านเยเรมีย์ต้องเผชิญ
ในช่วงเวลาส่วนมากของพันธกิจการรับใช้ที่ปราศจาก “การขอบคุณ” ของท่าน

วันอาทิตย์   ภายใต้การปกครองของโยสิยาห์ (2 พงศาวดาร บทที่ 34)

       โยสิยาห์เป็นกษัตริย์องค์ที่สิบหกของอาณาจักรฝ่ายใต้ โยสิยาห์ขึ้นครองราชย์ระหว่างปี 640-609 ก่อน ค.ศ. พระองค์ขึ้นนั่งบัลลังก์ขณะมีอายุแปดปี ภายหลังที่อาณาจักรยูดาห์ได้ถลำลงในความบาปภายใต้กษัตริย์อาโมนพระ
ราชบิดาของพระองค์ และบิดาขึ้นครองราชย์หลังปู่คือมนัสเสห์ ทั้งปู่ และบิดาของโยสิยาห์นับเป็นกษัตริย์ชั่วร้ายที่
สุดของประเทศยูดาห์ ช่วงเวลา 31 ปีแห่งการนั่งบัลลังก์ของกษัตริย์โยสิยาห์ พระองค์ไม่เหมือนกับปู่ และบิดาของ
พระองค์ ท่านเยเรมีย์ได้บันทึกถึงกษัตริย์โยสิยาห์ว่า “และพระองค์ได้ทรงกระทำสิ่งที่ชอบในสายพระเนตรพระเจ้าและ
ทรงดำเนินในมรรคาของดาวิดบรรพบุรุษของพระองค์ และพระองค์มิได้ทรงหันไปทางขวามือหรือซ้ายมือ” (2 พงศ์
กษัตริย์ 22
:2) แต่การปกครองของพระองค์อยู่ในสภาพแวดล้อม ของผู้ไม่เห็นด้วยที่ทำการต่อต้านพระองค์
       “กำเนิดจากสายเลือดกษัตริย์ชั่วร้าย โยสิยาห์เติบโตในสิ่งแวดล้อมของการทดลองให้เดินตามรอยเท้าของบิดา
แต่ที่ปรึกษาน้ำดีไม่กี่คนได้หนุนน้ำพระทัยพระองค์ให้ดำเนินไปในทางที่ถูก ยุวกษัตริย์ทรงรักความจริงของพระเจ้าแห่ง
อิสราเอล ทรงได้รับคำเตือนจากการมองเห็นความผิดพลาดของคนรุ่นอายุที่กำลังจะลาโลกไป โยสิยาห์ทรงเลือกที่จะ
ทำในสิ่งถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า ทรงปฏิเสธจะตกสู่ระดับล่างแห่งความบาปที่บิดา และปู่ของพระองค์ได้ล้ม
ลงไป กษัตริย์โยสิยาห์ไม่หันไปทางขวา หรือซ้ายมือ แต่ทรงยืนหยัดในตำแหน่งแห่งความไว้วางใจ โยสิยาห์ตั้งพระทัย
จะเชื่อฟังคำสั่งสอนพระเจ้าทรงประทานเป็นแนวทางแก่ผู้ปกครองแห่งอิสราเอล พระองค์ทรงเลือกจะเชื่อฟังพระเจ้า และพระเจ้าทรงใช้กษัตริย์โยสิยาห์ในฐานะเป็นผู้รับใช้ซื่อสัตย์ของพระองค์” จาก หนังสือของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และ กษัตริย์” , หน้า 384.

       อ่านพระธรรม 2 พงศาวดาร บทที่ 34 มีอะไรรวมอยู่ในการปฏิรูปของกษัตริย์โยสิยาห์? เหตุใดสิ่งต่างๆ ดัง
กล่าวมีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสภาพด้านจิตวิญญาณของชาวยูดาห์?

       การปฏิรูปของกษัตริย์โยสิยาห์รวมสิ่งสำคัญสองส่วนเข้าด้วยกัน: ประการแรก ทรงเริ่มขจัดรูปเคารพ และการกราบ
ไหว้รูปเคารพ กษัตริย์โยสิยาห์ต้องทำงานหนักเพื่อจะขจัด “การปฏิบัติชั่วที่ติดเป็นนิสัย” ที่ได้ผุดขึ้นทั่วอาณาจักร
       นั่นเป็นเพียงก้าวแรก เพียงท่านโยสิยาห์ได้พยายามขจัดสิ่งชั่วร้ายจากปฏิบัติผิดด้านจิตวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเริ่มติดตามสิ่งถูกต้อง กษัตริย์โยสิยาห์ได้ดำเนิน ประการที่สอง คือหลังจากได้พบ “หนังสือธรรบัญญัติ” และได้ฟังการอ่านหนังสือของพระเจ้าม้วนนั้น พระวจนะตอนนี้กล่าวว่า “พระราชาประทับยืนอยู่ในพระที่ของพระองค์ และ
กระทำพันธสัญญาต่อพระพักตร์พระเจ้า ที่จะทรงดำเนินตามพระเจ้า และรักษาพระบัญญัติพระโอวาท และกฎเกณฑ์ของพระองค์ด้วยสุดพระจิตสุดพระทัย ที่จะทรงประกอบกิจตามถ้อยคำของพันธสัญญา ซึ่งบันทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้”
(2 พงศาวดาร 34
:31)

       อ่าน พระธรรม 2 พงศาวดาร 34:32, 33. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับ “อำนาจ” ของผู้นำที่ดีอะไรบ้าง? ใช้เวลาครุ่นคิด: อะไรคืออิทธิพลจากถ้อยคำ และการกระทำของคุณมีต่อคนอื่น?
 
วันจันทร์   เยโฮอาซ และ เยโฮยาคิม (เยเรมีย์ 22:1-19)

       เยโฮอาซ (หรืออีกชื่อหนึ่ง “ซัลลูม”) อายุ 23 ปีเมื่อขึ้นครองราชย์ต่อจากโยสิยาห์ผู้เป็นบิดา การนั่งบัลลังก์ของ
เขากินเวลาแค่สามเดือน เมื่อฟาโรห์แห่งอียิปต์ถอดออกจากบัลลังก์ และให้น้องชายคือเยโฮยาคิมขึ้นนั่งแทน สาเหตุ
เพราะเขาไม่สนับสนุนด้านการเมืองของอียิปต์ เยโฮอาซถูกคุมตัวไปอียิปต์และเสียชีวิตที่นั่น (ดู 2 พงศาวดาร 36:4 ;
2 พงศ์กษัตริย์ 23:31-34)
       เยโฮยาคิมขึ้นครองราชย์จากปี 609-598 ก่อน ค.ศ. เมื่อเนบูคัดเนสซาร์ยึดครองเยรูซาเล็ม เยโฮยาคิมถูกนำ
ตัวไปบาบิโลนพร้อมเครื่องใช้อันล้ำค่าจากพระวิหาร ช่วงการครองราชย์ของเยโฮอาซ และเยโฮยาคิม ท่านเยเรมีย์ได้
กล่าวเตือนประชาชน และกษัตริย์ทั้งสองว่าได้นำชนชาติของพระเจ้าเดินไปบนเส้นทางผิด

       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 22:1-19 มีปัญหาอะไรบางอย่างของเยโฮยาคิม อันไม่เป็นที่โปรดปรานขององค์
พระผู้เป็นเจ้า?

       พระเจ้าทรงกล่าวเตือนกษัตริย์เยโฮยาคิมด้วยถ้อยคำเฉียบขาดในฐานะผู้นำชั่ว เยโฮยาคิมเป็นกษัตริย์ที่ละโมบ
เห็นแก่ตัว ทรงเก็บภาษีสูง (อ่าน 2 พงศ์กษัตริย์ 23:35) ทั้งนี้เพื่อส่งส่วยให้อียิปต์ ที่เลวร้ายกว่า ทรงใช้แรงงานเทาส
เยโฮยาคิมสร้างพระราชวังเพื่อตัวเองอย่างหรูหรา ไม่ทรงปฏิบัติตามโทราห์ ซึ่งกล่าวสอนไว้ชัดเจนเรื่องใช้ผู้คนให้ทำ
งานจะต้องจ่ายค่าแรงงานให้พวกเขา พระวจนะตอนนี้สอนว่า “เจ้าอย่าบีบคั้นเพื่อนบ้านหรือปล้นเขา อย่าให้ค่าจ้างของลูกจ้างค้างอยู่กับเจ้าจนถึงรุ่งเช้า” (เลวีนิติ19:13) ร้ายกว่านั้น ที่เยโฮยาคิมไม่เหมือนโยสิยาห์ผู้เป็นบิดาคือ ทรงปล่อยให้
มีการนมัสการรูปเคารพเต็มบ้านเต็มเมืองในแผ่นดินยูดาห์อีกครั้งหนึ่ง
       พระธรรม เยเรมีย์ 22:16 เป็นข้อพระคัมภีร์ทรงพลัง ในการเปรียบเทียบความชั่วร้ายของเยโฮยาคิมกับบิดาของ
พระองค์คือโยสิยาห์ พระเจ้าทรงตรัสกับเยโฮยาคิมว่า “เขา (โยสิยาห์) พิพากษาคดีของคนจนและคนขัดสน เขาก็อยู่เย็นเป็นสุข ทำอย่างนี้เป็นการรู้จักเราหรือพระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” ความรู้แท้ของพระเจ้ามาจากที่บุคคลหนึ่งปฏิบัติต่อบุคคล
อื่นที่มีความต้องการอย่างไร.      

       ครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องการให้ความช่วยเหลือ “คนยากจน ขัดสน คนที่มีความต้องการ”
ขึ้นอยู่กับว่าเราได้รู้จัก (และเชื่อในคำสอน) ของพระเจ้ามากเพียงใด... นั่นหมายความว่าอะไร?

วันอังคาร   การครองราชย์ช่วงสั้นๆของเยโฮยาคินแห่งยูดาห์  (เยเรมีย์ 29:1-14

       กษัตริย์องค์ที่สิบเก้าของแผ่นดินยูดาห์คือเยโฮยาคินราชบุตรของเยโฮยาคิม ท่านนั่งบัลลังก์ของดาวิดเป็นเวลาแค่
สามเดือนครึ่ง ในปี 598 ก่อน ค.ศ. เนบูคัดเนสซาร์นำกองทัพของพระองค์มายึดกรุงเยรูซาเล็ม และได้ควบคุมเยโฮยาคินซึ่งเวลานั้นอายุ 18 พรรษาเป็นเชลยไปกรุงบาบิโลน พร้อมทั้งพระมารดา และภรรยาของท่าน และพระบรมวงศานุวงษ์
อีกหลายพระองค์ ในปี 561 ก่อน ค.ศ. หลังจากถูกขังในเรือนจำ 36 ปีเยโฮยาคินได้รับความเมตตาจากกษัตริย์เมโรดัก
ผู้สืบทอดบิดาคือเนบูคัดเนสซาร์ และเยโฮยาคินได้รับความโปรดปรานให้ร่วมโต๊ะเสวยกับกษัตริย์บาบิโลน (อ่าน 2 พงศ์กษัตริย์ 25:27-30 ; เยเรมีย์ 52:31-34)

       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 29:1-14, พระวจนะของพระเจ้าผ่านทางเยเรมีย์ หลังจากกษัตริย์เยโฮยาคิน และครอบครัวของพระองค์ และเชื้อพระวงศ์ถูกจับเป็นเชลย และถูกนำตัวไปบาบิโลน แม้แต่ช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ ความรัก และพระคุณของพระเจ้ายังสำแดงเป็นที่ประจักษ์อย่างไร?

       ข้อพระคัมภีร์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักข้อหนึ่งกล่าวว่า: “พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ” (เยเรมีย์ 29:11) ดังนั้น บัดนี้เราสามารถเข้าใจว่า มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อพระเจ้า
ทรงประทานถ้อยคำเหล่านั้นแก่ท่านเยเรมีย์ กล่าวคือท่านเยเรมีย์จะต้องถ่ายทอดข่าวสารนั้นให้กับชาวยิวทั้งหลายที่เป็น
นักโทษที่ชีวิตพวกเขามีทุกข์โศกเศร้า จากการพ่ายแพ้แก่ทหารของบาบิโลน ไม่ว่าสถานการณ์ของพวกเขาดูเหมือนจะมองไม่เห็นความความสว่าง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประสงค์ให้พวกเขาได้ทราบว่า พระองค์ยังทรงรักพวกเขา และกำลัง
ทำการเพื่อผลดีของพวกเขา ไม่ต้องสงสัยนักโทษชาวยิวทั้งหลายต่างต้อนรับพระสัญญา และถ้อยคำแห่งความหวัง แม้
ว่ายังมีคำเตือน และคำกำชับถึงผลของการไม่เชื่อฟัง พระเจ้ายังคงประทานพระสัญญาแก่ประชากรของพระองค์เกี่ยวกับ “อนาคต และความหวัง”

       อนาคต และความหวังกระนั้นหรือ? คุณสามารถอ้างพระสัญญาอะไรจากพระเจ้าสำหรับ “อนาคต และ
ความหวัง” แม้แต่ในเวลานี้ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็แล้วแต่?

วันพุธ    พบจุดจบเพราะทางตัน   (2 พงศาวดาร 36:11-14)  

       อ่าน พระธรรม 2 พงศาวดาร 36:11-14. ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกเราเกี่ยวกับกษัตริย์ยูดาห์องค์สุดท้ายก่อน
ที่ความหายนะครั้งสุดท้ายของชาติจะมาถึง? มีบทเรียนฝ่ายจิตวิญญาณอะไรเกี่ยวกับ “การหลงทางไปจากพระเจ้า” ซึ่งสอนในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้?

       เศเดคียาห์ (เป็นที่รู้จักในชื่อ “แมททานิยาห์” ด้วย) ขึ้นนั่งบัลลังก์เมื่ออายุ 21 ปี กษัตริย์เนบูคัดเนสซ่าร์จัดให้ท่าน
นั่งบัลลังเป็นหุ่นเชิด น่าเสียดาย ดังข้อพระคัมภีร์ได้กล่าว เศเดคียาห์ไม่ได้เรียนรู้บทเรียนจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับกษัตริย์
ที่อยู่ก่อนหน้าหลายองค์ ดังนั้นผลลัพธ์อย่างที่เห็น ท่านได้นำความหายนะยิ่งใหญ่กว่ามาสู่ประเทศของท่าน
       2 พงศาวดาร 36:14 นำไปสู่จุดลึกในดวงใจของผู้หลงไปจากทางของพระเจ้า จากสิ่งทั้งหมดที่ได้กระทำไปภายใต้
การปกครองของเศเดคียาห์ ชาวยูดาห์ติดตาม “การปฏิบัติในเส้นทางบาปทั้งปวงของชาติ”
       ตรงจุดนี้พวกเขามีชีวิตอยู่หลายร้อยปีหลังจากสมัยอพยพ และย้อนหลังไปไกลกว่านั้น หลังจากที่พระเจ้าทรงเลือก
บรรพบุรุษของพวกเขาให้เป็นประชากรของพระองค์ เป็นชาติดุจประภาคารส่องสว่างแก่ประชาชาติ (เฉลยธรรมบัญญัติ 4:5,8) แต่พวกเขายังถูกกับดักของวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมด้านศาสนาของชาติเพื่อนบ้านกักกันเอาไว้ นั่นคือ “การถือปฏิบัติในการกราบไหว้รูปเคารพ”
       ตรงนี้มีข่าวสารอะไรสำหรับเรา?

       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 38:14-18. กษัตริย์ได้ถามอะไรท่านเยเรมีย์ และเหตุใดจึงถาม?

       องค์พระผู้เป็นเจ้าได้กล่าวชัดเจนหลายหนให้ยูดาห์สวามิภักดิ์แก่บาบิโลน เพราะนี่เป็นบทลงโทษสำหรับความบาปของพวกเขา แต่กษัตริย์เศเดคียาห์ปฏิเสธที่จะฟัง และท่านได้ขอร้องให้อียิปต์ส่งกองทหารมาช่วยต่อสู้กับเนบูคัดเนสซาร์ ชนอิสราเอลพึ่งพาอย่างหนักในกองทหารของอียิปต์เพื่อชัยชนะ แต่กองทหารของเนบูคัดเนสซาร์มีชัยชนะเหนือของทหารของฟาโรห์ในปี 597 ก่อน ค.ศ. การพ่ายแพ้ของอียิปต์ทำให้ความหวังของเยรูซาเล็มถูกปิดตายถาวร เป็นการประทับตราแพ้ไม่เฉพาะเยรูซาเล็ม แต่ชนทั้งชาติด้วย องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงให้โอกาสชาวยูดาห์หลายครั้ง ให้พวกเขากลับใจใหม่หัน
กลับมาพึ่งในพระเจ้า แต่ผู้นำของพวกเขาปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

       เราฐานะเป็นคริสตจักรได้ถูกเรียกให้ลุกขึ้น และส่องแสงไปยังโลกทั้งใบ ที่ไม่มีใครอีกที่เทศนาเรื่องความ
รอดในองค์พระเยซู หลายลักษณะนี่คือสิ่งชาวยูดาห์ถูกขอให้ทำ มีบทเรียนอะไรที่เราสามารถ และควรเรียนรู้สำหรับตัวเราเองจากความผิดพลาดของพวกเขา?

วันพฤหัสบดี   กลุ่มสุดท้ายที่เหลืออยู่  (เยเรมีย์ 39:8, 9)

       มีอะไรเกิดขึ้นกับชนอิสราเอล และเยรูซาเล็ม หลังจากที่พวกเขาปฏิเสธข่าวสารของพระเจ้า? อ่านพระธรรม เยเรมีย์ 39:8, 9.

       หลังจากที่พระเจ้าทรงได้เตือนประชาชน แห่งยูดาห์ว่าจะมีอะไรบังเกิดขึ้นแก่พวกเขาอย่างชัดแจ้ง พวกเขาไม่ต้อง
การจะเชื่อฟังในคำเตือน แต่พวกเขาได้เชื่อในความจริงหลังสิ่งต่างๆได้เป็นไปตามที่พระเจ้าตรัสทำนายไว้ ใครไม่เคยมี
ประสบการณ์ในทำนองเดียวกันนี้? เราได้รับการเตือนจากพระเจ้าไม่ให้ทำบางสิ่ง หาไม่สิ่งเลวร้ายจะเป็นผลตามมา แต่
เรายังทำสิ่งนั้นอยู่ดี และแน่นอน เราได้รับการแจ้งให้ทราบแล้วว่าจะมีอะไรบังเกิดขึ้น และมันก็เกิดขึ้นจริง

       มีข่าวสารอะไรพบได้ใน พระธรรม เยเรมีย์ 23:2-8? พระเจ้าทรงประทานความหวังอะไรแก่ประชาชน?

        ทั้งหมดดูเหมือนสูญสิ้น ชาติของพวกเขาพังทลายลงราบคาบ พระวิหารของพวกเขาถูกทำลาย ผู้นำทั้งหลายถูกควบคุมตังไปเป็นเชลย กรุงเยรูซาเล็มเต็มไปด้วยกองเศษหิน ชนชาติยิว และประชาชนชาวยิว ณ ช่วงเวลานั้นหายไป
จากหน้าประวัติศาสตร์ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับหลายชนชาติ
       แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีแผนอื่น ในข้อพระคัมภีร์ข้างบน (และอีกหลายข้อ) พระองค์ทรงประทานความหวังว่า
ไม่ใช่ทุกคนจะสูญสิ้นไป ทรงประทานความหวังให้พวกเขาว่า “ยังมีชนกลุ่มน้อยที่เหลืออยู่” จะกลับมา และผ่านทางพวกเขา พระสัญญาต่างๆจะสำเร็จสมจริง คำเตือนเเห่งวาระสุดท้าย และความพินาศทรงได้ประทานให้แล้วผ่านเหล่าผู้เผย
พระวจนะ ชึ่งได้ส่งข่าวแห่งความหวังประการเดียวนี้แก่พวกเขาเช่นกัน   
       “ช่วงหลายปีแห่งความมืดมนแห่งความพินาศ และความตาย อันเป็นเหตุนำอาณาจักรยูดาห์ไปสู่จุดสิ้นสุด ได้ทำ
ให้ผู้เข้มแข็งที่สุดรู้สึกสิ้นหวัง แต่ข่าวสารแห่งการหนุนใจจากผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าได้ให้ความหวังแก่พวกเขา ผ่าน
ทางท่านเยเรมีย์ในกรุงเยรูซาเล็ม ผ่านท่านดาเนียลในพระราชวังแห่งบาบิโลน ผ่านท่านเอเสเคียล ณ ฝั่งแม่น้ำ “เชบาร์”
(Chebar) พระเมตตาคุณของพระเจ้าทำให้เกิดความกระจ่างในพระประสงค์นิรันดร์ พระองค์ประทานเครื่องหมายเชิงบวก
แห่งการเต็มพระทัยของพระองค์ ที่จะรักษาพระสัญญาที่ถูกบันทึกไว้โดยท่านโมเสส องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตรัสไว้ว่าพระ
องค์จะทรงทำเช่นนั้นสำหรับเหล่าผู้พิสูจน์ความจริงใจต่อพระองค์ พระวจนะข้อนี้กล่าวย้ำว่า “ท่านทั้งหลายได้บังเกิดใหม่
แล้ว ไม่ใช่จากพันธุ์มตะ แต่จากพันธุ์อมตะ คือด้วยพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิต และดำรงอยู่” (1 เปโตร 1:23)  จาก
หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และ กษัตริย์” , หน้า 464.


วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม
       “ในช่วงปีแห่งการปิดฉากของชนยูดาห์จากการหลงเจิ่นไปจากพระเจ้า คำเตือนของผู้เผยพระวจนะดูเหมือนจะไม่
ประสบผลสำเร็จ และกองทัพของบาบิโลนได้ยกมาเป็นครั้งที่สาม และครั้งสุดท้ายเพื่อโจมตียึดเยรูซาเล็ม ความหวัง
ได้หายไปจากดวงใจทุกดวง ท่านเยเรมีย์กล่าวพยากรณ์ถึงความพินาศย่อยยับ เพราะก่อนหน้านี้ท่านเยเรมีย์หนุนใจ
ให้ยอมแพ้แก่บาบิโลน ผู้นำกลับโกรธหาว่าท่านพูดให้ลางร้ายจึงนำไปขังไว้ในคุก แต่พระเจ้าไม่ทรงหยุดให้ความหวัง
แก่ “คนกลุ่มน้อยที่ยังเหลืออยู่” ผู้ซึ่งยังคงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม ในเวลาดังกล่าวเหล่าผู้มีอำนาจไม่รับฟังคำเตือน และคำแนะนำได้ส่งคนไปเฝ้าระวังท่านเยเรมีย์ ณ ช่วงนี้เองพระเจ้าทรงประทานคำพยากรณ์สดใหม่ เกี่ยวกับว่า “สวรรค์เต็มใจจะให้อภัย และช่วยพวกเขาให้รอด” คำพยากรณ์เหล่านี้เป็นแหล่งพระสัญญาอันไม่ล้มเหลว ที่จะให้การปลอบประโลมแก่คริสตจักรของพระเจ้าจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน” จาก ข้อเขียน ของ เอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และ กษัตริย์” , หน้า 466.
      
อ่านถ้อยคำประโยคที่ว่า “สวรรค์เต็มใจจะให้อภัย และช่วยพวกเขาให้รอด” พระเจ้าทรงประทาน “เนื้อความแห่งคำ
พยากรณ์” แก่เรา เป็นของประทานอัศจรรย์ มีวิธีใดอีกบ้างพระเจ้าทรงสำแดงแก่เรานอกเหนือจากประโยค “สวรรค์เต็ม
ใจจะให้อภัย และช่วยพวกเขาให้รอด” ?

คำถามเพื่อการอภิปราย
 
 1.  เหล่าผู้คนพบกับท่านเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ “และพูดกับเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะว่า ''ขอให้คำอ้อนวอน
       ของข้าพเจ้าทั้งหลายมาอยู่ต่อหน้าท่าน และขอท่านอธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเพื่อทั้ง
       ข้าพเจ้าหลาย เพื่อคนที่เหลืออยู่นี้ทั้งสิ้น (เพราะเรามีเหลือน้อยจากคนมาก ตามที่ท่านเห็นกับตาแล้ว)
       (เยเรมีย์ 42:2)
และใน เยเรมีย์ 42:3 กล่าวเสริมว่า “ขอพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านสำแดงหนทางแก่
       เรา ว่าเราควรจะไปทางไหน และขอสำแดงสิ่งที่เราควรจะกระทำ” 
ทั้งในเยเรมีย์ 42:2 และ 3. ได้กล่าว
         เกี่ยวกับชนสุดท้ายที่เหลืออยู่ที่พระเจ้าทรงใส่พระทัยอย่างยิ่ง

     2. เป็นการง่ายที่เราจะศึกษาประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ และเข้าใจถึงความผิด และความอ่อนแอของ
         ประชากรของพระเจ้าในอดีตที่ผ่านมานานแล้ว และเราก็ควรเข้าใจ เพราะว่าเราได้รับการบอกเล่าว่า
         “เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และบันทึกไว้เพื่อเตือนสติเราทั้งหลายซึ่งกำลัง
       ประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า”
(1 โครินธ์ 10:11) สิ่งที่น่าเศร้าคือ คนเหล่านี้หลายคนเวลานั้น
         ในวัฒนธรรมของพวกเขา พวกเขาคิดว่าพวกตนทำในสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาคิดด้วยว่าพวกเขาทำดีเพียง
         พอต่อพระเจ้า สิ่งนี้ให้การเตือนแก่เราว่าคนหนึ่งอาจกลายเป็นคนตาบอดได้อย่างไรต่อสภาพแท้จริงด้าน
         จิตวิญญาณของเรา? มีทางใดบ้างที่เราจะจัดการกับสภาพแท้จริงด้านจิตวิญญาณของเรา? เหตุใดเรา
         ต้องรักษาไม้กางเขนเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตฝ่ายจิตวิญญาของเรา? มีอะไรอาจเกิดขึ้นกับเรา ถ้า
         เราไม่รักษาสิ่งสำคัญในชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราไว้?

                 *******************
________________________
Additional links on this topic:

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272