Thai Seventh-day Adventist Church of Sourthern California


Home
About Us
Daily Devotion
Calendar
Ministries
News
Online Giving
Sabbath School and Services
Prayer and Request
TV-Radio-Adventist
Bookstore
Members and Friends
New Member Corner
Sermons
Contact Us


Home > Bible Study Helps and Lessons > index Thai SSL 4Q2015 > บทที่ 1: การเรียกเยเรมีย์ผู้เผยพระวจนะ > บทที่ 2: วิกฤติการณ์ > บทที่ 3: กษัตริย์ห้าองค์สุดท้ายของอิสราเอล >
.
บทที่ 4: การแก้ไข และ การลงโทษ
.
บทที่  4
                                 การแก้ไข และ การลงโทษ                 
                                           17 - 23  ตุลาคม  2015
บ่ายวันสะบาโต    
อ่านข้อพระคัมภีร์สำหรับบทเรียนสัปดาห์นี้ :
เยเรมีย์ 17:5-10 ; เยเรมีย์ 17:1-4 ; เยเรมีย์ 11:18-23 ; ยอห์น 3:19 ; เยเรมีย์ 12:1-4 ; เยเรมีย์  14:1-16.
 
ข้อควรจำ   “ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงรักษาข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะได้หาย ขอทรงช่วยข้าพระองค์
                   ข้าพระองค์จึงจะรอด เพราะพระองค์เป็นที่สรรเสริญของข้าพระองค์" (เยเรมีย์ 17:14)


“สิ่งที่เป็นขึ้นแล้ว คือสิ่งที่จะเป็นขึ้นอีก สิ่งที่ทำกันแล้ว คือสิ่งที่จะต้องทำกันอีก และไม่มีสิ่งใดใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์” (ปัญญาจารย์ 1:9)
       ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์? นี่เป็นความจริงแท้ เมื่อพูดถึงชีวิต และงานของผู้เผยพระวจนะของพระเจ้าบ่อย
ครั้งพระเจ้าทรงเรียกพวกเขาให้ประกาศ “คำเตือน และคำว่ากล่าว” กับเหล่าผู้ควรๆได้รู้ดีกว่า ผู้เผยพระวจนะทั้งหลายพยายามซื่อสัตย์ต่อการทรงเรียกของพวกเขา แต่บางครั้งพวกเขาพบการต่อต้านอย่างรุนแรง หรือแม้การโจมตี การถูก
จับตัวจากเหล่าผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ  ที่จริงผู้นำเหล่านี้ควรเป็นกลุ่มแรกรับฟังคำของผู้เผยพระวจนะ จึงไม่น่าประหลาด
ใจพระเยซูทรงตรัสว่า “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยพวกเจ้าก่อสร้างอุโมงค์ฝังศพ
ของผู้เผยพระวจนะ และตกแต่งอุโมงค์ฝังศพของผู้ชอบธรรมให้งดงาม แล้วกล่าวว่า
'ถ้าเราได้อยู่ในสมัยบรรพบุรุษของ
เรานั้น จะได้มีส่วนกับเขา ในการทำโลหิตของผู้เผยพระวจนะให้ตก ก็หามิได้” (มัทธิว 23
:29, 30)
       สัปดาห์นี้เราจะเริ่มศึกษาถึงความยุ่งยากลำบากของท่านเยเรมีย์ พันธกิจรับใช้พระเจ้าของท่านดูเหมือนไม่มีอะ
ไรมาก เพียงแต่ “การว่ากล่าว”, “การเตือน” แต่เมื่อท่านเยเรมีย์ว่ากล่าวตักเตือน พวกผู้นำกลับทำโทษ หรือกลั่นแกล้ง
ท่านเยเรมีย์เป็นการแก้เผ็ด

วันอาทิตย์   สองทางเลือก  (เยเรมีย์ 17:5-10)

       จากบทต้นๆของพระธรรมปฐมกาลจนถึงไม่กี่บทสุดท้ายของพระธรรมวิวรณ์ พระคัมภีร์เสนอเราเพียงสองทาง
เลือกให้เราดำเนินชีวิต ถ้าเราไม่ติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยสุดจิต สุดดวงวิญญาณ หรือไม่เราก็ปฏิเสธไปเลย พระ
เยซูทรงตรัสถ้อยคำที่หลายคนรู้สึกว่าเป็นการรบกวนใจว่า “ผู้ใดไม่อยู่ฝ่ายเราก็เป็นปฏิปักษ์ต่อเรา และผู้ใดไม่รวบรวม
ไว้กับเรา ก็เป็นผู้กระทำให้กระจัดกระจายไป” (ลูกา 11
:23) นี่เป็นคำกล่าวที่ทรงพลัง และชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งอยู่ฝ่ายจิต
วิญญาณว่ามีความยิ่งใหญ่กว่าที่เราตระหนัก เป็น “การต่อสู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ (ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน) เป็นหัวข้อระดับพื้นฐานที่สุด กระนั้นพระเยซูไม่ทรงตรัสสิ่งใดใหม่ หรือแตกต่างจากเดิม เพราะเคยเป็นอย่างนี้เสมอมา
      
       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 17:5-10. มีหลักการสำคัญด้านจิตวิญญาณอะไร เราพบตรงนี้เกี่ยวกับ “การต่อ
สู้ขับเคี่ยวยิ่งใหญ่ระหว่างพระคริสต์ และซาตาน” ?

       ความหมายของถ้อยคำเหล่านี้น่าจะอธิบายถึงความเกี่ยวพันด้านการเมืองของยูดาห์กับชาติอื่นๆ พระเจ้าทรงต้องการให้พวกเขาเข้าใจว่า การช่วยเหลือเพียงหนึ่งเดียวของพวกเขาคือพระเจ้า ไม่ใช่อำนาจด้านเมือง หรือกำลัง
ทหาร นี่เป็นจุดพวกเขาจะเรียนรู้ภายหลัง แต่กลับเป็นภายหลังที่สายเกินไปไกลแล้ว องค์พระผู้เป็นเจ้าสามารถใช้
คนอื่นให้ช่วยเราได้ แต่ท้ายสุดเราต้องไว้วางใจในพระองค์แต่ผู้เดียว และเราสามารถมั่นใจได้เสมอว่าพระเจ้าทรง
ประสงค์เพียงสิ่งดีที่สุดสำหรับเรา
       พระธรรมเยเรมีย์ให้เหตุผลในการเตือนเรื่องดวงใจมนุษย์ว่า “จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด  มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว ผู้ใดจะรู้จักใจนั้นเล่า” (เยเรมีย์ 17:9) คำในภาษาฮีบรูกล่าวว่าดวงใจของมนุษย์ชั่วร้ายมากยิ่งกว่า
“สิ่งใด” ความน่าสะพรึงกลัวด้านร่างกายจากผลลัพธ์ของความบาปไม่เลวร้ายเท่ากับผลลัพธ์ด้านจิตวิญญาณ ปัญหาก็คือ
จิตใจของเรามีความบาปเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้นเราไม่สามารถทราบได้เต็มๆว่าเราเลวทรามเพียงใด ท่านเยเรมีย์ได้เรียนรู้ด้วยตัวท่านเองว่า “การเลือก” และ “ความปรารถนา” ของมนุษย์ร้ายกาจยิ่งนัก
      คุณสามารถจะไว้วางใจในพระเจ้าได้มากกว่าที่ผ่านมาได้อย่างไร? มีทางใดที่คุณสามารถก้าวออกมาในความเชื่อ เดี๋ยวนี้ และทำในสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า?
 
วันจันทร์   ความบาปของยูดาห์  (เยเรมีย์ 17:1-4)

       แน่นอนงานของท่านเยเรมีย์ไม่ใช่เป็นของง่าย อาจมีบางคนถือเป็นเรื่องแปลก และมีความสะใจจากการชี้ความ
บาปของคนอื่น แต่ส่วนมากแล้วรู้สึกว่าเป็นงานทำให้ไม่สบายใจ เมื่อคนถูกชี้ความผิดจะรู้สึกว่าตน หรือพวกตนถูก
วิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาอาจโกรธคุณ แต่มีบ้างคนทำผิดเมื่อได้รับตักเตือนแล้วเขาสำนึกผิด เสียใจและเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม คนส่วนมากจะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อพวกเขาถูกตำหนิตรงๆ หรือด่าว่าแรงๆ เหมือนกับผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย ถ้อยคำของท่านเยเรมีย์เป็นการกล่าวเตือนตรงๆ และหนักหน่วงตามสภาพของความบาป
 
       อ่าน พระธรรม เยเรมีย์ 17:1-4. มีการเตือนอะไรบ้างที่ท่านเยเรมีย์ให้กับประชาชน?
 
       ถ้อยคำที่ทำให้มองเห็นภาพของความบาปสลักอยู่บนดวงใจเป็นสำนวนที่มีพลังมาก ทั้งสอนเราว่าความบาปฝัง
รากลึกเพียงใด แนวคิดไม่ใช่เพียงความบาปถูกเขียนไว้ที่นั่นด้วยปากกา แต่เป็นการสลัก (เหมือนสลักหิน) หรือเป็นการ
แกะสลักไม้ด้วยสิ่ว ทั้งหมดกลายเป็นสิ่งมีพลัง เมื่อคนหนึ่งจำได้ว่าถ้อยคำขององค์พระผู้เป็นเจ้าให้กับชาวยูดาห์ผู้ดำรง
อยู่ในอดีต พระวจนะตอนที่นี้กล่าวว่า “ถ้าท่านฟังพระสุรเสียงแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน โดยรักษาพระบัญญัติและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่งจารึกไว้ในหนังสือของกฎหมายนี้ ถ้าท่านทั้งหลายหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านด้วยสุดจิตสุดใจของท่าน” (เฉลยธรรมบัญญัติ 30:10) (อ่านพระธรรม เพลงสดุดี 40:8 และ เยเรมีย์ 31:33 ด้วย) ความรักและ การเชื่อฟังพระบัญญัติของแท้จะต้องหลั่งออกมาดวงใจ แต่บัดนี้ความบาปของพวกเขาคือการละเมิดพระบัญญัติ
(1 ยอห์น 3:4) จึงเป็นความบาปต่างหาก ที่สลักแน่นในดวงจิตของพวกเขา
       “อย่าให้ใครอ้างตนเป็นผู้ถือรักษาพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะพวกเขา “ถือรักษา” พระบัญญัติแต่ภายนอก
แล้วพวกเขาจะหนีพ้นการลงโทษของพระเจ้าได้ อย่าให้ใครปฏิเสธการเตือนสอนเรื่องอย่าให้ทำความชั่ว และอย่า
ให้ใครปรักปรำผู้รับใช้ของพระเจ้า เพราะพวกเขากระตือรือร้นทำการ “ชำระบ้านให้สะอาด” เพื่อขจัดการทำชั่วในคริสต
จักร”  จาก หนังสือ ของเอลเลน จี. ไวท์. ใน “ผู้เผยพระวจนะ และกษัตริย์” , หน้า 416.

       เหตุใดจึงกล่าวว่าการทำความบาปเหมือนการสลักลงบนดวงใจ? ความคิดเช่นนั้นทำให้ใจเกิดห่อเหี่ยว ! ถ้อยคำอะไรวาดให้มองเห็นภาพเกี่ยวกับงานการทำสะอาดดวงใจว่าต้องลงลึกเพียงใด? มีวิธีเดียวอะไรที่จะ
ทำการชิ้นนี้ได้?

วันอังคาร   การเตือนท่านเยเรมีย์  (เยเรมีย์ 11:18-23

         “หลักการพิพากษามีอย่างนี้ คือความสว่างได้เข้ามาในโลกแล้ว แต่มนุษย์ได้รักความมืดมากกว่ารักความสว่าง เพราะกิจการของเขาเลวทราม” (ยอห์น 3:19)

       เรื่องเศร้าของท่านเยเรมีย์คือ ศัตรูของท่านเป็นบุคคลกลุ่มเดียวที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพยายามช่วยให้รอด พระเจ้า
ประสงค์จะช่วยพวกเขาให้รอดการถูกลงโทษรุนแรง ซึ่งแน่นอนกำลังจะมาถึง ปัญหาคือบ่อยครั้งประชาชนไม่ต้องการ
จะรับฟังสิ่งที่พวกเขาจำเป็นต้องได้ยิน ทั้งนี้เพราะข่าวสาร คำเตือนนั้นรุนแรง เหมือนกับการใช้มีดตัดเข้าไปยังความปรารถนาแห่งความบาปของพวกเขา

       อ่าน พระธรรม เยเรมย์ 11:18-23. มีอะไรกำลังเป็นไปตรงนี้?  ถ้อยคำในข้อพระคัมภีร์วาดให้มองเห็นภาพ
ซึ่งยังคงเตือนอะไรเรา?

      ในอิสราเอลช่วงสมัยพระคัมภีร์ เหล่าผู้กล่าวพยากรณ์เท็จในนามของพระเจ้าอาจถูกลงโทษถึงตาย แต่ไม่มีตัวอย่าง
ของใครจากตำบลอานาโธทคิดว่าท่านเยเรมีย์กล่าวพยากรณ์เท็จ กระนั้นดูเหมือนพวกเขาไบม่ต้องการให้ท่านเยเรมีย์ปริปาก พวกเขาไม่ต้องการได้ยินท่านเยเรมีย์กล่าวอะไร พระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพวกเขาวางแผนฆ่าท่านเยเรมีย์หรือไม่
แต่นักศึกษาพระคัมภีร์บางคนคิดว่า พวกเขาอาจกำลังคิดฆ่าท่านเยเรมีย์ด้วยการวางยาพิษ
       อย่างที่เราทราบมา ตำบลอานาโธทเป็นบ้านเกิดของท่านเยเรมีย์ และผู้คนในตำบลนี้ปฏิเสธจะต้อนรับข่าวสารของ
ท่าน พวกเขาแม้แต่คิดจะกำจัดท่าน แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแห่งความยุ่งยากของท่านเยเรมีย์ มีผู้คนกลุ่มใหญ่กว่าคิด
ฆ่าท่านเยเรมีย์ในตอนหลัง อย่างไรก็ดีมีผู้คนกลุ่มเล็กไม่ต้องการฆ่าท่าน คือกลุ่มคนที่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า
       สิ่งที่น่าสนใจคือคำพรรณนา “เหมือนลูกแกะที่ถูกนำไปฆ่า” ทำให้เราคิดถึงการถวายบูชาของพระเยซู ในลักษณะหนึ่ง ท่านเยเรมีย์เป็นตัวอย่างของพระคริสต์ กล่าวคือท่านเยเรมีย์มีศัตรูจำนวนมาก เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ท่านพยายามจะช่วย สถานการณ์นี้ในชีวิตของท่านเยเรมีย์ช่วยเราให้ระลึกถึงสิ่งที่พระเยซูต้องก้าวผ่านในพันธกิจการรับใช้ของพระองค์ในช่วงเริ่มต้น (อ่าน ลูก 4:14-30)

       เมื่อไรเป็นครั้งสุดท้ายคุณได้ยินบางสิ่งคุณทราบว่าเป็นสิ่งถูกต้อง แต่คุณเพียงแค่ไม่อยากได้ยิน? อะไร
คือความคิดเห็นแรกของคุณ? ในกรณีเช่นนี้ เหตุใดเราต้องเรียนรู้จะแบกไม้กางเขนของเรา?

วันพุธ    บทเพลงแห่งความเศร้าโศก   (เยเรมีย์ 12:1-4)  

       ในพระธรรม เยเรมีย์บทต้นๆ พระเจ้าทรงเตือน (เยเรมีย์) ผู้รับใช้ของพระองค์ ว่างานในฐานะผู้เผยพระวจนะจะไม่
เป็นงานง่าย เมื่อพระเจ้าทรงเรียกท่านเยเรมีย์มาทำหน้าที่ผู้เผยพระวจนะ พระองค์บอกท่านเยเรมีย์ว่า เจ้าชายแห่งยูดาห์ กษัตริย์หลายองค์ เหล่าปุโรหิต และประชาชนทั่วไป “เขาทั้งหลายต่อสู้กับเจ้า แต่จะไม่ชนะเจ้า เพราะเราอยู่กับเจ้า เพื่อจะช่วยกู้เจ้าไว้ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” (เยเรมีย์ 1:19) ไม่สงสัยเลยว่า คำเตือนที่บอกว่า เหล่าผู้นำ และผู้คนที่เป็นประชากรของพระเจ้าส่วนมากจะพากันต่อต้าน ที่จริงแล้วท่านเยเรมีย์ยังไม่ทราบแม้ครึ่งหนึ่งของสิ่งจะเกิดขึ้น และเมื่อความยากลำ
บากประดังกันเข้ามา ท่านเยเรมีย์รู้สึกท้อแท้ และเจ็บปวด

       มีประเด็นสามัญอะไรผู้เผยพระวจนะต่อสู้ดิ้นรน ตามที่บันทึกใน พระธรรมเยเรมีย์ 12:1-4?  ท่านผู้เผยพระวจนะมีท่าทีอะไรต่อเหล่าคนที่ทำบาป? สิ่งนี้บอกอะไรเราเกี่ยวกับความรู้สึกของมนุษญ์แม้ว่าจะเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระเจ้า?
       พระธรรมเยเรมีย์ 12:1 เต็มไปด้วยภาษากฏหมายปรากฏในพระคัมภีร์เดิม: ภาษาฮีบรูสำหรับ “ผู้บริสุทธิ์”
“นำคดีขึ้นศาล” และ “ความยุติธรรม” ท่านผู้เผยพระวจนะรู้สึกสับสนในสิ่งที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นจึงนำ “คดี” ขึ้นฟ้องร้องต่อพระเจ้า” (อ่าน เฉลยธรรมบัญญัติ 25:1) สิ่งที่ท่านพร่ำบน (ในลักษณะการฟ้อง) เป็นเรื่องสามัญที่คนหนึ่ง
รู้สึก: ว่าเหตุใดคนชั่ว คนไม่ซื่อสัตย์ดูเหมือนประสบความสำเร็จอยู่ดีมีสุข        
       เราสามารถเข้าใจได้ว่าท่านเยเรมีย์รู้สึกอย่างไร ท่านต้องการให้ผู้ที่ทำบาปได้รับการลงโทษ ท่านไม่ได้พูดตรงนี้
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ ท่านพูดในฐานะเป็นมนุษย์ผู้ล้มลงในความบาป ที่มีความต้องการพระคุณ ผู้ไม่เข้าใจว่า
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่าง ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าถูกเรียกมาให้ประกาศความจริงของพระองค์แก่ผู้นำ และประชากร
ผู้หลงหาย เหตุใดท่านเยเรมีย์ต้องเป็นเหยื่อของผู้วางแผนร้ายในหมู่บ้านของท่านเอง? ท่านเยเรมีย์ไว้วางใจในพระเจ้า
แต่ท่านไม่เข้าใจจริงๆว่าเหตุใดสิ่งต่างๆ กำลังเกิดขึ้นในลักษณะอย่างที่มันทั้งหลายกำลังเป็นอยู่

       เราสามารถเรียนรู้จะวางใจในพระเจ้าได้อย่างไร แม้ว่าสิ่งเลวร้ายต่างๆเกิดขึ้น ดูเหมือนจะไม่สมเหตุผลสำหรับเรา?

วันพฤหัสบดี   สถานการณ์ร้ายแรง  (เยเรมีย์ 14:1-10)

       อ่าน พระธรรมเยเรมีย์ 14:1-10.  มีอะไรเกิดขึ้นตรงนี้?

       ความแห้งแล้งได้เกิดขึ้นกับแผ่นดินปาเลสไตน์ ทุกเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ตำบล หมู่บ้านต่างได้รับความทุกข์ยาก ทั้งคนจน และคนรวยต่างต้องพบกับความยากลำบาก แม้แต่สัตว์ป่าไม่อาจมีชีวิตรอดเมื่อไม่มีแหล่งน้ำ คนรวยไปรอคนรับใช้ที่ประตูเมือง หวังว่าผู้รับใช้ที่ส่งออกไปตักน้ำจะได้น้ำกลับมา แม้แต่ตาน้ำพุยังเหือดแห้งไป และเมื่อปราศจากน้ำชีวิตไม่อาจหายใจอยู่ต่อไป ความทุกจ์ลำเค็ญเพิ่มมากขึ้นในแต่ละวัน คนทั้งหลายสวมเสื้อผ้าสำหรับไว้ทุกข์ และเดินก้มหน้ามองที่พื้นดิน บางคนทนอดอยากไม่ไหว อยู่ดีๆคุกเข่าลงกับพื้น ร้องอ้อนวอนอธิษฐานต่อพระเจ้า
       ในเวลามีปัญหารุนแรงเช่นนี้ เป็นเรื่องธรรมดาผู้คนจะพากันไปที่พระวิหารในกรุงเยรูซาเล็ม (โยเอล 1:13-14 ;
โยเอล 2:15-17) พวกเขาพากันอดอาหาร และถวายบูชาพิเศษแด่พระเจ้า
       ท่านเยเรมีย์มองเห็นความร้อนรนของประชาชน แต่ท่านทราบดีว่าพวกเขาไม่ต้องการเข้าหาองค์พระผู้เป็นเจ้า พวก
เขาต้องการเพียงน้ำ ความเศร้าของท่านเยเรมีย์คงมีต่อไป ท่านเยเรมีย์อธิษฐานอย่างเอาจริงเอาจังเช่นกัน ไม่ใช่เพื่อขอ
น้ำ แต่ขอพระเมตตา และการมาสถิตอยู่ของพระเจ้า
       ท่านเยเรมีย์เข้าใจว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นของความยากลำบากกำลังจะมาถึง พระเจ้าทรงทราบดวงใจของประ
ชาชน และทราบว่าถ้าพระองค์นำเอาความแห้งแล้งกันดารออกไป ความหวังจะเห็นประชาชนกลับใจใหม่เปลี่ยนแปลง
จะพลอยปลาสนาการไปด้วย ประชาชนพยายามทำทุกสิ่งเพื่อจะเปลี่ยนสถานการณ์ อันรวมไปถึง การเดินทางไปที่กรุงเยรูซาเล็มร่วมกันอธิษฐาน ทำการอดอาหาร สวมเสื้อผ้าไว้ทุกข์ และทำการถวายบูชา แต่พวกเขาลืมสิ่งหนึ่ง คือการกลับใจใหม่จริงๆ

       อ่าน พระธรรมเยเรมีย์ 14:11-16. เราจะเข้าใจในเรื่องนี้อย่างไร?

        "แม้ว่าบาปชั่วของข้าพระองค์ทั้งหลาย ก็เป็นพยานปรักปรำข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าขอพระองค์โปรดเถิดเพื่อเห็นแก่พระนามของพระองค์ บรรดาการกลับสัตย์ของข้าพระองค์ทั้งหลายก็มากยิ่ง ข้าพระองค์ทั้งหลายกระทำบาปต่พระองค์”
(เยเรมีย์ 14
:7) เราได้รับการบอกว่า  “จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ” (1 เธสะโลนิกา 5:17แต่พระเจ้าผู้ทราบสรรพสิ่งจาก
จุดเริ่มต้นจนสุดท้าย ทรงกำลังสำแดงให้ท่านเยเรมีย์มองเห็นว่า ปวงชนชาวยูดาห์ช่างชั่วร้าย และล้มลงในความบาป แน่
นอนพระเจ้าทรงมองทะลุดวงจิตของผู้คน และทรงทราบอนาคต ซึ่งเราไม่ทราบ ดังนั้นพระคัมภีร์ใหม่ให้คำแนะนำแก่เรา 
ว่า “จงอธิษฐาน”  แม้แต่อธิษฐานเผื่อศัตรู อย่าให้เราสูญเสียอำนาจใดๆ ของการอธิษฐาน

วันศุกร์   ศึกษาเพิ่มเติม: 
       เมื่อสิ่งน่ากลัวอุบัติขึ้น ผู้คนพูดกันว่า หรือเราเองคิดว่า: ฉันไม่เข้าใจสิ่งนี้ มันไม่สมเหตุสมผลเลย ซึ่งก็ดีแล้ว เป็น
เหตุผลดีที่เราไม่เข้าใจมัน เพราะไม่ใช่สิ่งที่เราจะเข้าใจได้ สมมติเราสามารถเข้าใจในเรื่องนี้ สมมติว่ามันสมเหตุผล สมมติมันลงตัวกับแผนที่มีเหตุผล อย่างนี้มันก็ไม่ใช่สิ่งชั่ว มันจะไม่ใช่สิ่งร้ายแรง เพราะว่ามันรับใช้วัตถุประสงค์ที่มีเหตุผล ช่าง
เป็นสิ่งสำคัญเราจะระลึกว่านั่นเป็นสิ่งชั่ว และเป็นความบาปเช่นกัน ลักษณะเช่นนี้บ่อยครั้งไม่อาจอธิบายได้ แต่สิ่งที่เรามี
คือสิ่งได้เกิดขึ้นบนไม้กางเขน สิ่งนี้สอนเราเกี่ยวกับความรัก และคุณความดีของพระเจ้า ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่น่ากลัว
เพียงใด สิ่งชั่วคือความบาปที่เป็นสาเหตุทำให้มันเกิดขึ้น

คำถามเพื่อการอภิปราย
 
 1.  ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับแนวคิดที่ว่า “สิ่งชั่ว และความทุกข์ยาก” ไม่ใช่สิ่งที่มีเหตุผล และพวกมัน
         ไม่สมเหตุผล หรือหาคำอธิบายที่ดีมาอธิบายได้ เหตุใดจึงดีกว่าที่จะปล่อยให้เป็นแบบนั้น? คิดเกี่ยวกับ
         เรื่องนี้ สิ่งน่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้น บางทีอย่างเด็กอายุยังน้อยตายจากโรคร้ายน่าหวาดหวั่นหลังจากทุกข์
         ทรมานมาหลายปี เราต้องการจริงๆ จะเชื่อว่ามีสิ่งที่ดี และสมเหตุสมผลสำหรับสิ่งดังกล่าวไหม? ไม่เป็น
         การดีกว่าหรือ ที่จะอธิบายว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว และชั่วร้ายอันเป็นผลลัพธ์ของการที่เรามีชีวิตอยู่ในโลกที่
         ได้ล้มลงในความบาป? อภิปรายในชั้น

                 ********************

Home | About Us | Daily Devotion | Calendar | Ministries | News | Online Giving | Sabbath School and Services | Prayer and Request | TV-Radio-Adventist  | Bookstore | Members and Friends  | New Member Corner  | Sermons  | Contact Us

10855 New Jersey St • Redlands, CA, 92373-6253• 909-335-2272